ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมฯ อุทาหรณ์สำคัญที่ต้องระวัง!

ในยุคที่การทำประกันภัยรถยนต์กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นและคาดหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุได้ หลายคนอาจไม่ทราบว่า บริษัทประกันภัยมีสิทธิในการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยเฉพาะในกรณีที่ตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายคนมองข้ามไปคือ การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง (Retroactive Alcohol Testing) ที่กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทประกันภัยใช้ในการปฏิเสธค่าสินไหม

บทความนี้จะเล่าถึงกรณีศึกษาเคสหนึ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงคำแนะนำสำคัญเกี่ยวกับการจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบ

แอลกอฮอล์วัดช้าแต่ปฏิเสธไว ! นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังปฏิเสธทันที

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อมีอุบัติเหตุรถชนในช่วงกลางดึก เวลาประมาณ 02.01 น. โดยหลังจากที่เกิดเหตุ บริษัทประกันภัยได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่ เวลาประมาณ 03.45 น. และในระหว่างกระบวนการตรวจสอบเหตุการณ์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่ เวลาประมาณ 05.17 น. ซึ่งผลการตรวจวัดออกมาที่ 48 Mg.%

จากผลวัดแอลกอฮอล์ดังกล่าว แม้จะไม่ได้เกินระดับที่ผิดกฎหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ 50 Mg.% แต่บริษัทประกันภัยได้ใช้กลยุทธ์ในการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง และอ้างว่า ณ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ (02.01 น.) ระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่อาจจะเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้บริษัทประกันภัย ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

ผู้เสียหายตัดสินใจนำเรื่องร้องเรียนไปที่ คปภ. แต่ก็ไม่เป็นผลอยู่ดี

หลังจากที่ถูกปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจนำเรื่องไปร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือและความยุติธรรมในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย

อย่างไรก็ตาม คปภ.ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวและมีมติยืนตามคำตัดสินของบริษัทประกันภัย โดยเห็นพ้องว่าบริษัทประกันภัยมีสิทธิที่จะนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง และใช้เป็นเหตุในการปฏิเสธค่าสินไหมได้ เนื่องจากถือว่า ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในร่างกาย ณ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง บริษัทประกันภัยทำได้หรือไม่?

การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเป็นวิธีที่บริษัทประกันภัยใช้ในการคำนวณระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ ย้อนหลังไปยังช่วงเวลาที่เกิดเหตุ โดยใช้สูตรคำนวณที่พิจารณาจากอัตราการเผาผลาญแอลกอฮอล์ในร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายและทางการแพทย์

อัตราการเผาผลาญแอลกอฮอล์

 โดยทั่วไปนั้นร่างกายมนุษย์จะเผาผลาญแอลกอฮอล์ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 15-20 Mg.% ต่อชั่วโมง ดังนั้น หากตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ที่ 48 Mg.%  ในเวลาประมาณ 05.17 น. บริษัทประกันภัยสามารถนับย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ (02.01 น.) และคาดการณ์ว่า ณ เวลานั้น ระดับแอลกอฮอล์อาจเกิน 50 Mg.%  ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ระวังอย่าไปร้องคปภ.ก่อนมาปรึกษาทนายความ

ในเคสนี้ ผู้เสียหายตัดสินใจไปร้องเรียนที่ คปภ. ก่อนที่จะปรึกษาทนายความ ซึ่งถือเป็น ความผิดพลาดสำคัญ เนื่องจากการยื่นเรื่องต่อ คปภ. โดยไม่มีคำแนะนำจากทนายความ อาจทำให้เสียโอกาสในการต่อสู้ทางกฎหมายอย่างเต็มที่

ในหลายกรณีที่เกิดปัญหาการปฏิเสธค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัย การมีทนายความเข้ามาให้คำปรึษาทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ จะช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะทนายความสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้อง และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อเจรจาและต่อสู้กับบริษัทประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

อย่าลืม ! ประกันภัยมีทนายตั้งแต่ยังไม่เกิดเหตุ แล้วคุณมีทนายหรือยัง?

จากเหตุการณ์นี้ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ควรเตือนใจผู้ขับขี่ทุกคนว่า หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น สิ่งสำคัญที่ควรทำคือ การปรึกษาทนายความทันที เพราะทนายความจะสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหม และวิธีป้องกันไม่ให้ถูกปฏิเสธความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัย

สิ่งที่ควรทำหลังเกิดอุบัติเหตุ

1.      โทรแจ้งบริษัทประกันภัยและตำรวจทันที

2.      อย่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเกิดเหตุ เพื่อป้องกันปัญหาการตรวจวัดแอลกอฮอล์

3.      ปรึกษาทนายความทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและปกป้องสิทธิของคุณ

4.      อย่าร้องเรียนไปที่ คปภ. โดยไม่มีทนายความ เพราะอาจทำให้เสียโอกาสในการต่อสู้ทางกฎหมาย

ป้องกันไม่ให้ถูกปฏิเสธค่าสินไหมฯ ด้วยการมีทนายความ

เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยมีสิทธิในการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม หากตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ ณ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เสียสิทธิของตัวเอง ผู้ขับขี่ควรมีทนายความที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในทุกขั้นตอนหลังเกิดอุบัติเหตุ

“สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” พร้อมให้บริการทางกฎหมายในกรณีที่ถูกปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัย เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของกฎหมายประกันภัยและพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เสียหายทุกคน เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมและสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ

อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบคุณ ติดต่อเราทันทีหลังเกิดเหตุ!

กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ เพิ่มโทษหนักลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำ!

Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่-1

ในช่วงเทศกาลของทุกปีมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการ เมาแล้วขับ จำนวนเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ จากสถิติในปี 2566 ช่วง 7 วันอันตรายมียอดอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับจำนวน 8,575 คดี คิดเป็นร้อยละ 96.69 ซึ่งจังหวัดที่มีคดีขับรถในขณะเมาสุราสูงสุดคือ กรุงเทพมหานครฯ จำนวน 530 คดี (ข้อมูลจากสำนักงานคุมประพฤติ) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีจึงมีการกำหนดอัตราโทษเมาแล้วขับโดยเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำ เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับจึงมีการปรับบทลงโทษกฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ปี 2567 ซึ่งมีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนเล็กน้อยในเนื้อหาบทลงโทษ

Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ 2

โทษเมาแล้วขับปี 2567 เพิ่มโทษหนักกว่าเดิม

โดยกฎหมายฉบับเดิมนั้นหากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเมาสุรา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ศาลยังมีอำนาจสามารถสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ได้ 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่ปี 2567 นั้นโทษของเมาแล้วขับจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้

เมาแล้วขับครั้งแรก – โทษปรับ 10,000 – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่อย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่

เมาแล้วขับครั้งที่ 2 (กระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่กระทำความผิดครั้งแรก) – โทษปรับ 50,000 – 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่

Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ 3

โทษของเมาแล้วขับกรณีเกิดอุบัติเหตุ


หากในกรณีที่ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ได้ทำการขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดอุบัติเหตุจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิต จะมีการแบ่งโทษออกไปตามแต่ความรุนแรงของอุบัติที่เกิด โดยแบ่งโทษออกเป็น 3 ระดับดังนี้

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บ มีโทษปรับ 20,000-100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1-5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บสาหัส มีโทษปรับ 40,000-120,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2-6 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 2 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีเสียชีวิต มีโทษปรับ 60,000-200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกยกเลิกใบขับขี่ทันที

ความผิดฐานเมาแล้วขับจนเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

ในกรณีเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติทำให้คู่กรณีเกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือต้องสูญเสียอวัยวะ ประมวลกฎหมายอาญาได้มีกำหนดขั้นต้นไว้ทั้งหมด 8 ประการ เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นอันตรายสาหัส 

– หูหนวก ตาบอด ลิ้นขาดหรือเสียปราสาทรับกลิ่น 

– เสียอวัยวะการสืบพันธุ์หรือเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ 

– เสียขา แขน เท้า มือ หรือนิ้ว รวมถึงการเสียอวัยวะอื่น ๆ 

– หน้าเสียโฉม ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน 

– กรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนทำให้แท้งลูก 

– ส่งผลให้คู่กรณีเกิดโรคทางจิตจนไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ 

– ทุพพลภาพ หรือมีการเจ็บป่วยเรื้อรังที่อาจเป็นได้ตลอดชีวิต (จากแพทย์วินิจฉัย)

– ทุพพลภาพ หรือทนทุกข์ทรมานเกิน 20 วัน หรือทำกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวันไม่ได้เกิน 20 วัน

เมาแล้วขับประกันคุ้มครองหรือไม่?

สำหรับประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ หากเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุหากพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ บริษัทประกันจะไม่จ่ายสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัย แต่จะทำการจ่ายให้กับคู่กรณีแทน แล้วภายหลังจากนั้นบริษัทประกันภัยจะไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนกับผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับอีกด้วย ส่วนประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ถึงแม้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ก็จะยังให้ความคุ้มครองทั้งตัวผู้เมาแล้วขับ และคู่กรณี โดยจะให้ความคุ้มครองในส่วนของค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเอง

แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกินที่กฎหมายระบุ แม้อุบัติเหตุนั้นจะไม่ได้สร้างความเสียหายหรือความบาดเจ็บให้ผู้ใด แต่ก็ถูกบริษัทประกันภัยหัวใสเล่นแง่ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อบ่ายเบี่ยงปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นสิ่งแรกที่ควรทำก็คือปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด ติดต่อเรา

คดีเมาแล้วขับเป็นคดีอาญาหรือไม่

คดีเมาแล้วขับเป็น copy

ตามกฎหมายแล้ว คดีเมาแล้วขับ นับเป็นคดีความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 160 ตรี เดิมระบุโทษเอาไว้ว่า “ผู้ที่มีความผิดจะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” และศาลสามารถสั่งพักการใช้ใบขับขี่ได้ขั้นต่ำ 6 เดือน หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้ทันที แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดเพิ่มโทษฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อเน้นการลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำ

ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเท่าไหร่ถึงเรียกว่าเมาแล้วขับ

ในกฎกระทรวงฉบับเก่าได้ให้เขียนไว้ว่า หากผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้วขับตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 พ.ศ.2537 ออกความใน พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อ 3 

เนื่องจากในปัจจุบันนี้กฎหมายเมาแล้วขับได้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาความกฎหมาย และมีการเพิ่มเติมรายละเอียดอื่น ๆ ลงไปจากเดิม ก็คือผู้ขับขี่ใน 4 กรณีดังต่อไปนี้ หากมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้วขับ โดยผู้ขับขี่ทั้ง 4 กรณีมีดังนี้ 

– ผู้ขับขี่ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 

– ผู้ขับขี่ที่ยังใช้ใบขับขี่ชั่วคราวอยู่ (ใบขับขี่แบบ 2 ปี)

– ผู้ขับขี่ทีมีใบขับขี่ประเภทอื่นซึ่งใช้ทดแทนกันไม่ได้ 

– ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิก หรือถูกสั่งให้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

กฎหมายเมาแล้วขับปี 2567 มีโทษทางกฎหมายอะไรบ้าง 

บทโทษทางกฎหมายเมาแล้วขับนั้นคือต้องเสียค่าปรับตามกฎหมาย หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกรณีของการลงโทษเมาแล้วขับ จะแบ่งได้ตามความหนักหน่วงการกระทำ ได้แก่ กรณีที่เมาแล้วขับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบแอลกอฮอล์ในเลือด กับกรณีที่เมาแล้วขับจนทำให้เกิดอุบัติเหตุทำผู้อื่นบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิต โดยทั้ง 2 กรณีเมาแล้วจับ โทษทางกฎหมายจะแตกต่างกันออกไปดังนี้

ค่าปรับกรณีเมาแล้วขับเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำ

กรณีเมาแล้วฝ่าฝืนขับขี่ยานพาหนะ หากถูกเจ้าหน้าที่ทำการเรียกตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์จะแบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้คือ ทำความผิดครั้งแรก กับ ทำความผิดซ้ำภายใน 2 ปี

ทำความผิดครั้งแรก – มีโทษปรับ 10,000 – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่ขั้นต่ำอย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่ได้

ทำความผิดซ้ำภายใน 2 ปี (นับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก) – มีโทษปรับ 50,000 – 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่ได้

ค่าปรับเมาแล้วขับไปเกิดอุบัติเหตุทำผู้อื่นบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต 

โทษเมาแล้วขับทางกฎหมายเมื่อทำให้เกิดอุบัติเหตุจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิต จะรุนแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งดังนี้ 

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บ มีโทษปรับ 20,000-100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1-5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บสาหัส มีโทษปรับ 40,000-120,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2-6 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 2 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีเสียชีวิต มีโทษปรับ 60,000-200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกยกเลิกใบขับขี่ทันที

ความผิดฐานเมาแล้วขับจนเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

กรณีเมาแล้วขับจนทำให้คู่กรณีเกิดการบาดเจ็บสาหัส ทางประมวลกฎหมายอาญาได้มีกำหนดขั้นต้นไว้ทั้งหมด 8 ประการ เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นอันตราสาหัส 

– หูหนวก ตาบอด ลิ้นขาดหรือเสียปราสาทรับกลิ่น 

– เสียอวัยวะการสืบพันธุ์หรือเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ 

– เสียขา แขน เท้า มือ หรือนิ้ว รวมถึงการเสียอวัยวะอื่น ๆ 

– หน้าเสียโฉม ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน 

– กรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนทำให้แท้งลูก 

– ส่งผลให้คู่กรณีเกิดโรคทางจิตจนไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ 

– ทุพพลภาพ หรือมีการเจ็บป่วยเรื้อรังที่อาจเป็นได้ตลอดชีวิต (จากแพทย์วินิจฉัย)

– ทุพพลภาพ หรือทนทุกข์ทรมานเกิน 20 วัน หรือทำกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวันไม่ได้เกิน 20 วัน 

ปริมาณแอลกอฮฮล์ในเลือดเกินกฎหมายกำหนด จะถูกจับเลยหรือไม่? 

เมื่อถูกเป่าแอลกอฮอล์แล้วมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หากผู้ขับขี่อายุไม่เกิน 18 ปีจะมีโทษปรับ หรือรอลงอาญา หรืออาจใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา แต่ทั้งนี้เยาวชนผู้ขับขี่จะต้องไม่มีประวัติกระทำความผิด ส่วนกรณีผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี หากขับขี่ในขณะที่เมาสุราเจ้าพนักงานสามารถควบคุมตัวผู้ขับขี่ได้ทันที และมีอำนาจควบคุมตัวได้เป็นเวลา 48.ชม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ จากนั้นจะทำการส่งฟ้องภายใน 48 ชม. โดยมีโทษปรับ หรือรอลงอาญา หรืออาจทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับว่าหากเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุนั้นมีผู้เสียหาย ผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิตหรือไม่

สามารถปฏิเสธการเป่าได้หรือเปล่า?

