อย่างที่หลาย ๆ คนทราบกันเป็นอย่างดีในยุคที่การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คนไปแล้ว การเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลต่าง ๆ สามารถทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็วและเข้าถึงผู้คนจำนวนมากภายในระยะเวลาไม่นาน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักไว้เป็นข้อสำคัญเลยคือ ไม่ใช่ข้อมูลทุกรูปแบบที่จะสามารถผลิต ครอบครอง เผยแพร่ หรือส่งต่อได้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลที่มีลักษณะลามกอนาจารณ์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วย
หลาย ๆ คนอาจกำลังเข้าใจผิดว่า การเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์เป็น
เพียงการแบ่งปันเนื้อหาทั่วไป แต่ในทางกฎหมายแล้วนั้น การกระทำดังกล่าวอาจมีความผิดได้ หากข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ทั้งผู้ผลิตสร้างสรรค์ ผู้เผยแพร่ ผู้ส่งต่อ และหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรทำความเข้าใจข้อกฎหมาย เพื่อระมัดระวังและป้องกันความเสี่ยงไม่ให้การกระทำของตนกลายเป็นปัญหาทางคดีในภายหลัง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ความผิดเกี่ยวกับสิ่งลามก

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อเอกสาร ภาพถ่าย ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ หรือสิ่งอื่นใดอันลามก โดยมีลักษณะการ กระทำหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กรณีสำคัญ ได้แก่
กรณีที่ 1 การผลิตหรือเผยแพร่เพื่อการค้าและการแจกจ่าย
เป็นกรณีที่บุคคลทำ ผลิต มีไว้ นำเข้า ส่งออก พาไป หรือทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งอันลามก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า เพื่อแจกจ่าย หรือเพื่อแสดงอวดแก่ประชาชน เช่น การผลิตเนื้อหาแล้วนำไปเผยแพร่ในลักษณะที่มุ่งหวังผลประโยชน์ทางการค้า หรือจัดให้มีการเผยแพร่ต่อบุคคลทั่วไป
กรณีที่ 2 การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าสิ่งลามก
ครอบคลุมถึงผู้ที่ประกอบการค้า มีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องกับการค้าสิ่งลามก รวมถึงการจ่ายแจก แสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของดังกล่าว กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตเนื้อหาเพียงอย่างเดียว ผู้ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหรือส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการค้าตามที่กฎหมายกำหนดก็อาจมีความรับผิดได้
กรณีที่ 3 การโฆษณาหรือชักนำให้เกิดการแพร่หลาย
กรณีที่บุคคลโฆษณาหรือเผยแพร่ข้อความเพื่อช่วยให้สิ่งลามกแพร่หลายหรือเกิดการค้าสิ่งลามก เช่น การประชาสัมพันธ์หรือแจ้งช่องทางให้ประชาชนทราบว่าสามารถหาสิ่งดังกล่าวได้จากบุคคลใดหรือด้วยวิธีใด
ทั้ง 3 กรณีที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีองค์ประกอบและลักษณะการกระทำแตกต่างกัน ในทางกฎหมายจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีบทบาทอย่างไร และมีเจตนาหรือวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยมาตรา 287 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) และ (5) เกี่ยวข้องอย่างไร?

นอกจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว การเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่มีลักษณะอันลามกผ่านระบบคอมพิวเตอร์ยังอาจเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะมาตรา 14 (4) และ (5)
มาตรา 14 (4) การนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามก
บทบัญญัตินี้กำหนดความผิดแก่ผู้ที่นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่ามีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าข้อมูลนั้นมีลักษณะอันลามกตามกฎหมายหรือไม่ และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้หรือไม่
มาตรา 14 (5) การเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลโดยรู้อยู่แล้ว
มาตรานี้ครอบคลุมถึงผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 (1) ถึง (4) ดังนั้น หากบุคคลทราบอยู่แล้วว่าข้อมูลที่ตนกำลังส่งต่อเป็นข้อมูลที่เข้าข่ายตามมาตรา 14 (4) แต่ยังดำเนินการเผยแพร่หรือส่งต่อ ก็อาจมีความรับผิดตามบทบัญญัตินี้ได้
จุดที่ต้องให้ความสำคัญคือเรื่องการรับรู้หรือความรู้ของผู้ส่งต่อ เพราะกฎหมายระบุเงื่อนไขไว้ว่าเป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อโดยรู้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าการส่งต่อข้อมูลทุกกรณีจะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ
สำหรับบทลงโทษตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำความผิดตามกรณีดังกล่าวอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ผลิต ผู้เผยแพร่ และผู้ส่งต่อ มีความรับผิดแตกต่างกันหรือไม่?

การพิจารณาความรับผิดต้องดูบทบาทของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดทำหรือผลิตข้อมูล ผู้จัดเก็บข้อมูลไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย ผู้เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือผู้ส่งต่อข้อมูลไปยังบุคคลอื่น เพราะแต่ละบทบาทอาจเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ หากมีบุคคลหลายคนร่วมกันกระทำการ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ การร่วมมือ และเจตนาของแต่ละบุคคลประกอบหลักกฎหมายเรื่องตัวการร่วมด้วย การเป็นสมาชิกกลุ่มหรืออยู่ในช่องทางสื่อสารเดียวกันเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าทุกคนมีความผิดเหมือนกัน
หากถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ควรดำเนินการอย่างไร?

หากได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่หรือถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิต เผยแพร่ หรือนำส่งข้อมูลที่อาจเข้าข่ายความผิด ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดทำ ผู้เผยแพร่ ช่องทางการเผยแพร่ ลักษณะการเข้าถึงข้อมูล และพฤติการณ์ที่แสดงถึงการรับรู้ของผู้เกี่ยวข้อง
การรวบรวมหลักฐานควรทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่แก้ไขหรือทำลายข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี และควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อกฎหมายก่อนให้ถ้อยคำหรือดำเนินการใด ๆ ที่อาจส่งผลต่อสิทธิของตนเอง
บทบาทของทนายความในคดีเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลลามก

คดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) และ (5) เป็นคดีที่ต้องพิจารณาทั้งลักษณะของข้อมูล วิธีการเผยแพร่ วัตถุประสงค์ และเจตนาของผู้เกี่ยวข้อง ทนายความจึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบองค์ประกอบความผิด วิเคราะห์พยานหลักฐาน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ตลอดจนช่วยวางแนวทางการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม
การผลิตสื่อ มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนด เผยแพร่ หรือนำส่งข้อมูลที่มีลักษณะอันลามกอนาจารณ์ อาจก่อให้เกิดความรับผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้ โดยเฉพาะเมื่อการกระทำนั้นมีองค์ประกอบครบตามกฎหมาย การทำความเข้าใจข้อกฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากมีข้อสงสัยหรือกำลังเผชิญปัญหาทางคดี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางดำเนินการอย่างเหมาะสม
ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำแนะนำด้านกฎหมายและการดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี คลิก >> ติดต่อเรา <<

