ทนายอาร์ม ยืนยัน! ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ เรียกร้องได้ เตือน คปภ.อาจช่วยไม่ได้จริง

ทนายอาร์มยืนยันเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนอาจเข้าใจว่าหากบริษัทประกันภัยรับผิดชอบค่าซ่อมรถแล้ว เรื่องทุกอย่างก็น่าจะจบลง แต่ในความเป็นจริง ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุได้ด้วย โดยเฉพาะ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าควรเรียกร้องอย่างไร ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงต้องการฝากข้อคิดถึงประชาชนว่า การเรียกร้องค่าเสียหายไม่ใช่เพียงการเดินเข้าไปขอเงินจากบริษัทประกันภัย แต่จำเป็นต้องมีข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนจำนวนเงินที่ต้องการเรียกร้องอย่างมีเหตุผล

ค่าขาดประโยชน์ฯ ค่าเสื่อม เรียกได้ แต่ต้องเรียกแบบมีเทคนิค


ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เสียหายควรให้ความสำคัญ เพราะเมื่อรถได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุและต้องนำเข้าอู่เพื่อซ่อม ย่อมหมายความว่าเจ้าของรถไม่สามารถนำรถไปใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาดังกล่าว ความเสียหายจึงไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีความเสียหายจากการที่ไม่สามารถใช้รถได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดตัวเลขขึ้นมาเองได้ทั้งหมด ผู้เสียหายควรรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับระยะเวลาซ่อม การใช้งานรถ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเรียกร้องมีน้ำหนักมากขึ้น ดังนั้น หากต้องการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ผู้เสียหายควรเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ต้น และไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการดำเนินการ

และอีกประเด็นที่ทนายอาร์มให้ความสำคัญคือค่าเสื่อมราคารถ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง รถยนต์ที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุและผ่านการซ่อมมาแล้วอาจมีมูลค่าตลาดแตกต่างจากรถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แม้จะซ่อมกลับมาให้สามารถใช้งานได้ตามปกติก็ตาม ทนายอาร์มชวนให้ลองคิดง่าย ๆ หากรถสองคันเป็นรุ่นเดียวกัน อายุการใช้งานใกล้เคียงกัน และสภาพโดยรวมใกล้เคียงกัน แต่คันหนึ่งมีประวัติการชนและซ่อมหนัก ในขณะที่อีกคันไม่มีประวัติอุบัติเหตุ ผู้ซื้อจำนวนมากย่อมพิจารณาประวัติของรถประกอบการตัดสินใจ และอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายได้ ดังนั้น ผู้เสียหายจึงควรศึกษาสิทธิของตนเองและเตรียมข้อมูลประกอบการเรียกร้องอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จำนวนค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละกรณี ไม่ใช่ว่ารถทุกคันจะได้รับเงินในจำนวนเท่ากัน

เข้าใจผิดเข้าใจใหม่ คปภ. ไม่ได้ช่วย บทบาทแท้จริง คือ เป็นคนกลางในการเจรจา

สำหรับประเด็นคปภ.หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ทนายอาร์มมองว่าประชาชนควรทำความเข้าใจบทบาทของหน่วยงานให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะเข้าไปดำเนินการ โดยกระบวนการร้องเรียนเกี่ยวกับประกันภัยมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี การพูดคุยหรือไกล่เกลี่ยระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน หากผู้เสียหายยังไม่เข้าใจว่าตนเองมีสิทธิอะไร ต้องเรียกร้องอย่างไร หรือควรเตรียมเอกสารอะไร การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนดำเนินการก็อาจช่วยให้สามารถวางแนวทางได้อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องจำนวนเงินหรือบริษัทประกันภัยไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้เสียหาย

“ไม่ต้องมีทนายก็ได้” มันได้จริงหรือ?

