รถไม่มี พ.ร.บ. หวังใช้ของคู่กรณีได้ไหม? ทนายอาร์มเตือนพ.ร.บ. และประกันภัย เรื่องสำคัญที่ผู้ใช้รถทุกคนไม่ควรมองข้าม

พ.ร.บ.และการมีประกันภัยกับการใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวันไม่ได้มีเพียงหน้าที่ในการขับขี่อย่างระมัดระวังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบในการจัดให้มี พ.ร.บ. หรือประกันภัยภาคบังคับตามที่กฎหมายกำหนดด้วย เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ หรือรถประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การมี พ.ร.บ. ช่วยให้ผู้ประสบภัยจากรถมีหลักประกันในการได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นตามเงื่อนไขของกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสังคม

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้หยิบยกประเด็นที่เกิดขึ้นในกลุ่มเฟซบุ๊กมาให้ความรู้ หลังมีผู้สอบถามว่า หากขับรถซาเล้งแล้วเกิดอุบัติเหตุ โดยในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก จะสามารถใช้ พ.ร.บ. ของรถคู่กรณีได้หรือไม่ คำถามนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้รถบางส่วนอาจยังไม่เข้าใจหลักการของ พ.ร.บ. และความแตกต่างระหว่างการได้รับความคุ้มครองเบื้องต้นกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายที่ต้องรับผิด

ไม่มี พ.ร.บ. แล้วเกิดอุบัติเหตุ จะใช้ พ.ร.บ. ของคู่กรณีได้หรือไม่?

จากกรณีดังกล่าว มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายมุมมอง โดยทนายอาร์มได้ร่วมให้ความเห็นในประเด็นกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำว่าการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะคำแนะนำที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้ผู้ประสบเหตุเข้าใจสิทธิของตนเองผิดไป และส่งผลต่อการตัดสินใจในขั้นตอนต่อมา

ประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างการเป็นผู้ประสบภัยจากรถ กับการมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจาก พ.ร.บ. ของรถคันใดคันหนึ่ง แม้บุคคลจะได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุและเข้าข่ายเป็นผู้ประสบภัยจากรถ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำ พ.ร.บ. ของคู่กรณีมาใช้ได้โดยอัตโนมัติทุกกรณีได้ เพราะจะต้องดูข้อเท็จจริงด้วย เช่น ลักษณะของอุบัติเหตุ รถที่เกี่ยวข้อง และหลักเกณฑ์ตามกฎหมายประกอบกัน

พ.ร.บ. เป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของเจ้าของรถ

ทนายอาร์มเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนนำรถออกมาใช้งาน โดยเจ้าของรถที่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่จัดให้มีประกันภัยภาคบังคับตามกฎหมาย การละเลยเรื่องนี้อาจสร้างปัญหาเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และอาจส่งผลให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหรือความรับผิดตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ไม่ว่ารถที่ใช้จะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถซาเล้งที่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ใช้รถควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถมีเอกสารและประกันภัยที่จำเป็นครบถ้วน การอ้างว่าไม่ทราบวิธีซื้อ พ.ร.บ. หรือมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ขับขี่ แต่ยังรวมถึงผู้โดยสารและบุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายด้วย

สำหรับค่าเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. นั้น อัตราจะแตกต่างกันตามประเภทรถ ลักษณะการใช้งาน และหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องก่อนซื้อ ไม่ควรยึดตัวเลขราคาเดียวเป็นมาตรฐานสำหรับรถทุกประเภท

เกิดเหตุแล้วค่อยซื้อ พ.ร.บ. ได้หรือไม่?

อีกประเด็นที่ทนายอาร์มมองว่าควรทำความเข้าใจคือ หากเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว เจ้าของรถสามารถซื้อ พ.ร.บ. ในภายหลังได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติอาจสามารถดำเนินการซื้อประกันภัยฉบับใหม่ได้ แต่ พ.ร.บ. ที่เริ่มมีผลคุ้มครองภายหลัง ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มความคุ้มครองได้รับความคุ้มครองย้อนหลังโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนแล้วค่อยซื้อ พ.ร.บ. จึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

หากเกิดเหตุขึ้นแล้วและรถที่เกี่ยวข้องไม่มี พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยอาจมีสิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้ในบางกรณี โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย การพิจารณาว่ามีสิทธิหรือไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์ ไม่ควรสรุปว่าผู้ประสบภัยจะไม่ได้รับความช่วยเหลือทุกกรณีเพียงเพราะรถไม่มี พ.ร.บ.

ประกันภัยภาคสมัครใจต่างจาก พ.ร.บ. อย่างไร?

นอกจาก พ.ร.บ. ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับแล้ว เจ้าของรถยังสามารถ ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม โดยประกันภัยแต่ละประเภทมีขอบเขตความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นแตกต่างกัน การมีประกันภัยภาคสมัครใจจึงอาจช่วยเพิ่มความคุ้มครองในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์หรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่ซื้อไว้

ผู้ใช้รถจึงควรตรวจสอบทั้งวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดความคุ้มครอง รวมถึงรายละเอียดในกรมธรรม์ ไม่ควรเข้าใจว่าการมี พ.ร.บ. หมายถึงมีความคุ้มครองครบทุกประเภท เพราะ พ.ร.บ. มุ่งคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ประกันความเสียหายของรถทุกกรณี

เกิดอุบัติเหตุแล้วควรเริ่มต้นอย่างไร?

หากประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการรักษาพยาบาลเป็นอันดับแรก จากนั้นรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลรถและคู่กรณี รายละเอียดกรมธรรม์ พ.ร.บ. เอกสารทางการแพทย์ และหลักฐานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พร้อมบันทึกข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบสิทธิและการเรียกร้องค่าเสียหาย

หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีสิทธิใช้ พ.ร.บ. ของรถคันใด หรือควรดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไร ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงครบถ้วนหรือมีข้อโต้แย้งเรื่องความรับผิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านคดีความที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือรถหรือรถจักรยานยนต์ รวมถึงสิทธิผู้ประสบภัยจากรถ พ.ร.บ. และการเรียกร้องค่าเสียหาย เพื่อให้ผู้ประสบเหตุเข้าใจสิทธิและวางแผนดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้ ผลการพิจารณาในแต่ละกรณีย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐานด้วย นอกจากนี้หากเจอกรณีที่บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงความรับผิด เช่น ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาเรียกค่าเสียหายภายหลัง หากเจอกรณีแบบนี้สามารถปรึกษาทนายความได้ทันที

หากคุณกำลังประสบปัญหาจากอุบัติเหตุและไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาและประเมินแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ระยะแรก

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

คลิก >> ติดต่อเรา <<

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ต้อนรับ “ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู” เยี่ยมชมสำนักงาน พร้อมพูดคุยแนวทางความร่วมมือทางกฎหมายในอนาคต

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้ให้การต้อนรับทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ซึ่งให้เกียรติเดินทางมาเยี่ยมเยียนและเยี่ยมชมสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยมีบุคลากรของสำนักงานร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับทนายความผู้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ในแวดวงกฎหมาย

ในโอกาสนี้ ทนายอาร์มได้พาทนายสายหยุดเยี่ยมชมพื้นที่สำนักงานทั้ง 4 อาคาร พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการทำงานด้านกฎหมาย รวมถึงแนวทางความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ทนายอาร์มยังได้มอบหนังสือ “สวดมนต์พลิกชีวิต” เพื่อเป็นที่ระลึก และที่สำคัญได้มอบหนังสือ “แก้ เกม โกง” ซึ่งเป็นผลงานเขียนของทนายอาร์มเอง ให้แก่ทนายสายหยุดอีกด้วย นับเป็นโอกาสอันดีในการแบ่งปันองค์ความรู้และผลงานที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของผู้เขียน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ให้เกียรติมาเยี่ยมชมสำนักงานในครั้งนี้ การพบปะดังกล่าวไม่เพียงเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรในแวดวงกฎหมาย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการทำงานที่อาจต่อยอดสู่ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ในอนาคต

จาก 6 หมื่น สู่ 6 แสน! รถชนเรียกค่าเสียหาย รู้สิทธิก่อนรับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัย  

รถชนเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เรียกอย่างไรให้ครอบคลุมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เป็นคำถามสำคัญที่ผู้เสียหายหรือผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เพราะความเสียหายจากอุบัติเหตุไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถหรือค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่อาจรวมถึงรายได้ที่ขาดหาย ค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่อง ตลอดจนความเสียหายอื่นตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี

จากข้อเสนอ 60,000 บาท สู่ค่าสินไหมทดแทนกว่า 635,705 บาท

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอเล่ากรณีตัวอย่างของผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งประสบอุบัติเหตุขณะประกอบอาชีพเป็นไรเดอร์ขับรถจักรยานยนต์รับ-ส่งอาหาร โดยถูกรถยนต์ของคู่กรณีเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บหลายรายการ ส่งผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติและต้องหยุดพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน

ผู้เสียหายรายนี้มีอาการบาดเจ็บบริเวณไหปลาร้า เอ็นข้อเท้าฉีกขาด การเดินของขาขวาผิดปกติ และมีเศษกระดูกแตกหักบริเวณข้อเท้า ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำงาน ซึ่งเดิมผู้เสียหายมีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000–40,000 บาท เมื่อไม่สามารถออกไปทำงานได้ รายได้จึงหยุดชะงักตามไปด้วย

ในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายได้เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีจำนวน 170,000 บาท แต่บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้เพียง 60,000 บาท ทำให้ผู้เสียหายเกิดข้อสงสัยว่าจำนวนดังกล่าวเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

รถชนเรียกค่าเสียหาย ต้องดูมากกว่าค่ารักษาพยาบาล

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว การประเมินความเสียหายไม่ควรมองเพียงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทันทีเท่านั้น เพราะผู้ได้รับบาดเจ็บอาจมีความเสียหายต่อเนื่องจากการไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาในอนาคต และความเสียหายอื่นที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง

ผู้เสียหายจึงควรรวบรวมเอกสารทางการแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หลักฐานรายได้ เอกสารเกี่ยวกับการทำงาน ตลอดจนหลักฐานความเสียหายของทรัพย์สินและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะพยานหลักฐานเหล่านี้สามารถมีบทบาทสำคัญในการประเมินและพิสูจน์ความเสียหาย

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายได้ศึกษาข้อมูลจากช่อง YouTube ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ก่อนตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายอาร์ม และได้มีการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อวางแนวทางดำเนินคดี จากนั้นจึงนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

ผลการพิจารณา: ผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ

ตามข้อมูลของคดีตัวอย่างดังกล่าว อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ ได้แก่

  • ค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง จำนวน 138,272 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต จำนวน 100,000 บาท
  • ค่าเลเซอร์รอยแผลเป็น จำนวน 45,000 บาท
  • ค่าขาดประโยชน์ระหว่างทำมาหาได้ในช่วงเจ็บป่วย จำนวน 96,000 บาท
  • ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จำนวน 250,000 บาท
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย เช่น เสื้อผ้าสำหรับทำงาน กางเกง รองเท้า และแว่นตา จำนวน 6,433 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 635,705 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างจากข้อเสนอเดิม 60,000 บาทอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลของคดีตัวอย่าง ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทุกรายจะได้รับเงินจำนวนเดียวกัน เพราะการกำหนดค่าสินไหมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ความเสียหาย พยานหลักฐาน และกระบวนการพิจารณาของแต่ละคดี

ทำไมการมีทนายความจึงมีความสำคัญเมื่อรถชนเรียกค่าเสียหาย?

