แอลกอฮอล์นับย้อนหลัง ประกันภัยปฏิเสธไปก่อนเผื่อเชื่อกับความจริงที่ผู้เสียหายต้องรู้

แอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขณะขับขี่ ปัญหาโลกแตกระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเสมอคือเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเคลมประกันภัย หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์แบบนี้

คำถามสำคัญคือ การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ เป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่?

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาคุณเจาะลึกเรื่อง แอลกอฮอล์กับประกันภัยพร้อมอธิบายกลไกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนให้ได้อ่านกัน

เงื่อนไขในสัญญาประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์

โดยทั่วไปสัญญาประกันภัยรถยนต์มักระบุเงื่อนไขสำคัญไว้ชัดเจนว่า

บริษัทจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ “ขณะขับขี่”

ฟังดูเหมือนชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติกลับมี “ช่องว่าง” สำคัญ

เพราะคำว่า “ขณะขับขี่” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้แบบเรียลไทม์

จุดเริ่มต้นของปัญหาการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

ในความเป็นจริง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การตรวจวัดแอลกอฮอล์มักเกิดขึ้น “หลังเหตุการณ์” จึงนำไปสู่แนวคิดเรื่อง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นหลักการทางการแพทย์ ที่ใช้คำนวณย้อนกลับจากค่าที่ตรวจได้ในภายหลัง

แล้วใครเป็นคนกำหนดให้ “นับย้อนหลัง”?

มีแนวทางจากหน่วยงานกำกับดูแล ที่อนุญาตให้สามารถนับย้อนหลังได้ในบางกรณี เช่น อัตราการเปลี่ยนแปลงของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

แต่ปัญหาคือ ผู้บริโภคทั่วไปแทบไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย

ทำไมผู้เสียหายถึงรู้สึกว่า “โดนเอาเปรียบ”

ลองนึกภาพสถานการณ์นี้

1. คุณไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเมาขณะขับรถ

2. ไม่มีการแจ้งเรื่องการนับย้อนหลังตอนทำประกัน

3. แต่หลังเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยใช้วิธี “คำนวณย้อนหลัง”

4. แล้วสรุปว่าคุณมีแอลกอฮอล์เกินกำหนดขณะขับขี่

    ผลลัพธ์คือ ถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนทันทีในเวลาต่อมา

    แบบนี้เรียกว่าประกันภัย “หัวหมอ” ไหม?

    ในมุมของผู้เสียหาย หลายคนมองว่า เป็นการใช้ช่องว่างทางเทคนิคหรือกฎหมาย เพราะไม่ได้อธิบายตั้งแต่ตอนขายประกันว่าจะมีการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังขณะขี่นะ, ใช้หลักการทางการแพทย์ที่เข้าใจยาก เพราะไม่ใช่ประชาชนทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของหลักการแพทย์แบบนี้และมักใช้ในจังหวะ “ปฏิเสธการจ่ายเงิน”  เมื่อพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ บริษัทประกันภัยก็ใช้มุกนี้มาปฏิเสธทันที เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัทตัวเอง ปฏิเสธไปก่อนเผื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ ถ้าผู้เสียหายหลงเชื่อก็เท่ากับบริษัทไม่ต้องเสียเงินชดใช้อะไร

    ความจริงที่ต้องเข้าใจ การนับย้อนหลังไม่ใช่ข้อสรุป 100% 
    สิ่งสำคัญที่ผู้เสียหายต้องรู้คือ

    การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ไม่ได้แปลว่า ขณะขับขี่ คุณมีแอลกอฮอล์เกิน 50 MG.% เสมอไป

    เพราะระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
    ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

    • เวลาที่ดื่ม
    • ปริมาณอาหารในกระเพาะ
    • น้ำหนักตัว
    • ระบบเผาผลาญของแต่ละคน

    ดังนั้น การคำนวณย้อนหลัง จึงเป็นเพียง “การประมาณค่า” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว 100%

    กลยุทธ์ที่พบได้บ่อยของบริษัทประกันภัย 

    จากประสบการณ์ในคดีประกันภัยหลายกรณี พบว่ามีแนวทางหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยคือ

    “ปฏิเสธไว้ก่อน หากผู้เสียหายไม่โต้แย้ง ก็จบ”

    ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงได้ผล?

    เพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่รู้กฎหมาย ประกันภัยใช้คำพูด หลักการต่าง ๆ พูดจนผู้เสียหายเชื่อว่าตัวเองผิดจริง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าต่อสู้หรือโต้แย้ง ด้วยความที่ไม่ต้องการเป็นเรื่องเป็นราวหรือขึ้นโรงขึ้นศาล เหตุผลข้อนี้จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทประกันภัยได้เปรียบแบบแทบไม่ต้องทำอะไร เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมฯ ใด ๆ

    อย่าหลงเชื่อว่าคุณมี “แอลกอฮอล์เกิน” โดยไม่ตรวจสอบ

    สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ
    การที่ผู้เสียหาย “เชื่อทันที” ว่าตัวเองผิด

    ทั้งที่ในความเป็นจริง
    อาจยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้อีกมาก

    สิ่งที่ควรตั้งคำถาม

    -การตรวจวัดเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

    -มีช่วงเวลาห่างจากเหตุการณ์นานแค่ไหน?

    -วิธีคำนวณย้อนหลังมีความแม่นยำแค่ไหน?

    -มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อค่าที่วัดหรือไม่?

    ทางออกที่ดีที่สุด ปรึกษาทนายตั้งแต่หลังเกิดเหตุทันที

    หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์หรือการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    สิ่งที่ควรทำทันทีคือ อย่ารอ อย่าคิดเอง และอย่าเพิ่งเชื่อคำของบริษัทประกันภัย

    เพราะอะไรต้องรีบปรึกษาทนาย?

    เพราะคดีต้อง “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น หลักฐานหรือข้อมูลบางอย่างต้องเก็บทันที การตอบโต้ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

    เพราะประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

    สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย, แนวทางการต่อสู้คดี, กลยุทธ์การเจรจาหว่านล้อมให้ผู้เสียหายยอม ตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุ” แล้ว

    ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย ย่อมเสียเปรียบอย่างชัดเจน

    ถูกนับผลแอลกอฮอล์ไม่ใช่จุดจบของสิทธิ์คุณ

    การมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์ในการถูกนับผลย้อนหลัง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะ “หมดสิทธิ์” ทันที แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้เท่าทัน และไม่ยอมเสียเปรียบบริษัทประกันภัย

    หากคุณกำลังเจอปัญหานี้

    กรณีถูกประกันภัยปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

    อย่าปล่อยให้เรื่องจบลงง่าย ๆ เพราะในหลายเคสที่ทางสำนักงานเราเคยทำมา ยังไม่มีคดีไหนที่แพ้ เพราะเราดำเนินคดีถึงที่สุด ผู้เสียหายสามารถต่อสู้และเรียกร้องสิทธิ์ได้

    ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรม

    การปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย โดยเฉพาะกรณี แอลกอฮอล์ย้อนหลังจะให้คุณเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง วางแผนคดีได้ถูกต้อง เพิ่มโอกาสได้รับค่าสินไหมฯ อย่างเป็นธรรม

    อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ ทำให้คุณเสียสิทธิ์

    นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทำไมผู้เอาประกันภัยต้องระวัง? และเหตุใดการมีทนายความจึงสำคัญ

    “เมาต้องไม่ขับ” เป็นหลักการที่ทุกคนในสังคมรู้ดี กฎหมายไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่า “เมาแล้วขับ” โดยทันที ผู้ขับขี่ที่มีระดับแอลกอฮอล์สูงกว่ากฎหมายกำหนด อาจมีความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง รวมถึงอาจส่งผลต่อสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยด้วย

    แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะ “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นเทคนิคหรือกลยุทธ์หนึ่งที่บริษัทประกันภัยบางแห่งนำมาใช้ในการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ผู้เอาประกันภัยอาจไม่ได้ถูกตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเวลาที่ชัดเจนตามกฎหมายกำหนด หรือไม่ได้ถูกแจ้งให้ทราบตั้งแต่ต้นว่าจะมี “การคำนวณย้อนกลับ (Retroactive Calculation)” นำมาประเมินความรับผิดชอบภายหลังเหตุเกิดขึ้นแล้ว

    บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปทำความเข้าใจว่า “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” คืออะไร ทำไมผู้เอาประกันภัยต้องระวัง และเหตุใดการมีทนายความตั้งแต่แรกจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในการต่อสู้ทางกฎหมายและการเจรจาเรียกร้องค่าสินไหม

    นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังคืออะไร?