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยังฝากเตือนประชาชนว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากคำพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่ต้องมีทนาย” เพราะการมีทนายความไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้เกิดคดีขึ้นศาลเสียก่อน แต่ทนายความสามารถเข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมข้อเท็จจริง วิเคราะห์สิทธิ วางแนวทางการเรียกร้อง และเตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการเจรจาได้ การที่บริษัทประกันภัยมีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายดูแลผลประโยชน์ของบริษัทอยู่แล้ว ผู้เสียหายเองก็ควรศึกษาสิทธิของตนเองเช่นกัน เพราะการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ ให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูดว่า “ขอเท่านี้” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเหตุผลและหลักฐานมาสนับสนุนข้อเรียกร้อง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ ปรึกษาทนายก่อนไปร้อง คปภ. ดีที่สุด

ท้ายที่สุดทนายอาร์มขอฝากว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งคิดว่าบริษัทประกันภัยจ่ายค่าซ่อมแล้วทุกอย่างจบ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายอาจมีมากกว่าค่าซ่อมรถ การเสียโอกาสในการใช้รถ รวมถึงมูลค่าของรถที่อาจได้รับผลกระทบหลังเกิดอุบัติเหตุ ล้วนเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้รอบคอบ หากผู้เสียหายท่านใดกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ และไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไร การปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางก่อนเจรจากับบริษัทประกันภัย ย่อมสามารถช่วยให้ผู้เสียหายรู้เท่าทันสิทธิของตนเองมากขึ้น หากต้องการปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อสอบถามแนวทางการดำเนินการได้ทันที คลิก >>ติดต่อเรา<<

ก้าวสำคัญของนักศึกษาฝึกประสบการณ์เดินทางจากเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน ฝึกงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายนัท นางสาวณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการบริษัทและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีให้แก่นางสาวสารินี แซ่เล้า (น้องสาลี่) นักศึกษาฝึกประสบการณ์ด้านภาษาจีนจากสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีจีน Southwest University ฉงชิ่ง ประเทศจีน ในโอกาสที่น้องสาลี่ได้สำเร็จการฝึกประสบการณ์กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หลังจากเดินทางจากประเทศจีนมาฝึกประสบการณ์เป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิตในประเทศไทย

ตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์ น้องสาลี่ได้สังกัดฝ่ายสื่อสารองค์กรของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และมีโอกาสได้ทำงานที่หลากหลายมากกว่าการใช้ทักษะด้านภาษาเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการแปลบทความเพื่อนำเสนอเนื้อหาผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานฯ การแปลเอกสารและสัญญาภาษาจีน รวมถึงการเรียนรู้ลักษณะการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้น้องได้เห็นการนำภาษาจีนมาใช้ในบริบทการทำงานจริง โดยเฉพาะในสำนักงานกฎหมายที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในการสื่อสารและการแปลเอกสาร

อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่นับว่าน่าสนใจอย่างมาก คือ น้องสาลี่ได้รับโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความ โดยได้ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีน และยังมีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ล่ามในการประสานงานกับบริษัทของชาวจีนที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้น้องได้เรียนรู้การใช้ภาษาในสถานการณ์จริง ได้สัมผัสรูปแบบการทำงานที่แตกต่างจากห้องเรียน และได้เข้าใจว่าการเป็นล่ามหรือผู้ที่ทำงานด้านภาษานั้น ไม่ได้มีเพียงความสามารถในการแปลภาษาเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความรับผิดชอบ ความแม่นยำ การสื่อสาร และการปรับตัวให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแสดงความยินดีกับน้องสาลี่ที่เลือกเดินทางจากประเทศจีนมายังประเทศไทยเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และเลือกเข้ามาฝึกประสบการณ์ในสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่มีความท้าทายและแตกต่างจากการฝึกงานทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่น้องได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลา 2 เดือน ทั้งด้านภาษา งานเอกสาร งานกฎหมาย การทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง จะสามารถนำไปต่อยอดในการเรียนและการทำงานในอนาคตได้ ขอให้น้องสาลี่ประสบความสำเร็จในทุกก้าวของเส้นทาง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งนี้ไว้เป็นอีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต

แคปโพสต์ไปด่าในแชทกลุ่มลับ ระวัง “หมิ่นประมาทออนไลน์” กลุ่มปิดก็ผิดได้ 

หมิ่นประมาทออนไลน์ในยุคที่การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม Facebook, LINE, IG และแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนอาจเข้าใจว่า “แชทกลุ่มลับ” หรือ “กลุ่มปิด” เป็นพื้นที่ส่วนตัว และสามารถพูดถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่นได้โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะพฤติกรรมการแคปโพสต์หรือแคปภาพของบุคคลหนึ่ง แล้วนำไปส่งต่อในกลุ่มเพื่อพูดคุยหรือประจาน แต่ในทางกฎหมาย สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าโพสต์นั้นอยู่ในกลุ่มเปิดหรือกลุ่มปิด หากเนื้อหาที่เผยแพร่มีลักษณะเป็นการใส่ความบุคคลอื่น และมีบุคคลที่สามรับรู้ ก็อาจนำไปสู่ประเด็นเรื่องหมิ่นประมาทได้

