นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทำไมผู้เอาประกันภัยต้องระวัง? และเหตุใดการมีทนายความจึงสำคัญ

“เมาต้องไม่ขับ” เป็นหลักการที่ทุกคนในสังคมรู้ดี กฎหมายไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่า “เมาแล้วขับ” โดยทันที ผู้ขับขี่ที่มีระดับแอลกอฮอล์สูงกว่ากฎหมายกำหนด อาจมีความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง รวมถึงอาจส่งผลต่อสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยด้วย

แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะ “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นเทคนิคหรือกลยุทธ์หนึ่งที่บริษัทประกันภัยบางแห่งนำมาใช้ในการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ผู้เอาประกันภัยอาจไม่ได้ถูกตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเวลาที่ชัดเจนตามกฎหมายกำหนด หรือไม่ได้ถูกแจ้งให้ทราบตั้งแต่ต้นว่าจะมี “การคำนวณย้อนกลับ (Retroactive Calculation)” นำมาประเมินความรับผิดชอบภายหลังเหตุเกิดขึ้นแล้ว

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปทำความเข้าใจว่า “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” คืออะไร ทำไมผู้เอาประกันภัยต้องระวัง และเหตุใดการมีทนายความตั้งแต่แรกจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในการต่อสู้ทางกฎหมายและการเจรจาเรียกร้องค่าสินไหม

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังคืออะไร?

โดยทั่วไปแล้วการตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องทำในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์มากที่สุด เพราะระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการดูดซึม (absorption) และการขับออกของร่างกาย (elimination)

อย่างไรก็ตาม ในบางเคส บริษัทประกันภัยกลับใช้วิธี “คำนวณย้อนหลัง” เพื่อประเมินระดับแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุ แม้ว่าผู้ขับขี่จะไม่ได้ตรวจทันที, ผลตรวจออกมาหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุ, บริษัทไม่เคยแจ้งว่ามีการใช้วิธีนับย้อนหลังในกรมธรรม์ หรือกรมธรรม์ไม่ได้เขียนเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่แรก นั่นทำให้ผู้เอาประกันภัยหลายรายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทสามารถใช้ตัวเลขที่คำนวณขึ้นภายหลังเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ง่าย ๆ

เมื่อเกิดเหตุแล้วบริษัทจึงบอกว่า “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แบบนี้ยุติธรรมหรือไม่?

ในทางหลักการของสัญญาประกันภัย บริษัทต้องแจ้งเงื่อนไขอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น แต่ในทุกกรณีบริษัทประกันภัยกลับปฏิเสธผู้เสียหาย โดยไม่มีการระบุให้ชัดว่า “จะมีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” หรือ “จะตีความผลตรวจแบบย้อนหลังได้อย่างไร” สิ่งนี้ทำให้ผู้ขับขี่จำนวนมากตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ เพราะหลังเกิดเหตุและพบว่ามีค่าแอลกอฮอล์ แม้ไม่แน่ชัดว่าในขณะขับรถมีเท่าไร บริษัทประกันภัยกลับใช้ช่องว่างดังกล่าวปฏิเสธค่าสินไหมอย่างง่ายดาย

ตัวอย่างเคสจริง: ความเสียหายแค่ 60,000 กว่าบาท แต่บริษัทประกันภัยปฏิเสธเพราะ “นับผลย้อนหลัง”

ในเคสหนึ่ง ผู้เสียหายขับรถเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายประเมินราคาเพียง 60,000 กว่าบาท ทว่า บริษัทประกันภัยกลับอ้างว่า:

“คำนวณผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้ว พบว่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงปฏิเสธค่าสินไหม”

นี่คือจุดที่หลายคนอาจยอมแพ้ เพราะคิดว่าคงไม่มีทางสู้บริษัทประกันภัยได้ แต่ผู้เสียหายรายนี้ไม่ยอม จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความ

ผลลัพธ์คือ…ภายใน ไม่ถึง 1 เดือน บริษัทประกันภัยยอมชดใช้เต็มจำนวน! คำถามคือ…ทำไมบริษัทถึงยอมชดใช้ทันทีที่มีทนายเข้ามา?

ทำไมทนายความจึงทำให้บริษัทประกันภัยยอมชดใช้ได้?

