นานๆทีจะได้เห็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : ชี้!บริษัทประกันภัยต้องรับผิด คำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังไม่ใช่เหตุอันควรปฏิเสธความรับผิด

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2567 คดีความระหว่าง นาวสาว A (โจทก์) และบริษัท 1234 ประกันภัย (จำเลย)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจหมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ไว้กับจำเลย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าว โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถยนต์ของโจทก์ไปดำเนินการจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยกลับเพิกเฉยและมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B ได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้วในขณะเกิดเหตุนาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันเข้าข้อยกเว้นตามสัญญา จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประกันภัย ไม่ได้สอบเทียบวัดเครื่องมือหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และผลคำนวณดัชนีมวลกายของนาย B ไม่เร่งรัดจัดซ่อมโดยทดรองจ่ายค่าซ่อมแล้วค่อยมาเรียกเงินคืน แต่ประวิงเวลาการชำระหนี้โดยปราศจากหลักฐานตามสมควร อันเป็นการฝ่าฝืนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 110,624 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 รวมเป็นเงิน 40,000 บาท นอกจากนี้ยังต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 145,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นค่าเสียหายในอนาคตนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่ารถยนต์ของโจทก์จะซ่อมเสร็จ (วันที่ 30 มกราคม 2566) อีกวันละ 800 บาทกับขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่เกินสองเท่าแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

        จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์ของโจทก์ จำเลยไม่สามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์เรียกร้อง เนื่องจากพบว่าคดีนี้เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตาก จ.ตาก ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยการเป่าลมหายใจในเวลา 02.17 น. (หลังเกิดเหตุแล้ว 37 นาที) ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ตามที่เงื่อนไขกรมธรรม์กหนดไว้ จึงไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายต่อรถคันที่เอาประกันภัยได้ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาไปยังโจทก์และชี้แจงเรื่องร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงาน คปภ. จึงไม่อาจรับผิดชำระค่าซ่อม 97,455 บาท ให้แก้โจทก์ และค่าซ่อมดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบค่าซ่อมที่แท้จริง โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์ได้เนื่องจากเหตุละเมิดครั้งนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเนื่องจากจำเลยประกิจการภายใต้การกำกับและควบคุมดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เมื่อคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ระบุเหตุที่ทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิด จำเลยจึงไม่ได้กระทำเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด หากจำเลยต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ ไม่ใช่ร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์เรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้อง

        ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์จะชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

        โจกท์และจำเลยอุทธรณ์

        ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงคู่ที่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจของโจทก์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ตามสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถยนต์ของโจทก์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายวันเดียวกัน เวลา 02.17 น. มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ วัดค่าได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานาย B ว่า ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและเปรียบเทียบปรับนาย B เป็นเงิน 400 บาท โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ แต่จำเลยปฏิเสธชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ อ้างข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยและคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณา

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เกิดเหตุในช่วงเวลา 01.40 น. แต่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ ในช่วงเวลา 02.17 น. ได้ค่า 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งทำนองว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์กระทำภายหลังเกิดเหตุแล้วเป็นเวลา 37 นาที ดังนั้นที่ถูกต้องตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 9 การลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 หน้า 108 ถึง 118 จะคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ของนาย B ได้ 57.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กำหนดความรับผิดชอบของจำเลยตามกรมธรรม์ เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างพยานหลักฐานทางการพิสูจน์มาสนับสนุนพยานของฝ่ายตน โดยโจทก์มีนาย C อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุขและหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์โรงพยาบาล DEFG เป็นพยานเบิกความประกอบแผนภาพกราฟในสำเนาบทความพิเศษ และนางสาว N ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความและนำสืบเอกสารสนับสนุนโดยอ้างอิงบทความพิเศษของจุฬาลงกรณ์เวชสาร “การพิสูจน์ว่าเมา” ที่ระบุว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งจะส่งผลต่อการคิดคำนวณตามสูตรการหาค่าจริงของแอลกอฮอล์ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนักตัว น้ำหนักรวมของกระดูกและกล้ามเนื้อ มวลน้ำในร่างกาย การได้รับการรักษาบางอย่าง หรือแม้แต่ระยะเวลาการดื่มและสภาพกระเพาะอาหาร ส่วนจำเลยก็อ้างตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 หน้าที่ 116 ประกอบสำเนาเอกสารการนำความรู้ “นิติเวชศาสตร์” มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณา ที่ระบุว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถทำได้หลายวิธีและสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้จะตรวจวัดภายหลังเกิดเหตุตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภาและผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา เรื่องการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยมีหลักเกณฑ์ว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงหลังจากดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ซึ่งก็จะเห็นว่าตามข้ออ้างทั้งสองฝ่ายล้วนแต่เป็นการอ้างหลักการในเชิงทฤษฎีและตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเพียงการประเมินความน่าจะเป็น หรือโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ว่าในช่วงภายหลังเกิดเหตุระดับปริมาณแอลกอฮอล์อาจลดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่สามารถชี้ชัดตามผลทางนิติวิทยาศาสตร์เหมือนเช่นการตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA) กล่าวคือคงเป็นเรื่องการคาดการณ์โดยวิธีประเมินจากค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดแอลกอฮอล์จากร่างกายของบุคคลทั่ว ๆ ไปเท่านั้น โดยเฉพาะที่สำคัญค่าวัดที่ได้มา 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น ก็ได้มาจากการวัดโดยวิธีการเป่ามิใช่อาศัยจากการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ก็อาจทำให้การวัดค่าเฉลี่ยที่มีความคลาดเคลื่อนได้เช่นกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วยแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าภายหลังเกิดเหตุนาย B มีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยงที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แต่อย่างใด การที่มีการตรวจแอลกอฮอล์นาย B ภายหลังเกิดเหตุเพียง 37 นาที โดยอาศัยหลักเกณฑ์ของบุคคลทั่วไปที่จะนำมาใช้กล่าวอ้างเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าหากมีการวัดปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น จึงไม่น่าจะเป็นธรรมกับโจทก์ผู้บริโภคและต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุนาย B จะมีค่าปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมรถของโจทก์ ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟ้องไม่ขึ้น