แชทกลุ่มลับ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด

ความเข้าใจที่ว่า “อยู่ในกลุ่มปิด คนอื่นมองไม่เห็น” จึงสามารถพูดอะไรก็ได้ เป็นความเข้าใจที่ควรระมัดระวัง เพราะองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทเกี่ยวข้องกับการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นการโพสต์สาธารณะให้คนจำนวนมากเห็นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น นาย A  เห็นโพสต์ของนาย B บน Facebook แล้วแคปภาพโพสต์ดังกล่าวไปส่งในกลุ่มแชทที่มีสมาชิกหลายคน จากนั้นพิมพ์ข้อความกล่าวหาหรือพูดถึงนาย B ในลักษณะที่ทำให้สมาชิกคนอื่นเข้าใจว่านาย B เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่ดีหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียชื่อเสียง

แม้กลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มปิดและสมาชิกทั่วไปไม่สามารถเข้าดูได้ แต่หากมีบุคคลอื่นนอกจากผู้พูดและผู้ถูกกล่าวถึงได้รับรู้ข้อความนั้น ก็อาจเกิดประเด็นทางกฎหมายขึ้นได้ ดังนั้นคำว่า “แชทลับ” จึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันว่า “พูดอะไรก็ได้และไม่มีความผิด”

แคปโพสต์คนอื่น แล้วนำไปประจาน ต้องระวังอะไร?

อีกพฤติกรรมหนึ่งที่พบได้บนโลกออนไลน์ คือการนำโพสต์ของบุคคลอื่นมาแคปหน้าจอ แล้วนำไปเผยแพร่ในกลุ่มหรือแชทอื่น พร้อมเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์หรือกล่าวหาเจ้าของโพสต์

การแคปหน้าจอเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาข้อความที่นำเสนอ เจตนา บริบท และข้อเท็จจริงทั้งหมด เป็นรายกรณี

อย่างไรก็ตาม หากการนำภาพดังกล่าวไปเผยแพร่มีข้อความเพิ่มเติมที่เป็นการใส่ความ หรือทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมีพฤติกรรมที่ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็อาจเกิดความเสี่ยงทางกฎหมายได้

โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ส่งไม่ได้เพียงนำโพสต์มาให้สมาชิกในกลุ่มดู แต่มีการเติมข้อความ กล่าวหา หรือใช้ถ้อยคำที่มุ่งโจมตีบุคคลนั้น การกระทำดังกล่าวจึงควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

แล้วถ้ามีคนแคปแชทออกมาล่ะ?

หลายคนอาจคิดว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเป็นคนพิมพ์” หรือ “คุยกันในกลุ่มปิด ไม่มีทางตามตัวได้” แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ได้รับข้อความภายในกลุ่มสามารถบันทึกภาพหน้าจอ ส่งต่อ หรือเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ได้

หากมีหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความหรือเป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว ผู้เสียหายก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายได้

ดังนั้น อย่าคิดว่าการใช้บัญชีออนไลน์หรือการพูดในกลุ่มปิดจะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้

 เพราะในคดีเกี่ยวกับการสื่อสารทางออนไลน์ การรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก

หลักฐานอาจประกอบด้วยภาพหน้าจอ ข้อความในแชท รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน วันและเวลาที่ส่งข้อความ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้าด้วยกันได้ ทั้งนี้ ความน่าเชื่อถือและการนำไปใช้ในคดีต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

“หมิ่นประมาทออนไลน์” ต้องพิจารณาอย่างไร?