    โดยทั่วไปแล้วการตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องทำในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์มากที่สุด เพราะระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการดูดซึม (absorption) และการขับออกของร่างกาย (elimination)

    อย่างไรก็ตาม ในบางเคส บริษัทประกันภัยกลับใช้วิธี “คำนวณย้อนหลัง” เพื่อประเมินระดับแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุ แม้ว่าผู้ขับขี่จะไม่ได้ตรวจทันที, ผลตรวจออกมาหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุ, บริษัทไม่เคยแจ้งว่ามีการใช้วิธีนับย้อนหลังในกรมธรรม์ หรือกรมธรรม์ไม่ได้เขียนเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่แรก นั่นทำให้ผู้เอาประกันภัยหลายรายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทสามารถใช้ตัวเลขที่คำนวณขึ้นภายหลังเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ง่าย ๆ

    เมื่อเกิดเหตุแล้วบริษัทจึงบอกว่า “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แบบนี้ยุติธรรมหรือไม่?

    ในทางหลักการของสัญญาประกันภัย บริษัทต้องแจ้งเงื่อนไขอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น แต่ในทุกกรณีบริษัทประกันภัยกลับปฏิเสธผู้เสียหาย โดยไม่มีการระบุให้ชัดว่า “จะมีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” หรือ “จะตีความผลตรวจแบบย้อนหลังได้อย่างไร” สิ่งนี้ทำให้ผู้ขับขี่จำนวนมากตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ เพราะหลังเกิดเหตุและพบว่ามีค่าแอลกอฮอล์ แม้ไม่แน่ชัดว่าในขณะขับรถมีเท่าไร บริษัทประกันภัยกลับใช้ช่องว่างดังกล่าวปฏิเสธค่าสินไหมอย่างง่ายดาย

    ตัวอย่างเคสจริง: ความเสียหายแค่ 60,000 กว่าบาท แต่บริษัทประกันภัยปฏิเสธเพราะ “นับผลย้อนหลัง”

    ในเคสหนึ่ง ผู้เสียหายขับรถเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายประเมินราคาเพียง 60,000 กว่าบาท ทว่า บริษัทประกันภัยกลับอ้างว่า:

    “คำนวณผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้ว พบว่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงปฏิเสธค่าสินไหม”

    นี่คือจุดที่หลายคนอาจยอมแพ้ เพราะคิดว่าคงไม่มีทางสู้บริษัทประกันภัยได้ แต่ผู้เสียหายรายนี้ไม่ยอม จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความ

    ผลลัพธ์คือ…ภายใน ไม่ถึง 1 เดือน บริษัทประกันภัยยอมชดใช้เต็มจำนวน! คำถามคือ…ทำไมบริษัทถึงยอมชดใช้ทันทีที่มีทนายเข้ามา?

    ทำไมทนายความจึงทำให้บริษัทประกันภัยยอมชดใช้ได้?

    -ทนายความรู้ช่องโหว่ข้อกฎหมายและเงื่อนไขในกรมธรรม์

    การ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่สิ่งที่บริษัททำได้ตามอำเภอใจ หากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน หรือไม่ได้แจ้งไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ การปฏิเสธจึงอาจขัดต่อหลักกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและสัญญาประกันภัยได้

    ทนายจะสามารถโต้แย้งได้อย่างตรงจุด และใช้ข้อกฎหมายบังคับให้บริษัทต้องชดใช้

    -บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนที่รถจะชน”

    บริษัทประกันภัยมีฝ่ายกฎหมายดูแลทุกเคสอยู่แล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีทนาย จะเสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีทนายความตรวจสอบเอกสาร ประเมินข้อเท็จจริง และโต้แย้งกับบริษัท จะทำให้บริษัทไม่สามารถเอาเปรียบผู้เสียหายได้

    -ทนายความสามารถเร่งรัดการเจรจากับบริษัทประกันภัยได้

    บริษัทประกันภัยรู้ว่าหากปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง อาจเสียเวลามากกว่าและเสียค่าปรับหรือค่าเสียหายที่สูงกว่าเดิม จึงยอมเจรจาเพื่อจบเรื่องเร็วที่สุด

    -ทนายสามารถปกป้องสิทธิผู้เอาประกันภัย

    ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งได้รับค่าสินไหม ทนายความจะดูแลขั้นตอนทั้งหมด เพื่อให้ผู้เสียหายไม่ต้องถูกกดดันหรือหลอกให้ยอมความโดยไม่ชอบธรรม

    หากคุณถูกบริษัทประกันภัย “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ควรทำอย่างไร?

    1. อย่าตกใจ และอย่าเพิ่งยอมรับคำปฏิเสธ

    หลายกรณีบริษัทประกันภัยใช้คำศัพท์ทางเทคนิคเพื่อขู่ให้ผู้เอาประกันภัยยอมแพ้
    อย่ารีบเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่ปรึกษาทนาย

    2. รวบรวมหลักฐานทันที

    • สลิปใบเป่าแอลกอฮอล์
    • บันทึกประจำวัน
    • รูปถ่ายที่เกิดเหตุ
    • สำเนาหน้าตารากรมธรรม์ประกันภัย

    3. ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด

    การมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเดินเรื่องหรือให้คำแนะนำตั้งแต่แรก คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิของคุณโดยไม่เสียเปรียบบริษัทประกันภัย

    “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กลยุทธ์ที่ต้องระวัง หากไม่มีทนายเดินเรื่องมีแต่จะเสียบเปรียบประกันภัย

    บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจใช้วิธีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด แม้ค่าสินไหมจะไม่กี่หมื่นบาทก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายมีทนายความเข้ามาเดินเรื่องให้ บริษัทกลับยอมชดใช้โดยเร็ว เพราะรู้ว่าหากต่อสู้ก็อาจแพ้ในทางกฎหมาย เพราะฉะนั้น หากคุณคือผู้เสียหายที่ถูกบริษัทประกันภัย “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอให้บริษัทเอาเปรียบ ปรึกษาทนายความได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

    จำไว้ว่า…

    บริษัทประกันภัยนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย

    ในหลายปีที่ผ่านมา มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ด้วยเหตุผลว่า “ขณะเกิดเหตุมีแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

    แต่สิ่งที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภคคือ การที่บางบริษัทประกันภัย นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยไม่ได้อ้างอิงค่าที่ตรวจได้จริงในขณะเกิดเหตุ หากแต่ใช้ “คู่มือตีความภายใน” มาคำนวณย้อนกลับว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่จะลดลงเฉลี่ย 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วจึงตีความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

    แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในทางกฎหมายและความยุติธรรมของระบบประกันภัยว่า “บริษัทประกันภัยมีสิทธินับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเองหรือไม่?”

    กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ขณะเกิดเหตุเท่านั้นที่สำคัญ

    ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43(2) ระบุชัดเจนว่า

    “หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย”

    นั่นหมายความว่า การพิจารณาว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์หรือไม่ ต้องดูจาก ผลตรวจจริง “ขณะเกิดเหตุ” หรือใกล้เคียงกับเวลานั้นมากที่สุด
    ไม่ใช่การคำนวณย้อนหลัง หรือสมมุติค่าแอลกอฮอล์จากสูตรเฉลี่ยตามคู่มือภายในของบริษัทประกันภัย

    ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัย “ตีความเอง” ว่าสามารถนับผลย้อนหลังได้ จึงเป็นการ ฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาประกันภัย และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดรองรับ

    คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง “เชื่อถือไม่ได้”

    ในคดีหนึ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่น่าสนใจมาก
    ศาลได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทประกันภัยนำเพียง “คู่มือตีความกรมธรรม์” มาอ้างว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เอาประกันจะลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วคำนวณย้อนหลังเพื่ออ้างว่าผู้เอาประกันมีปริมาณเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น

    เป็นพยานหลักฐานที่ “มีน้ำหนักน้อย” และ “เชื่อถือไม่ได้”

    ศาลเห็นว่า การคำนวณย้อนหลังลักษณะนี้เป็นการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย และส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมในสัญญาผู้บริโภค

    ศาลจึงวางหลักสำคัญไว้ว่า

    “เมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางมากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้การคำนวณภายในฝ่ายเดียว”

    กล่าวคือ หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือผลตรวจจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ เวลาที่เกิดเหตุ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองได้

    ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด คปภ. กลับไม่ลงโทษบริษัทประกันภัย

    แม้จะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วางหลักไว้ชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ
    เมื่อบริษัทประกันภัยปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมด้วยเหตุผลเรื่องแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แล้วผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

    หลายกรณีกลับพบว่า คำสั่งของ คปภ. เองก็ยังยึดแนวทางเดียวกับบริษัทประกันภัย โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน

    ทนายอาร์มได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เมื่อศาลพิพากษาชัดว่าบริษัทประกันภัยทำผิด แต่ทำไม คปภ. ถึงไม่ลงโทษบริษัทเหล่านั้น?”

    สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในระบบกำกับดูแล ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากถูกเอาเปรียบซ้ำซ้อน ทั้งจากบริษัทประกันภัย และจากหน่วยงานที่ควรคุ้มครองสิทธิของประชาชน

    ผู้บริโภคควรทำอย่างไร หากถูกปฏิเสธเพราะประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง?

    อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ

    หากบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้ขับขี่ “มีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดขณะขับขี่” แล้วปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ควรรีบปรึกษาทนายความทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อสู้ด้วยตัวเอง

    หลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่เราอธิบายความจริง เขาก็น่าจะเข้าใจ” หรือ “เรามีผลตรวจจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว ก็น่าจะพอ” แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและทนายความอยู่เบื้องหลัง พวกเขารู้ช่องว่างของสัญญา รู้แนวทางตีความในชั้นศาล และรู้แม้กระทั่งว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่กล้า” ฟ้อง

    หากคุณไม่มีทนายความที่เข้าใจระบบประกันภัยคอยวางรูปเรื่องตั้งแต่ต้น ไม่มีทางเลยที่คุณจะรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่มีทางที่จะไม่ถูกเอาเปรียบ

    เพราะ ทุกถ้อยคำในสัญญา หรือ ทุกจุดเล็ก ๆ ในรายงานผลแอลกอฮอล์ สามารถถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดได้ทั้งสิ้น
    บริษัทประกันภัยอาจใช้ถ้อยคำคลุมเครือในสัญญา เช่น “หากมีแอลกอฮอล์ในเลือด” โดยไม่ระบุชัดว่า “ต้องวัด ณ เวลาที่เกิดเหตุ” ซึ่งเปิดช่องให้บริษัทนำมาใช้ตีความย้อนเวลาเองได้

    หากไม่มีทนายความมาเดินเรื่องตั้งแต่ต้น ผู้บริโภคมักจะ “ตกหลุม” ทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว  จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎหมายจริง

    ไม่สนับสนุนให้ขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน

    ทนายอาร์มยืนยันว่า

    “เราไม่สนับสนุนให้ใครขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน”

    การตีความผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนอกจากจะขัดต่อสัญญาประกันภัยแล้ว ยังเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่ผิด” ให้กับระบบคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะจะเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธค่าสินไหมโดยอ้างเหตุผลใดก็ได้

    ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองเพราะข้ออ้างเรื่อง “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง”
    อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภคและประกันภัยเพื่อให้กฎหมายคุ้มครองสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

    บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะมีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?

    หากถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่า “มีแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แล้วปฏิเสธค่าสินไหม อย่ารอให้เสียเวลาไปกับการไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายบริษัทจะใช้ข้อกฎหมายตีความให้คุณเสียเปรียบอยู่ดี รีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย
    เพื่อให้ทนาย “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น เพราะเพียงแค่ก้าวแรกที่ผิดพลาด คุณอาจเสียสิทธิ์ทั้งหมดที่ควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย

    การนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่หลักฐานที่กฎหมายยอมรับ บริษัทประกันภัยไม่มีสิทธิคำนวณย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่พึงได้ เพราะกฎหมายอยู่ข้างผู้บริโภคที่ถูกต้องเสมอและ “การมีทนายอยู่ข้างคุณ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกของสัญญาและการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนที่ไม่เป็นธรรม หากถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คลิก >>>ติดต่อเรา<<< หรือโทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661

    เป่าแอลกอฮอล์ ผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    คดีเมาแล้วขับ คดีความนี้ไม่มีผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดที่อยากจะโดนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ เมาแล้วขับ จริง ๆ แต่คงเป็นเพียงความคิดเท่านั้น เพราะทุกวันนี้เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุรถชน แน่นอนว่าก็ไม่วายที่จะถูกมองว่าเมาแล้วขับ จากการที่คุณถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้คุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกกล่าวว่า

    เป็นเหตุให้ต้องโดนคดีเมาแล้วขับอย่างแน่นอน จากการทำคดีเมาแล้วขับของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 90% ของผู้เสียหายที่มาให้เราทำคดีความให้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้กลายเป็นบุคคลที่เมาแล้วขับไปโดยปริยาย และแม้ว่าคุณจะยืนกรานอย่างไรว่าไม่ได้เมาแล้วขับก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ้นคดีเมาแล้วขับไปได้ และเมื่อคุณถูกแจ้งว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นั่นคือแน่นอนแล้วว่าคุณจะไม่ได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างแน่นอน

    กรณีตัวอย่าง : ผู้เสียหายถูกประกันปัดจ่ายกับข้ออ้างเดิม ๆ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    คดีเมาแล้วขับ คดีความที่ไม่มีใครอยากโดน ผู้เสียหายท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่คงไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อประกันภัยหัวแพทย์หยิบยื่นคดีเมาแล้วขับมาให้ถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุรถชน ภายหลังเกิดเหตุตัวแทนประกันได้มาและผู้เสียหายได้เป่าแอลกอฮอล์ได้ผลเพียง 13 Mg.% เท่านั้น แต่กลับโดนบริษัทประกันปัดจ่ายไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ  ยืนยันอ้างว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง ผู้เสียหายจึงโร่เดินทางร้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่ไม่เป็นผลเมื่อบริษัทประกันยังยืนยันไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น จนผู้เสียหายสุดทนกับการที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม เคสนี้จึงได้ถึงมือ #ทนายอาร์ม  ในที่สุด ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ได้ดำเนินคดีเมาแล้วขับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายท่านนี้ 

    หากเจอกรณีแบบเคสตัวอย่างนี้ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำว่า ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีดีกว่า ดีกว่าเดินเรื่องเอง หรือถูกบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอที่ไม่ธรรมให้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงแล้ว การมีคดีเมาแล้วขับยังเสียเวลาและเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอีกด้วย

    4 กรณี ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% ก็ถือว่า “เมาสุรา”

    อย่างที่ทราบกันในคดีเมาแล้วขับหากผู้ใดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 Mg.% ถือว่า เมาสุรา อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีนี้ที่หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 Mg.% ถือว่าเมาสุรา มีดังต่อไปนี้

    • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
    • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
    • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
    • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรือเป็นผู้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

    คดีเมาแล้วขับตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 Mg.% แต่ในความเป็นจริงแล้วในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก คือ การมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่นั้นปลอดภัยที่สุด หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านสามารถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก คดีเมาแล้วขับก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

    คดีเมาแล้วขับ คดีความสุดฮิตที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

    คดีเมาแล้วขับ เรียกได้ว่าเป็นคดีสุดฮิตที่มีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้จะเป็นข่าวดังถึงขั้นออกรายการ “#โหนกระแส” กันมาแล้ว แต่บริษัทประกันภัยก็ยังทำแสบไม่หยุด จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สำนักงานของเราได้รับทำคดีเมาแล้วขับมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

    นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลยุทธ์เด็ดจากบริษัทประกันภัย

    คดีเมาแล้วขับ กลยุทธ์เด็ดของที่ประกันภัยมักนำมาใช้ นั่นก็คือการประวิงเวลาให้ผู้เสียหายตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทิ้งระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุ หลังจากนั้นจะหยิบยกเอาทฤษฎีว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนเราจะลดลง 15 Mg.% ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง แล้วจะนำมาคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นระหว่างตอนเกิดเหตุจนถึงตอนที่ได้ตรวจวัด คดีเมาแล้วขับจึงเป็นเรื่องที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยพากันออกมาร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ว่าการที่บริษัทประกันภัยใช้วิธีการแบบนี้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายเอาเสียเลย แถมยังดูเป็นการจงใจ ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแรกอีกด้วย

    ผู้เสียหายหลายท่านเจอแบบนี้ก็ถึงกับไปไม่เป็น บางรายเจอคดีเมาแล้วขับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เมาแล้วขับ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย ก็ดันถูกทำให้กลายเป็นบุคคลเมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ซะอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังดูปัดความรับผิดชอบไม่สมกับเป็นบริษัทประกันที่ควรจะเป็นมิตรแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้เสียหายถูกเอาเปรียบนานเข้า ก็เริ่มทนไม่ไหว จากที่ไม่ได้ต้องการที่จะมีสถานเป็นโจทก์ หรืออยากมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ต้องมาให้ทนายอาร์มดำเนินคดีความให้ เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยทำให้ต้องดำเนินคดี หากรับผิดชอบตั้งแต่แรก คงไม่มีคดีเมาแล้วขับ หรือการดำเนินคดีความกับบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้

    หากผู้เสียหายท่านใด เกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วถูกบริษัทประกันใช้กลยุทธ์ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธการจ่าย ปัดความรับผิดชอบเช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ทนายอาร์ม และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอง ไม่ต้องเจรจาให้เสียเวลา เสียการ เสียงาน  หาทนายความปรึกษาคดีเมาแล้วขับทันที สามารถทักมาปรึกษาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือ เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

    ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้เหรอ?

    กลับคำ!!! ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ทั้งที่ตอนแรกประกันบอกรับผิดชอบ และลูกความได้เอารถเข้าซ่อมระยะเวลาเป็นเดือน

    สุดท้ายประกันโทรมา อ้างเรื่องการวัดผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ลูกความเป่าได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันอ้างว่าก่อนที่จะเป่าปริมาณแอลกอฮอล์จะต้องมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และไม่รับผิดชอบอะไรเลย แถมประกันยังให้ลูกความหาทนายไปฟ้องร้องเอาถ้าอยากจะสู้คดี…

     นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหลายเคสหลายเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายหลายท่านเจอบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นำมาอ้างปฏิเสธการจ่าย เรียกได้เป็นกลยุทธ์เด็ดกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทที่มักนำมาใช้อ้างหลังจากเกิดอุบัติเหตุเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แต่กรณีในคลิปด้านล่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยที่ดูมีความน่าเชื่อถือ ที่เขาเชื่อใจซื้อประกันนภัยกับที่นี่ จะตอบแทนเขาด้วยการปฏิเสธการรับผิดชอบอย่างไม่ใยดีเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

    เหตุการณ์ คือ ผู้เสียหายท่านนี้ไปเที่ยวและขับรถกลับประมาณ 03.00 น.  โดยขับรถออกจากสถานที่เที่ยวมาได้เพียง 100 เมตรเท่านั้น ด้วยความที่ถนนเป็นวันเวย์ไม่มีเลนสวน ประกอบกับบริเวณข้างทางได้มีรถกระบะคันหนึ่งท้ายกระบะยื่นออกมาจอดขวางอยู่ จึงทำให้รถผู้เสียหายเกี่ยวเข้ากับท้ายของรถกระบะคันดังกล่าว โดยตรงที่เบียดโดนรถกระบะคู่กรณีไม่เป็นอะไรเลย แต่รถของผู้เสียหายมีการครูดจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง และครูดด้านข้าง และตัวรถไม่ได้มีรอยยุบแต่อย่างใดปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

    ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน อยู่ ๆ มาปฏิเสธกันดื้อ ๆ

    หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว บริษัทประกันก็ได้ดำเนินการจัดซ่อมรถของผู้เสียหายตามปกติ และรถของผู้เสียหายได้ซ่อมไปแล้วเป็นเวลา 1 เดือน แต่หลังจากนั้นประกันภัยได้โทรกลับมาบอกกับผู้เสียหายว่า “ไม่รับผิดชอบการซ่อมรถให้ผู้เสียหายแล้วนะ” นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังผู้เสียหายถึงกับงงจากที่ตอนแรกประกันภัยรับผิดชอบแล้ว อยู่ ๆ ก็โทรมาบอกว่าไม่รับผิดชอบแล้วซะอย่างนั้น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ข้ออ้างที่ประกันโทรมาปฏิเสธผู้เสียหายอย่างดื้อ ๆ ก็คือ ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ภายหลังนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันดันโทรมากลับคำบอกว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ซึ่งตามกฎหมายและผู้เสียหายก็ทราบดีและเข้าใจว่าห้ามเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และตัวผู้เสียหายเองก็มีปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเกิดอาการงงและตั้งคำถามว่า นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันภัยนึกจะปฏิเสธก็ปฏิเสธกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

    ประกันภัยยันไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา

    หลังจากโทรมาแจ้งปฏิเสธไม่รับผิดชอบนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต่อผู้เสียหายยังไม่พอ ทางประกันจอมเจ้าเล่ห์หักหลังบอกกับผู้เสียหายว่า “ให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา” และยืนยันไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ซ้ำยืนยันปฏิเสธอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินไปแล้ว บอกว่าเหตุเกิดจากความประมาท เจอแบบนี้ผู้เสียหายถึงกับเงิบเลยทีเดียวเมื่อเจอบริษัทประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธความรับผิดชอบ

    ความรู้สึกของผู้เสียหายหลังถูกประกันปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

    หากถามถึงความรู้สึกหลังถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนั้น การที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายผู้เสียหายตอบว่าตนไม่เข้าใจการกระทำของบริษัทประกันภัยอย่างมาก อีกทั้งก็ได้มีการโทรไปต่อว่าทางประกันภัยเหมือนกันว่า “ทำไม เราซื้อประกันภัยกับเขา บริษัทต้องคุ้มครองดูแลเรา”  ณ ตอนนั้นผู้เสียหายรู้สึกว่า ตนก็เป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามหลักแล้วบริษัทประกันต้องดูแลคุ้มครอง แต่ดันกลับมานับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังปฏิเสธลูกค้า และทิ้งลูกค้าเผชิญหน้าทิ้งกันกลางทางอยู่คนเดียว ในส่วนรถของผู้เสียหายจากที่ตอนแรกบริษัทเอาไปดำเนินการซ่อมก็กลับมาทิ้งให้ผู้เสียหายแบกรับภาระและจัดการเองทั้งหมด  ทั้ง ๆ ที่ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน

    หลังเจอประกันท้าหาทนายฟ้อง ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อเรา

