ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารผ่านโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของคนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย ทำธุรกิจ หรือแม้แต่การขอกู้ยืมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการตกเป็นเหยื่อของการถูก “แบล็กเมล (Blackmail)” หรือการข่มขู่เรียกร้องทรัพย์สินจากข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น
เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้เสียหายรายหนึ่งได้ทักเข้ามาปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หลังตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพและคลิปส่วนตัวที่ตนเคยส่งให้กับบุคคลที่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์
กรณีศึกษา : จากการขอกู้เงิน สู่การถูกแบล็กเมล

ผู้เสียหายมีความจำเป็นต้องใช้เงิน จึงติดต่อขอกู้เงินจากบุคคลที่รู้จักผ่านสื่อออนไลน์
ในระหว่างการพูดคุย อีกฝ่ายได้เสนอเงื่อนไขว่าหากต้องการได้รับการอนุมัติเงินกู้ จะต้องส่งภาพส่วนตัวและวิดีโอคอลในลักษณะส่วนตัวเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในการให้กู้ยืม
ด้วยความเชื่อใจและความจำเป็น ผู้เสียหายจึงปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว แต่หลังจากส่งภาพและวิดีโอคอลไปแล้ว กลับไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลงกันไว้
เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นอีกฝ่ายกลับนำภาพและคลิปส่วนตัวที่ได้รับไปใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ โดยอ้างว่าหากผู้เสียหายไม่โอนเงินให้ จะนำภาพและคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบ
ด้วยความหวาดกลัวว่าจะได้รับความอับอายและเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ผู้เสียหายจึงยอมโอนเงินให้หลายครั้งตามที่ถูกเรียกร้อง
ส่งภาพไปเอง ถือว่าผู้เสียหายมีความผิดหรือไม่?

เป็นคำถามที่ผู้เสียหายรู้สึกกังวล
เพราะหลายคนเข้าใจว่า หากตนส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปโดยสมัครใจ ย่อมไม่สามารถดำเนินคดีกับอีกฝ่ายได้ หรืออาจกลายเป็นฝ่ายที่มีความผิดเสียเอง
แต่ในความเป็นจริง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือพฤติการณ์ภายหลังของผู้ที่ได้รับข้อมูลดังกล่าว
หากบุคคลนั้นนำภาพ คลิป หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ เรียกร้องเงิน หรือบังคับให้ผู้เสียหายกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ของตนเอง การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้เสียหายในกรณีลักษณะนี้คือผู้ที่ถูกหลอกและถูกข่มขู่ ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในการข่มขู่เรียกเงิน

แม้คำว่า “แบล็กเมล (Blackmail)” จะเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป แต่ในทางกฎหมายไทย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายฐาน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ตัวอย่างเช่น
1. ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
หากมีการข่มขู่ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิของผู้เสียหาย เพื่อให้ยอมมอบเงินหรือทรัพย์สิน
2. ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์
กรณีที่มีการข่มขู่หรือบังคับเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์จากผู้เสียหาย
3. ความผิดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือภาพส่วนตัว
หากมีการนำภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ ส่งต่อ หรือเปิดเผยต่อสาธารณะโดยไม่ได้รับความยินยอม อาจมีประเด็นความรับผิดทางกฎหมายเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะเคยส่งภาพหรือคลิปไปด้วยความสมัครใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะมีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ข่มขู่หรือแสวงหาประโยชน์จากผู้เสียหายได้
หากถูกแบล็กเมล ควรทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าลบหลักฐาน” ผู้เสียหายควรเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น
- ข้อความสนทนา
- ภาพหน้าจอการข่มขู่
- หลักฐานการโอนเงิน
- บัญชีธนาคารปลายทาง
- ข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดีย
- ลิงก์หรือช่องทางติดต่อของผู้กระทำ
หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีและการติดตามตัวผู้กระทำความผิด
นอกจากนี้ ควรรีบปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อวางแนวทางการแจ้งความและรักษาสิทธิของตนเองอย่างเหมาะสม
อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำ

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะจ่ายเงินตามคำข่มขู่เพราะกลัวว่าภาพหรือข้อมูลส่วนตัวจะถูกเผยแพร่
แต่ในหลายกรณี การจ่ายเงินไม่ได้ทำให้ปัญหาสิ้นสุดลง กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดเรียกร้องเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หากคุณกำลังเผชิญปัญหาการถูกแบล็กเมล ถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพหรือคลิปส่วนตัว หรือถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเร็วที่สุด
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีแบล็กเมล คดีข่มขู่เรียกเงิน คดีออนไลน์ และการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางวางรูปเรื่องคดีปกป้องสิทธิและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