หากว่ากันไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว คุณมีสิทธิ์ในร่างกายของคุณสามารถปฏิเสธการเป่าแอลกอฮอล์ได้ แต่หากคุณเข้าด่านตรวจหรือเจ้าพนักงานมองเห็นถึงความผิดปกติเจ้าพนักงานก็มีสิทธิ์ตามกระบวนกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ขอตรวจระดับแอลกอฮอล์ หรือสิ่งของมึนเมาอย่างอื่นได้ ซึ่งถ้าคุณปฏิเสธไม่ทำการเป่าพนักงานเจ้าหน้าที่อาจมองได้ว่าคุณขัดขืนคำสั่งของพนักงาน อาจโดนตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ และนอกจากนั้นอาจมองได้ว่าคุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือขับขี่รถในขณะเมาสุรา เพราะถ้าหากมั่นใจว่าปริมาณแอลกอฮอล์ของคุณนั้นไม่เกินแนะนำให้ทำการเป่าเพื่อสามารถนำไปเป็นข้อต่อสู้ในทางกฎหมายได้

อย่างไรก็ตาม การดื่มแล้วขับยวดยานพาหนะก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และยังอาจเกิดอุบัติเหตุต่อตนเองหรือผู้อื่นได้ แต่หากท่านใดเกิดเหตุต้องเจอกับปัญหาการเมาแล้วขับ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเล็กน้อยหรือถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุแนะนำให้มีทนายไว้คอยปรึกษาจะดีที่สุดค่ะ สำนักงานทนายความวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญ ติดต่อเรา 

เคสนี้ ! ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เหตุประกันภัยคิดเอาเปรียบโมเมเวลาตรวจแอลฯ

เคสนี้ ! ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เหตุประกันภัยคิดเอาเปรียบโมเมเวลาตรวจแอลฯ

          การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ คืออะไรนั้น ก่อนอื่นถ้าใครยังไม่รู้จักกับค่าเสียหายเชิงลงโทษ ก็ต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่าค่าเสียหายเชิงลงโทษ คือ ค่าเสียหายเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง เป็นค่าเสียหายที่ศาลได้มีการกำหนดนให้เพิ่มเติมนอกจากค่าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ผู้ถูกกระทำละเมิดได้รับ โดยการที่ศาลมีการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้น มีจุดประสงค์เพื่อลงโทษผู้กระทำละเมิดให้เกิดความเข็ดหลาบไม่กระทำละเมิดอีกนั่นเอง อีกทั้งการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษยังเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นกล้าที่จะกระทำละเมิดในลักษณะเช่นเดียวกันในอนาคต

          และการที่ศาลได้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้น ก็เพื่อกำหนดขึ้นมาคุ้มครองสิทธิและป้องปรามการกระทำละเมิดไม่ให้เกิดขึ้นอีกในภายภาคหน้า และการที่ศาลจะมีการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้นไม่ใช่ทุกกรณี แต่จะพิจารณาถึงความชั่วร้ายของพฤติกรรมที่ผู้ทำละเมิดได้กระทำลงไปมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จึงไม่ใช่ทุกเคสที่ศาลจะพิจารณากำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้กับผู้เสียหาย

ประกันภัยหัวแพทย์คิดเอาเปรียบชัด ! จนศาลถึงขั้นกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้

ประกันภัยหัวแพทย์คิดเอาเปรียบชัด

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าไม่ใช่ทุกเคสหรือทุกกรณีที่เมื่อดำเนินคดีเรื่องถึงชั้นศาลแล้ว ศาลท่านจะพิจารณากำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้ แต่ในคดีที่จะกล่าวเล่าถึงต่อไปนี้ ศาลท่านได้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้มากถึง 50,000 บาท ด้วยกัน

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขึ้น ผู้เสียหายได้เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย เนื่องจากมีสัญญาประกันภัยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ ในกรณีนี้ โจทก์ (ผู้เสียหาย) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายได้ยื่นฟ้องบริษัทประกันภัยเพื่อเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          โจทก์ที่หนึ่งและโจทก์ที่สองซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ ได้ทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัย (จำเลย) โดยสัญญามีระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรมจนถึงวันที่เกิดเหตุ แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น บริษัทฯ ปฏิเสธการคุ้มครองเนื่องจากมีการตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่สามารถรับประกันได้ตามเงื่อนไข

          อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณาแล้วว่า การตัดสินใจของบริษัทประกันภัยในการปฏิเสธการคุ้มครองไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่สามารถใช้ปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อคำนวณย้อนหลังได้ การกระทำนี้เป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงและไม่ปฏิบัติตามสัญญาอย่างเป็นธรรม ดังนั้น ศาลจึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยต้องคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ทั้งสองได้เรียกร้อง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ ค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยอื่น ๆ

          นอกจากนี้ ศาลยังได้พิจารณากำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มเติม เนื่องจากการกระทำของบริษัทประกันภัยเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงและไม่ปฏิบัติตามสัญญาอย่างเป็นธรรม การตัดสินนี้ทำให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเชิงลงโทษเพื่อเป็นการลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การตัดสินครั้งนี้ส่งผลให้บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงค่าเสียหายเชิงลงโทษ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังบริษัทประกันภัยอื่นๆ ว่าต้องปฏิบัติตามสัญญาและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถือกรมธรรม์ทุกกรณี

          คดีนี้จำเลยหรือบริษัทประกันภัยความหัวแพทย์ของบริษัทฯ คือไปใช้คำนวณเวลาที่ผลตรวจเลือดออก แต่ไม่ได้เอาเวลาที่เจาะเลือดจริง ๆ คือ เจาะเลือดเวลาหนึ่ง แต่ผลเลือดไปออกอีกเวลาหนึ่ง บริษัทประกันภัยจึงหัวแพทย์นำเวลาที่ผลเลือดออกมาคำนวณย้อนกลับ ซึ่งห่างจากเวลาเกิเหตุเป็นเวลานานพอสมควร ศาลจึงมองว่า บริษัทฯ ก็ได้ใบเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ไปแล้ว ซึ่งบริษัทฯ ก็เป็นบริษัทประกันวินาศภัย ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ แม้เอกสารจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่บริษัทฯ ก็เป็นถึงบริษัทระดับใหญ่ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ถึงจะไม่อ่านภาษาอังกฤษเลยหรือว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ตรวจ แต่บริษัทฯ ก็ยังจะเอาเวลานี้มาบอกว่าเป็นเวลาที่ผลออกมาเป็นเวลาที่ตรวจ ทั้งที่ความจริงตรวจวัดตอน 07.00 น. แต่ผลตรวจออกตอน 13.00 น. แต่บริษัทฯ กลับเอาเวลาบ่ายโมงย้อนกลับมาเป็นเวลาเกิดเหตุ ทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์เพิ่มขึ้นเยอะความเป็นไปได้ ทั้งที่จริงถ้าบริษัทฯ เอาเวลาตรวจวัดที่ตรวจตั้งแต่ตอนแรก ปริมาณแอลกอฮอล์ของโจทก์หรือผู้เสียหายก็จะไม่เกิน ด้วยเหตุนี้ศาลจึงได้บอกว่า บริษัทฯ ทำไม่ถูกต้องต่อผู้เสียหาย อีกทั้งยังดูเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัดเจน จากกรณีดังกล่าวศาลจึงได้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่ผู้เสียหายหรือโจทก์ในจำนวน 50,000 บาท

          จากเหตุการณ์ดังกล่าวหากผู้เสียหายไม่ได้นำเรื่องมาปรึกษาทนายความ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องถูกบริษัทประกันภัยหัวแพทย์เอาเปรียบมากเพียงไหน และเมื่อเรื่องมาถึงชั้นศาลก็ยิ่งทำให้เห็นความเอาเปรียบของบริษัทฯ ที่มีต่อผู้เสียหายยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก ว่าบริษัทฯ ตั้งใจที่จะเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคมากขนาดนี้เลยหรือ ? สำหรับใครที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยอย่างกรณีของผู้เสียหายท่านนี้สามารถทักมาปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเรื่อง ไม่ต้องรอเดินเรื่องเอง สามารถปรึกษาทนายได้ตั้งแต่ต้น รู้ทันประกันภัยไว้ก่อนเป็นเรื่องดีที่สุด ปรึกษาทนายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ต้องที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

รถมีประกัน จ่ายเงินซื้อประกัน แต่ประกันไม่ได้ช่วยอะไร ปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายผู้เชี่ยวชาญคือคำตอบ

รถมีประกัน จ่ายเงินซื้อประกัน

          หากใครที่ได้ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์คงจะทราบกันว่าสำนักงานฯ ของเรามีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์เป็นอย่างดี เนื่องจากมีผู้ประสบภัยหลายท่านที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุและได้เป็นผู้ประสบภัยหลังจากนั้นก็มักจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ได้ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง และรับรองได้เลยว่ามีผู้เสียหายและหรือผู้ประสบภัยหลายท่านอาจได้เคยเสียรู้หลงกลเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทประกันภัยไปไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” เมาแล้วขับถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ซึ่งเรื่องที่มีผู้ประสบภัยได้เข้ามาสอบถามและปรึกษามากที่สุดเรื่องหนึ่งเห็นทีจะไม่พ้นปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับ กับเรานั่นเอง สาเหตุหลักเลยก็คือผู้ประสบภัยเหล่านั้นได้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ และแสดงท่าทีไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นของผู้ประสบภัยหรือผู้เสียหายอย่างชัดเจนจนผู้เสียหายต้องเดือดร้อนจนปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