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่ามีทนายความแล้วจะได้รับเงินมากขึ้นเสมอไป แต่ทนายความมีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ประเมินประเด็นข้อกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐาน และนำเสนอข้อเรียกร้องให้เป็นระบบ ซึ่งแตกต่างจากการพูดคุยหรือเจรจาโดยไม่มีการวางรูปคดี

สำหรับผู้เสียหายที่ไม่คุ้นเคยกับกระบวนการทางกฎหมาย การประเมินว่าความเสียหายของตนเองประกอบด้วยอะไรบ้างอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ เพราะความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ต่อเนื่องไปถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในอนาคต

สำนักงาน คปภ. เองก็มีช่องทางเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ย และการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ รวมถึงมีระบบอนุญาโตตุลาการออนไลน์สำหรับประชาชนในการยื่นข้อพิพาทและติดตามสถานะคดี ดังนั้น ผู้เสียหายควรศึกษาช่องทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของตนเอง และอาจขอคำปรึกษาทางกฎหมายเพื่อทำความเข้าใจก่อนเลือกแนวทางดำเนินการ

หากถูกรถชน อย่ารีบตัดสินใจจากตัวเลขที่ประกันเสนอ

กรณีรถชนเรียกค่าเสียหาย สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายควรตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนรับข้อเสนอหรือเซ็นเอกสารใด ๆ โดยเฉพาะเอกสารที่อาจเกี่ยวข้องกับการยุติข้อเรียกร้อง เพราะเมื่อมีการตกลงและลงนามแล้ว ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างกันไปตามข้อความและเงื่อนไขของเอกสาร

อุบัติเหตุหนึ่งครั้งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่หายไป ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การรักษาในอนาคต และความเสียหายอื่น ๆ ดังนั้น หากได้รับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัยแล้วไม่แน่ใจว่าครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดหรือไม่ การขอคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิและแนวทางของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

กรณีตัวอย่างจาก 60,000 บาท สู่ 635,705 บาท จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า

“ไม่รู้กฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ควรรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง”

หากวันนี้คุณหรือคนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุรถชนเรียกค่าเสียหาย และได้รับบาดเจ็บจนกระทบต่อการทำงานหรือรายได้ อย่าเพิ่งตัดสินใจจากข้อเสนอที่ได้รับเพียงอย่างเดียว ควรรวบรวมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสิทธิและแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรู้สิทธิและวางแนวทางเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นระบบ คลิก >> ติดต่อเรา <<

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ จากข้อเสนอหลักพัน สู่คำพิพากษาที่ผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายกว่า 10 เท่า

เมื่อเกิดอุบัติเหตุจนรถยนต์ได้รับความเสียหาย สิ่งที่ผู้เสียหายต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ในช่วงที่รถไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยอาจไม่ทราบว่าตนเองสามารถเรียกร้องความเสียหายในส่วนนี้ได้อย่างไร หรือควรเรียกร้องเป็นจำนวนเท่าใด จึงมักปล่อยให้บริษัทประกันภัยของฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เสนอจำนวนเงินให้ โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อเสนอนั้นสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

จากข้อเสนอหลักพัน สู้การปรึกษาทนายดำเนินคดี

กรณีตัวอย่างนี้ ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุจนรถยนต์ได้รับความเสียหาย และพยายามดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยของคู่กรณีด้วยตนเอง หลังจากยื่นเรื่องแล้ว บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเพียง 7,xxx บาท ซึ่งผู้เสียหายเห็นว่าไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่ได้รับ

ด้วยเหตุนี้ ผู้เสียหายจึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเทอร์เน็ต จนพบช่อง YouTube ของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และรับชมเนื้อหาที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ อธิบายเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ โดยประเด็นสำคัญคือ จำนวน 500 บาทต่อวันไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นจำนวนสูงสุดที่ผู้เสียหายจะเรียกร้องได้ แต่การเรียกร้องจริงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ข้อเท็จจริง และหลักฐานของแต่ละกรณี

ไม่รู้กฎหมาย ไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับข้อเสนอ

หลังจากพูดคุยกับทนายอาร์ม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจมอบหมายให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินการ เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินเรื่องด้วยตัวเองอาจมีข้อจำกัดทั้งในด้านความรู้กฎหมาย การประเมินความเสียหาย และการเจรจากับบริษัทประกันภัย

ประเด็นสำคัญคือ ผู้เสียหายไม่ควรคิดว่าเมื่อบริษัทประกันภัยเสนอเงินจำนวนหนึ่งแล้ว จะต้องยอมรับตามนั้นทันที เพราะก่อนตัดสินใจควรตรวจสอบก่อนว่าค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ที่เกิดขึ้นจริงมีจำนวนเท่าใด มีหลักฐานอะไรสนับสนุน และข้อเสนอที่ได้รับมีเงื่อนไขหรือเอกสารใดที่อาจส่งผลต่อสิทธิในการเรียกร้องส่วนอื่นหรือไม่

โดยเฉพาะหากมีการเสนอให้ลงนามในเอกสารเพื่อยุติข้อเรียกร้อง ผู้เสียหายควรอ่านรายละเอียดอย่างรอบคอบ และหากไม่เข้าใจควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนตัดสินใจ

ผลคดี ศาลมีคำพิพากษาให้ประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

เมื่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย คดีดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล และในที่สุดมีคำพิพากษาให้บริษัทประกันภัยในฐานะจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจำนวน 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และมีคำสั่งให้จำเลยร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ไม่เกิน 67,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และค่าใช้จ่ายในคดี 5,000 บาท ตามรายละเอียดในคำพิพากษาของคดีดังกล่าว