-ทนายความรู้ช่องโหว่ข้อกฎหมายและเงื่อนไขในกรมธรรม์

การ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่สิ่งที่บริษัททำได้ตามอำเภอใจ หากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน หรือไม่ได้แจ้งไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ การปฏิเสธจึงอาจขัดต่อหลักกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและสัญญาประกันภัยได้

ทนายจะสามารถโต้แย้งได้อย่างตรงจุด และใช้ข้อกฎหมายบังคับให้บริษัทต้องชดใช้

-บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนที่รถจะชน”

บริษัทประกันภัยมีฝ่ายกฎหมายดูแลทุกเคสอยู่แล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีทนาย จะเสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีทนายความตรวจสอบเอกสาร ประเมินข้อเท็จจริง และโต้แย้งกับบริษัท จะทำให้บริษัทไม่สามารถเอาเปรียบผู้เสียหายได้

-ทนายความสามารถเร่งรัดการเจรจากับบริษัทประกันภัยได้

บริษัทประกันภัยรู้ว่าหากปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง อาจเสียเวลามากกว่าและเสียค่าปรับหรือค่าเสียหายที่สูงกว่าเดิม จึงยอมเจรจาเพื่อจบเรื่องเร็วที่สุด

-ทนายสามารถปกป้องสิทธิผู้เอาประกันภัย

ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งได้รับค่าสินไหม ทนายความจะดูแลขั้นตอนทั้งหมด เพื่อให้ผู้เสียหายไม่ต้องถูกกดดันหรือหลอกให้ยอมความโดยไม่ชอบธรรม

หากคุณถูกบริษัทประกันภัย “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ควรทำอย่างไร?

1. อย่าตกใจ และอย่าเพิ่งยอมรับคำปฏิเสธ

หลายกรณีบริษัทประกันภัยใช้คำศัพท์ทางเทคนิคเพื่อขู่ให้ผู้เอาประกันภัยยอมแพ้
อย่ารีบเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่ปรึกษาทนาย

2. รวบรวมหลักฐานทันที

  • สลิปใบเป่าแอลกอฮอล์
  • บันทึกประจำวัน
  • รูปถ่ายที่เกิดเหตุ
  • สำเนาหน้าตารากรมธรรม์ประกันภัย

3. ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด

การมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเดินเรื่องหรือให้คำแนะนำตั้งแต่แรก คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิของคุณโดยไม่เสียเปรียบบริษัทประกันภัย

“นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กลยุทธ์ที่ต้องระวัง หากไม่มีทนายเดินเรื่องมีแต่จะเสียบเปรียบประกันภัย

บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจใช้วิธีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด แม้ค่าสินไหมจะไม่กี่หมื่นบาทก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายมีทนายความเข้ามาเดินเรื่องให้ บริษัทกลับยอมชดใช้โดยเร็ว เพราะรู้ว่าหากต่อสู้ก็อาจแพ้ในทางกฎหมาย เพราะฉะนั้น หากคุณคือผู้เสียหายที่ถูกบริษัทประกันภัย “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอให้บริษัทเอาเปรียบ ปรึกษาทนายความได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

จำไว้ว่า…

“นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ต่อรองขอจ่าย 50% แบบนี้ก็ได้เหรอ ? แบบนี้ต้องหาทนายดำเนินคดี

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง" ต่อรองขอจ่าย 50%

          หากใครที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์คงทราบกันดีอยู่แล้วถึงกลวิธีจอมเจ้าเล่ห์หัวแพทย์ของบริษัทประกันภัย ที่ดูเหมือนว่าจะพร้อมมาเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างผู้เอาประกันภัยตั้งแต่แรก จนต้องเดือดร้อนหาทนาย เพราะข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยนั้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรีบโร่หาทนายในการดำเนินคดี เพราะทนพฤติกรรมการถูกบริษัทฯ เอาเปรียบไม่ไหว จึงต้องนำเรื่องหาทนายเรียกร้องความเป็นธรรมกับสิ่งที่ต้องเผชิญ และวันนี้ก็เช่นเคยแอดมินได้นำเรื่องราวหนึ่งของผู้เสียหายท่านหนึ่งเดือดร้อนจนต้องรีบหาทนายเพื่อปรึกษาดำเนินคดีความ โดยเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายถูกบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ใช้กลยุทธ์เด็ดอย่าง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” อ้างว่า “เมาแล้วขับ”มาปฏิเสธการรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้เสียหาย เป็นเหตุให้เรื่องราวนี้จึงได้ถึงมือสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ผู้เสียหายงง ? ทนายงง ? ทุกคนงง ? บริษัทประกันภัยยังไม่เลิกงัดมุก “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” มาเอาเปรียบ