          หลังจากที่ทางสำนักงานฯ ของเราได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับมาระยะเวลานาน ก็ได้มีผู้เสียหายหรือผู้ประสบภัยอีกหลายท่านเช่นเดียวกันสอบถามเข้ามาว่า หากเมาแล้วขับ และถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไรต่อดี ? วันนี้เราจึงได้นำกรณีตัวอย่าง ซึ่งก็เป็นกรณีที่ผู้เสียหายถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาฝากกัน

ประกันภัยผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง สุดท้ายมาขอต่อรองจ่าย 50%

ประกันภัยผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

          อย่างเคสนี้บริษัทประกันภัยก็มีเรื่องเซอร์ไพร์สผู้ประสบภัยและหรือผู้เสียหายอย่างไม่น้อย ทำเอาผู้เสียหายรีบมาปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับ อย่างด่วน สำหรับเรื่องนี้ที่ประกันภัยทำผู้เสียหายงง ? ทนายงง ? ทุกคนงง ? เมื่อผู้เสียหายท่านนี้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับความเสียหายหนัก แต่ก็เป่าวัดแอลกอฮอล์ได้เพียง 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งตามหลักของแพทยสภาฯ แล้วนั้น หากเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหายทันที ไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังได้ แต่บริษัทประกันก็ยังไม่ยอมรับความจริง แถมยังงัดมุกกลยุทธ์เด็กที่ว่าผู้เสียหาย เมาแล้วขับ บริษัทฯ จึงนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังบอกว่าผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์มาปฏิเสธไม่รับผิดชอบ

           เท่านั้นยังไม่พอต่อมาได้มีการเจรจาในชั้นคปภ. บริษัทประกันภัยบอกว่าจะรับผิดให้ผู้เสียหายเพียง 50% ของค่าเสียหายทั้งหมดเท่านั้น ประเด็นตรงนี้ที่ทำเอาทุกคนถึงกับงง และสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยจะกล้าทำแบบนี้ ถึงกับต้องร้องว่า แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ??  ทั้งที่ตามหลักเงื่อนไขของกรรมธรรม์มีเพียง 2 ทาง คือ 1. ไม่จ่ายเลย และ 2. จะต้องจ่ายเต็มตามความเสียหายที่แท้จริง

          ดังนั้นจากเรื่องนี้ การที่บริษัทฯ มาบอกว่าจะขอรับผิดเพียง 50% นั่นหมายความว่า บริษัทฯ รู้อยู่แล้วแต่แรกว่ามีหน้าที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย แต่กลับยกเอาเรื่องที่อ้างว่าผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มาต่อรองเพื่อเสนอจ่ายแค่ 50% ซึ่งในตามเงื่อนไขกรมธรรม์ไม่มีข้อใดกำหนดว่า เป่าแอลกอฮอล์ได้เท่าไหร่ จะต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในความเป็นจริงหากผู้เสียหายเมาขับอย่างที่บริษัทฯ ว่าจริง ๆ ก็ไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่การที่บริษัทประกันภัยทำแบบนี้เรียกว่าตั้งใจเอาเปรียบประชาชนได้หรือไม่ ??? ด้วยเหตุนี้ยิ่งทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบริษัทประกันภัยใช้ความหัวหมอมาเพื่อเอาเปรียบประชาชน เพราะเหตุนี้จึงต้องปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายในที่สุด

 เป่าแอลกอฮอล์ได้ 19 Mg.% ประกันภัยรีบอ้างเอกสารคู่มือตีความ

          อีกเรื่องที่ผู้ประสบภัยนำมาปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับ กับมุกเดิม ๆ สเต็ปเดิม ๆ ของบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วรถยนต์ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้เพียง 19 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์และหรือหัวหมอของบริษัทประกันภัยที่ไม่อยากรับผิดชอบต่อผู้ประสบภัย จึงได้ทำพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการรับผิดต่อผู้เสียหาย คือ ได้อ้างเอกสารคู่มือตีความที่ยกเลิกใช้ไปแล้วมาคำนวณนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง  แล้วแบบนี้ผู้เสียหายจะต้องสู้สึกอย่างไรกับบริษัทประกันภัยที่กระทำพฤติกรรมแบบนี้

          รถมีประกัน จ่ายเงินซื้อประกัน แต่ประกันไม่ได้ช่วยอะไรแถมมาปฏิเสธจ่าย/รับผิดชอบ อ้างปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้ง ปัดจ่ายค่าเสียหาย ปัดการจัดซ่อมรถ ปัดความรับผิดชอบทุกอย่างแบบนี้  

เมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต้องทำอย่างไรต่อดี ?

เมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต้องทำอย่างไรต่อดี ?

          ด้วยเหตุนี้สำหรับผู้ประสบภัยหลายท่านที่ได้เข้ามาปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนาย ไม่ว่าจะทางอินบอกซ์ก็ดี ทางคอนเมนต์ก็ดี หากเกิดอุบัติเหตุในกรณีเมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ควรทำอย่างไรต่อไปดี คำตอบที่ชัดเจนสามารถที่จะช่วยได้ก็คือ การมีทนายความ ปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์เท่านั้นที่จะสามารถช่วยได้ หลังเกิดอุบัติเหตุควรมีทนายไว้ปรึกษาทันที ไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยงัดมุกเด็ดมาเอาเปรียบ เพราะคุณไม่ใช่เหยื่อของประกันภัยอีกต่อไป ปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนาย ติดต่อที่ กฎหมายและการประกันภัยรถยนต์  

ทำความเข้าใจ “เมาแล้วขับ” กับประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาฉบับใหม่ ไม่ใช่ “กฎหมาย” ใหม่ !!

ทำความเข้าใจ “เมาแล้วขับ”

          สำหรับกรณีเมาแล้วขับที่บริษัทประกันภัยมักใช้กลยุทธ์เด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” มาเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค และสำหรับปี 2567 นี้ราชกิจจานุเบกษาก็ได้ออกประกาศแพทยสภาล่าสุดฉบับที่ 25/2567 เรื่องแนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ประจำวันที่ 24 เมษายน 2567 ที่ผ่านมาล่าสุดนี้ ซึ่งหลังจากที่ประกาศฉบับนี้ได้ออกมาก็ส่งผลให้ประชาชนไม่น้อยเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้

 วันนี้ทนายอาร์มและสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้กันกับกรณีเมาแล้วขับว่าเป็นกฎหมายใหม่หรืออย่างไรกันแน่ วันนี้มีคำตอบ

ประชาชนเข้าใจผิดสนั่น ประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาล่าสุด เป็นกฎหมายใหม่หรือไม่ ?

ประชาชนเข้าใจผิดสนั่น ประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาล่าสุด

          การประกาศราชกิจจานุเบกษาของแพทยสภาที่มีการออกมาฉบับล่าสุดนั้นเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีนัยแอบแฝงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่  คำว่า “แนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด” เป็นตำราวิชาการทางการแพทย์ที่มีสูตรและวิธีการคำนวณ

          โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับคดีที่ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยคือคดีเมาแล้วขับ ซึ่งเหล่าผู้เสียหายได้ถูกบริษัทใช้เล่ห์เลี่ยมอาศัยเหตุว่า กรณีเมาแล้วขับขณะขับขี่ผู้ประสบภัยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

          ซึ่งถ้าหากตีความตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 9.3 ได้บอกไว้ว่าการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุรา ใช้คำว่า “ขณะขับขี่ ให้ถือว่าเมาสุรา” หรือของมึนเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ซึ่งก็หมายความว่า ขณะขับขี่แล้วเกิดเหตุ ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทฯ ไม่จ่าย บริษัทฯ จึงใช้วิธีและหรือเทคนิคที่ว่า ขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุรา

          ยกตัวอย่าง : หากคุณเกิดเหตุเวลา 21.00 น. หมายความว่าคุณขับรถก่อน 21.00 น. และแสดงว่าคุณดื่มแอลกอฮอล์ก่อน 21.00 น. คุณถึงมาเกิดอุบัติเหตุ ถ้ากรณีเกิดอุบัติเหตุในความเป็นจริงเมาแล้วขับไม่สามารถเป่าวัดแอลกอฮอล์ได้ทันที และหรือตรวจเลือดได้ทันที บริษัทประกันก็ได้อาศัยช่องว่าตรงนี้มาใช้กลยุทธ์หัวแพทย์ใส่ผู้ประสบภัย เพราะกว่าพนักงานสอบสวนจะมาที่เกิดเหตุ อีกทั้งกว่าเจ้าหน้าที่ประกันภัยจะมาที่เกิดเหตุ ในความเป็นจริงแล้วนั้นเพียงแค่บริษัทประกันภัยมาที่เกิดเหตุ ช้าไป 1 ชั่วโมง บริษัทฯ ก็ได้ฟรีไปแล้ว 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

แพทยสภาเป็นเครื่องมือให้กับบริษัทประกันภัยทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่ ?

          จากกรณีประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาดังกล่าว ผู้ประสบภัยหรือประชาชนจะเกิดความเข้าผิดคิดว่าประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้เป็น “กฎหมาย”  แต่ในท่อนที่ว่า โดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมกำหนดวัตถุประสงค์ให้แพทยสภาเผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์ เพราะฉะนั้นราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้จึงถือว่า ไม่ใช่กฎหมายใช้บังคับนับแอลกอฮอล์ย้อนหลังอย่างแน่นอน

เตือน ! ก่อนเข้าใจผิด แพทยสภาประกาศราชกิจจานุเบกษา ท.อาร์มยืนยันไม่ใช่กฎหมายใหม่ !

เตือน ! ก่อนเข้าใจผิด แพทยสภาประกาศราชกิจจานุเบกษา ท.อาร์มยืนยันไม่ใช่กฎหมายใหม่

          ผู้ประสบภัยอย่าเข้าใจผิด หลงประเด็น หรือหลงกลในการต่อสู้ว่าประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าวคือกฎหมายใหม่ ไม่แม้แต่ประชาชนที่เข้าใจผิด แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ต่อสายเข้ามาสอบถามทนายอาร์มของเรา เข้าใจว่านี่คือกฎหมายใหม่ ทางทนายอาร์มจึงบอกไปว่าไม่ใช่ เพราะหากเป็นกฎหมายต้องเขียนระบุในพระราชบัญญัติที่ตราอย่างถูกต้องออกมาว่า ใครเมาแล้วขับเกิดเหตุแล้วนับย้อนหลังทุกคน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

          แต่ในความเป็นจริงสามารถทำได้ยาก เพราะเราไม่สามารถคิดได้ว่าคนไหนมีปริมาณลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเรื่องแนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด มีวิธีการคำนวณ เหมือนกับสมการ อธิบายง่าย ๆ คือ นึกถึงว่าการหาพื้นที่ตารางเมตร คุณต้องใช้สูตร กว้างXยาว ก็เช่นเดียวกัน การคำนวณหาปริมาณแอลกอฮอล์ก็มีสมการ วิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังหมายถึงว่าคุณต้องมีข้อมูลเบื้องต้น และคุณต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด คุณถึงคำนวณย้อนหลังได้ แต่อย่างกรณีราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ชาวบ้านและประชาชนอาจเข้าใจผิดได้ว่าคือกฎหมายให้นับย้อนหลัง วันนี้ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงยืนยันว่าไม่ใช่กฎหมายใหม่ เป็นเพียงแนวทางทางการแพทย์ หากจะนำมานับย้อนหลังจริง เพราะเหตุใดประกันภัยถึงไม่เขียนระบุในกรมธรรม์เลยว่า เกิดเหตุแล้วประกันจะคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประชาชนจึงได้ไม่ต้องตีความเอาเองว่า หากไม่สามารถตรวจวัดแอลกอฮอล์ขณะเกิดเหตุได้ บริษัทฯ จะใช้วิธีการคำนวณย้อนหลัง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ การกระทำแบบนี้ของบริษัทญ จึงเรียกว่าหัวแพทย์

เมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลฯ ย้อนหลัง ใครอยากรู้หลักการคำนวณปริมาณแอลฯ ที่ถูกต้อง รีบปรึกษาทนายทันที !

          วิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังคือคุณรู้ได้อย่างไรว่าว่าคนที่เมาแล้วขับ เมาสูงสุดที่เท่าไหร่ เช่น บางคนเมาแล้วขับ มีปริมาณสูงสุดเพียง 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ประกันภัยมานับย้อนหลัง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ไปเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ให้เขา เท่ากับว่า 15+48 = 63 หมายความว่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่จริงๆ ผู้ขับขี่ที่ว่าเขาเมาแล้วขับอาจจะไม่ถึงเลยก็ได้ หากบริษัทฯ ทำแบบนี้นำประกาศมาใช้หัวแพทย์กับประชาชน ทนายอาร์มขอยืนยันตรงนี้เลยว่า ไม่ใช่กฎหมาย ประกาศฉบับนี้เพียงให้แค่ทุกคนรับทราบเท่านั้น

          และสำหรับผู้ประสบภัยท่านใดเจอกรณีเมาแล้วขับถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หากอยากรู้ว่าวิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร รีบปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเหตุได้ทันที >>ติดต่อเรา<<

ประเด็นร้อนออกโหนกระแส ขับรถชนเสาไฟฟ้าอ้าง “เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย” ทั้งที่ตรวจเเล้วไม่ถึง

ประเด็นร้อนออกโหนกระแส ขับรถชนเสาไฟฟ้าอ้าง เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย

          สำหรับเรื่องเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่ายเป็นเรื่องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้มีการนำเสนออยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายท่านที่ได้ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยให้ในเรื่องที่ว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนได้ถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เสียหายเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ด้วยเหตุนี้ ได้ส่งผลให้ผู้เสียหายหลายท่านได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ใจเป็นอย่างมาก จึงได้โร่ปรึกษาทนายหลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและหรือค่าเสียหายต่าง ๆ นานา อย่างไม่ใยดี

          เช่นเดียวกันกับกรณีเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย กรณีต่อไปนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวถึงขั้นผู้เสียหายได้ร้องเรียนออกรายการโหนกระแสไปหมาด ๆ ในปีที่แล้ว (2566) โดยเรื่องราวนี้ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับความเสียหาย ทั้งในส่วนร่างกายและทรัพย์สินอย่างรถยนต์ และแม้ว่าจะต้องได้รับความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตจนแทบพลิกชีวิตแล้ว ยังต้องถูกบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ใช้กลยุทธ์ยอดฮิตอย่าง เมาแล้วขับนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธชดใช้ความเสียหายต่อผู้เสียหาย เรียกได้ว่าจากเรื่องราวนี้ที่ได้ออกรายการโหนกระแสทำให้ผู้บริโภครายอื่น ๆ ได้ตระหนักถึงเรื่องเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ความสำคัญของการซื้อประกันภัยและนอกจากนี้ยังมีการพิจารณาการซื้อประกันภัยกับบริษัทประกันภัยมากยิ่งขึ้นเลยทีเดียวจากเหตุการณ์นี้

ทนายความพร้อมผู้เสียหายนำทีมร้องโหนกระแส เหตุซื้อประกันภัยทิพย์ ถึงคราวเกิดเหตุปฏิเสธอย่างเดียว

ทนายความพร้อมผู้เสียหายนำทีมร้องโหนกระแส

          อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นนั้นเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายและครอบครัวสุดทนที่จะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบถึงขั้นต้องนำเรื่องร้องโหนกระแส โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของครอบครัวผู้เสียหายครอบครัวหนึ่ง ที่ได้ขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส และต่อมาได้มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุเป็นเวลา 5 ชม. โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ขึ้นมา 2 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และปรากฏว่าต่อมาบริษัทประกันภัยก็ได้นำผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ไปทำการพิสูจน์ต่าง ๆ นานา ภายหลังไม่นานก็ได้รีบใช้ข้ออ้างยอดฮิตที่ว่ากรณีนี้ผู้เสียหาย เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย จากเหตุนี้ทำให้ทางผู้เสียหายหรือเจ้าของรถ ภรรยา รวมถึงผู้สูงอายุและเด็ก ผู้โดยสารที่ได้โดยสารมาในขณะเกิดเหตุขณะนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยตั้งเกิดเหตุ  

