ในยุคที่การทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้บัตรประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการยืนยันตัวตนในหลายช่องทาง ตั้งแต่การเปิดบัญชีธนาคาร การสมัครแอปกู้เงิน ไปจนถึงการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ แต่คุณเคยรู้หรือไม่ว่า หากบัตรประชาชนของคุณหาย อาจกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพสวมรอย นำข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไปก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การขโมยตัวตน” (identity theft) ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งทางกฎหมายและชื่อเสียงได้มากกว่าที่คิด
เคสจริง : บัตรหาย กลายเป็นหนี้ก้อนโต

หลายคนอาจมองว่าการทำบัตรประชาชนหายเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความจริงกลับมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่พบว่าตนเองถูกนำบัตรประชาชนไปใช้เปิดบัญชีม้า หรือสมัครแอปเงินกู้โดยไม่รู้ตัว เช่น กรณีของนักศึกษาในกรุงเทพฯ รายหนึ่ง ที่บัตรประชาชนหายระหว่างเดินทางกลับหอพัก ไม่ถึง 1 เดือนถัดมา กลับได้รับเอกสารทวงหนี้จากบริษัทปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ยอดเงินกว่า 50,000 บาท
จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำภาพบัตรประชาชนของเธอไปใช้สมัครแอปพลิเคชันกู้เงินหลายแห่ง โดยมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี deepfake เปลี่ยนหน้าคนในคลิปยืนยันตัวตนให้คล้ายกับผู้เสียหาย ทำให้บริษัทอนุมัติเงินกู้โดยไม่รู้ว่าเป็นการปลอมตัว และเมื่อถึงเวลาทวงหนี้ คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือเจ้าของชื่อในบัตร
อะไรคือการขโมยตัวตน (Identity Theft)?

การขโมยตัวตนคือการที่บุคคลอื่นนำข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด หรือแม้แต่รูปถ่าย ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะเพื่อกู้เงิน เปิดบัญชีธนาคาร สมัครบริการ หรือแม้แต่กระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ โดยผลกระทบจะตกอยู่กับเจ้าของตัวจริง
ช่องโหว่ของสังคมไร้เงินสด

การที่หลายบริการหันไปสู่รูปแบบออนไลน์ แม้จะเพิ่มความสะดวก แต่ก็มีช่องโหว่ในกระบวนการยืนยันตัวตน โดยเฉพาะกรณีที่ใช้เพียงภาพบัตรประชาชนและวิดีโอถ่ายตนเอง หรือบางกรณีใช้เพียงสำเนาเอกสารเท่านั้น จึงกลายเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพใช้เอกสารที่เก็บจากสื่อสังคมออนไลน์หรือได้จากบัตรที่หายไป มาก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้น
กฎหมายเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร

กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่ระบุว่า: “ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิอันออกโดยเจ้าพนักงาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท” หากปลอมแล้วนำไปใช้จนเกิดความเสียหาย อาจเพิ่มโทษตามมาตรา 268 เรื่องการใช้เอกสารปลอม และหากมีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อหลอกลวงหรือฉ้อโกง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 ด้วย
หากบัตรประชาชนหาย ควรทำอย่างไร?
- แจ้งความทันที ที่สถานีตำรวจ เพื่อมีหลักฐานยืนยันว่าเอกสารถูกขโมยหรือสูญหาย
- ขอออกบัตรใหม่ ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ พร้อมแสดงใบแจ้งความ
- แจ้งธนาคารและบริษัทที่เกี่ยวข้อง หากกังวลว่าจะมีการนำบัตรไปเปิดบัญชีหรือใช้ในทางไม่ชอบ
- ตรวจสอบเครดิตบูโร เพื่อดูว่ามีหนี้สินที่ไม่รู้จักเกิดขึ้นหรือไม่
- ลงบันทึกในระบบออนไลน์ ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ปปง. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เปิดช่องทางสำหรับแจ้งเหตุในลักษณะนี้
การที่บุคคลหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการขโมยตัวตน อาจต้องเผชิญทั้งคดีแพ่ง (เช่น การถูกฟ้องร้องชำระหนี้) และคดีอาญา (เช่น การถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีม้า หรือฟอกเงิน) ในสถานการณ์เช่นนี้ บทบาทของทนายความ มีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสืบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมถึงการเจรจากับบริษัทคู่กรณีหรือสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยดำเนินการฟ้องกลับในกรณีที่มิจฉาชีพสามารถระบุตัวตนได้ เช่น กรณีที่มีหลักฐานการใช้เอกสารปลอม หรือการโอนเงินผ่านบัญชีที่ระบุชัดเจนถึงผู้กระทำผิด
ป้องกันไว้ดีกว่าแก้
แม้เราจะไม่สามารถควบคุมทุกความเสี่ยงได้ แต่การระมัดระวังไม่เปิดเผยบัตรประชาชนในสื่อออนไลน์ หลีกเลี่ยงการส่งสำเนาเอกสารให้บุคคลแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น และหมั่นตรวจสอบประวัติทางการเงินของตนเองอยู่เสมอ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยตัวตนได้มาก
จำไว้ว่า ในโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณมีมูลค่ามหาศาล และอาจถูกใช้โดยมิชอบได้ในชั่วพริบตา การมีทนายความที่เข้าใจกฎหมาย และพร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านสิทธิตามกฎหมายของคุณจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน
เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

