แอลกอฮอล์นับย้อนหลัง ประกันภัยปฏิเสธไปก่อนเผื่อเชื่อกับความจริงที่ผู้เสียหายต้องรู้

แอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขณะขับขี่ ปัญหาโลกแตกระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเสมอคือเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเคลมประกันภัย หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์แบบนี้

คำถามสำคัญคือ การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ เป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่?

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาคุณเจาะลึกเรื่อง แอลกอฮอล์กับประกันภัยพร้อมอธิบายกลไกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนให้ได้อ่านกัน

เงื่อนไขในสัญญาประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์

โดยทั่วไปสัญญาประกันภัยรถยนต์มักระบุเงื่อนไขสำคัญไว้ชัดเจนว่า

บริษัทจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ “ขณะขับขี่”

ฟังดูเหมือนชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติกลับมี “ช่องว่าง” สำคัญ

เพราะคำว่า “ขณะขับขี่” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้แบบเรียลไทม์

จุดเริ่มต้นของปัญหาการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

ในความเป็นจริง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การตรวจวัดแอลกอฮอล์มักเกิดขึ้น “หลังเหตุการณ์” จึงนำไปสู่แนวคิดเรื่อง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นหลักการทางการแพทย์ ที่ใช้คำนวณย้อนกลับจากค่าที่ตรวจได้ในภายหลัง

แล้วใครเป็นคนกำหนดให้ “นับย้อนหลัง”?

มีแนวทางจากหน่วยงานกำกับดูแล ที่อนุญาตให้สามารถนับย้อนหลังได้ในบางกรณี เช่น อัตราการเปลี่ยนแปลงของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

แต่ปัญหาคือ ผู้บริโภคทั่วไปแทบไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย

ทำไมผู้เสียหายถึงรู้สึกว่า “โดนเอาเปรียบ”

ลองนึกภาพสถานการณ์นี้

1. คุณไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเมาขณะขับรถ

2. ไม่มีการแจ้งเรื่องการนับย้อนหลังตอนทำประกัน

3. แต่หลังเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยใช้วิธี “คำนวณย้อนหลัง”

4. แล้วสรุปว่าคุณมีแอลกอฮอล์เกินกำหนดขณะขับขี่

    ผลลัพธ์คือ ถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนทันทีในเวลาต่อมา

    แบบนี้เรียกว่าประกันภัย “หัวหมอ” ไหม?

    ในมุมของผู้เสียหาย หลายคนมองว่า เป็นการใช้ช่องว่างทางเทคนิคหรือกฎหมาย เพราะไม่ได้อธิบายตั้งแต่ตอนขายประกันว่าจะมีการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังขณะขี่นะ, ใช้หลักการทางการแพทย์ที่เข้าใจยาก เพราะไม่ใช่ประชาชนทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของหลักการแพทย์แบบนี้และมักใช้ในจังหวะ “ปฏิเสธการจ่ายเงิน”  เมื่อพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ บริษัทประกันภัยก็ใช้มุกนี้มาปฏิเสธทันที เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัทตัวเอง ปฏิเสธไปก่อนเผื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ ถ้าผู้เสียหายหลงเชื่อก็เท่ากับบริษัทไม่ต้องเสียเงินชดใช้อะไร

    ความจริงที่ต้องเข้าใจ การนับย้อนหลังไม่ใช่ข้อสรุป 100% 
    สิ่งสำคัญที่ผู้เสียหายต้องรู้คือ

    การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ไม่ได้แปลว่า ขณะขับขี่ คุณมีแอลกอฮอล์เกิน 50 MG.% เสมอไป

    เพราะระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
    ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

    • เวลาที่ดื่ม
    • ปริมาณอาหารในกระเพาะ
    • น้ำหนักตัว
    • ระบบเผาผลาญของแต่ละคน

    ดังนั้น การคำนวณย้อนหลัง จึงเป็นเพียง “การประมาณค่า” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว 100%

    กลยุทธ์ที่พบได้บ่อยของบริษัทประกันภัย 

    จากประสบการณ์ในคดีประกันภัยหลายกรณี พบว่ามีแนวทางหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยคือ

    “ปฏิเสธไว้ก่อน หากผู้เสียหายไม่โต้แย้ง ก็จบ”

    ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงได้ผล?

    เพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่รู้กฎหมาย ประกันภัยใช้คำพูด หลักการต่าง ๆ พูดจนผู้เสียหายเชื่อว่าตัวเองผิดจริง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าต่อสู้หรือโต้แย้ง ด้วยความที่ไม่ต้องการเป็นเรื่องเป็นราวหรือขึ้นโรงขึ้นศาล เหตุผลข้อนี้จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทประกันภัยได้เปรียบแบบแทบไม่ต้องทำอะไร เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมฯ ใด ๆ

    อย่าหลงเชื่อว่าคุณมี “แอลกอฮอล์เกิน” โดยไม่ตรวจสอบ

    สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ
    การที่ผู้เสียหาย “เชื่อทันที” ว่าตัวเองผิด

    ทั้งที่ในความเป็นจริง
    อาจยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้อีกมาก

    สิ่งที่ควรตั้งคำถาม

    -การตรวจวัดเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

    -มีช่วงเวลาห่างจากเหตุการณ์นานแค่ไหน?