กรณีนี้ยังมีประเด็นสำคัญคือ ศาลให้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง และกำหนดค่าเสื่อมราคา 20,000 บาท ส่งผลให้จำนวนเงินที่ผู้เสียหายได้รับแตกต่างจากข้อเสนอเริ่มต้น 7,500 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ กรณีตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายทุกรายจะต้องได้รับเงินจำนวนเท่ากัน เพราะการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี เช่น ลักษณะรถ ระยะเวลาที่ไม่สามารถใช้รถ ระยะเวลาการซ่อม ความจำเป็นในการใช้รถ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น หากบริษัทประกันภัยเสนอเงินจำนวนหนึ่ง ผู้เสียหายควรตรวจสอบก่อนว่าจำนวนดังกล่าวคำนวณจากอะไร และมีเหตุผลรองรับเพียงใด การมีหลักฐานเกี่ยวกับระยะเวลาซ่อม ใบรับรถเข้าอู่ ใบเสร็จ ค่าเดินทาง หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาความเสียหาย

นอกจากนี้ หากมีความเสียหายส่วนอื่น เช่น ค่าเสื่อมราคา ก็ต้องแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและสิทธิที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเหมารวมว่าทุกความเสียหายเป็นเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น

อย่ากลัวการใช้สิทธิทางกฎหมาย

จากกรณีนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ต้องการฝากถึงผู้เสียหายว่า การไม่รู้กฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ไม่ควรรีบยอมรับข้อเสนอโดยที่ยังไม่เข้าใจสิทธิของตัวเองอย่างครบถ้วน

อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเมื่อเกิดเหตุขึ้น ผู้เสียหายอาจต้องติดต่อกับบริษัทประกันภัยที่มีเจ้าหน้าที่และกระบวนการทำงานด้านสินไหมเป็นระบบ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรศึกษาสิทธิของตนเอง เก็บหลักฐานตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเสนอหรือเอกสารที่ต้องลงนาม การปรึกษาทนายความก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำความเข้าใจสิทธิและแนวทางดำเนินการ

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้เสียหายควรมองข้าม เพราะในบางกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอาจมีรายละเอียดมากกว่าตัวเลขที่ได้รับการเสนอในครั้งแรก กรณีตัวอย่างนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญว่า ก่อนจะตัดสินใจรับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัย ควรตรวจสอบสิทธิและข้อเท็จจริงให้รอบคอบ

หากคุณกำลังประสบอุบัติเหตุ รถได้รับความเสียหาย และต้องการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเสนอค่าสินไหมทดแทนสามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางทางกฎหมายได้ทันที

รู้สิทธิ รู้กฎหมาย รู้ทันการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน – ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

คลิก >> ติดต่อเรา <<

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกร้องอย่างไร? จากข้อเสนอ 7,500 บาท สู่ค่าเสียหายหลักแสน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นสิทธิที่ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ควรทำความเข้าใจ เพราะเมื่อรถได้รับความเสียหายและต้องนำเข้าอู่เพื่อซ่อม ผู้เสียหายอาจไม่สามารถนำรถมาใช้งานได้ตามปกติ และความเสียหายไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีความเสียหายจากการขาดโอกาสในการใช้รถในช่วงระหว่างการซ่อมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินตามจำนวนที่ต้องการโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง หลักฐาน ระยะเวลาซ่อม และรายละเอียดความเสียหายประกอบกัน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายควรเข้าใจว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วรถได้รับความเสียหายจนต้องเข้าซ่อม ช่วงเวลาที่ไม่สามารถนำรถมาใช้ประโยชน์ได้อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามมา เช่น ต้องเช่ารถ ต้องเดินทางด้วยวิธีอื่น หรือหากเป็นรถที่ใช้ประกอบอาชีพก็อาจมีผลต่อรายได้

ดังนั้น ก่อนยอมรับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัย ผู้เสียหายควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบด้านว่าเงินที่บริษัทเสนอครอบคลุมความเสียหายส่วนใดบ้าง และจำนวนเงินดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะข้อเสนอแรกที่ได้รับอาจไม่ใช่จำนวนสุดท้ายที่สะท้อนความเสียหายทั้งหมด

จากข้อเสนอ 7,500 บาท สู่ค่าเสียหายหลักแสน

กรณีหนึ่งที่ทนายอาร์มนำมาเป็นตัวอย่าง เป็นกรณีของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถกระบะ เกิดเหตุในจังหวัดภูเก็ต โดยในช่วงแรกก่อนมีทนายความเข้ามาดูแล บริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้ผู้เสียหายเพียง 7,500 บาท

เมื่อผู้เสียหายเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและพบคลิปวิดีโอให้ความรู้ของทนายอาร์มผ่าน YouTube ก่อนติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาและให้ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย

ภายหลังจากมีการดำเนินการและพิจารณารายละเอียดของคดี ผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายหลักแสนบาทจากเดิมที่บริษัทประกันภัยเสนอ 7,500 บาท กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเงินที่บริษัทเสนอในเบื้องต้นไม่ควรเป็นตัวเลขที่ผู้เสียหายต้องรีบยอมรับโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสิทธิของตนเองก่อน

ทำไมต้องมีหลักฐานในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารการซ่อมรถ ระยะเวลาที่รถอยู่ในอู่ หลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถ ตลอดจนเอกสารหรือข้อมูลอื่นที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ผู้เสียหายจึงไม่ควรมองเพียงว่า “บริษัทประกันภัยเสนอให้เท่าไหร่ก็รับเท่านั้น” แต่ควรตรวจสอบก่อนว่าข้อเสนอครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และมีเอกสารหรือข้อเท็จจริงใดที่สามารถใช้ประกอบการเรียกร้องเพิ่มเติมได้บ้าง

ในบางกรณี การพูดคุยเจรจาโดยไม่มีการเตรียมข้อมูลอย่างเป็นระบบ อาจทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน การเก็บหลักฐานตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ผู้เสียหายควรรีบรับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือไม่?

