หมิ่นประมาทออนไลน์ในยุคที่การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม Facebook, LINE, IG และแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนอาจเข้าใจว่า “แชทกลุ่มลับ” หรือ “กลุ่มปิด” เป็นพื้นที่ส่วนตัว และสามารถพูดถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่นได้โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะพฤติกรรมการแคปโพสต์หรือแคปภาพของบุคคลหนึ่ง แล้วนำไปส่งต่อในกลุ่มเพื่อพูดคุยหรือประจาน แต่ในทางกฎหมาย สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าโพสต์นั้นอยู่ในกลุ่มเปิดหรือกลุ่มปิด หากเนื้อหาที่เผยแพร่มีลักษณะเป็นการใส่ความบุคคลอื่น และมีบุคคลที่สามรับรู้ ก็อาจนำไปสู่ประเด็นเรื่องหมิ่นประมาทได้
แชทกลุ่มลับ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด

ความเข้าใจที่ว่า “อยู่ในกลุ่มปิด คนอื่นมองไม่เห็น” จึงสามารถพูดอะไรก็ได้ เป็นความเข้าใจที่ควรระมัดระวัง เพราะองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทเกี่ยวข้องกับการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นการโพสต์สาธารณะให้คนจำนวนมากเห็นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น นาย A เห็นโพสต์ของนาย B บน Facebook แล้วแคปภาพโพสต์ดังกล่าวไปส่งในกลุ่มแชทที่มีสมาชิกหลายคน จากนั้นพิมพ์ข้อความกล่าวหาหรือพูดถึงนาย B ในลักษณะที่ทำให้สมาชิกคนอื่นเข้าใจว่านาย B เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่ดีหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียชื่อเสียง
แม้กลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มปิดและสมาชิกทั่วไปไม่สามารถเข้าดูได้ แต่หากมีบุคคลอื่นนอกจากผู้พูดและผู้ถูกกล่าวถึงได้รับรู้ข้อความนั้น ก็อาจเกิดประเด็นทางกฎหมายขึ้นได้ ดังนั้นคำว่า “แชทลับ” จึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันว่า “พูดอะไรก็ได้และไม่มีความผิด”
แคปโพสต์คนอื่น แล้วนำไปประจาน ต้องระวังอะไร?

อีกพฤติกรรมหนึ่งที่พบได้บนโลกออนไลน์ คือการนำโพสต์ของบุคคลอื่นมาแคปหน้าจอ แล้วนำไปเผยแพร่ในกลุ่มหรือแชทอื่น พร้อมเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์หรือกล่าวหาเจ้าของโพสต์
การแคปหน้าจอเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาข้อความที่นำเสนอ เจตนา บริบท และข้อเท็จจริงทั้งหมด เป็นรายกรณี
อย่างไรก็ตาม หากการนำภาพดังกล่าวไปเผยแพร่มีข้อความเพิ่มเติมที่เป็นการใส่ความ หรือทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมีพฤติกรรมที่ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็อาจเกิดความเสี่ยงทางกฎหมายได้
โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ส่งไม่ได้เพียงนำโพสต์มาให้สมาชิกในกลุ่มดู แต่มีการเติมข้อความ กล่าวหา หรือใช้ถ้อยคำที่มุ่งโจมตีบุคคลนั้น การกระทำดังกล่าวจึงควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ
แล้วถ้ามีคนแคปแชทออกมาล่ะ?
หลายคนอาจคิดว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเป็นคนพิมพ์” หรือ “คุยกันในกลุ่มปิด ไม่มีทางตามตัวได้” แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ได้รับข้อความภายในกลุ่มสามารถบันทึกภาพหน้าจอ ส่งต่อ หรือเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ได้
หากมีหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความหรือเป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว ผู้เสียหายก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายได้
ดังนั้น อย่าคิดว่าการใช้บัญชีออนไลน์หรือการพูดในกลุ่มปิดจะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้

เพราะในคดีเกี่ยวกับการสื่อสารทางออนไลน์ การรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก
หลักฐานอาจประกอบด้วยภาพหน้าจอ ข้อความในแชท รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน วันและเวลาที่ส่งข้อความ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้าด้วยกันได้ ทั้งนี้ ความน่าเชื่อถือและการนำไปใช้ในคดีต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
“หมิ่นประมาทออนไลน์” ต้องพิจารณาอย่างไร?
คำว่า หมิ่นประมาทออนไลน์ เป็นคำที่ใช้เรียกกรณีการใส่ความผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Facebook, TikTok, LINE หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ แต่การจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “ออนไลน์” เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ มีการใส่ความหรือไม่ ใครเป็นผู้ถูกกล่าวถึง มีบุคคลที่สามได้รับรู้หรือไม่ ข้อความดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และมีพฤติการณ์ตามองค์ประกอบความผิดหรือไม่
นอกจากนี้ หากเป็นการเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ก็อาจมีประเด็นทางกฎหมายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องได้ตามลักษณะของการกระทำและเนื้อหาที่เผยแพร่ จึงไม่ควรสรุปว่าทุกกรณีที่มีการโพสต์หรือส่งข้อความจะเป็นความผิดแบบเดียวกันทั้งหมด
หากถูกแคปโพสต์ไปด่า ควรทำอย่างไร?

หากพบว่ามีบุคคลนำโพสต์หรือภาพของคุณไปเผยแพร่ต่อ แล้วมีข้อความในลักษณะกล่าวหา ทำให้เสียชื่อเสียง หรือทำให้บุคคลอื่นเข้าใจคุณในทางเสียหาย สิ่งแรกที่ควรทำคืออย่าเพิ่งตอบโต้ด้วยอารมณ์
ควรเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อน เช่น ภาพหน้าจอข้อความ บัญชีผู้ใช้งาน วันและเวลา สมาชิกหรือผู้ที่ได้รับข้อความ รวมถึงข้อมูลของโพสต์ต้นทาง และควรเก็บหลักฐานในลักษณะที่สามารถนำไปตรวจสอบเหตุการณ์ได้
หากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ หรือสงสัยว่ามีการใช้บัญชีออนไลน์เพื่อโจมตีหรือประจาน สามารถปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริง วางแนวทางในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาว่าควรดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร
“แชทลับไม่มีจริง” ในมุมกฎหมาย ปรึกษาทนายความทันที

การพูดคุยในกลุ่มปิดไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากกฎหมายโดยอัตโนมัติ หากมีการนำข้อมูลของบุคคลอื่นมาแคป ส่งต่อ และมีข้อความในลักษณะใส่ความจนบุคคลที่สามรับรู้ ก็อาจเกิดประเด็นเรื่องหมิ่นประมาท หรือหมิ่นประมาทออนไลน์ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบทางกฎหมายเป็นรายกรณี
สำหรับผู้ที่พบว่าตนเองถูกแคปโพสต์ไปประจาน ถูกนำข้อความไปเผยแพร่ในกลุ่ม หรือถูกกล่าวหาในแชทออนไลน์ และต้องการติดตามผู้กระทำ รวบรวมหลักฐาน หรือพิจารณาเรื่องค่าเสียหายควรปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น เพื่อวางรูปเรื่องและดำเนินการอย่างเหมาะสม แทนการตอบโต้ด้วยอารมณ์จนทำให้สถานการณ์บานปลายกว่าเดิม

