ทนายอาร์มแชร์ประสบการณ์จริง ! เจอ “อู่ซ่อมรถ” ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาซ่อม ถ้าไม่เซ็น ก็ไม่ซ่อม!

“อู่ซ่อมรถ” เป็นสิ่งที่เจ้าของรถทุกคนต้องเกี่ยวข้องไม่วันใดก็วันหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะมี “ประกันภัยรถยนต์” อยู่ในมือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับยังตกเป็นเหยื่อของอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัยโดยไม่รู้ตัว

ทนายอาร์ม ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อลูกจ้างเอารถของทนายอาร์มไปขับชนท้ายคู่กรณี สำหรับบทความนี้ทนายอาร์มก็ขอมาเตือนภัยและให้ความรู้กับประชาชน เพราะเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า หากคุณไม่รู้เท่าทันอู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัย หรือไม่มีทนายดูแลตั้งแต่ต้นหลังรถชน คุณอาจถูกเอาเปรียบได้ง่าย ๆ

เหตุเกิดจาก “อู่ซ่อมรถ” โทรมา…ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาการซ่อม

หลังจากรถของทนายอาร์มประสบอุบัติเหตุ และได้ส่งรถเข้าซ่อมที่อู่ในเครือของบริษัทประกันภัย วันหนึ่งอู่ซ่อมรถได้โทรมาหาทนายอาร์ม พร้อมแจ้งว่า “ต้องเซ็นยอมรับการซ่อมและการรออะไหล่ เพราะใช้เวลาเกิน 15 วัน หากไม่เซ็น…อู่จะไม่สามารถดำเนินการซ่อมต่อได้”

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่อู่ต้องการเอกสารยืนยันจากลูกค้า แต่สำหรับผู้ที่รู้กฎหมายดีอย่างทนายอาร์ม กลับพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้องตามระเบียบของคปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

คปภ. ระบุชัด “แจ้งให้ทราบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องเซ็น!

ตามระเบียบของคปภ. ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า “การแจ้งให้ทราบ” หมายถึง การแจ้งข้อมูลให้ผู้เอาประกันภัยทราบโดย ไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อรับทราบ

การแจ้งให้ทราบสามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น

  • โทรศัพท์
  • อีเมล
  • ข้อความทางไลน์
  • จดหมาย หรือเอกสารประกอบการซ่อม

ซึ่ง “การแจ้งให้ทราบ” มีเจตนาเพื่อสื่อสารความคืบหน้าในการซ่อม ไม่ใช่เพื่อให้ผู้บริโภคต้อง “ยอมรับเงื่อนไข” ที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การรออะไหล่เกินกำหนด หรือการผสมอะไหล่แท้กับเทียม แต่ในกรณีนี้ อู่ซ่อมรถกลับนำคำว่า “แจ้งให้ทราบ” ไปใช้ผิดบริบท กลายเป็น “ต้องเซ็นยอมรับ” ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนความหมายของระเบียบ คปภ. และเป็นการสร้างภาระที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

ปัญหาอะไหล่แท้ผสมเทียม คืออะไร?

นอกจากการบังคับให้เซ็นเอกสารแล้ว อู่ซ่อมรถยังแจ้งเพิ่มเติมว่า

“จะใช้อะไหล่แท้ผสมอะไหล่เทียมในการซ่อมให้”

ฟังดูเหมือนการประนีประนอม แต่ในทางกฎหมายและหลักจรรยาบรรณของอู่ซ่อมรถ
การซ่อมรถต้องคืนสภาพให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับสภาพก่อนเกิดเหตุให้มากที่สุด

ทนายอาร์มอธิบายว่า

“หลักการมันง่ายมาก ถ้ารถคุณเดิมใช้อะไหล่แท้ อู่ก็ต้องใช้ของแท้มาใส่
ถ้ารถคุณใช้อะไหล่เทียม ก็ใช้เทียม ไม่ใช่เอามาผสมกันมั่ว ๆ เพราะมันส่งผลต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และมูลค่ารถในอนาคต”

ซึ่งในความเป็นจริง หากอู่ซ่อมรถต้องรออะไหล่แท้จากบริษัทผู้ผลิต ก็สามารถแจ้งให้ลูกค้าทราบได้โดยไม่ต้องให้เซ็นยอมรับอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องไม่ปฏิเสธการซ่อมหรือเรียกร้องให้ลูกค้าทำในสิ่งที่ขัดต่อระเบียบ

สิ่งที่ควรทำเมื่อ “อู่ซ่อมรถ” ไม่ยอมซ่อม

ทนายอาร์มแนะนำว่า หากเจอสถานการณ์แบบนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ปรึกษาทนายความเพื่อวางรูปเรื่องให้จะดีกว่า เพราะคุณอาจเสียเปรียบจากความไม่รู้ได้ เพื่อให้ทนายความใช้เทคนิคในการติดต่อบริษัทประกันภัยโดยตรง เพื่อแจ้งว่า “อู่ซ่อมรถปฏิเสธการซ่อม เนื่องจากไม่ยอมเซ็นรับทราบการรออะไหล่เกิน 15 วัน” และที่ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ส่งอีเมล หรือแชทไลน์เพื่อเก็บหลักฐานไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ในกรณีเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

เข้าใจให้ถูก “แจ้งให้ทราบ” ไม่ใช่ “แจ้งให้เซ็น”

หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งทนายอาร์มได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

“คำว่า ‘แจ้งให้ทราบ’ ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการลงนามรับทราบ และไม่ได้หมายความว่าอู่จะพ้นจากความรับผิดในระยะเวลาการซ่อม การแจ้งให้ทราบมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความคืบหน้า ไม่ใช่เพื่อให้ลูกค้ายอมรับเงื่อนไขล่าช้า” ดังนั้น หากอู่บอกว่า “ถ้าไม่เซ็น จะไม่ซ่อม”
ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมเซ็น และสามารถแจ้งเรื่องไปยังบริษัทประกันภัยได้ทันที

เหตุผลที่ “การมีทนาย” สำคัญตั้งแต่หลังรถชน

เหตุการณ์ของทนายอาร์มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้คุณจะเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย หรือเป็นผู้เอาประกันภัยที่ทำทุกอย่างถูกต้อง แต่หากไม่มีทนายหรือผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำตั้งแต่ต้นหลังเกิดอุบัติเหตุ คุณอาจเสียเปรียบได้ทุกเมื่อ เพราะทั้งอู่ซ่อมรถ และบริษัทประกันภัยอาจตีความระเบียบหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ตามมุมของตนเอง ซึ่งไม่เสมอไปว่าจะตรงกับสิทธิ์ของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริง “หากไม่มีทนายตั้งแต่หลังรถชน ผู้บริโภคอาจถูกอู่หรือบริษัทประกันภัยเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว”

รู้ทันอู่ซ่อมรถ รู้ทันประกันภัย ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยแล้วเสียเปรียบ

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการรู้กฎหมายและระเบียบ คปภ. คือเกราะป้องกันสำคัญของผู้บริโภค
อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ หากเจออู่หรือบริษัทประกันภัยที่พยายามกดดันให้เซ็นรับทราบในระยะเวลาในการจัดซ่อมรถหรือพยายามให้เซ็นในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจ สามารถปรึกษาทนายความได้ทันที เพราะสุดท้ายแล้ว การมี “ทนายอยู่ข้างคุณ” คือสิ่งที่จะทำให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อของทั้ง “อู่ซ่อมรถ” และ “บริษัทประกันภัย” ปรึกษาทนายความ คลิก>>ติดต่อเรา<< หรือโทร 062-195-1661

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!