คำว่า หมิ่นประมาทออนไลน์ เป็นคำที่ใช้เรียกกรณีการใส่ความผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Facebook, TikTok, LINE หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ แต่การจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “ออนไลน์” เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ มีการใส่ความหรือไม่ ใครเป็นผู้ถูกกล่าวถึง มีบุคคลที่สามได้รับรู้หรือไม่ ข้อความดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และมีพฤติการณ์ตามองค์ประกอบความผิดหรือไม่

นอกจากนี้ หากเป็นการเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ก็อาจมีประเด็นทางกฎหมายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องได้ตามลักษณะของการกระทำและเนื้อหาที่เผยแพร่ จึงไม่ควรสรุปว่าทุกกรณีที่มีการโพสต์หรือส่งข้อความจะเป็นความผิดแบบเดียวกันทั้งหมด

หากถูกแคปโพสต์ไปด่า ควรทำอย่างไร?

หากพบว่ามีบุคคลนำโพสต์หรือภาพของคุณไปเผยแพร่ต่อ แล้วมีข้อความในลักษณะกล่าวหา ทำให้เสียชื่อเสียง หรือทำให้บุคคลอื่นเข้าใจคุณในทางเสียหาย สิ่งแรกที่ควรทำคืออย่าเพิ่งตอบโต้ด้วยอารมณ์

ควรเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อน เช่น ภาพหน้าจอข้อความ บัญชีผู้ใช้งาน วันและเวลา สมาชิกหรือผู้ที่ได้รับข้อความ รวมถึงข้อมูลของโพสต์ต้นทาง และควรเก็บหลักฐานในลักษณะที่สามารถนำไปตรวจสอบเหตุการณ์ได้

หากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ หรือสงสัยว่ามีการใช้บัญชีออนไลน์เพื่อโจมตีหรือประจาน สามารถปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริง วางแนวทางในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาว่าควรดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร

“แชทลับไม่มีจริง” ในมุมกฎหมาย ปรึกษาทนายความทันที

การพูดคุยในกลุ่มปิดไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากกฎหมายโดยอัตโนมัติ หากมีการนำข้อมูลของบุคคลอื่นมาแคป ส่งต่อ และมีข้อความในลักษณะใส่ความจนบุคคลที่สามรับรู้ ก็อาจเกิดประเด็นเรื่องหมิ่นประมาท หรือหมิ่นประมาทออนไลน์ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบทางกฎหมายเป็นรายกรณี

สำหรับผู้ที่พบว่าตนเองถูกแคปโพสต์ไปประจาน ถูกนำข้อความไปเผยแพร่ในกลุ่ม หรือถูกกล่าวหาในแชทออนไลน์ และต้องการติดตามผู้กระทำ รวบรวมหลักฐาน หรือพิจารณาเรื่องค่าเสียหายควรปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น เพื่อวางรูปเรื่องและดำเนินการอย่างเหมาะสม แทนการตอบโต้ด้วยอารมณ์จนทำให้สถานการณ์บานปลายกว่าเดิม

“ยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือ ยัต ชัยโสโร” แต่งตั้งทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เป็นทนายความที่ปรึกษา

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับความไว้วางใจจากคุณยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือ คุณยัต ชัยโสโร ยูทูบเบอร์และครีเอเตอร์ชื่อดัง ในการแต่งตั้งให้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เป็นทนายความที่ปรึกษา เพื่อให้คำปรึกษาและดูแลด้านกฎหมายในกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณยัต โดยการได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การทำงานในฐานะทนายความที่ปรึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินคดีเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้คำแนะนำและประเมินประเด็นทางกฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะบุคคลที่ทำงานในวงการสื่อออนไลน์ ซึ่งต้องพบกับประเด็นเกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหา การใช้ภาพ เสียง วิดีโอ การทำสัญญา ตลอดจนข้อพิพาทหรือประเด็นทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานในแต่ละวัน การมีทนายความที่ปรึกษาจึงช่วยให้สามารถวางแนวทางการดำเนินงานได้อย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น

สำหรับทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ การได้รับความไว้วางใจจากคุณยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือ คุณยัต ชัยโสโร ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์ด้านกฎหมายมาให้คำปรึกษาอย่างเหมาะสมกับลักษณะการทำงานของครีเอเตอร์และบุคคลสาธารณะ โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาในประเด็นต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นสำคัญ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอขอบคุณคุณยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือคุณยัต ชัยโสโร ที่ให้ความไว้วางใจและเลือกให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้ามาทำหน้าที่เป็นทนายความที่ปรึกษา โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้คำปรึกษาและดูแลประเด็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอนต่อไป

