ฝากถึงผู้เสียหายโลภ! อยากได้ค่าเสียหาย แต่ไม่อยากเสียเงินจ้างทนาย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่พลิกชีวิตเพียงเสี้ยววินาที ผู้เสียหายหลายคนอาจคิดว่าตนจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทั้งเรื่องเรียกร้องค่าสินไหม การเจรจากับบริษัทประกันภัย หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ทางคดีความ แต่ในความเป็นจริง “ความซับซ้อนของกฎหมาย” ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเดินไปถึงเส้นชัยอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเผชิญกับคำว่า “ประมาทร่วม” และบริษัทประกันภัยที่ไม่ได้อยากจ่ายเงินโดยง่าย

กรณีตัวอย่างที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้เสียหายได้ตระหนักก็คือ เหตุการณ์รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก 6 ล้อ ผู้บาดเจ็บคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่หลบหลุมแล้วเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกที่กำลังขับลงเนิน ผลคือบาดเจ็บสาหัสถึงขั้น “ขาขาด” และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ว่า “ประมาทร่วม” นั่นหมายความว่า ทั้งสองฝ่ายมีส่วนในการก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ การจะไปเรียกร้องค่าชดเชยจากประกันภัยให้ได้ผลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เสียหายตัดสินใจทักข้อความมาปรึกษาทนายคดีประกันภัย เพื่อให้ดำเนินการตามสิทธิที่ควรได้รับ แต่เรื่องที่น่าหนักใจกว่าการเรียกร้องคือ ทัศนคติของผู้เสียหายที่ “ไม่อยากเสียค่าทนายความ” แม้ว่าทนายจะเป็นคนที่ทำให้ได้เงินก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงบางคนถึงขั้นไปเดินเรื่องเองกับบริษัทประกันภัย หวังจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สุดท้ายกลับ “ไม่ได้อะไรเลย” เพราะขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ และขาดการเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

ทำไมคดีประกันภัยถึงต้องมีทนายความ?

คดีประกันภัยไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และข้อสัญญาในกรมธรรม์ หากผู้เสียหายไม่มีความรู้และประสบการณ์มากพอ ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกด้าน เช่น

1.การตีความข้อยกเว้นในกรมธรรม์
หลายครั้งบริษัทประกันอ้างข้อยกเว้นเพื่อไม่จ่ายค่าสินไหม ทนายคดีประกันภัยจะสามารถโต้แย้งได้ด้วยข้อกฎหมายอย่างตรงประเด็น

2.การประเมินค่าเสียหายอย่างเหมาะสม
การเรียกค่าทดแทนไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงค่าขาดรายได้ ค่าทำขวัญ และค่าทางจิตใจ หากไม่มีทนาย ความเสียหายที่ควรได้รับอาจถูกประเมินต่ำหรือไม่ได้เลย

3.การดำเนินคดีในศาล
เมื่อบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายเงิน การฟ้องคดีต่อศาลเป็นทางออกเดียว แต่ผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องได้อย่างถูกต้องหากไม่มีทนายความเดินเรื่องให้

ในคดีประกันภัย หลายครั้งผู้เสียหายไม่ได้รับเงินเพราะเจรจาไม่เป็น หรืออธิบายข้อเท็จจริงได้ไม่ชัดเจน ทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือยื่นข้อเสนอชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ทนายที่เชี่ยวชาญในคดีประกันภัยจะรู้ว่าควรเจรจาอย่างไร ใช้ข้อกฎหมายใด และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างจึงจะต่อรองได้ผล

กว่าจะเป็นทนายความไม่ใช่เรื่องง่าย หากอยากได้ความเป็นธรรมก็ควรจ้างทนาย   

หลายคนมักมองว่า “ทนายแพง” หรือ “กลัวจะเสียเปล่า” ทั้งที่ความจริงแล้ว การเสียค่าทนายความคือการซื้อเวลา ซื้อความมั่นใจ และซื้อผลลัพธ์ที่เป็นธรรม ผู้เสียหายบางรายคิดว่าเดินเรื่องเองจะได้เงินเต็มจำนวน แต่กลับไม่ได้อะไรเลย ในขณะที่อีกคนยอมจ้างทนาย กลับได้เงินหลักแสนหรือหลักล้าน

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ทนายไม่ได้แค่ “ทำเอกสาร” หรือ “ยื่นเรื่อง” เท่านั้น แต่ยังต้องประเมินกลยุทธ์ในการต่อสู้ ต้องตอบโต้ข้อโต้แย้ง ต้องรู้เท่าทันกลไกของบริษัทประกัน และต้องมีเครือข่ายความรู้ทางกฎหมายที่กว้างขวาง จึงจะสามารถนำผู้เสียหายไปถึงสิ่งที่ควรได้รับจริง ๆ

อย่าปล่อยให้ความโลภ ทำให้คุณไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม

ในโลกแห่งความเป็นจริง หากคุณ “ขาขาด” จากอุบัติเหตุ ถามว่าการเดินเรื่องเองโดยไม่มีทนาย จะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ได้รับหรือไม่? หรือจะดีกว่าหากมีทนายคดีประกันภัยเดินข้างคุณ สู้ไปด้วยกัน และทำให้คุณได้รับค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ค่าเสียหายที่คุณควรได้รับ

อย่าปล่อยให้ความโลภบดบังความจริง อย่าหวังว่าจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่ลงทุนอะไรเลย เพราะในโลกของกฎหมาย ไม่มีอะไรได้มาฟรี โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังเผชิญหน้ากับบริษัทประกันภัยที่มีทนายเป็นทีม และมีวิธีมากมายในการ “ลดค่าชดเชย” ให้เหลือน้อยที่สุด

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับมือให้ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ความโลภทำลายโอกาสของคุณเอง เพราะหากคุณไม่จ้างทนาย คุณอาจไม่ได้อะไรเลย แต่หากคุณยอมลงทุนเพื่อให้ ทนายคดีประกันภัย เดินเรื่อง คุณอาจได้รับมากกว่าที่คุณคิด ปรึกษาทนายคดีประกันภัยภัย >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!