รู้หรือไม่? อุบัติเหตุจากรถชน ไม่ใช่แค่เรื่องของรถพังหรือการเจ็บตัวชั่วคราวเท่านั้น
แต่คุณอาจมีสิทธิ์เรียก ค่าสินไหมทดแทน หลักแสนบาท หากรู้จักใช้สิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย
กรณีศึกษาที่เรานำเสนอในวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์แล้วถูกรถยนต์เลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหัน จนได้รับ”บาดเจ็บสาหัส”
ท้ายที่สุด ผู้เสียหายสามารถ”เรียกร้องค่าสินไหม”จากบริษัทประกันภัยได้ถึง 564,828.25 บาท จากคดีที่เข้าสู่กระบวนการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ
เหตุการณ์จริง: ถูกรถเลี้ยวตัดหน้าจนบาดเจ็บหนัก
ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์ตามปกติ จู่ๆ มีรถยนต์ขับสวนมาแล้วเลี้ยวขวาตัดหน้าอย่างกระทันหัน เกิดการชนกันอย่างรุนแรง ทำให้ผู้เสียหายกระดูกหักหลายจุด ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 17 วัน หลังจากนั้นยังต้องพักฟื้นต่ออีกกว่า 2 เดือน กว่าร่างกายจะเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
แม้รถยนต์คันก่อเหตุจะทำประกันภัยไว้กับบริษัทเอกชน และผู้ขับขี่จะยอมรับว่าเป็นฝ่ายประมาท แต่ทางบริษัทประกันยังคงโต้แย้งความรับผิดชอบ และไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมตามที่ผู้เสียหายร้องขอ ทำให้ต้องเข้าสู่การวินิจฉัยโดยอนุญาโตตุลาการ
ผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 และ 444 ผู้เสียหายจากคดีอุบัติเหตุมีสิทธิ์เรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน ได้หลายรายการ ได้แก่:
·ค่ารักษาพยาบาล ทั้งในอดีตและในอนาคต
·ค่าจ้างพยาบาล และค่าเดินทางของผู้ดูแล
·ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย เช่น รายได้จากอาชีพเสริม
·ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวด การสูญเสียการใช้ชีวิตตามปกติ
สิทธิ์เหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวช่วยให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง
ผลคำชี้ขาด: บริษัทประกันต้องจ่ายตามสิทธิ์ผู้เสียหาย
อนุญาโตตุลาการตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด และเห็นว่าผู้ขับขี่รถยนต์เป็นฝ่ายประมาทอย่างชัดเจน จึงมีคำชี้ขาดให้บริษัทประกันภัยต้องจ่าย ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้เสียหาย
ดังนี้:
·ค่ารักษาพยาบาล: 11,228.25 บาท
·ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต: 100,000 บาท
·ค่าจ้างพยาบาลและค่าเดินทาง: 20,000 บาท
·ค่าขาดประโยชน์จากอาชีพเสริม: 33,600 บาท
·ค่าสินไหมเพื่อความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ: 400,000 บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น: 564,828.25 บาท
ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน
แม้ผู้ขับขี่รถของบริษัทประกันภัยจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้รู้กฎหมาย และยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด แต่บริษัทประกันก็ยังต่อสู้ทุกทางเพื่อปฏิเสธความรับผิด นี่จึงสะท้อนให้เห็นว่าอย่าชะล่าใจแม้ข้อเท็จจริงจะดูชัดเจนแค่ไหนก็ตาม บริษัทประกันภัยมักพยายามโต้แย้งเพื่อลดหรือเลี่ยงการจ่ายเงินเสมอ อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณี ค่าจ้างบุคคลอื่นให้ดูแลระหว่างเจ็บป่วย แม้ผู้เสียหายจะมีบัตรประชาชนของผู้รับจ้างมายืนยัน ก็ยังไม่เพียงพอ หากไม่ได้ให้ผู้รับจ้างมาเบิกความยืนยันด้วยตนเอง การสืบพยานที่ไม่ครบถ้วน อาจทำให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการไม่รับฟังและปฏิเสธรายการค่าเสียหายนั้นทันที
อย่าชะล่าใจ! สิทธิ์เรียกค่าสินไหมมีมากกว่าที่คุณคิด

หลายคนยังเข้าใจผิดว่า หากมีสิทธิ์รักษาฟรีจากรัฐ เช่น ข้าราชการหรือประกันสังคม จะไม่สามารถเรียกเงินจากคู่กรณีหรือบริษัทประกันได้อีก ความจริงคือสิทธิ์เหล่านี้ไม่ตัดกัน! คุณยังมีสิทธิเรียก ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต, ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้, และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทางร่างกายและจิตใจ ได้เพิ่มเติม หากคุณมีหลักฐานและสามารถอธิบายเหตุผลประกอบได้อย่างถูกต้อง
ทำไมคุณควรมีทนายในคดีประกันภัย?
การมี ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย จะช่วยให้คุณไม่เสียสิทธิ์ เพราะทนายจะดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่:
·ประเมินรายการค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิ์เรียก
·รวบรวมและจัดเรียงพยานหลักฐานให้พร้อม
·ต่อรองกับบริษัทประกันภัย
·ยื่นฟ้องต่อศาลหรืออนุญาโตตุลาการอย่างมืออาชีพ
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ – ผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยตัวจริง

เราพร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอนของคดี ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ รวบรวมหลักฐาน หรือการเรียกร้องค่าสินไหมให้ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เสียหายจากคดีรถชน คดีประกันภัย หรือคดีละเมิดอื่นใด วงศกรณ์ คือทีมทนายที่คุณวางใจได้ ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่จะไม่ทำให้คุณเสียเปรียบบริษัทประกันภัย
หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุ อย่าลืมว่า คุณมีสิทธิ์เรียก ค่ารักษาพยาบาล, ค่าขาดรายได้, และ ค่าสินไหมทดแทน ต่าง ๆ เพียงเตรียมหลักฐานให้พร้อม และใช้สิทธิให้เต็มที่ตามกฎหมาย
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลคุณในทุกคดีอุบัติเหตุและคดีประกันภัยให้คุณมั่นใจว่า ได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่ตกหล่น ไม่เสียเปรียบ
หากคุณต้องการให้ทีมทนายความของเราช่วยประเมินคดี รวบรวมเอกสาร หรือดำเนินเรื่องการเรียกค่าสินไหม
สามารถ”ติดต่อเรา”ได้ทันที เพราะความยุติธรรมที่แท้จริง เริ่มต้นจากการรู้สิทธิของตัวเอง และใช้มันให้ถูกทาง