ที่ดิน มีชื่ออยู่ในโฉนด ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของที่ดินเสมอไป รู้ทันประเด็นสิทธิในที่ดิน

ที่ดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ หน้าที่ และขั้นตอนทางกฎหมายหลายด้าน การที่บุคคลใดมีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดิน จึงไม่ควรรีบด่วนสรุปเพียงจากชื่อบนเอกสารว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินโดยสมบูรณ์ในทุกกรณี เพราะในทางกฎหมายยังอาจมีข้อเท็จจริงและนิติสัมพันธ์อื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบกัน บทความนี้เขียนโดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อชวนให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าเรื่องที่ดินไม่ควรพิจารณาจากเอกสารเพียงหน้าเดียว แต่ต้องตรวจสอบที่มาของสิทธิ การได้มา การครอบครอง และข้อจำกัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ เล่าจากประสบการณ์การเดินทางไปประเทศฮ่องกงเพื่อพบปะและประชุมกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสำนักงานกฎหมายไทยและจีนว่า การทำงานด้านกฎหมายระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในกฎหมายและความเข้าใจบริบทของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง ที่ดิน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีรายละเอียดทางกฎหมายค่อนข้างมาก หลายครั้งสังคมอาจมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากภาพที่เห็นหรือข้อมูลที่ปรากฏในข่าว แต่ในมุมของนักกฎหมาย สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพราะชื่อที่ปรากฏในโฉนดหรือเอกสารสิทธิไม่ได้หมายความว่าเราสามารถสรุปข้อพิพาททั้งหมดได้ทันที

โอนที่ดิน มีเงื่อนไขทางกฎหมายมากกว่าที่คิด

อีกประเด็นที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ยกเป็นตัวอย่าง คือ การถวายที่ดินให้วัด ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อเจ้าของที่ดินมีเจตนาจะบริจาคหรือถวายที่ดินให้วัดแล้ว ก็สามารถเดินทางไปสำนักงานที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ให้วัดได้ทันที แต่ในทางปฏิบัติอาจมีขั้นตอนและเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากกว่าที่ประชาชนทั่วไปคาดคิด โดยเฉพาะที่ดินที่จะถวายให้วัดหรือเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลทางศาสนา อาจต้องดำเนินการตามกระบวนการและได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เจ้าของที่ดินยินยอม” แล้วจะสามารถดำเนินการโอนได้ทันที ทนายอาร์ม
ศุภสิทธิ์ฯ จึงเล่าจากประสบการณ์ของตนเองว่า แม้มีเจตนาถวายที่ดินให้แก่วัด แต่กระบวนการโอนก็ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและอาจใช้เวลา

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องที่ดินไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การโอน การให้ การบริจาค การถวายให้วัด หรือการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ล้วนต้องพิจารณารายละเอียดเป็นรายกรณี ไม่ควรใช้ความเข้าใจทั่วไปมาตัดสินว่าการดำเนินการสามารถทำได้ทันทีหรือไม่ เพราะเอกสารแต่ละประเภทมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน และบางกรณีอาจมีข้อจำกัดเกี่ยวกับผู้รับโอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ดังนั้น หากกำลังจะทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่มีมูลค่าสูงหรือมีบุคคลหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง การตรวจสอบเอกสารและข้อกฎหมายก่อนดำเนินการจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

มีปัญหากฎหมาย ปรึกษาทนายก่อนเป็นอันดับแรก

ท้ายที่สุด ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ฝากข้อคิดถึงประชาชนว่า “มีปัญหากฎหมาย ปรึกษาทนายก่อนเป็นอันดับแรก” เพราะการปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีคดีหรือจะต้องขึ้นศาลเสมอไป แต่เป็นการตรวจสอบสิทธิและวางแนวทางให้ถูกต้องก่อนตัดสินใจดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินซึ่งหากดำเนินการผิดขั้นตอน อาจทำให้ต้องเสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และอาจเกิดข้อพิพาทตามมาได้ การรู้กฎหมายและตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้การจัดการทรัพย์สินของเราเป็นไปอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ การโอน หรือปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนดำเนินการได้ทันที

พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ไว้วางใจแต่งตั้ง ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 พลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ได้เดินทางมายังสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อพูดคุยและหารือเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายและคดีความที่เกี่ยวข้อง โดยในโอกาสนี้ ท่านได้ให้เกียรติแต่งตั้งนายศุภสิทธิ์ ศิริ หรือทนายอาร์ม เป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ เพื่อให้คำปรึกษาและดำเนินการทางกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีของท่าน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งเป็นอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากพลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ฯ ให้เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ การได้รับความไว้วางใจจากบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสายงาน ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสำนักงาน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทีมงานมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการให้บริการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอขอบพระคุณสำหรับความไว้วางใจที่มอบให้แก่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความอย่างเต็มความสามารถ โดยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ รับผิดชอบ และยึดมั่นในหลักวิชาชีพ เพื่อให้การดำเนินการทางกฎหมายเป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการต่อไป

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ มอบกรอบผ้ายันต์หลวงพ่อเงินให้ “อาภาพร นครสวรรค์” พร้อมพูดคุยความคืบหน้าคดี AI ปลอมภาพและเสียง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ทนายความที่ปรึกษาของ คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ นักร้องสาวชื่อดังระดับประเทศ ได้เดินทางไปมอบกรอบผ้ายันต์หลวงพ่อเงินให้คุณฮาย อาภาพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดย้อนหลัง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมทั้งได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานและประเด็นทางกฎหมายที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ

ในโอกาสดังกล่าว ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้พูดคุยกับคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ถึงความคืบหน้าของคดีที่ได้ดำเนินการในฐานะทนายความที่ปรึกษา ภายหลังพบว่าภาพ เสียง และหรือคลิปวิดีโอของคุณฮาย อาภาพร ถูกนำไปตัดต่อ ดัดแปลง หรือแก้ไขด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณาและโปรโมตเว็บไซต์พนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีดังกล่าวนอกจากจะเป็นการนำภาพและเสียงไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของคุณฮายอาภาพรในฐานะศิลปินเป็นอย่างมาก

กรณีการนำเทคโนโลยี AI มาปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ แล้วนำไปใช้ประกอบเนื้อหาโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าศิลปินมีส่วนเกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนเว็บไซต์ดังกล่าว ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด สำหรับบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียง การถูกนำภาพ เสียง หรืออัตลักษณ์ไปใช้ในลักษณะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างมาก

ทั้งนี้ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ยังคงดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ อย่างต่อเนื่อง ภายหลังเรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจและเป็นข่าวในวงกว้าง โดยคดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรับมือกับปัญหาการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้สร้างหรือดัดแปลงภาพและเสียงของบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มีความสำคัญและใกล้ตัวมากขึ้นในยุคดิจิทัล

ท้ายที่สุดนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ และทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดย้อนหลังแก่คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางที่ตั้งใจ มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต ขอให้มีพลังและรอยยิ้มที่สดใสในการสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ เพื่อมอบความสุขให้กับแฟนเพลงและประชาชนต่อไป และขอให้ทุกเรื่องที่กำลังดำเนินการผ่านพ้นไปด้วยดีอย่างราบรื่น พร้อมก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงและมีความสุขตลอดปี

คลิปหลุดถูกแบล็กเมลต้องทำอย่างไร? เมื่อความรักกลายเป็นเครื่องมือข่มขู่

ในช่วงเวลาที่คนสองคนกำลังรักกัน การถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอส่วนตัวอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หลายคนไม่เคยคิดว่าสิ่งที่บันทึกไว้จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต เพราะต่างเชื่อว่าความสัมพันธ์จะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น

แต่ในโลกความเป็นจริง ความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อวันหนึ่งเกิดการเลิกรา ความขัดแย้ง หรือความโกรธแค้น ภาพและคลิปส่วนตัวกลับกลายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ จนนำไปสู่ปัญหาคลิปหลุด และการแบล็กเมล ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งด้านชื่อเสียง การงาน สภาพจิตใจ และทรัพย์สินของผู้เสียหาย

จากประสบการณ์คดีจริง พบผู้เสียหายถูกข่มขู่เรียกเงินจำนวนมาก

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เปิดเผยว่า มีผู้เสียหายจำนวนมากติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการถูกอดีตแฟนหรืออดีตคนรักข่มขู่ว่าจะปล่อยคลิป 18+ หรือภาพส่วนตัว หากไม่ยอมโอนเงินให้

จากประสบการณ์ในการรับว่าความ พบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน โดยรูปแบบการก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกัน คือข่มขู่เพื่อเรียกเงิน หรือบังคับให้กลับไปคืนดี

หลายคดีเรียกเงินตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท และมีจำนวนไม่น้อยที่แม้ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินแล้ว การข่มขู่ก็ยังไม่ยุติ กลับถูกเรียกเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ทำไมการแบล็กเมลจึงเกิดขึ้นบ่อย?