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถใช่หรือไม่ เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดชัดเจนว่า การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง “ความเสียหายจากการขาดการใช้รถ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร” ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้อ้างทำนองว่า สืบเนื่องมาจากที่จำเลยมีการออกบัตรติดต่อซ่อมรถยนต์ให้ โจทก์จึงนำรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้ไปซ่อมกับอู่ของจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถด้วยก็ตาม ก็เห็นว่า ตามข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ต้องซ่อมในตัวรถยนต์เท่านั้น เพราะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั้น ไม่ว่าโจทก์จะนำไปซ่อมที่อู่ใดก็ตาม โจทก์ก็ไม่สามารถใช้รถได้ในระหว่างการซ่อม ข้ออ้างดังกล่าวจึงมิได้เกี่ยวข้องในเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแต่อย่างใด จึงต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ตามที่กล่าวถึงเท่านั้น ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เว้นแต่จะปรากฏว่า การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากการที่บริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร เมื่อปรากฏว่าหลักเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัยตามประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ในข้อ 15 (12) “ในกรณีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยการซ่อม…บริษัทไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่การตกลงเป็นที่ยุติและบริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน…” ซึ่งตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีหนังสือปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะเหตุนาย B ,ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วยการซ่อมแซมแล้วไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ประกอบกับตามข้อ 15 (7) ก็ระบุว่า “บริษัทใดจงใจฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยหรือข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่มีความชัดเจนที่กำหนดให้บริษัทมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน…” เมื่อจำเลยนำสืบว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดก็เนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่มีการระบุให้ใช้ผลการวิจัยของแพทยสภาและรายงานวิจัยของสถาบันนิติเวช ดังนั้นการที่จำเลยอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดจึงไม่ใช่เป็นไปโดยจงใจหรือฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยเช่นนี้จึงไม่เข้าลักษณะของการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถตามข้อสัญญาดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

        คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษและโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้นมุ่งที่จะพิจารณาผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยมีเจตนาที่จะเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับปผิดชอบในฐานะมีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์มานั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยไม่สามารถนำความน่าจะเป้นทางหลักทฤษฎีมากำหนดหลักเกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ชี้ชัดได้ว่า นาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในกรมธรรม์ประกันได้ไม่ โดยเฉพาะหากพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะขับขี่รถที่จะไปก่อให้เกิดเหตุอันตรายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งฝ่ายโจทก์พึงคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญมากกว่าและต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าที่จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบ การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ดังกล่างจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่จำเลยสามารถกระทำได้ ไม่เข้าลักษณะผู้ประกอบธุรกิจมุงกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือผู้ประกอบธุรกิจไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคด้วยความประมาทเลิกเล่ออย่างร้ายแรงหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีวิชาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดเนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 การปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบตามกรมธรรม์ ข้อ 5 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกรมธรรม์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

        พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยนละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับในขณะฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมขอให้เป็นพับ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!