คนขับยันไม่ได้ดื่ม ! บริษัทฯ ก็ยัน ! ตีความว่าเมาแล้วขับมีแอลกอฮอล์ขณะเกิดเหตุ 80 Mg.% แน่นอน

คนขับยันไม่ได้ดื่ม ! บริษัทฯ ก็ยัน ! ตีความว่าเมาแล้วขับมีแอลกอฮอล์ขณะเกิดเหตุ

           กับเรื่อง เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายเล่าอย่างเสียงสั่นเครือว่าเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น เกิดเหตุเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2564 เวลา 20.53 นาที ในวันดังกล่าวกำลังเดินทางกลับมาจากทำบุญกำลังเดินทางกลับบ้านไปส่งคุณแม่ เป็นถนนเลียบคลองก่อนหน้านั้นก็ได้มีฝนตก มีน้ำท่วมขังตามทางจึงได้ขับรถด้วยความระมัดระวังพอถึงทางที่จะเบี่ยงออก ขณะเดียวกันได้มีรถของคู่กรณีขับอยู่ด้านหน้า รถของผู้เสียหายจึงจะแซงออก ปรากฏว่าฝนตกถนนลื่น รถก็เลยปัดเสียหลักตกหลุม ล้อตะแคงล้อฟรี เป็นเหตุให้รถหมุนกระแทกเข้ากับเสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้ทั้งครอบครัวที่โดยสารมานั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

          หลังจากที่รถชนยังไม่มีทนายก็ได้มีใบให้ตรวจแอลกอฮอล์โดยการตรวจเลือด และได้นำส่งให้บริษัทประกัน ต่อมาบริษัทฯ ก็ได้มีหนังสือปฏิเสธส่งมา โดยผู้ขับขี่มีผลแอลกอฮอล์เพียง  2.920 Mg.% เท่านั้น ในหนังสือปฏิเสธได้ระบุ ตีความว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 80.7 Mg.% ทั้ง ๆ ที่ผู้ขับขี่ยืนยันว่าไม่ได้มีการดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใด เมื่อบริษัทประกันได้มีการปฏิเสธมาดังกล่าว เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมผู้เสียหายและครอบครัวจึงได้เข้าปรึกษาทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ช่วยดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ให้ สุดท้ายเรื่องราวได้จบลงโดยการที่บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายอย่างเหมาะสมตามความเสียหายที่ได้รับ ซึ่งเป็นที่หน้าพึงพอใจเหมาะสมกับความเสียหายที่ได้รับและความลำบากอย่างหาสิ่งใดมาเปรียบไม่ได้ ราวกับชีวิตพลิกผัน แต่เป็นการพลิกผันที่ไม่ดีนัก เนื่องจากผู้เสียหายและครอบครัวหลังเกิดอุบัติเหตุไม่มีรถใช้และชีวิตต้องทนทุกข์มทรมานต่ออาการบาดเจ็บทั้งผู้สูงอายุและเด็กหญิงวัยเพียง 8 ขวบ อีกทั้งผู้ขับขี่และภรรยายังต้องสูญเสียรายได้และดำเนินกิจวัตรประกอบอาชีพประจำวันอย่างลำบาก จึงสมควรอย่างยิ่งที่บริษัทประกันภัยต้องชดใช้ในทุกส่วนของความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ นอกจากที่บริษัทฯ จะต้องชดใช้ให้กับค่าเสียหายอันแสนสาหัสของผู้เสียหายแล้ว บริษัทฯ ยังต้องชดใช้กับคำพูดของบริษัทฯ ที่ว่า เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย อย่างสมน้ำสมเนื้ออีกด้วย เพราะจากประโยคนี้ก็ทำให้ผู้บริโภคและชาวบ้านทั่วไปอดคิดไม่ได้ว่า นี่หรือความคิดผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยที่มีต่อผู้บริโภคตาดำ ๆ แล้วแบบนี้ใครจะกล้าซื้อประกันภัยด้วย เพราะคิดว่าซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองยามเกิดอุบัติเหตุ สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุก็เหมือนซื้อประกันภัยทิพย์ที่ไม่มีอยู่จริง

อย่าคิดว่ารถมีประกันภัยแล้วจะอุ่นใจ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรีบปรึกษาทนายทันที

          สำหรับการซื้อประกันภัยรถยนต์กับอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน เพราะเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นวันไหนหรือตอนไหน อีกทั้งการที่คิดว่ารถมีประกันภัยไม่ว่าจะชั้น 1 หรือชั้นไหน อย่าคิดว่ามีประกันภัยแล้วจะได้เงินหลังจากเกิดอุบัติเหตุมาง่าย ๆ เพราะบริษัทประกันภัยคงไม่ยอมให้คุณง่าย ๆ หากไม่มีทนายอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จะได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือ การมีทนายความเพื่อดำเนินคดีเรียกร้องเอาผิดกับบริษัทประกันภัยเท่านั้น หลังเกิดอุบัติเหตุไม่ต้องโทรหาประกัน สามารถโทรหาทนายเป็นอันดับแรกได้ทันที คลิก >>ติดต่อเรา<<

ค่าเสียหายเชิงลงโทษ คืออะไร ? กับคดีตัวอย่าง “เมาแล้วขับ” ถูกประกันภัยหัวหมอนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง สุดท้ายเจอศาลสั่งจ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษ และค่าอื่น ๆ ตามที่เรียกไปเกือบเต็มจำนวน !

ค่าเสียหายเชิงลงโทษ คืออะไร

          ค่าเสียหายเชิงลงโทษ คืออะไร ค่าเสียหายเชิงลงโทษเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์วิธีพิจารณาพิเศษ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตราที่ 42 คือ ศาลมีอำนาจพิพากษากำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษหรือเรียกผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลให้ร่วมรับผิดในหนี้ของนิติบุคคลได้

          ค่าเสียหายเชิงลงโทษ มาตราที่ 42 บัญญัติว่า “ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร ฯลฯ โดยกำหนดได้ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดมีจำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกิน 5 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนด”

ค่าเสียหายเชิงลงโทษมีเป้าหมาย 2 ประการ ได้แก่

-ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของกฎหมายแพ่ง

-เป็นการลงโทษในทางอาญาเพื่อเป็นการป้องปรามมิให้เอาเยี่ยงอย่าง และเพื่อเอาเรื่องกับจำเลยที่หลบหนีความรับผิด

ลักษณะของค่าเสียหายเชิงลงโทษ

ลักษณะของค่าเสียหายเชิงลงโทษ

-ค่าเสียหายเชิงลงโทษ คือ เป็นค่าเสียหายที่ศาลกำหนดขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำละเมิด ป้องปรามไม่ให้ผู้กระทำละเมิดกระทำการละเมิดซ้ำอีก และยังป้องปรามไม่ให้บุคคลอื่นกระทำการละเมิดในอนาคตด้วย

-ค่าเสียหายเชิงลงโทษ คือ ค่าเสียหายที่ผู้ถูกกระทำละเมิดไม่ต้องพิสูจน์ถึงจำนวนความเสียหายในส่วนนี้ เพราะเป็นดุลยพินิจของศาลที่กำหนดให้ตามความเหมาะสม โดยจะมีการคำนึงถึงความร้ายแรงของการกระทำละเมิด , ฐานะของผู้กระทำละเมิด รวมไปถึงความเสียหายที่ผู้ถูกกระทำละเมิดต้องได้รับจากการกระทำละเมิดนั้นด้วย

-ค่าเสียหายเชิงลงโทษเป็นค่าเสียหายที่ศาลกำหนดเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าเสียหายที่แท้จริง ซึ่งศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษอย่างเดียวได้ แม้ว่าจะไม่ปรากฏค่าเสียหายที่แท้จริง

-ศาลจะกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้ในกรณีที่เห็นว่าการกระทำละเมิดนั้นมีพฤติการณ์ที่รุนแรง เช่น มีการทำร้าย ข่มขู่ หลอกลวง ฉ้อฉล หรือมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่ามุ่งร้ายเกิดความกระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำละเมิด หรือทำให้เกิดความอับอาย ถูกดูหมิ่น ถูกเหยียดหยาม

บทบัญญัติกฎหมายไทยเกี่ยวกับค่าเสียหายเชิงลงโทษ

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะถึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

การสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2511 มาตรา 42

1.กระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม

2.จงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย

3.ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค

4.กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจแก่ประชาชน

ตัวอย่างกรณี ผู้เสียหายถูกบริษัทประกันภัยคำนวณนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง สุดท้ายศาลสั่งจ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษ 5 หมื่นบาท เหตุเพราะบริษัทฯ จงใจเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม

          เป็นเรื่องราวที่ไขข้อข้องใจได้ดีว่าค่าเสียหายเชิงลงโทษ คืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องของผู้เสียหายรายหนึ่งที่ขับขี่รถยนต์แล้วได้เกิดอุบัติเหตุจนทรัพย์สินเสียหายหนัก และได้รับบาดเจ็บ โดยได้เกิดเหตุเวลาประมาณ 05.00 น. ต่อมาภายหลังเกิดเหตุได้มีการตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเวลาประมาณ 07.03 น. และผลตรวจเลือดออกเวลาประมาณ 13.40 น. หลังจากนั้นบริษัทประกันภัยก็ทำการหัวหมอต่อผู้เสียหายทันที เพื่อที่จะไม่รับผิดชอบต่อคามเสียหายใด ๆ ได้มีการเอาผลที่แอลกอฮอล์ที่ออกมานั้น มานับคำนวณผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังไปจนถึงเวลาที่เกิดเหตุ  ทั้ง ๆ ที่ตามข้อเท็จจริงแล้วจะต้องนับตั้งแต่เวลาที่ผู้เสียหายได้เจาะเลือดคือเวลา 07.03 น. แต่บริษัทฯ กลับเอาเวลาที่ผลเลือดออกคือเวลา 13.40 น. มานับ เมื่อบริษัทฯ มาคำนวณตั้งแต่เวลา13.40 น. แน่นอนว่าอย่างไรก็ตามปริมาณแอลกอฮอล์ในตัวผู้เสียหายก็เกิน 50 Mg.%  ต่อมาบริษัทฯ ยังมาอ้างว่าคำนวณตามใบผลตรวจเลือดที่ออกมา ซึ่งในส่วนนี้บริษัทฯ ไม่ได้นำเอกสารดังกล่าวไปแปลเป็นเวลาไทย เนื่องจากเวลาในเอกสารดังกล่าวที่ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

          เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทฯ ที่ประกอบธุรกิจประกันภัยอันเป็นที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจต่อประชาชนไม่ได้อ่านและไม่ได้แปลเอกสารเป็นไทย เป็นเหตุให้บริษัทฯ เกิดความเข้าใจผิดอย่างมากทั้ง ๆ ที่ก็เป็นบริษัทฯ ใหญ่ ควรมีความละเอียดและรอบคอบมากกว่านี้ ดังนั้น ศาลจึงพิเคราะห์ว่าจากเหตุนี้ การคำนวณของบริษัทประกันภัยไม่มีความถูกต้องตามหลักข้อเท็จจริง อีกทั้งยังเป็นการเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภคอย่างชัดเจน การคำนวณผลแอลกอฮอล์แบบนี้ของบริษัทฯ คำนวณอย่างไรผลก็เกินแน่นอน โดยคดีนี้ศาลจึงได้พิพากษาสั่งให้บริษัทฯ จ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท นอกจากนี้ยังได้สั่งจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ สั่งให้บริษัทฯ นำรถของผู้เสียหายไปจัดซ่อม อีกทั้งยังสั่งจ่ายเกือบทั้งหมดที่ผู้เสียหายได้เรียกไปอีกด้วย

รถชนได้รับความเสียหายหนัก ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงกับประกันภัยให้เสียเวลา ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่เกิดเรื่อง !!

รถชนได้รับความเสียหายหนัก

       สำหรับใครที่ประสบปัญหาเกิดอุบัติเหตุรถชน แล้วถูกบริษัทฯ คำนวณผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังว่าคุณเมาแล้วขับ มาปฏิเสธไม่รับชอบต่อความเสียหายใด ๆ ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงกับใครให้เสียเวลา เพราะคุณไม่ใช่เหยื่อของบริษัทฯ อีกต่อไป สามารถมีทนายความไว้ปรึกษาได้ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง และทนายความผู้เชี่ยวชาญกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ที่พร้อมให้คำปรึกษาตลอดจนการดำเนินคดีความต้องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

คดีเมาแล้วขับ ถูกบริษัทประกันภัยใช้มุก “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” สุดท้ายศาลพิพากษาให้บริษัทประกันภัยชดใช้จนเกือบเต็มจำนวนที่เรียกไป

คดีเมาแล้วขับ ถูกบริษัทประกันภัยใช้มุก นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

          เป็นเรื่องราวของผู้เสียหายท่านหนึ่งที่ได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้วถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธไม่รับผิดชอบ และได้ใช้ข้ออ้างยอดฮิตคือ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งนับว่าเป็นกลยุทธ์หลัก กลยุทธ์เด็ดของบริษัทประกันภัยที่ตีคู่มาพร้อมกับมุก “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ก็ว่าได้ สำหรับคดีเมาแล้วขับนี้ ผู้เสียหายได้เคยว่าจ้างทนายความท่านอื่นดำเนินคดีมาก่อนแล้ว แต่ไม่เป็นผล จนมาเจอเข้ากับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์  ศิริ ดำเนินคดีความให้

          คดีเมาแล้วขับ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากถูกข้อหานี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าบริษัทประกันภัยคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าผู้เสียหายท่านใดที่ประสบอุบัติเหตุขณะขับขี่รถยนต์ ก็มักจะนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต่อผู้ขับขี่เพื่อมาปฏิเสธไม่รับผิดชอบและหรือชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ เลย อีกทั้งยังกล่าวหาว่าผู้เสียหายเมาแล้วขับแม้ว่าเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์แล้วก็ไม่เกิน 50 Mg.% เหมือนอย่างกรณีของผู้เสียหายต่อไปนี้ที่ได้ไว้วางใจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราดำเนินคดีให้และได้รับความเป็นธรรมในที่สุด

บริษัทฯ ตีความใจแคบเอาเปรียบ อ้างปฏิเสธ “เมาแล้วขับ” แม้ปริมาณแอลฯ ไม่ถึง 50 Mg.%

บริษัทฯ ตีความใจแคบเอาเปรียบ อ้างปฏิเสธ “เมาแล้วขับ”

          เคสนี้คดีเมาแล้วขับ ผู้เสียหายได้ขับขี่รถยนต์ไปเฉี่ยวชนเข้ากับรถยนต์คู่กรณีเหตุเนื่องมาจากเบรกรถไม่ทัน จึงทำให้เฉี่ยวชนเข้ากับรถของคู่กรณีและรถของคู่กรณีก็ได้เฉี่ยวชนรถคันข้างหน้าอีกทีหนึ่ง โดยหลังจากเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวผู้เสียหายจึงได้เรียกร้องให้บริษัทประกันภัยของตนชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีเมาแล้วขับอีกทั้งยังปฏิเสธที่จะนำรถยนต์ของผู้เสียหายท่านนี้ไปจัดซ่อมอีกด้วย

          คดีเมาแล้วขับ ซึ่งเหตุผลที่บริษัทประกันภัยนำมาอ้างนั้น ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือ เหตุผลข้ออ้างยอดฮิตอย่างการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง บอกว่าผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดบริษัทฯ จึงไม่คุ้มครองในส่วนนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วขณะเกิดเหตุนั้นไม่สามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ทันที การที่บริษัทฯ นำมาอ้างเพื่อปฏิเสธการรับผิชอบต่อผู้เสียหายท่านนี้ถือว่าเป็นการตีความเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคได้หรือไม่ ?