คำตอบไม่ได้เหมือนกันทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาเอกสารและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายควรอ่านรายละเอียดของข้อเสนอและเอกสารที่กำลังจะลงนามให้เข้าใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข้อความที่อาจเกี่ยวข้องกับการยุติข้อเรียกร้องหรือการสละสิทธิในส่วนอื่น

หากไม่เข้าใจเนื้อหา ผู้เสียหายสามารถขอเวลาตรวจสอบเอกสารหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนตัดสินใจได้ เพราะการลงนามในเอกสารบางประเภทอาจมีผลต่อการเรียกร้องในภายหลัง

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จึงฝากถึงผู้บริโภคว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากตัวเลขที่บริษัทประกันภัยเสนอเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าตัวเลขดังกล่าวเกิดจากหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงอะไร และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้นหรือไม่

บริษัทประกันภัยมีทนายความแต่แรก ผู้เสียหายก็มีทนายได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกว่าบริษัทประกันภัยเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญคอยดำเนินการ ขณะที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร

ในมุมของทนายอาร์ม การมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพราะผู้เสียหายควรรู้ว่าตนเองสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง ต้องเตรียมหลักฐานอย่างไร และควรเจรจาอย่างไรให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ส่วนกรณีที่ต้องการร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหายควรทำความเข้าใจบทบาทและกระบวนการของหน่วยงานนั้น ๆ รวมถึงพิจารณาว่ากรณีของตนจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาด้านกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่

อย่ามองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องเล็ก เพราะความเสียหายอาจมากกว่าที่คิด

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ขับรถไปชนผู้อื่น หรือเป็นฝ่ายที่ถูกรถคันอื่นชน เมื่อเกิดเหตุขึ้น สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมข้อมูลและหลักฐานให้ครบถ้วน ตั้งแต่ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ เอกสารจากบริษัทประกันภัย เอกสารการซ่อมรถ ไปจนถึงหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้น

กรณีตัวอย่างจากข้อเสนอ 7,500 บาท และภายหลังได้รับค่าเสียหายหลักแสน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นมาตรฐานว่าทุกคดีจะต้องได้จำนวนเท่ากัน แต่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าการประเมินสิทธิและความเสียหายอย่างละเอียดมีความสำคัญ และจำนวนเงินที่บริษัทเสนอในเบื้องต้นอาจต้องนำมาตรวจสอบกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

หากกำลังประสบอุบัติเหตุและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือไม่แน่ใจว่าข้อเสนอจากบริษัทประกันภัยเหมาะสมกับความเสียหายหรือไม่ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจดำเนินการ เพื่อให้เข้าใจสิทธิและแนวทางของตนเองอย่างรอบคอบ

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ติดต่อเรา

ศุภสิทธิ์ ศิริ (ทนายอาร์ม) จัดพิธีสวดมนต์นพเคราะห์ 12 ราศี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 39 ปี ณ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 39 ปี ของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้จัดพิธีสวดมนต์นพเคราะห์ 12 ราศี ณ พระอุโบสถ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นโอกาสในการทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด โดยมีผู้มีเกียรติ ผู้ร่วมบุญ ตลอดจนบุคลากรจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสงบและความเป็นสิริมงคล

ในโอกาสสำคัญนี้ ได้รับความเมตตาจากพระธรรมวชิรเมธี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยพลตำรวจตรีชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกฤช ศิลปชัย ที่ให้เกียรติเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีคุณยัต ชัยโสโร หรือคุณยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง รวมถึงผู้ร่วมงานจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทั้งฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบัญชี และฝ่ายสื่อสารองค์กร มาร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระสำคัญของทนายอาร์ม

พิธีสวดมนต์นพเคราะห์ 12 ราศี จัดขึ้นระหว่างเวลา 12.30–16.00 น. โดยมีนาวาอากาศเอกสุภาวิต ธรรมสิทธิรุจน์ เป็นผู้จัดลำดับพิธี ภายในพิธีได้รับความเมตตาจากพระสงฆ์จากวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดหนามแดง รวมถึงได้รับเมตตาจากพระภาวนาวชิรมงคล หรือพระอาจารย์พร เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ จังหวัดลพบุรี เป็นผู้อ่านโองการในพิธี และ พระครูพิสุทธิวรากร หรือพระอาจารย์ขาว อดีตเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม (วัดบางคลาน) จังหวัดพิจิตร ร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตในพิธีดังกล่าว

นอกจากการจัดพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 39 ปี ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ยังได้มอบทุนการศึกษาให้แก่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยมี พระมหาสันติ ญาณเมธี หรือพระอาจารย์สันติ อาจารย์ใหญ่สำนักเรียนวัดหงส์รัตนาราม เป็นผู้รับมอบ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทนายอาร์มตั้งใจจัดขึ้นเพื่อร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาและถวายเป็นสาธารณประโยชน์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด

ตลอดช่วงเวลาของพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสวดมนต์และประกอบพิธีตามลำดับด้วยความตั้งใจ บรรยากาศภายในพระอุโบสถเป็นไปด้วยความสงบและศรัทธา ก่อนเข้าสู่ช่วงท้ายของพิธีพระธรรมวชิรเมธี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ได้เมตตาพรมน้ำมนต์แก่ผู้ที่มาร่วมบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นการส่งท้ายพิธีสำคัญในครั้งนี้ ท่ามกลางความประทับใจของผู้เข้าร่วมงานทุกคน

สำหรับทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ การก้าวเข้าสู่วัย 39 ปี จึงไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งปีของการเติบโต แต่ยังเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญของการเดินหน้าทั้งในบทบาททนายความ ผู้บริหาร และการทำงานเพื่อสังคม โดยพิธีสวดมนต์นพเคราะห์ 12 ราศีในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความทรงจำสำคัญของปีที่ 39 และเป็นโอกาสในการเริ่มต้นก้าวต่อไปด้วยความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความเป็นสิริมงคลอย่างงดงาม

ทนายอาร์ม ยืนยัน! ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ เรียกร้องได้ เตือน คปภ.อาจช่วยไม่ได้จริง

ทนายอาร์มยืนยันเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนอาจเข้าใจว่าหากบริษัทประกันภัยรับผิดชอบค่าซ่อมรถแล้ว เรื่องทุกอย่างก็น่าจะจบลง แต่ในความเป็นจริง ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุได้ด้วย โดยเฉพาะ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าควรเรียกร้องอย่างไร ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงต้องการฝากข้อคิดถึงประชาชนว่า การเรียกร้องค่าเสียหายไม่ใช่เพียงการเดินเข้าไปขอเงินจากบริษัทประกันภัย แต่จำเป็นต้องมีข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนจำนวนเงินที่ต้องการเรียกร้องอย่างมีเหตุผล

ค่าขาดประโยชน์ฯ ค่าเสื่อม เรียกได้ แต่ต้องเรียกแบบมีเทคนิค


ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เสียหายควรให้ความสำคัญ เพราะเมื่อรถได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุและต้องนำเข้าอู่เพื่อซ่อม ย่อมหมายความว่าเจ้าของรถไม่สามารถนำรถไปใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาดังกล่าว ความเสียหายจึงไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีความเสียหายจากการที่ไม่สามารถใช้รถได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดตัวเลขขึ้นมาเองได้ทั้งหมด ผู้เสียหายควรรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับระยะเวลาซ่อม การใช้งานรถ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเรียกร้องมีน้ำหนักมากขึ้น ดังนั้น หากต้องการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ผู้เสียหายควรเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ต้น และไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการดำเนินการ

และอีกประเด็นที่ทนายอาร์มให้ความสำคัญคือค่าเสื่อมราคารถ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง รถยนต์ที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุและผ่านการซ่อมมาแล้วอาจมีมูลค่าตลาดแตกต่างจากรถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แม้จะซ่อมกลับมาให้สามารถใช้งานได้ตามปกติก็ตาม ทนายอาร์มชวนให้ลองคิดง่าย ๆ หากรถสองคันเป็นรุ่นเดียวกัน อายุการใช้งานใกล้เคียงกัน และสภาพโดยรวมใกล้เคียงกัน แต่คันหนึ่งมีประวัติการชนและซ่อมหนัก ในขณะที่อีกคันไม่มีประวัติอุบัติเหตุ ผู้ซื้อจำนวนมากย่อมพิจารณาประวัติของรถประกอบการตัดสินใจ และอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายได้ ดังนั้น ผู้เสียหายจึงควรศึกษาสิทธิของตนเองและเตรียมข้อมูลประกอบการเรียกร้องอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จำนวนค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละกรณี ไม่ใช่ว่ารถทุกคันจะได้รับเงินในจำนวนเท่ากัน

เข้าใจผิดเข้าใจใหม่ คปภ. ไม่ได้ช่วย บทบาทแท้จริง คือ เป็นคนกลางในการเจรจา

สำหรับประเด็นคปภ.หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ทนายอาร์มมองว่าประชาชนควรทำความเข้าใจบทบาทของหน่วยงานให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะเข้าไปดำเนินการ โดยกระบวนการร้องเรียนเกี่ยวกับประกันภัยมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี การพูดคุยหรือไกล่เกลี่ยระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน หากผู้เสียหายยังไม่เข้าใจว่าตนเองมีสิทธิอะไร ต้องเรียกร้องอย่างไร หรือควรเตรียมเอกสารอะไร การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนดำเนินการก็อาจช่วยให้สามารถวางแนวทางได้อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องจำนวนเงินหรือบริษัทประกันภัยไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้เสียหาย

“ไม่ต้องมีทนายก็ได้” มันได้จริงหรือ?

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยังฝากเตือนประชาชนว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากคำพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่ต้องมีทนาย” เพราะการมีทนายความไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้เกิดคดีขึ้นศาลเสียก่อน แต่ทนายความสามารถเข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมข้อเท็จจริง วิเคราะห์สิทธิ วางแนวทางการเรียกร้อง และเตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการเจรจาได้ การที่บริษัทประกันภัยมีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายดูแลผลประโยชน์ของบริษัทอยู่แล้ว ผู้เสียหายเองก็ควรศึกษาสิทธิของตนเองเช่นกัน เพราะการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ ให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูดว่า “ขอเท่านี้” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเหตุผลและหลักฐานมาสนับสนุนข้อเรียกร้อง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ ปรึกษาทนายก่อนไปร้อง คปภ. ดีที่สุด

ท้ายที่สุดทนายอาร์มขอฝากว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งคิดว่าบริษัทประกันภัยจ่ายค่าซ่อมแล้วทุกอย่างจบ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายอาจมีมากกว่าค่าซ่อมรถ การเสียโอกาสในการใช้รถ รวมถึงมูลค่าของรถที่อาจได้รับผลกระทบหลังเกิดอุบัติเหตุ ล้วนเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้รอบคอบ หากผู้เสียหายท่านใดกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ และไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไร การปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางก่อนเจรจากับบริษัทประกันภัย ย่อมสามารถช่วยให้ผู้เสียหายรู้เท่าทันสิทธิของตนเองมากขึ้น หากต้องการปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อสอบถามแนวทางการดำเนินการได้ทันที คลิก >>ติดต่อเรา<<