    หลังจากผู้เสียหายถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทิ้งกลางทางแบบดื้อ ๆ อีกทั้งยังท้าให้หาทนายฟ้องร้องเอาเองอีก จึงไม่รอช้ารีบติดต่อหาทนายทันทีแบบไม่คิด เพราะที่เจอมาทั้งหมด เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่มาเจอเหตุการณ์และบริษัทประกันภัยแบบนี้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุก็เจ็บช้ำใจมากพออยู่แล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย หลงอุ่นใจว่ามีบริษัทประกันดี อุ่นใจว่ารถมีประกันภัย และเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่า บริษัทต้องช่วยเหลือคุ้มครองเราเหมือนอย่างตอนที่เขาให้เราซื้อประกันด้วย เจอประกันทิ้งกลางทาง แถมท้าให้ฟ้องก็จัดการให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ทันที หากเจอมุกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ต้องปรึกษาทนายเท่านั้น

    มีทนายไว้อุ่นใจกว่า

    ไม่ต้องรอให้ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังงัดมุกไหนมาหัวหมอใส่ หลังเกิดเหตุรีบปรึกษาทนายทันที เพราะมีทนายไว้ตั้งแต่แรกอุ่นใจ และสะดวกกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

    -ไม่ต้องคุยหรือเจรจากับประกัน จึงไม่ต้องไปเสียรู้กับกลยุทธ์ของประกัน เพราะทนายจะคุยให้เอง

    -ไม่ต้องเดินเรื่อง ติดตามผลเอง และไม่ต้องเสียเวลา เพราะทนายจะดำเนินการเดินเรื่องเรียกร้องให้ทั้งหมด

    -ทนายจะเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรกเริ่มของการเดินเรื่องจนวินาทีสุดทท้ายที่คดีความสิ้นสุด  

    เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ ต้องโดนปรับ แถมประกันก็ไม่จ่าย

     สาเหตุที่บริษัทประกันปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายปฏิเสธการรับผิดชอบต่อผู้เสียหายนั้น ก็เพราะว่าบริษัทประกันจะมีข้อกำหนดว่า “จะไม่จ่ายค่าเสียหายให้ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการแจ้งข้อหากรณีเมาแล้วขับ ถึงแม้จะทำประกันชั้น 1 ทางประกันก็ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียหายต่อผู้เอาประกันหรือคู่กรณี

    แต่ถ้าถามว่า กรณีเมา แล้วประกันภัยรถยนต์ของคุณเป็นภาคสมัครใจไม่จ่าย แล้วประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ล่ะ จ่ายให้หรือไม่ ?

              คำตอบ คือ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ ไม่ว่าคุณจะเมาไม่มีใบขับขี่ หรือทำผิดกฎหมายจราจรข้อใด พ.ร.บ.ก็จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้หมดเมื่อเกิดเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้กับคู่กรณี และจ่ายแค่ความเสียหายต่อบุคคลเท่านั้น ส่วนความเสียหายต่อรถของคู่กรณีคุณต้องจ่ายค่าเสียหายชดใช้ให้แก่คู่กรณีเองทั้งหมด

              ดังนั้น หากเมาแล้วอย่าขับเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน เสียประวัติ แถมยังเสียเงิน มีแต่เสียกับเสียแบบนี้ไม่ดีแน่

    ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

    ประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์หงายการ์ด ก่อนเกิดเหตุต้องเมาแน่

     แบบนี้ก็มีด้วยหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วโดนจับเป่าแอลกอฮอล์ แต่ผลออกมาไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กลับถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังอ้าง…ก่อนเกิดเหตุ ต้องเกินจากนั้นแน่นอน หัวหมอใส่ผู้เสียหายทันทีรีบหงายการ์ดทีเด็ดยกสูตรคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธการชดใช้ อ้างว่าก่อนเป่าผู้ขับขี่ต้องเมากว่านี้แน่    กลยุทธ์แบบนี้นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังรีบรู้ไว้แล้วจำให้ขึ้นใจ หากเจอบริษัทกันภัยทำแบบนี้ใส่ อย่าไปยอมเสียรู้ตกเป็นเหยื่อเด็ดขาดปรึกษาทนายด่วน  

    ฝากถึงผู้เสียหายทุกท่านที่ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์มือหนึ่งยินดีให้บริการ

    เมื่อ “แอลกอฮอล์” กลายเป็นประเด็นในคดีประกันภัย : กรณีศึกษาและกลยุทธ์การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    ในโลกของ คดีประกันภัย หลายครั้งที่ผู้เอาประกันหรือลูกค้าต้องเผชิญกับเทคนิคทางกฎหมายและกลยุทธ์การตีความจากบริษัทประกันภัย ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เอาประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ แอลกอฮอล์ ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    หนึ่งในกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องราวของลูกความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยที่ใช้วิธี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อหาช่องทางปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้ในความเป็นจริงผู้เอาประกันจะไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ตาม

    กรณีตัวอย่าง : อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดและประเด็นการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

    ลูกความรายนี้ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถของการทางพิเศษในขณะขับรถกลับจากที่ทำงาน หลังเกิดเหตุได้ติดต่อบริษัทประกันภัยทันที แต่ทางบริษัทกลับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่เคลมไม่สามารถขึ้นมาบนทางด่วนได้ ต้องนัดหมายให้ผู้เสียหายลงมาพบที่ด้านล่าง ซึ่งทำให้เสียเวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง

    เมื่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันมาถึง กลับยืนยันให้ผู้เสียหายไปตรวจวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ แม้ว่าผู้เสียหายจะแจ้งแล้วว่าไม่ได้ดื่มจนเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็ตาม ผลการตรวจพบว่ามีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายกำหนด และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งข้อหาเพียง “ขับรถโดยประมาท” เท่านั้น

    แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ หลังจากผู้เสียหายได้รับใบเคลมแล้วเกือบหนึ่งเดือน บริษัทประกันภัยกลับแจ้งปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างประเด็น แอลกอฮอล์ และยังให้ผู้เสียหายชดใช้ค่าเสียหายแทนส่วนที่บริษัทได้จ่ายไปให้คู่กรณีอีกด้วย

    ประเด็นทางกฎหมาย : แอลกอฮอล์กับคดีประกันภัย

    ตามกฎหมายจราจรทางบก กำหนดว่าผู้ขับขี่ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ต้องมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กรณีนี้ผู้เสียหายมีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันกลับใช้ประเด็นนี้เป็นเหตุผลในการ ปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

    สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทฯ พยายามใช้วิธี “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ การนำเวลาที่ผู้เสียหายเสียไปก่อนตรวจวัด (เกือบ 1 ชั่วโมง) มาคำนวณย้อนกลับว่าจริง ๆ แล้วตอนเกิดเหตุอาจมีค่าเกินที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าผลตรวจจริงในเวลาที่วัดจะไม่เกินก็ตาม

    กลยุทธ์นี้กลายเป็นช่องทางให้บริษัทประกันใช้เพื่อเอาเปรียบลูกค้าในหลายกรณี ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมและอาจเข้าข่ายเป็นการเลี่ยงความรับผิดโดยไม่สุจริต

    ตีแผ่กลยุทธ์การ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”ของบริษัทประกันภัย

    วิธีการนี้คือ การอ้างหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าร่างกายใช้เวลาในการสลายแอลกอฮอล์เฉลี่ยชั่วโมงละ 10–15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากผู้เสียหายมีค่า 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในเวลาตรวจ อาจถูกตีความว่าตอนเกิดเหตุจริงมีค่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และถือว่าผิดกฎหมาย

    แม้ในความจริง การคำนวณเช่นนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัว เพศ ช่วงเวลาที่ดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ที่บริโภค และระยะการเผาผลาญของร่างกาย แต่บริษัทประกันภัยกลับใช้วิธี นับย้อนหลัง โดยไม่สนใจความเป็นจริง เพื่อหาข้ออ้างในการไม่ชดใช้ค่าสินไหมให้ผู้เสียหาย