สุดท้ายหลังจากดำเนินคดีศาลพิพากษาให้บริษัทฯ ชดใช้ต่อผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม

          หลังจากที่ผู้เสียหายถูกบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ใช้กลยุทธ์มาเอาเปรียบอยู่นาน และหลังจากที่สำนักงานทนายของเราได้ดำเนินคดีความ คดีเมาแล้วขับสุดท้ายศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯ ชดใช้ในประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

-ค่าซ่อมรถของผู้เสียหาย

          ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นโดยตรงจากการที่บริษัทฯ ปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อผู้เสียหายได้เอารถออกจากอู่ยังพบข้อบกพร่องและปัญหาอยู่ ศาลจึงกำหนดค่าซ่อมตามความเหมาะสม จำนวน 445,620 บาท

-ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

          คดีเมาแล้วขับตามข้อเท็จจริงบริษัทฯ ต้องจัดซ่อมรถยนต์ของผู้เสียหายภายใน 15 วัน  ซึ่งบริษัทฯ ได้ประวิงการซ่อมและอ้างปฏิเสธ ซึ่งเป็นการจงใจฝ่าฝืนข้อตกลง ซึ่งตามคำสั่งนายทะเบียนฯ ได้กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถขั้นต่ำจำนวน 500/วัน ศาลจึงกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้เป็นเวลา 120 วัน ในอัตรา วันละ 500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 60,000 บาท

          โดยสรุปแล้วคดีเมาแล้วขับ คดีนี้ศาลได้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 511,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 451,120 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย โดยให้บริษัทฯ ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้เสียหาย โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้เสียหายได้รับยกเว้นให้บริษัทฯ นำมาชำระต่อศาลในนามของผู้เสียหายเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ผู้เสียหายชนะคดี

          สำหรับคดีเมาแล้วขับ หากใครขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดประสบอุบัติเหตุ และต่อมาได้ถูกบริษัทประกันภัยใช้กลยุทธ์หัวหมอ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ว่าเราเมาแล้วขับ หากเจอพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยแบบนี้ อย่ายอมให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบ อย่าหลงเชื่อคำของบริษัทประกันภัย เพราะนอกจากคุณจะถูกกล่าวหาเป็นคดีเมาแล้วขับแล้ว ยังจะต้องได้รับความเดือดร้อนในอนาคตอีกด้วย ซึ่งหากคุณหลงเชื่อประกันภัยไปแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรมแน่นอน ย้ำอีกครึ่งหลังเกิดอุบัติเหตุคดีเมาแล้วขับควรมีทนายความทันที อย่ารอให้ถูกบริษัทฯ เอาเปรียบคุณ

ทำความรู้จักวลีเด็ดประกันภัย “เมาขับ” “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

ทำความรู้จักวลีเด็ดประกันภัย “เมาขับ” “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

          ใครที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์คงจะคุ้นเคยกับวลีที่ว่า “เมาแล้วขับ” ถูก “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เป็นอย่างดี เพราะเป็นวลีเด็ดที่บริษัทประกันภัยมักนำมาอ้างต่อผู้เสียหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุในทุกครั้งนั่นเอง โดยก็มีผู้เสียหายหลายเคสมาก ๆ ที่ได้ติดต่อให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินคดีให้เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุแต่กลับถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่าเมาแล้วขับ และใช้วิธีการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อมาปฏิเสธไม่รับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ซึ่งกลวิธีการดังกล่าวก็เป็นวิธีการที่อาจอนุมานได้ว่า “หัวหมอ” ต่อผู้เสียหายพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งหากมีคนหลงเชื่อวิธีการนี้ของบริษัทประกันภัยไปความเดือดร้อนก็อาจมาเยือนคุณได้อย่างแน่นอน วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้นำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ตามกฎหมายมากฝากกันว่าเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่จึงจะเรียกว่าไม่เมาแล้วขับ และเพื่อให้คุณรู้เท่าทันวลีเด็ดของประกันภัยอย่างคำว่า “คุณเมาแล้วขับ” และใช้มุก “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” มาเอาเปรียบคุณในภายหลังนั่นเอง

เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ ถึงเรียก “ไม่ได้เมาแล้วขับ”

เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ ถึงเรียก “ไม่ได้เมาแล้วขับ”

          สำหรับเรื่องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ปริมาณแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ยานพาหนะนั้น หลายคนก็อยากจะรู้กันใช่ไหมว่าเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่าไม่ได้เมาแล้วขับกันแน่ โดยตามกฎหมายแล้วเรื่องของปริมาณแอลกอฮอล์จะแบ่งเป็น 2 ระดับด้วยกัน ดังนี้

ระดับที่ 1 ปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

          ในระดับที่ 1 นี้จะเป็นในกรณีที่ผู้ขับขี่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี , ผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับขี่ประเภทชั่วคราว , บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ รวมไปถึงบุคคลที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และหรือบุคคลที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หากบุคคลตามที่กล่าวมานี้มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ “เมาแล้วขับ” ทันทีเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่

ระดับที่ 2 ปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

          ในระดับที่ 2 นี้เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่จะพบผู้ที่เมาแล้วขับเป็นส่วนมาก เนื่องจากจะเป็นบุคคลที่มีใบอนุญาตขับขี่เกิน 5 ปี หรือตลอดชีพ และเป็นบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี

       โดยปริมาณแอลกอฮอล์ทั้ง 2 ระดับนี้ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่หากเกิดอุบัติเหตุและได้เป่าแอลกอฮอล์ หลังการเป่าแล้วพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินที่กฎหมายกำหนดทั้ง 2 ระดับ ตามกฎหมายแล้วจะถือว่าผู้นั้น “เมาแล้วขับ” ทันที และต้องรับโทษตามกฎหมาย คือ ปรับจำนวน 5,000 บาท – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี และหรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้บุคคลผู้ที่เมาแล้วขับในทั้ง 2 ระดับอย่างที่กล่าวไปข้างต้น จะต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่นั่นเอง

เจอด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ไม่เป่าได้หรือไม่ ?

          นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สงสัยว่าเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ถึงเรียกว่าไม่ได้เมาแล้วขับ หากขับขี่แล้วเจอด่านตรวจให้เป่าวัดแอลกอฮอล์แล้วผู้ขับขี่ไม่ยอมเป่าวัดแอลกอฮอล์ ตามกฎหมายแล้วนั้นก็จะถือว่าผู้นั้น “เมาแล้วขับ” โดยปริยาย อีกทั้งยังต้องโทษตามกฎหมายด้วย คือ จำคุกไม่เกิน 1ปี และหรือถูกปรับสูงสุดจำนวน 20,000 บาท อีกทั้งก็จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ด้วยเช่นเดียวกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และหรืออาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ด้วย

          เหล่านักดื่มทั้งหลายที่ข้องใจว่าจะต้องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่า “ไม่ได้เมาแล้วขับ” ก็คงหายข้องใจกันแล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือไม่ควรขับขี่ยานพาหนะทุกประเภทขณะมึนเมา เพราะนอกจากจะได้ไม่ถูกข้อหาเมาแล้วขับแล้ว จะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ รวมไปถึงไม่ต้องมาเกิดอุบัติเหตุให้ทรัพย์สินเสียหายด้วย

          สำหรับข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไม่ได้เมาแล้วขับในส่วนของปริมาณแอลกอฮอล์ในการขับขี่ยานพาหนะที่กล่าวไปในข้างต้นนั้น เราก็หวังว่าข้อมูลที่กล่าวมาจะสามารถเป็นความรู้ในการขับขี่ได้กับทุกท่าน ที่กังวลว่าต้องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุดก็เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ รวมไปถึงการป้องกันเพื่อไม่ให้คุณถูกข้อหาเมาแล้วขับด้วย และหากใครที่ขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่าคุณ “เมาแล้วขับ” และถูกบริษัทใช้มุกเด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ล่ะก็ ไม่ต้องรอช้า ปรึกษาทนายดีที่สุด อย่ารอให้บริษัทประกันภัยมาเอาเปรียบคุณได้ !

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!