ผู้เสียหายงง ทนายงง ทุกคนงง บริษัทประกันภัยยังไม่เลิกงัดมุก

          เคสนี้ผู้เสียหายเห็นท่าไม่ดีจึงได้รีบหาทนาย…สำหรับเคสนี้เรียกได้ว่าทำเอาผู้เสียหายงง ? ทนายงง ? ทุกคนงง ? งงตาแตกกันเลยทีเดียว เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายหนัก แต่เมื่อได้เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ก็พบว่าเป่าวัดแอลกอฮอล์ได้เพียง 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งตามหลักของแพทยสภาฯ หากผู้เสียหายเป่าวัดได้ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหายทันที และไม่สามารถเอาหลักเกณฑ์การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาใช้ในการปฏิเสธได้ แต่บริษัทประกันก็ยังไม่ยอมรับความจริง จึงงัดมุก #เมาแล้วขับ #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง บอกว่าผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มาปฏิเสธไม่รับผิดชอบใด ๆ ต่อผู้เสียหาย เพราะเหตุนี้เมื่อผู้เสียหายเห็นท่าไม่ดีจึงโร่หาทนายในการดำเนินคดีทันที เนื่องจากกลัวจะถูกบริษัทประกันภัยหัวแพทย์เอาเปรียบเหมือนอย่างเคสอื่น ๆ

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธไม่พอ ชั้นคปภ.ขอต่อรองรับผิดเพียง 50% แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ ?

          หลังจากที่ผู้เสียหายได้ติดต่อหาทนายให้ดำเนินคดี เรื่องราวสุดช็อกเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยสุดแสบก็ตามมา หลังจากที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ดำเนินคดีให้ผู้เสียหาย ต่อมาก็ได้มีการเจรจาในชั้นคปภ. แต่เรื่องราวไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อบริษัทประกันภัยบอกจะรับผิดให้ผู้เสียหายเพียง 50% ของค่าเสียหายทั้งหมด ??? เจอแบบนี้ก็ถึงกับเหวอกันเลยทีเดียว เป็นเหตุให้อดคิดไม่ได้ว่าแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ ทั้งที่ตามหลักข้อเท็จจริงจากเงื่อนไขของกรรมธรรม์ฯ มีเพียง 2 ทาง ดังนี้

  1. บริษัทฯ ไม่จ่ายเลย
  2. บริษัทฯ จะต้องจ่ายเต็มจำนวนตามความเสียหายที่แท้จริง

          ดังนั้น การที่บริษัทฯ มาบอกแบบนี้นั่นหมายความว่า บริษัทฯ ต้องรู้อยู่แล้วแต่แรกว่าบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย แต่กลับยกเอาเรื่องที่อ้างว่าผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์มาต่อรองเพื่อเสนอจ่ายแค่ 50% ซึ่งในตามเงื่อนไขกรมธรรม์ฯ ไม่มีข้อใดกำหนดว่า เป่าแอลกอฮอล์ได้เท่าไหร่ จะต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะในความเป็นจริงหากผู้เสียหายเมาแล้วขับอย่างที่บริษัทฯ ว่าจริง ๆ บริษัทฯ ก็ไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่การที่บริษัทประกันภัยทำแบบนี้สามารถอนุมานได้ว่าตั้งใจเอาเปรียบประชาชนอย่างผู้บริโภคได้หรือไม่ ???

          การที่บริษัทประกันภัยทำแบบนี้ต่อผู้บริโภคที่ไว้เนื้อเชื่อใจทำประกันภัยด้วย เรียกได้ว่าเป็นการตอบแทนผู้บริโภคที่ใจแคบเป็นอย่างมาก เพราะกว่าผู้บริโภคจะตัดสินใจทำประกันภัยกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ก็ต้องใช้ทั้งความคิดและความเชื่อใจเป็นอย่างมากว่าบริษัทประกันภัยที่เลือกทำประกันด้วย จะช่วยเหลือเมื่อยามลำบากและมีปัญหา แต่สุดท้ายเมื่อเกิดปัญหาก็พบว่า ได้ถูกบริษัทประกันภัยตอบแทนอย่างที่คาดไม่ถึง แล้วแบบนี้ผู้เสียหายจะเชื่อใจไว้ใจบริษัทใดในการทำประกันภัยรถยนต์ด้วยได้ หาทนายหลังเกิดปัญหาคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

          สำหรับผู้เสียหายท่านใดหากเจอบริษัทประกันภัยทำพฤติกรรมแบบนี้ ควรหาทนายไว้ดำเนินคดีตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุดีที่สุด เพราะเมื่อใดที่คุณได้ตกอยู่ในสถานะของการเป็นผู้เสียหาย คุณก็ไม่ควรที่จะต้องถูกบริษัทประกันภัยทำพฤติกรรมหัวหมอใส่มาเอาเปรียบ มีหลายเคสที่ถูกบริษัทประกันภัยใช้กลยุทธ์แบบนี้มาเอาเปรียบจนแทบไม่เหลืออะไร ดังนั้น อย่ายอมให้บริษัทประกันภัยเห็นว่าคุณไม่มีความรู้จึงคิดจะเอาเปรียบ หากเกิดอุบัติเหตุหาทนายไว้ปรึกษาดีที่สุด และสำนักงานกฎหมายที่พร้อมให้บริการด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ที่พร้อมจะดูแลและให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมาต้องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์มเท่านั้น ติดต่อหาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!