จาก 6 หมื่น สู่ 6 แสน! รถชนเรียกค่าเสียหาย รู้สิทธิก่อนรับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัย  

รถชนเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เรียกอย่างไรให้ครอบคลุมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เป็นคำถามสำคัญที่ผู้เสียหายหรือผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เพราะความเสียหายจากอุบัติเหตุไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถหรือค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่อาจรวมถึงรายได้ที่ขาดหาย ค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่อง ตลอดจนความเสียหายอื่นตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี

จากข้อเสนอ 60,000 บาท สู่ค่าสินไหมทดแทนกว่า 635,705 บาท

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอเล่ากรณีตัวอย่างของผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งประสบอุบัติเหตุขณะประกอบอาชีพเป็นไรเดอร์ขับรถจักรยานยนต์รับ-ส่งอาหาร โดยถูกรถยนต์ของคู่กรณีเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บหลายรายการ ส่งผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติและต้องหยุดพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน

ผู้เสียหายรายนี้มีอาการบาดเจ็บบริเวณไหปลาร้า เอ็นข้อเท้าฉีกขาด การเดินของขาขวาผิดปกติ และมีเศษกระดูกแตกหักบริเวณข้อเท้า ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำงาน ซึ่งเดิมผู้เสียหายมีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000–40,000 บาท เมื่อไม่สามารถออกไปทำงานได้ รายได้จึงหยุดชะงักตามไปด้วย

ในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายได้เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีจำนวน 170,000 บาท แต่บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้เพียง 60,000 บาท ทำให้ผู้เสียหายเกิดข้อสงสัยว่าจำนวนดังกล่าวเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

รถชนเรียกค่าเสียหาย ต้องดูมากกว่าค่ารักษาพยาบาล

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว การประเมินความเสียหายไม่ควรมองเพียงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทันทีเท่านั้น เพราะผู้ได้รับบาดเจ็บอาจมีความเสียหายต่อเนื่องจากการไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาในอนาคต และความเสียหายอื่นที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง

ผู้เสียหายจึงควรรวบรวมเอกสารทางการแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หลักฐานรายได้ เอกสารเกี่ยวกับการทำงาน ตลอดจนหลักฐานความเสียหายของทรัพย์สินและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะพยานหลักฐานเหล่านี้สามารถมีบทบาทสำคัญในการประเมินและพิสูจน์ความเสียหาย

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายได้ศึกษาข้อมูลจากช่อง YouTube ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ก่อนตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายอาร์ม และได้มีการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อวางแนวทางดำเนินคดี จากนั้นจึงนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

ผลการพิจารณา: ผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ

ตามข้อมูลของคดีตัวอย่างดังกล่าว อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ ได้แก่

  • ค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง จำนวน 138,272 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต จำนวน 100,000 บาท
  • ค่าเลเซอร์รอยแผลเป็น จำนวน 45,000 บาท
  • ค่าขาดประโยชน์ระหว่างทำมาหาได้ในช่วงเจ็บป่วย จำนวน 96,000 บาท
  • ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จำนวน 250,000 บาท
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย เช่น เสื้อผ้าสำหรับทำงาน กางเกง รองเท้า และแว่นตา จำนวน 6,433 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 635,705 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างจากข้อเสนอเดิม 60,000 บาทอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลของคดีตัวอย่าง ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทุกรายจะได้รับเงินจำนวนเดียวกัน เพราะการกำหนดค่าสินไหมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ความเสียหาย พยานหลักฐาน และกระบวนการพิจารณาของแต่ละคดี

ทำไมการมีทนายความจึงมีความสำคัญเมื่อรถชนเรียกค่าเสียหาย?

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่ามีทนายความแล้วจะได้รับเงินมากขึ้นเสมอไป แต่ทนายความมีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ประเมินประเด็นข้อกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐาน และนำเสนอข้อเรียกร้องให้เป็นระบบ ซึ่งแตกต่างจากการพูดคุยหรือเจรจาโดยไม่มีการวางรูปคดี

สำหรับผู้เสียหายที่ไม่คุ้นเคยกับกระบวนการทางกฎหมาย การประเมินว่าความเสียหายของตนเองประกอบด้วยอะไรบ้างอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ เพราะความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ต่อเนื่องไปถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในอนาคต

สำนักงาน คปภ. เองก็มีช่องทางเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ย และการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ รวมถึงมีระบบอนุญาโตตุลาการออนไลน์สำหรับประชาชนในการยื่นข้อพิพาทและติดตามสถานะคดี ดังนั้น ผู้เสียหายควรศึกษาช่องทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของตนเอง และอาจขอคำปรึกษาทางกฎหมายเพื่อทำความเข้าใจก่อนเลือกแนวทางดำเนินการ

หากถูกรถชน อย่ารีบตัดสินใจจากตัวเลขที่ประกันเสนอ

กรณีรถชนเรียกค่าเสียหาย สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายควรตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนรับข้อเสนอหรือเซ็นเอกสารใด ๆ โดยเฉพาะเอกสารที่อาจเกี่ยวข้องกับการยุติข้อเรียกร้อง เพราะเมื่อมีการตกลงและลงนามแล้ว ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างกันไปตามข้อความและเงื่อนไขของเอกสาร

อุบัติเหตุหนึ่งครั้งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่หายไป ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การรักษาในอนาคต และความเสียหายอื่น ๆ ดังนั้น หากได้รับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัยแล้วไม่แน่ใจว่าครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดหรือไม่ การขอคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิและแนวทางของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

กรณีตัวอย่างจาก 60,000 บาท สู่ 635,705 บาท จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า

“ไม่รู้กฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ควรรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง”

หากวันนี้คุณหรือคนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุรถชนเรียกค่าเสียหาย และได้รับบาดเจ็บจนกระทบต่อการทำงานหรือรายได้ อย่าเพิ่งตัดสินใจจากข้อเสนอที่ได้รับเพียงอย่างเดียว ควรรวบรวมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสิทธิและแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรู้สิทธิและวางแนวทางเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นระบบ คลิก >> ติดต่อเรา <<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!