ในยุคที่การจ้างงานอิสระและงานอีเวนต์เฟื่องฟู ธุรกิจประเภท “ออแกไนซ์” กลายเป็นอีกหนึ่งภาคบริการที่มีการจ้างงานอย่างแพร่หลาย ทั้งจัดงานแต่ง งานเปิดตัวสินค้า หรืองานสัมมนาต่าง ๆ แต่เมื่อรับงานแล้ว “เบี้ยวไม่จ่ายเงิน” ปัญหาเช่นนี้กลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับเจ้าหนี้และผู้ให้บริการ บางรายอาจคิดว่าเป็นแค่ “คดีแพ่ง” ฟ้องไปก็ไม่ได้เงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเจตนาเบี้ยวมีความชัดเจน ก็อาจเข้าข่ายความผิด “ฉ้อโกง” ได้เลย
รับงานออแกไนซ์แล้วไม่จ่าย มีความผิดหรือไม่?

ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างจ้างออแกไนซ์ให้ดำเนินงานตามที่ตกลง และออแกไนซ์ก็ทำงานเสร็จเรียบร้อยตามข้อตกลง แต่ผู้ว่าจ้างกลับไม่ยอมจ่ายเงิน หรือเลื่อนการจ่ายเรื่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คำถามคือ แบบนี้จะถือเป็น “ความผิดฉ้อโกง” ได้หรือไม่?
คำตอบคือ “อาจเป็นได้” หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ว่าจ้างมีเจตนาโกงตั้งแต่ต้น เช่น
- มีพฤติการณ์ว่าจ้างโดยไม่เคยคิดจะจ่ายเงิน
- ใช้เอกสารปลอม
- สัญญาที่ทำขึ้นมีข้อพิรุธ
- เมื่อถูกทวงถาม กลับมีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยง หรือหายตัวไปเลย
กรณีลักษณะนี้สามารถแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา “ฉ้อโกง” ได้ ซึ่งต่างจากกรณีที่ผู้ว่าจ้างมีเจตนาจะจ่ายเงิน แต่ภายหลังเกิดปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถจ่ายได้ แบบนั้นจะเป็น “หนี้ตามสัญญา” หรือ “คดีแพ่ง” เท่านั้น
คดีฉ้อโกงมีโทษอย่างไร?

หากเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้กระทำจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และหากมีการฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น หรือใช้เอกสารปลอม โทษจะหนักขึ้นตามมาตรา 342 เป็นโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ดังนั้น การดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงจึงเป็น “เครื่องมือกดดัน” ให้ลูกหนี้รู้สึกถึงผลร้ายทางกฎหมาย ซึ่งต่างจากคดีแพ่งที่มักใช้เวลานาน และไม่มีโทษจำคุกในเบื้องต้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเจ้าหนี้หรือไม่?
หลายคนสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราคือ “เจ้าหนี้” ที่สามารถฟ้องร้องได้? คำตอบคือ ให้พิจารณาจากหลักฐานดังต่อไปนี้:
1.สัญญาจ้างหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
หากมีเอกสารแสดงเจตนาจ้างงานจากลูกค้า เช่น ใบเสนอราคา สัญญาจ้าง หรือแม้แต่แชตข้อความ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้
2.หลักฐานการทำงานจริง
เช่น รูปถ่ายหน้างาน รายการค่าใช้จ่าย ใบเสร็จที่ออกให้ หรือการยืนยันจากพนักงานที่เกี่ยวข้อง
3.การทวงถามที่เป็นลายลักษณ์อักษร
เช่น อีเมล แชต หรือหนังสือทวงถาม จะช่วยแสดงให้เห็นว่าเราได้เรียกร้องแล้วแต่ลูกหนี้ยังเพิกเฉย
หากมีเอกสารข้างต้นครบถ้วน ก็สามารถยืนยันสถานะ “เจ้าหนี้” และมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้
ถ้าไม่เข้าข่ายฉ้อโกง จะทำอย่างไร?

ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีพฤติกรรมฉ้อโกงชัดเจน เช่น ยอมรับว่าค้างจ่ายแต่ขอผัดผ่อน หรือแสดงให้เห็นว่ามีปัญหาทางการเงินจริงๆ แบบนี้จะเป็น “หนี้แพ่ง” ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน ดังนี้:
1.ส่งหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ
2.หากยังไม่จ่ายภายในกำหนด สามารถยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง
3.หากชนะคดีแล้วลูกหนี้ยังไม่จ่าย สามารถยื่นคำร้องขอบังคับคดี เช่น อายัดบัญชีเงินฝาก หรือยึดทรัพย์สินได้
อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีแพ่งอาจใช้เวลานานและต้องมีค่าใช้จ่ายบางส่วน การปรึกษา ทนายความที่ปรึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณวางแผนได้ถูกต้อง
ปรึกษาทนายความที่ปรึกษา วางกลยุทธ์ทางกฎหมายได้ดีกว่า

ในกรณีแบบนี้ การมี ที่ปรึกษากฎหมาย อย่างสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์และเลือกแนวทางที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะการจะฟ้องเป็น “คดีฉ้อโกง” ต้องอาศัยการวางแผนอย่างละเอียด มีการรวบรวมพยานหลักฐานให้พร้อมและมั่นคง เพื่อให้ตำรวจหรืออัยการพิจารณารับฟ้อง
หากเลือกเดินสายแพ่ง ก็ต้องวิเคราะห์ว่ามูลหนี้มีความชัดเจนเพียงใด โอกาสชนะคดีสูงแค่ไหน และมีทรัพย์สินใดที่สามารถยึดได้หรือไม่ การมีทนายผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินทุกอย่างตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น
ทำไมต้องเลือกสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการด้าน ทนายความที่ปรึกษา และ ที่ปรึกษากฎหมาย ครบวงจร เราเชี่ยวชาญในการรับมือกับคดีฉ้อโกง คดีแพ่ง และข้อพิพาทเชิงธุรกิจ โดยเน้นการวางแผนก่อนฟ้องจริงทุกครั้ง เพื่อให้ลูกความมีทางเลือก และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ให้บริการออแกไนซ์ที่โดนเบี้ยวค่าจ้าง หรือเจ้าของธุรกิจที่ถูกโกงจากการทำสัญญา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมช่วยเหลือทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น ไปจนถึงการดำเนินคดีถึงที่สุด
การรับงานออแกไนซ์แล้วไม่จ่ายเงิน อาจไม่ใช่แค่ปัญหาธุรกิจธรรมดา แต่อาจเข้าข่าย “ฉ้อโกง” ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่าคดีแพ่งทั่วไป หากคุณพบว่าโดนโกง ไม่ควรปล่อยให้เรื่องเงียบไป ควรรีบปรึกษา ทนายความที่ปรึกษา หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย มืออาชีพ เพื่อหาทางออกทางกฎหมายที่เหมาะสม และเรียกร้องสิทธิของคุณให้กลับคืนมาอย่างเต็มที่ ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