ผู้กระทำผิดมักเชื่อว่าผู้เสียหายจะไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราว เพราะกลัวเสียชื่อเสียง กลัวครอบครัวรู้ หรือกลัวผลกระทบต่อการเรียนและการทำงาน

ความกลัวจึงกลายเป็นช่องทางที่ทำให้คนร้ายใช้กดดันเหยื่อได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายต้องตั้งสติ และไม่ปล่อยให้ความกลัวเป็นผู้ตัดสินใจแทนเหตุผล

เมื่อถูกข่มขู่ปล่อยคลิปหลุด ควรทำอย่างไร?

สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติ

จากนั้นควรเก็บข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อความสนทนา บัญชีผู้ใช้งาน ช่องทางติดต่อ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการข่มขู่ โดยการเก็บข้อมูลควรทำอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีภายหลัง

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ให้ความเห็นว่า แต่ละคดีมีรายละเอียดแตกต่างกัน การได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเอง และสามารถวางแผนการดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้อย่างเหมาะสมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

อย่าคิดว่า “คลิปหลุดแล้ว ชีวิตจบ”

ผู้เสียหายจำนวนมากรู้สึกหมดหวังเมื่อพบว่าภาพหรือคลิปส่วนตัวถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่สื่อส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจมีผลทางกฎหมาย และผู้เสียหายยังสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อดำเนินการปกป้องสิทธิของตน รวมถึงดำเนินการให้มีการระงับหรือลบเนื้อหาจากบางแพลตฟอร์มตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือไม่สร้างความเสี่ยงตั้งแต่แรก

แม้ไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตของความสัมพันธ์ได้ แต่การหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพหรือวิดีโอที่มีความอ่อนไหว ถือเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

เมื่อข้อมูลถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล ย่อมมีโอกาสถูกคัดลอก ส่งต่อ หรือเข้าถึงโดยบุคคลอื่นได้เสมอ

การป้องกันตั้งแต่ต้น ย่อมดีกว่าการต้องแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว

ปรึกษาทนายก่อนแจ้งความ เพราะมีการวางแผนดีย่อมนำหนึ่งก้าวเสมอ

ปัญหาคลิปหลุด และการแบล็กเมลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

หากกำลังตกเป็นผู้เสียหาย อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ควรรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อวางแผนและวางรูปเรื่อง และดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง ลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

เปิดโอกาสให้เรียนรู้ข้ามสายงาน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มอบเกียรติบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการบริษัท และทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ นางสาวพรพรรณ พงษ์ญวน (น้องซีม่อน) นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากสาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับสำนักงาน โดยทนายอาร์มมีแนวคิดที่ชัดเจนว่า การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง ไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้ที่เรียนด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ควรเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาวิชาได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพราะช่วงวัยของนักศึกษาถือเป็นช่วงเวลาที่พร้อมเรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ และสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างรวดเร็ว

ตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์ น้องซีม่อนได้เริ่มต้นจากการปฏิบัติงานด้านกราฟิกและการตัดต่อวิดีโอ ภายใต้ฝ่ายสื่อสารองค์กรของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ แต่ด้วยความตั้งใจ ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จึงเล็งเห็นศักยภาพของน้อง และมอบโอกาสให้ทดลองปฏิบัติงานด้านการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ความเข้าใจในกระบวนการทำงาน และการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ ผลปรากฏว่าน้องสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี และได้รับคำชื่นชมจากผู้ร่วมงานในทีม จนหลายคนรู้สึกเสียดายเมื่อถึงเวลาที่น้องต้องสิ้นสุดการฝึกประสบการณ์