ก้าวสำคัญของนักศึกษาฝึกประสบการณ์เดินทางจากเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน ฝึกงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายนัท นางสาวณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการบริษัทและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีให้แก่นางสาวสารินี แซ่เล้า (น้องสาลี่) นักศึกษาฝึกประสบการณ์ด้านภาษาจีนจากสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีจีน Southwest University ฉงชิ่ง ประเทศจีน ในโอกาสที่น้องสาลี่ได้สำเร็จการฝึกประสบการณ์กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หลังจากเดินทางจากประเทศจีนมาฝึกประสบการณ์เป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิตในประเทศไทย

ตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์ น้องสาลี่ได้สังกัดฝ่ายสื่อสารองค์กรของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และมีโอกาสได้ทำงานที่หลากหลายมากกว่าการใช้ทักษะด้านภาษาเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการแปลบทความเพื่อนำเสนอเนื้อหาผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานฯ การแปลเอกสารและสัญญาภาษาจีน รวมถึงการเรียนรู้ลักษณะการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้น้องได้เห็นการนำภาษาจีนมาใช้ในบริบทการทำงานจริง โดยเฉพาะในสำนักงานกฎหมายที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในการสื่อสารและการแปลเอกสาร

อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่นับว่าน่าสนใจอย่างมาก คือ น้องสาลี่ได้รับโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความ โดยได้ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีน และยังมีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ล่ามในการประสานงานกับบริษัทของชาวจีนที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้น้องได้เรียนรู้การใช้ภาษาในสถานการณ์จริง ได้สัมผัสรูปแบบการทำงานที่แตกต่างจากห้องเรียน และได้เข้าใจว่าการเป็นล่ามหรือผู้ที่ทำงานด้านภาษานั้น ไม่ได้มีเพียงความสามารถในการแปลภาษาเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความรับผิดชอบ ความแม่นยำ การสื่อสาร และการปรับตัวให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแสดงความยินดีกับน้องสาลี่ที่เลือกเดินทางจากประเทศจีนมายังประเทศไทยเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และเลือกเข้ามาฝึกประสบการณ์ในสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่มีความท้าทายและแตกต่างจากการฝึกงานทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่น้องได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลา 2 เดือน ทั้งด้านภาษา งานเอกสาร งานกฎหมาย การทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง จะสามารถนำไปต่อยอดในการเรียนและการทำงานในอนาคตได้ ขอให้น้องสาลี่ประสบความสำเร็จในทุกก้าวของเส้นทาง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งนี้ไว้เป็นอีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต

แคปโพสต์ไปด่าในแชทกลุ่มลับ ระวัง “หมิ่นประมาทออนไลน์” กลุ่มปิดก็ผิดได้ 

หมิ่นประมาทออนไลน์ในยุคที่การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม Facebook, LINE, IG และแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนอาจเข้าใจว่า “แชทกลุ่มลับ” หรือ “กลุ่มปิด” เป็นพื้นที่ส่วนตัว และสามารถพูดถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่นได้โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะพฤติกรรมการแคปโพสต์หรือแคปภาพของบุคคลหนึ่ง แล้วนำไปส่งต่อในกลุ่มเพื่อพูดคุยหรือประจาน แต่ในทางกฎหมาย สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าโพสต์นั้นอยู่ในกลุ่มเปิดหรือกลุ่มปิด หากเนื้อหาที่เผยแพร่มีลักษณะเป็นการใส่ความบุคคลอื่น และมีบุคคลที่สามรับรู้ ก็อาจนำไปสู่ประเด็นเรื่องหมิ่นประมาทได้

แชทกลุ่มลับ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด

ความเข้าใจที่ว่า “อยู่ในกลุ่มปิด คนอื่นมองไม่เห็น” จึงสามารถพูดอะไรก็ได้ เป็นความเข้าใจที่ควรระมัดระวัง เพราะองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทเกี่ยวข้องกับการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นการโพสต์สาธารณะให้คนจำนวนมากเห็นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น นาย A  เห็นโพสต์ของนาย B บน Facebook แล้วแคปภาพโพสต์ดังกล่าวไปส่งในกลุ่มแชทที่มีสมาชิกหลายคน จากนั้นพิมพ์ข้อความกล่าวหาหรือพูดถึงนาย B ในลักษณะที่ทำให้สมาชิกคนอื่นเข้าใจว่านาย B เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่ดีหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้เสียชื่อเสียง

แม้กลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มปิดและสมาชิกทั่วไปไม่สามารถเข้าดูได้ แต่หากมีบุคคลอื่นนอกจากผู้พูดและผู้ถูกกล่าวถึงได้รับรู้ข้อความนั้น ก็อาจเกิดประเด็นทางกฎหมายขึ้นได้ ดังนั้นคำว่า “แชทลับ” จึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันว่า “พูดอะไรก็ได้และไม่มีความผิด”

แคปโพสต์คนอื่น แล้วนำไปประจาน ต้องระวังอะไร?

อีกพฤติกรรมหนึ่งที่พบได้บนโลกออนไลน์ คือการนำโพสต์ของบุคคลอื่นมาแคปหน้าจอ แล้วนำไปเผยแพร่ในกลุ่มหรือแชทอื่น พร้อมเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์หรือกล่าวหาเจ้าของโพสต์

การแคปหน้าจอเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาข้อความที่นำเสนอ เจตนา บริบท และข้อเท็จจริงทั้งหมด เป็นรายกรณี

อย่างไรก็ตาม หากการนำภาพดังกล่าวไปเผยแพร่มีข้อความเพิ่มเติมที่เป็นการใส่ความ หรือทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมีพฤติกรรมที่ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็อาจเกิดความเสี่ยงทางกฎหมายได้

โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ส่งไม่ได้เพียงนำโพสต์มาให้สมาชิกในกลุ่มดู แต่มีการเติมข้อความ กล่าวหา หรือใช้ถ้อยคำที่มุ่งโจมตีบุคคลนั้น การกระทำดังกล่าวจึงควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

แล้วถ้ามีคนแคปแชทออกมาล่ะ?