    ผลกระทบต่อผู้บริโภค

    ในมุมของผู้เสียหาย ถือว่าเสียเปรียบอย่างมาก เพราะในวันเกิดเหตุได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ทั้งแจ้งเหตุ ติดต่อบริษัทประกันภัย และยอมตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่กลับต้องรอเกือบ 1 เดือนเพื่อมาทราบว่าบริษัทปฏิเสธการซ่อมรถ

    ผลที่เกิดขึ้นคือ

    • รถไม่ได้รับการซ่อมตามสัญญา
    • ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่บริษัทไปจ่ายให้คู่กรณี
    • เสียเวลาและโอกาสจากการรอคำตอบเกือบเดือน
    • เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจในบริษัทประกันภัย

    นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคอาจตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ซับซ้อน หากไม่มีความรู้หรือไม่มี ทนายความ คอยให้คำปรึกษา

    บทเรียนสำคัญจากคดีประกันภัยกรณีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    1.อย่าชะล่าใจ – แม้คิดว่าตนเองไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันอาจใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาตีความในทางเสียเปรียบ

    2.ควรตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัดเจน – เงื่อนไขบางข้อเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธค่าสินไหม

    3.ไม่ควรต่อสู้เพียงลำพัง – คดีประกันภัยที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์มักซับซ้อนและเต็มไปด้วยเทคนิคการตีความ ควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดำเนินการ

    4.เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน – ตั้งแต่การแจ้งเหตุ การติดต่อบริษัท การตรวจวัดแอลกอฮอล์ ควรมีเอกสารหรือพยานยืนยันเพื่อใช้ต่อสู้หากเกิดข้อพิพาท

    ปกป้องสิทธิด้วยความรู้และปรึกษาทนายคดีประกันภัย

    กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า คดีประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จบลงแค่ผลตรวจวัดในวันเกิดเหตุ แต่ยังมีกลยุทธ์ซ่อนอยู่ เช่น การ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ที่ทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม

    ดังนั้น ผู้เอาประกันทุกคนควรตระหนักว่า การมี ทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแลตั้งแต่แรก จะช่วยให้การต่อสู้กับบริษัทประกันเป็นไปอย่างมั่นใจและมีโอกาสได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

    เพราะในโลกของคดีประกันภัย “ความรู้ทางกฎหมาย” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด และ “ทนายความ” คือผู้ที่จะทำให้ผู้บริโภคไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมการเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย

    หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยที่กำลังใช้กลยุทธ์นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาเอาเปรียบ อย่ารอช้า >>ติดต่อเรา<< เพื่อปรึกษาทนายความทันที

    เมื่อบริษัทประกันใช้มุกเด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมฯ ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องให้?

    หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยจำนวนมากนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย คือการอ้าง ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้ว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะขับขี่จริง ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัยมานักต่อนักแล้ว

    ณ จุดนี้ จึงทำให้ผู้เสียหายหลายคนอาจเกิดความสับสนว่า หากตรวจวัดผลแอลกอฮอล์แล้วไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมบริษัทประกันภัยถึงปฏิเสธความรับผิดต่อผู้เสียหาย? และเหตุใดจึงต้องให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เข้าดำเนินการให้ดีกว่าไปเดินเรื่องเอง บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจพร้อมยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมาให้ชมกัน

    กรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

    เคสนี้เป็นเรื่องราวของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ชี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากอุบัติเหตุอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องกังวล หากแต่การถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังจากบริษัทประกันภัยนั้นสามารถกลายเป็นภาระใหญ่ที่ตามมาได้ โดยผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย แต่ไม่ได้ดื่มเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดขณะเกิดเหตุ หลังจากที่เกิดเหตุผู้ขับขี่ก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผ่านการเป่าลมหายใจ และผลตรวจยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในขณะขับขี่

    บริษัทประกันภัย “ฉวยโอกาส” จากช่องว่างของเวลา?

    แม้ผลตรวจจะไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดอย่างที่กล่าวไป ซึ่งในเงื่อนไขกรมธรรม์หรือกฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่า “ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด” หากอยู่ในปริมาณขอบเขตที่กำหนด แต่บริษัทประกันภัยกลับยืนยันปฏิเสธความรับผิดและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ บริษัทฯ อ้างว่าขณะเกิดเหตุผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่านี้ และยึดหลักการคำนวณโดยไม่แม้แต่จะคำนึงถึงการอ้างอิงหลักการทางการแพทย์ หรือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ มาประเมินย้อนหลัง จึงถือว่าผู้ขับขี่เมาแล้วขับ และไม่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

    เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจให้ทนายความเข้ามา “เปลี่ยนเกม”

    เมื่อผู้เสียหายถูกปฏิเสธสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นตัวแทนดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย โดยเราเริ่มจากการส่งหนังสือทวงถาม (Notice) ไปยังบริษัทประกันภัย แต่ก็ยังคงได้รับการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ ด้วยเหตุผลเดิมที่ไร้หลักการทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้

    เราจึงยกระดับกระบวนการ โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. แต่อย่างไรก็ตาม คำตอบจาก คปภ. กลับเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะหน่วยงานระบุว่า “ไม่มีอำนาจในการชี้ขาดข้อพิพาท” ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ

    ศาลจึงคือที่พึ่งสุดท้าย และชัยชนะของความถูกต้อง

    หลังจากหน่วยงานที่หลายคนเข้าใจว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ ก็กลับไร้ความสามารถต่อผู้เสียหายในกระบวนการไกล่เกลี่ย เราจึงนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทันที เมื่อถึงขั้นตอนการสืบพยาน ศาลได้รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จนท้ายที่สุดมีคำพิพากษาว่า บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบและจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยระบุว่า การคำนวณ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่บริษัทอ้างอิงนั้น ไม่มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้

    ทำไมเทคนิค “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ถึงเป็นกับดัก?

    หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เทคนิคการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งนำมาใช้กันเป็น “ระบบ” และจากประสบการณ์ของทีมทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพบว่าบริษัทประกันภัยแทบทุกแห่งในตลาด ต่างเคยใช้เทคนิคนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดกันมานักต่อนัก

    แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่รองรับ แต่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือไม่ได้มีทนายความที่รู้ทันเทคนิคการเอาเปรียบของบริษัทประกันภัยก็มักจะ “ยอมจำนน” และสูญเสียสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเสียรู้บริษัทประกันภัยนั่นเอง

    คำถามที่พบบ่อย บริษัทไหนใช้เทคนิคนี้?

    หลายคนอาจสงสัยว่า บริษัทใดกันแน่ที่ใช้วิธีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม? คำตอบที่เราสามารถยืนยันได้คือ บริษัทประกันภัยแทบทั้งหมดมีการใช้เทคนิคนี้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายผู้เสียหายไม่มีทนายความที่รู้ทันกลยุทธ์นี้มาดำเนินเรื่อง เพราะถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเอง แม้จะเป็นการผลักภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันก็ตาม

    กรณีนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เมื่อไม่มีทนายความเข้ามาต่อสู้ทางกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยอาจหมดทางเลือก และถูกลากไปจนยอมให้บริษัทประกันเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและคำตอบเองโดยไม่มีการถ่วงดุลเลย

    รู้เท่าทันประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อไม่เสียเปรียบ

    หากผู้เสียหายในกรณีนี้ ไม่มีทนายความคอยเดินเรื่องหรือต่อสู้ทางกฎหมายอย่างรู้ทันประกันภัย ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในทางที่เป็นธรรม แม้จะมีความจริงอยู่ฝ่ายตนก็ตาม ดังนั้น การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อเรียกร้องสิทธิ แต่เพื่อ “คุ้มครองสิทธิ” ที่คุณควรได้รับด้วย อย่ายอมให้กลยุทธ์นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีความรู้หรือขาดทนายความในการให้ความรู้และเดินเรื่องให้

    ปรึกษาทนายความทันที หากคุณตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยในการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

    นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วที่สำคัญเลยคือการทำประกันภัยรถยนต์ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของความสบายใจ แต่ควรมาพร้อมกับการ รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะกรณีการอ้าง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกรณีคล้ายกัน หรือกำลังเผชิญการถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอช้าในการปรึกษาทนายความ เพราะทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัยโดยตรง พร้อมให้บริการทางกฎหมายให้คุณได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ควรได้ หากต้องการปรึกษาคดีเกี่ยวกับการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง คลิก ติดต่อเรา เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

     “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธสินไหม คำพิพากษาชี้ชัดประกันภัยต้องชดใช้!

