รู้ทันบริษัทประกันภัย และรู้เท่าทันกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย ก่อนจะเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายคนคิดว่าแค่มีประกันภัยก็คงพอแล้ว แต่ในความจริง การ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่คุณต้องเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งมักกลายเป็นประเด็นปะทะกันระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยอย่างไม่รู้จบ และในหลายๆ เคส การเดินเรื่องด้วยตัวเอง แม้แต่การไปร้องเรียนที่ คปภ. ก็อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี หากคุณไม่มีความรู้หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ
ตัวอย่างเคสจริง: คุณ A เดินเรื่องเอง แต่สุดท้ายกลับเสียเปรียบ

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนคือ เคสของ คุณ A ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 รถของคุณ A ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องส่งซ่อมนานถึง 240 วัน แต่เมื่อถึงเวลายื่นเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ บริษัทประกันภัยกลับเสนอให้เพียงแค่ 60 วัน ๆ ละ 500 บาท เท่านั้น รวมเป็นเงินเพียง 30,000 บาท
เมื่อคุณ A เห็นว่าตัวเลขที่ได้รับไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจไปร้องเรียนกับ คปภ. ด้วยตัวเอง หวังว่าหน่วยงานกลางจะช่วยเจรจาเพื่อความยุติธรรม แต่ผลที่ได้คือ คปภ.นัดไกล่เกลี่ยและบริษัทประกันภัยก็เพียง “เพิ่มให้เป็น 70 วัน” เท่านั้น ยอดรวมเป็น 35,000 บาท ซึ่งยังห่างไกลจากความเสียหายจริง
ไกล่เกลี่ย…หรือถูกเกลี้ยกล่อม?

หลังจากที่คุณ A เห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อขอคำปรึกษาจาก ทนายอาร์ม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยโดยเฉพาะ แต่ทว่าก็พบว่า… ช้าไปแล้ว เพราะการที่คุณ A ไปร้องเอง และเข้าสู่กระบวนการเจรจากับบริษัทประกันภัยก่อน โดยไม่มีทนายหรือผู้รู้กฎหมายอยู่ด้วย ทำให้เสียเปรียบตั้งแต่ต้น
ทนายอาร์ม อธิบายว่า
“การไกล่เกลี่ย ถ้าไม่มีความรู้ = ไปถูกเกลี้ยกล่อม”
เพราะบริษัทประกันภัยมีความพร้อมด้านกฎหมาย ทีมเจรจา และกลยุทธ์เชิงจิตวิทยา พอผู้เสียหายไม่มีความรู้ ก็อาจหลงเชื่อหรือยอมตกลงโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเสียสิทธิ์ไปแล้ว
รู้หรือไม่? ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ “เรียกได้มากกว่าวันละ 500 บาท!”

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เรียกได้เพียงวันละ 300–500 บาท แต่ในความเป็นจริง หากผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ว่าการไม่ได้ใช้รถทำให้สูญเสียรายได้ เช่น ใช้รถทำธุรกิจ ส่งของ หรือมีความจำเป็นใช้รถจริงๆ ก็สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ได้มากกว่านั้น และอาจมากถึงวันละ 800–1,500 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบแต่สิ่งที่สำคัญคือ…
คุณต้องมีความรู้ และต้องรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย
เพราะบริษัทมักเสนอจ่ายต่ำ ๆ ก่อน หากคุณไม่ท้วง ไม่ขอเจรจา หรือไม่มีผู้ช่วยที่เข้าใจสิทธิของคุณ เงินที่ควรได้รับก็อาจหลุดลอยไป
คำแนะนำจากทนายอาร์ม: อย่าไปร้อง คปภ. เอง ถ้าไม่มั่นใจ
หลายคนคิดว่า คปภ. คือที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งในทางทฤษฎีใช่ แต่ในทางปฏิบัติ หากคุณเข้าไปโดยไม่มีแผน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง คุณอาจเจอสิ่งที่เรียกว่า “ไกล่เกลี่ยแบบลดสิทธิ” เพราะบริษัทประกันภัยมักใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่เจรจาให้จ่ายน้อยลง โดยหวังว่าผู้เสียหายจะ “ยอมรับ” ข้อเสนอเพื่อให้เรื่องจบเร็ว
ดังนั้น ทนายอาร์มจึงแนะนำว่า
“หากจะไป คปภ. ควรให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้น หรืออย่างน้อยก็ขอคำปรึกษาก่อน”
เพราะหากคุณเสียเปรียบในชั้น คปภ. แล้ว จะย้อนกลับมาแก้ไขในภายหลังได้ยากมาก หรืออาจเสียสิทธิ์โดยสมบูรณ์
อย่าเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น! ดูคลิปเทคนิคเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากทนายอาร์มก่อน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกตีราคาชีวิตหรือทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะทุกสิทธิของคุณสามารถเรียกร้องได้อย่างถูกต้อง หากคุณรู้วิธี
ติดตามคลิปเทคนิคดี ๆ จากทนายอาร์ม
สอนวิธีเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างละเอียด ทั้งหลักฐาน วิธีเจรจา และกลยุทธ์ป้องกันการเสียเปรียบ
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.1
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.2
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.3
รถชนเรียกค่าเสียหาย อย่าประมาทเรื่องความรู้
- บริษัทประกันภัยมักมีทีมเจรจาและกลยุทธ์
- ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกได้มากกว่าที่คิด
- การไปร้อง คปภ. เอง หากไม่มีข้อมูล อาจกลายเป็นการเสียสิทธิ
- ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
อย่ารอให้รถชนแล้วเสียสิทธิแบบคุณ A
เพราะการรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย คืออาวุธที่ดีที่สุดของผู้เสียหาย
อย่าลืมว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความเตรียมพร้อมตั้งแต่รถยังไม่ชน พร้อมใช้ทุกเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อลดภาระความรับผิดของตนเองให้มากที่สุด ดังนั้น ผู้เสียหายอย่างเราก็มีสิทธิ์ในการปกป้องตนเองเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเจรจาแบบเอาเปรียบ เพราะ “เดินเรื่องเอง = เสียเปรียบ” อย่างแน่นอน หากคุณไม่อยากให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเสียเปรียบ ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