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ เชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า “การทำงานในสำนักงานกฎหมาย ไม่ได้จำเป็นว่าทุกคนจะต้องจบกฎหมาย” หากมีความตั้งใจ มีความรับผิดชอบ และพร้อมเรียนรู้ ทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้ การฝึกงานจึงไม่ใช่เพียงการเข้ามาปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ค้นหาความสามารถของตนเอง ได้ลองทำงานหลากหลายรูปแบบที่อาจไม่มีโอกาสได้สัมผัสในห้องเรียน หรือแม้แต่ในการทำงานจริงหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

ฝ่ายสื่อสารองค์กรของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เองก็รู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จของน้องซีม่อนเป็นอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลาการฝึกงาน น้องได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว การเรียนรู้สิ่งใหม่ และการทำงานร่วมกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานกับทีมเก็บพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นงานที่แตกต่างจากสายการเรียนโดยตรง แต่น้องก็สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ร่วมงานหลายฝ่าย สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพของคนไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสาขาวิชาที่เรียน แต่อยู่ที่ทัศนคติ ความพร้อมในการพัฒนา และความกล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่เดิมของตนเอง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแสดงความยินดีกับน้องซีม่อนในโอกาสสำเร็จการฝึกประสบการณ์ครั้งนี้ และขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางของชีวิตการทำงาน เชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถ ความมุ่งมั่น และการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ น้องจะสามารถก้าวสู่การเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างแน่นอน พร้อมหวังว่าประสบการณ์จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญ ที่ช่วยต่อยอดทั้งความรู้ ทักษะ และความมั่นใจให้กับน้องในทุกก้าวของการเติบโตในสายอาชีพต่อไป

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มอบเกียรติบัตรแก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์ด้านภาษาจีน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการบริษัทและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ นางสาวอัมพร ใจสดใส (น้องพอล) นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวแห่งความสำเร็จของน้องพอลที่เลือกเส้นทางการฝึกงานอันแตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่น โดยนำความรู้ด้านภาษาจีนมาประยุกต์ใช้ในงานกฎหมาย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและหาโอกาสได้ไม่ง่าย

ตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์ น้องพอลได้เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างแท้จริง จากเดิมที่การฝึกงานด้านภาษาจีนมักอยู่ในองค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารภาษา แต่การได้เข้ามาฝึกงานในสำนักงานกฎหมาย ทำให้น้องมีโอกาสสัมผัสการทำงานในกระบวนการยุติธรรม ได้ติดตามการดำเนินคดี และมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนในศาล เพื่อแปลการสื่อสารระหว่างคู่ความกับกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่มีนักศึกษาเพียงไม่กี่คนจะได้รับ เพราะแม้แต่บุคคลทั่วไปก็แทบไม่มีโอกาสได้เข้าไปเห็นการว่าความจริงภายในห้องพิจารณาคดีของศาล

นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านล่ามแล้ว น้องพอลยังได้รับมอบหมายงานที่หลากหลาย ทั้งการแปลเอกสารทางกฎหมายจากฝ่ายกฎหมาย การแปลบทความและเนื้อหาประชาสัมพันธ์ของสำนักงานเป็น 3 ภาษาเพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์ การแปลใบเสนอราคาและเอกสารธุรกิจเป็นภาษาจีน ตลอดจนการสื่อสารและประสานงานกับลูกความชาวจีนร่วมกับทีมงานของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้น้องได้พัฒนาทักษะทั้งด้านภาษา การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการประยุกต์ใช้ภาษาจีนในบริบทของกฎหมายและธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถออกสู่สังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาการฝึกงาน น้องพอลได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ความตั้งใจเรียนรู้ และความสามารถในการปรับตัวกับการทำงานในสายวิชาชีพกฎหมายได้เป็นอย่างดี จนได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติงานในหลายภารกิจที่มีความสำคัญ

ในโอกาสที่การฝึกประสบการณ์ได้เสร็จสิ้นลง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแสดงความยินดีกับน้องพอล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนที่ได้รับจากการฝึกงานครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดทั้งการศึกษาในชั้นปีที่ 4 และการทำงานในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านภาษา การทำงานในองค์กร ความเข้าใจในกฎระเบียบและวัฒนธรรมการทำงาน ตลอดจนประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม ขอให้น้องพอลประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางที่เลือกเดิน และขอให้ความตั้งใจและความมุ่งมั่นในวันนี้ นำพาไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!