    ในโลกของการประกันภัย โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุจราจร การตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้เอาประกัน ซึ่งคดีหนึ่งที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน คือ กรณีบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้าง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ทั้งที่ผลตรวจจริงไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการปฏิเสธที่ไม่ชอบธรรม พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างครบถ้วน

    เหตุการณ์อุบัติเหตุ และข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น : คำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    คดีนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 รถยนต์กระบะทะเบียน 2 XX 3456 กรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ตัวรถได้รับความเสียหาย มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้เอาประกันภัยได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

    รถคันดังกล่าวมีประกันภัยทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ โดยจำเลยที่ 1 คือบริษัทผู้รับประกันภัยภาคบังคับ มีหน้าที่ดูแลความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ส่วนจำเลยที่ 2 คือบริษัท 1234 จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจ มีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมในส่วนของความเสียหายตัวรถ, ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ, ค่ารักษาพยาบาล, และค่าชดเชยกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์

    แต่เมื่อโจทก์ยื่นขอสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กลับถูกปฏิเสธ โดยบริษัทอ้างว่า ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยอาศัยการ “คำนวณย้อนหลัง” จากข้อมูลบางส่วน ทั้งที่ผลตรวจจากสถานพยาบาลแสดงชัดเจนว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เพียง 37 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่ากำหนดของกฎหมายคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    ข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริง

    โจทก์ได้โต้แย้งการปฏิเสธนี้ว่าไม่มีมูลทางกฎหมายหรือวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน โดยชี้ว่า

    • จำเลยไม่มีผลตรวจย้อนหลังที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง
    • ไม่มีข้อมูลด้านดัชนีมวลกายหรือข้อมูลทางสุขภาพของผู้ขับขี่ที่สามารถนำมาคำนวณย้อนหลังได้
    • พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาเมาสุราต่อผู้ขับขี่ ซึ่งแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เห็นว่าผู้ขับขี่เมาในขณะเกิดเหตุ

    โจทก์จึงมองว่าการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเลี่ยงความรับผิด ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและข้อกฎหมาย จึงแต่งตั้งทนายความติดตามทวงถามและขอเอกสารประกอบจากจำเลย แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ไม่ตอบกลับ ไม่แสดงหลักฐาน โจทก์จึงนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล

    คำพิพากษาที่ชี้ชัดถึงความรับผิดของประกันภัย

    ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยอย่างละเอียด ก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คือบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามรายละเอียด ดังนี้:

    1.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ภาคสมัครใจ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ภายในวงเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้

    oหรือเลือก จัดซ่อมรถให้อยู่ในสภาพเดิม

    2.ชำระค่ายกรถ จำนวน 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2566 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

    3.ชำระค่าเก็บรักษารถ เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้อง (18 มิถุนายน 2567) จนกว่าจะชำระค่าสินไหมครบ หรือมีการนำรถออกจากสถานที่เก็บรักษา

    oแต่บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดในค่ายกรถและค่าเก็บรักษา ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อมแซม

    4.ชำระค่าทนายความ จำนวน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์

    5.ชำระค่าธรรมเนียมศาล ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

    6.คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 (บริษัทประกันภัยภาคบังคับ): ศาล ยกฟ้อง โดยให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง7.คำขออื่น ๆ ของโจทก์ ศาล ยกคำขอ

    อย่ารอให้ตกเป็นเหยื่อ ! ปรึกษาทนายคดีประกันภัย หากถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงการใช้ “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” โดยไม่มีหลักฐานรองรับอย่างเป็นทางการ เป็นแนวปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และอาจขัดต่อหลักความเป็นธรรม

    หากผลตรวจแอลกอฮอล์ในร่างกายจากหน่วยงานทางการระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีการตั้งข้อหาจากพนักงานสอบสวน บริษัทประกันภัยไม่สามารถอ้าง “การคำนวณย้อนหลัง” เป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้

    นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้ในลักษณะลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เอาประกันเสียสิทธิ์ ยังอาจนำไปสู่ความเสียหายทางกฎหมายแก่บริษัทเอง

    คดีนี้ยืนยันว่าการตีความสัญญาประกันภัยต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” และ “พยานหลักฐาน” ไม่ใช่การคาดคะเนหรือประเมินจากสมมุติฐานที่ไม่มีที่มารองรับ

    บริษัทประกันภัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติหรือเลี่ยงความรับผิดโดยไม่มีมูล หากมีข้อสงสัยเรื่อง ประกันภัย หรือการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างถูกต้องตามกฎหมายหากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอกรณีคล้ายกัน อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากทนายความ เพราะบางครั้ง “ความเงียบของเรา” อาจกลายเป็นการยอมรับในความไม่เป็นธรรมโดยไม่รู้ตัว ปรึกษากฎหมายแอดไลน์ @Wongsakorn หรือคลิก ติดต่อเรา

    ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปัดจ่าย เจอทนายฟ้องศาล ชนะคดี!

    ในโลกของการประกันภัยรถยนต์ ผู้เอาประกันคงคาดหวังว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น บริษัทประกันภัยจะดำเนินการตามหน้าที่เพื่อช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายให้ตรงไปตรงมา ทว่าความจริงอาจไม่สวยงามเช่นนั้น กรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจคือเหตุการณ์ที่บริษัทประกันภัยใช้วิธี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มาเป็นเหตุผลในการ ปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน และสุดท้ายต้องจบลงด้วยการฟ้องร้องในชั้นศาล

    เคสอุทาหรณ์ เหตุการณ์เริ่มต้น : อุบัติเหตุและการปฏิเสธจากประกัน

    เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้เสียหายรายหนึ่งขับรถยนต์จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยตามหน้าที่ของบริษัทประกันภัยแล้ว จำเป็นต้องเข้ามาสำรวจและประเมินความเสียหาย พร้อมจัดซ่อมให้คืนสภาพเดิมภายในระยะเวลาที่สมควร

    แต่บริษัทประกันภัยกลับมีหนังสือปฏิเสธความคุ้มครอง โดยให้เหตุผลว่า “ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในขณะเกิดเหตุ”

    เมื่อหลักฐานคลุมเครือ ไม่มีผลตรวจจริงในขณะเกิดเหตุ

    แม้จะฟังดูเหมือนบริษัทประกันภัยปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบความคลุมเครือในหลายประเด็น บริษัทฯ ไม่สามารถแสดงหลักฐานการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในขณะเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน ทั้งไม่สามารถยืนยันว่าเครื่องมือที่ใช้ผ่านการรับรองมาตรฐาน และไม่มีลายเซ็นของผู้ขับขี่ในเอกสารยืนยันผลตรวจ

    ประเด็นหลักของคดี ! นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังโดยไม่มีหลักฐาน

    ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือบริษัทประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” โดยไม่มีหลักฐานแสดงผลการวัดแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะเกิดเหตุจริง ซึ่งสวนทางกับคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่ระบุชัดว่า การยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแอลกอฮอล์ ต้องพิจารณาที่ “ขณะเกิดเหตุ” เท่านั้น