หลายคนอาจคิดว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเป็นคนพิมพ์” หรือ “คุยกันในกลุ่มปิด ไม่มีทางตามตัวได้” แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ได้รับข้อความภายในกลุ่มสามารถบันทึกภาพหน้าจอ ส่งต่อ หรือเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ได้

หากมีหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความหรือเป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว ผู้เสียหายก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายได้

ดังนั้น อย่าคิดว่าการใช้บัญชีออนไลน์หรือการพูดในกลุ่มปิดจะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้

 เพราะในคดีเกี่ยวกับการสื่อสารทางออนไลน์ การรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก

หลักฐานอาจประกอบด้วยภาพหน้าจอ ข้อความในแชท รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน วันและเวลาที่ส่งข้อความ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้าด้วยกันได้ ทั้งนี้ ความน่าเชื่อถือและการนำไปใช้ในคดีต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

“หมิ่นประมาทออนไลน์” ต้องพิจารณาอย่างไร?

คำว่า หมิ่นประมาทออนไลน์ เป็นคำที่ใช้เรียกกรณีการใส่ความผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Facebook, TikTok, LINE หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ แต่การจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “ออนไลน์” เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ มีการใส่ความหรือไม่ ใครเป็นผู้ถูกกล่าวถึง มีบุคคลที่สามได้รับรู้หรือไม่ ข้อความดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และมีพฤติการณ์ตามองค์ประกอบความผิดหรือไม่

นอกจากนี้ หากเป็นการเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ก็อาจมีประเด็นทางกฎหมายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องได้ตามลักษณะของการกระทำและเนื้อหาที่เผยแพร่ จึงไม่ควรสรุปว่าทุกกรณีที่มีการโพสต์หรือส่งข้อความจะเป็นความผิดแบบเดียวกันทั้งหมด

หากถูกแคปโพสต์ไปด่า ควรทำอย่างไร?

หากพบว่ามีบุคคลนำโพสต์หรือภาพของคุณไปเผยแพร่ต่อ แล้วมีข้อความในลักษณะกล่าวหา ทำให้เสียชื่อเสียง หรือทำให้บุคคลอื่นเข้าใจคุณในทางเสียหาย สิ่งแรกที่ควรทำคืออย่าเพิ่งตอบโต้ด้วยอารมณ์

ควรเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อน เช่น ภาพหน้าจอข้อความ บัญชีผู้ใช้งาน วันและเวลา สมาชิกหรือผู้ที่ได้รับข้อความ รวมถึงข้อมูลของโพสต์ต้นทาง และควรเก็บหลักฐานในลักษณะที่สามารถนำไปตรวจสอบเหตุการณ์ได้

หากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ หรือสงสัยว่ามีการใช้บัญชีออนไลน์เพื่อโจมตีหรือประจาน สามารถปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริง วางแนวทางในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาว่าควรดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร

“แชทลับไม่มีจริง” ในมุมกฎหมาย ปรึกษาทนายความทันที

การพูดคุยในกลุ่มปิดไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากกฎหมายโดยอัตโนมัติ หากมีการนำข้อมูลของบุคคลอื่นมาแคป ส่งต่อ และมีข้อความในลักษณะใส่ความจนบุคคลที่สามรับรู้ ก็อาจเกิดประเด็นเรื่องหมิ่นประมาท หรือหมิ่นประมาทออนไลน์ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบทางกฎหมายเป็นรายกรณี

สำหรับผู้ที่พบว่าตนเองถูกแคปโพสต์ไปประจาน ถูกนำข้อความไปเผยแพร่ในกลุ่ม หรือถูกกล่าวหาในแชทออนไลน์ และต้องการติดตามผู้กระทำ รวบรวมหลักฐาน หรือพิจารณาเรื่องค่าเสียหายควรปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น เพื่อวางรูปเรื่องและดำเนินการอย่างเหมาะสม แทนการตอบโต้ด้วยอารมณ์จนทำให้สถานการณ์บานปลายกว่าเดิม

“ยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือ ยัต ชัยโสโร” แต่งตั้งทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เป็นทนายความที่ปรึกษา

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับความไว้วางใจจากคุณยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือ คุณยัต ชัยโสโร ยูทูบเบอร์และครีเอเตอร์ชื่อดัง ในการแต่งตั้งให้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เป็นทนายความที่ปรึกษา เพื่อให้คำปรึกษาและดูแลด้านกฎหมายในกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณยัต โดยการได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การทำงานในฐานะทนายความที่ปรึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินคดีเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้คำแนะนำและประเมินประเด็นทางกฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะบุคคลที่ทำงานในวงการสื่อออนไลน์ ซึ่งต้องพบกับประเด็นเกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหา การใช้ภาพ เสียง วิดีโอ การทำสัญญา ตลอดจนข้อพิพาทหรือประเด็นทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานในแต่ละวัน การมีทนายความที่ปรึกษาจึงช่วยให้สามารถวางแนวทางการดำเนินงานได้อย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น

สำหรับทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ การได้รับความไว้วางใจจากคุณยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือ คุณยัต ชัยโสโร ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์ด้านกฎหมายมาให้คำปรึกษาอย่างเหมาะสมกับลักษณะการทำงานของครีเอเตอร์และบุคคลสาธารณะ โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาในประเด็นต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นสำคัญ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอขอบคุณคุณยัต เฟ็ดเฟ่บอยแบนด์ หรือคุณยัต ชัยโสโร ที่ให้ความไว้วางใจและเลือกให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้ามาทำหน้าที่เป็นทนายความที่ปรึกษา โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้คำปรึกษาและดูแลประเด็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอนต่อไป

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!