ปัญหาการคุกคามทางเพศเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในที่ทำงาน สถานศึกษา พื้นที่สาธารณะ หรือบนโลกออนไลน์ พฤติกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงการล้อเล่นหรือเรื่องเล็กน้อย วันนี้ได้ถูกยกระดับให้เป็นความผิดทางอาญาอย่างชัดเจน ภายใต้กฎหมายใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และสิทธิของทุกคนในสังคม
ล่าสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความผิดทางเพศและการคุกคามทางเพศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกฎหมายไทย
สาระสำคัญของกฎหมายใหม่ การแก้ไขนิยามความผิดทางเพศ

การแก้ไขนิยามคำว่า “กระทำชำเรา”
กฎหมายใหม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18) ให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยกำหนดว่า
“กระทำชำเรา” หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ไม่ว่าจะเป็น
- การใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น
- การใช้อวัยวะอื่นหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
- รวมถึงการให้ผู้อื่นกระทำในลักษณะเดียวกัน
และให้นับรวมถึงอวัยวะเพศจากการผ่าตัดด้วย
การแก้ไขนิยามนี้สะท้อนแนวคิดของกฎหมายใหม่ที่ต้องการคุ้มครองบุคคลทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียม
นิยาม “คุกคามทางเพศ” ให้เป็นความผิดทางอาญาโดยตรง

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายใหม่ คือการเพิ่มนิยามคำว่า “คุกคามทางเพศ” เป็น (19) ของมาตรา 1 ประมวลกฎหมายอาญา โดยกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า
“คุกคามทางเพศ” หมายถึง การกระทำต่อผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย วาจา การแสดงท่าทาง
การติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตามรังควาน
รวมถึงการกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ในลักษณะส่อไปทางเพศ
ซึ่งน่าจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว
หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยทางเพศ
นิยามนี้ทำให้เห็นชัดว่า กฎหมายใหม่ไม่ได้จำกัดการคุกคามทางเพศไว้เฉพาะการสัมผัสร่างกาย แต่ครอบคลุมถึงคำพูด ท่าทาง และการกระทำในโลกออนไลน์ด้วย
ตัวอย่างพฤติกรรมที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศตามกฎหมายใหม่

จากนิยามตามกฎหมายใหม่ พฤติกรรมต่อไปนี้อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้ เช่น
- การพูดแซวรูปร่าง หน้าอก หรืออวัยวะทางเพศ
- การพูดจาสองแง่สามง่าม ลามก
- การส่งข้อความ รูป หรือคลิปล่อแหลม
- การคอมเมนต์เชิงคุกคามในโซเชียลมีเดีย
- การแอบถ่าย แอบมอง หรือสะกดรอยตาม
- การใช้ตำแหน่งหน้าที่กดดันในเรื่องทางเพศ
แม้ไม่มีการแตะต้องตัว หากผู้ถูกกระทำรู้สึกอับอาย หวาดกลัว หรือไม่ปลอดภัย ก็อาจเข้าข่ายความผิดได้ตามกฎหมายใหม่
การใช้ถ้อยคำและการคอมเมนต์บนสื่อโซเชียลที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศ

ในยุคดิจิทัลการคุกคามทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะต่อหน้าเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายบนสื่อโซเชียลมีเดีย ภายใต้กฎหมายใหม่ การใช้ถ้อยคำหรือการคอมเมนต์ที่มีลักษณะส่อไปในทางเพศ อาจเข้าข่ายความผิดได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การคอมเมนต์เกี่ยวกับรูปร่าง หน้าอก สัดส่วน หรือการแสดงออกทางเพศของบุคคลในเชิงลามก การพูดจาสองแง่สามง่าม การแซวเชิงทางเพศที่เกินขอบเขต หรือการส่งข้อความส่วนตัวที่มีเนื้อหาทางเพศโดยผู้รับไม่ยินยอม
แม้ผู้กระทำอาจอ้างว่าเป็นเพียงการล้อเล่นหรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่หากถ้อยคำหรือข้อความดังกล่าวทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกอับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือไม่ปลอดภัย ก็อาจเข้าข่ายการคุกคามทางเพศตามกฎหมายใหม่ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการกระทำซ้ำ ๆ หรือเผยแพร่ข้อความในที่สาธารณะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและสภาพจิตใจของผู้เสียหายอย่างรุนแรง
เหตุผลของการออกกฎหมายใหม่คุกคามทางเพศ
เหตุผลสำคัญของการประกาศใช้กฎหมายใหม่ฉบับนี้ คือ
- ปัจจุบันมีการกระทำความผิดทางเพศในหลากหลายรูปแบบ
- เกิดกับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย และผู้มีความหลากหลายทางเพศ
- การคุกคามทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
- กฎหมายเดิมกำหนดเพียงความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งเป็นลหุโทษและไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริง
ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงยกระดับการคุกคามทางเพศให้เป็นความผิดทางอาญาโดยตรง เพื่อเอาผิดผู้กระทำและป้องปรามไม่ให้เกิดซ้ำ
หากถูกคุกคามทางเพศ ควรทำอย่างไร?
เมื่อเผชิญกับการคุกคามทางเพศภายใต้กฎหมายใหม่ ผู้เสียหายควร
1.แสดงเจตนาไม่ยินยอมอย่างชัดเจน
2.เก็บพยานหลักฐาน เช่น แชต ภาพ คลิป หรือพยานบุคคล
3.แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแจ้งความ
4.ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีหรือเรียกค่าเสียหาย
โลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่นอกกฎหมาย อย่าทำให้การคุกคามทางเพศเป็นเรื่องปกติ

กฎหมายใหม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การคุกคามทางเพศสามารถเกิดขึ้นผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ดังนั้น โลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ที่ผู้ใดจะใช้ถ้อยคำหรือแสดงพฤติกรรมล่วงละเมิดผู้อื่นได้โดยไม่ต้องรับผิด ผู้ใช้สื่อโซเชียลควรตระหนักว่า ทุกข้อความ ทุกคอมเมนต์ และทุกการสื่อสาร สามารถเป็นพยานหลักฐานทางกฎหมายได้ หากมีลักษณะเข้าข่ายการคุกคามทางเพศ ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายใหม่เพื่อปกป้องตนเองและดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินข้อกฎหมาย วางแนวทางดำเนินคดี และปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างรอบคอบและปลอดภัยที่สุด