    ไม่รอถูกเอาเปรียบนาน ให้ทนายความเดินเรื่องทันที

    เมื่อผู้เสียหายเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องสิทธิในฐานะผู้เอาประกัน โดยทนายความได้ยื่นหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย พร้อมอ้างอิงระเบียบของ คปภ. ว่าการเพิกเฉยหรือประวิงเวลาการพิจารณาเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย พ.ศ. 2566

    ศาลชี้ชัด! บริษัทประกันภัยต้องชดใช้

    ในที่สุด คดีความนี้จึงถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดและมีคำพิพากษาให้บริษัทประกันภัยแพ้คดี โดยศาลชี้ชัดว่าการอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังโดยไม่มีหลักฐานยืนยันสถานะในขณะเกิดเหตุ ถือเป็นการปฏิเสธความรับผิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหายรวมเกือบ 620,000 บาท ได้แก่

    • ค่าซ่อมรถยนต์ 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี
    • ค่ายกลากรถ 4,500 บาท
    • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 50,000 บาท
    • ค่ารักษาพยาบาล 5,506.69 บาท
    • ค่าทนายความ 10,000 บาท

    บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ คือ ผู้บริโภคควรปรึกษาทนายทันทีหลังเกิดเหตุ

    เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคยังคงเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเมื่อเจอกับบริษัทประกันภัยที่มุ่งหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบด้วยเหตุผลอันคลุมเครืออย่างการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่ถูกต้องและชัดเจนนี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยืนยันว่า ผู้เอาประกันควรมี ทนายความที่เข้าใจด้านประกันภัย คอยให้คำแนะนำและช่วยดำเนินคดีหากถูกเอาเปรียบ

    ทนายความที่มีประสบการณ์คดีประกันภัย กรณีประกันภัยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

    สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานกฎหมายที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างผลตรวจแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งตลอดมาทางจากประสบการณ์สำนักงานฯ ยังไม่เคยแพ้คดีลักษณะนี้ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอปัญหาแบบเดียวกัน อย่าเพิ่งยอมแพ้ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความก่อนเป็นอันดับแรกดีที่สุด เพื่อที่คุณจะสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้เต็มที่ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้น เพราะในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทนายเตรียมพร้อมต่อสู้ตั้งแต่รถยังไม่ทันชน แล้วเหตุใดเราจึงไม่ควรมีทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ?

    อย่ารอจนสายเกินไป จนไม่ได้อะไรเลยแม้แต่บาทเดียว — ปรึกษาทนายตั้งแต่แรกคือทางออกที่ดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

    เกือบแล้ว!!! ถ้าไม่มีทนาย ไม่ได้สักบาท เหตุประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    กรณีพิพาทเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทประกันพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการตีความเงื่อนไขกรมธรรม์แบบเข้าข้างตัวเอง หรือการอ้างเหตุผลที่คลุมเครือเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอยกกรณีของคุณ A เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหานี้ได้อย่างชัดเจนกับความหัวหมอและเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

    เคสตัวอย่าง ชนท้ายไม่จ่าย งัดมุกนับผลแอลฯ ย้อนหลัง ยืนยันปฏิเสธท่าเดียว

    เคสนี้คุณ A ขับรถไปชนท้ายรถคันหน้า เนื่องจากเปลี่ยนช่องทางโดยไม่ระมัดระวัง หลังเกิดเหตุ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัยได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุและดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติ รวมถึงตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของคุณ A ซึ่งพบว่าอยู่ที่ 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด (50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) และยังอยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

    เมื่อพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุเห็นว่าไม่มีข้อผิดพลาดที่ขัดต่อเงื่อนไขกรมธรรม์ จึงออกใบติดต่อให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบต่อความเสียหาย โดยในขณะนั้น บริษัทประกันไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบแต่อย่างใด

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสอบสวน และแจ้งข้อหากับคุณ A เพียง ข้อหาขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นความผิดตามปกติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้ตั้งข้อหาขับขี่ขณะมึนเมา เนื่องจากปริมาณแอลกอฮอล์ของคุณ A ไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด

    บริษัทประกันภัยกลับคำปฏิเสธความรับผิดชอบ

    หลังจากที่ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนปกติ จู่ๆ บริษัทประกันภัยกลับเปลี่ยนท่าที ปฏิเสธการรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนและค่าซ่อมรถ โดยอ้างว่าคุณ A มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ ผลตรวจในวันเกิดเหตุชี้ชัดว่าอยู่ที่ 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    การกลับคำของบริษัทประกันภัยในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับคุณ A เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ความไม่เป็นธรรมของบริษัทประกันภัยบางแห่งที่พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการอ้างเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

    ไม่รอให้ประกันเอาเปรียบ ตัดสินใจเข้าพบทนายอาร์มทันที!

    เมื่อต้องเผชิญกับการปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล คุณ A จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความ และได้เข้ามาติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ช่วยดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์ที่ควรได้รับ

    ขั้นตอนดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

    1.การส่งหนังสือทวงถาม

    o ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทำการส่งหนังสือทวงถามไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

    o อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยยังคงปฏิเสธโดยอ้างเหตุผลเดิม คือ ปริมาณแอลกอฮอล์เกิน

    2.การร้องเรียนไปยัง คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

    o ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้นำเรื่องไปร้องเรียนที่ คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทประกันภัย

    o มีการนัดเจรจาชี้แจง แต่ บริษัทประกันภัยยังคงยืนยันปฏิเสธความรับผิดชอบ

    3.การฟ้องร้องต่อศาล

    o เมื่อการเจรจากับ คปภ. ไม่เป็นผล สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและค่าซ่อมรถให้กับคุณ A

    o ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ บริษัทประกันภัยกลับยอมจ่ายเงินชดใช้ให้อย่างง่ายดาย หลังจากที่คดีถูกนำขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

    อย่าปล่อยให้ถูกเอาเปรียบ! ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยดีที่สุด

    จากกรณีของคุณ A ทำให้เห็นได้ชัดว่า หากไม่มีทนายความเดินเรื่องดำเนินคดี บริษัทประกันอาจปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีเหตุผล และผู้เอาประกันอาจไม่ได้รับการชดใช้แม้แต่บาทเดียว

    หากคุณถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบ!
    ✅ ควรตรวจสอบเอกสารและหลักฐานให้ครบถ้วน
    ✅ หากพบว่าบริษัทประกันปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีเหตุผลสมควร ควรปรึกษาทนายความทันที
    ✅ การร้องเรียนไปยัง คปภ. และการดำเนินคดีในชั้นศาล เป็นช่องทางที่สามารถใช้กดดันให้บริษัทประกันภัยปฏิบัติตามข้อตกลงในกรมธรรม์

    บริษัทประกันภัยควรมีหน้าที่ดูแลและให้ความคุ้มครองตามข้อตกลงที่ระบุไว้ ไม่ใช่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการบิดเบือนข้อเท็จจริง!

    กรณีของคุณ A เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยืนยันว่า เมื่อถูกบริษัทประกันเอาเปรียบ การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยสามารถช่วยให้คุณได้รับความเป็นธรรม

    หากคุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่บริษัทประกันภัยใช้ข้ออ้างเรื่อง การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ ทั้งที่ผลตรวจในวันเกิดเหตุชัดเจนว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบ เพราะกรณีแบบนี้มักเกิดขึ้นบ่อยและอาจนำไปสู่การเสียสิทธิ์โดยไม่เป็นธรรม การปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้าน คดีประกันภัยและข้อพิพาทเรื่องแอลกอฮอล์ จะช่วยให้คุณมีแนวทางในการเรียกร้องสิทธิ์ที่ถูกต้อง พร้อมดำเนินการโต้แย้งข้อกล่าวอ้างของบริษัทประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณได้รับการคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ไม่ใช่ถูกเอาเปรียบโดยไม่มีทางต่อสู้ ปรึกษาทนาย >> ติดต่อเรา <<

    Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!