    -วิธีคำนวณย้อนหลังมีความแม่นยำแค่ไหน?

    -มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อค่าที่วัดหรือไม่?

    ทางออกที่ดีที่สุด ปรึกษาทนายตั้งแต่หลังเกิดเหตุทันที

    หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์หรือการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    สิ่งที่ควรทำทันทีคือ อย่ารอ อย่าคิดเอง และอย่าเพิ่งเชื่อคำของบริษัทประกันภัย

    เพราะอะไรต้องรีบปรึกษาทนาย?

    เพราะคดีต้อง “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น หลักฐานหรือข้อมูลบางอย่างต้องเก็บทันที การตอบโต้ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

    เพราะประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

    สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย, แนวทางการต่อสู้คดี, กลยุทธ์การเจรจาหว่านล้อมให้ผู้เสียหายยอม ตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุ” แล้ว

    ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย ย่อมเสียเปรียบอย่างชัดเจน

    ถูกนับผลแอลกอฮอล์ไม่ใช่จุดจบของสิทธิ์คุณ

    การมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์ในการถูกนับผลย้อนหลัง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะ “หมดสิทธิ์” ทันที แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้เท่าทัน และไม่ยอมเสียเปรียบบริษัทประกันภัย

    หากคุณกำลังเจอปัญหานี้

    กรณีถูกประกันภัยปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

    อย่าปล่อยให้เรื่องจบลงง่าย ๆ เพราะในหลายเคสที่ทางสำนักงานเราเคยทำมา ยังไม่มีคดีไหนที่แพ้ เพราะเราดำเนินคดีถึงที่สุด ผู้เสียหายสามารถต่อสู้และเรียกร้องสิทธิ์ได้

    ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรม

    การปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย โดยเฉพาะกรณี แอลกอฮอล์ย้อนหลังจะให้คุณเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง วางแผนคดีได้ถูกต้อง เพิ่มโอกาสได้รับค่าสินไหมฯ อย่างเป็นธรรม

    อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ ทำให้คุณเสียสิทธิ์

    เมื่อบริษัทประกันใช้มุกเด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมฯ ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องให้?

    หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยจำนวนมากนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย คือการอ้าง ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้ว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะขับขี่จริง ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัยมานักต่อนักแล้ว

    ณ จุดนี้ จึงทำให้ผู้เสียหายหลายคนอาจเกิดความสับสนว่า หากตรวจวัดผลแอลกอฮอล์แล้วไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมบริษัทประกันภัยถึงปฏิเสธความรับผิดต่อผู้เสียหาย? และเหตุใดจึงต้องให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เข้าดำเนินการให้ดีกว่าไปเดินเรื่องเอง บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจพร้อมยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมาให้ชมกัน

    กรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

    เคสนี้เป็นเรื่องราวของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ชี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากอุบัติเหตุอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องกังวล หากแต่การถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังจากบริษัทประกันภัยนั้นสามารถกลายเป็นภาระใหญ่ที่ตามมาได้ โดยผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย แต่ไม่ได้ดื่มเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดขณะเกิดเหตุ หลังจากที่เกิดเหตุผู้ขับขี่ก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผ่านการเป่าลมหายใจ และผลตรวจยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในขณะขับขี่

    บริษัทประกันภัย “ฉวยโอกาส” จากช่องว่างของเวลา?

    แม้ผลตรวจจะไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดอย่างที่กล่าวไป ซึ่งในเงื่อนไขกรมธรรม์หรือกฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่า “ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด” หากอยู่ในปริมาณขอบเขตที่กำหนด แต่บริษัทประกันภัยกลับยืนยันปฏิเสธความรับผิดและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ บริษัทฯ อ้างว่าขณะเกิดเหตุผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่านี้ และยึดหลักการคำนวณโดยไม่แม้แต่จะคำนึงถึงการอ้างอิงหลักการทางการแพทย์ หรือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ มาประเมินย้อนหลัง จึงถือว่าผู้ขับขี่เมาแล้วขับ และไม่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

    เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจให้ทนายความเข้ามา “เปลี่ยนเกม”

    เมื่อผู้เสียหายถูกปฏิเสธสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นตัวแทนดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย โดยเราเริ่มจากการส่งหนังสือทวงถาม (Notice) ไปยังบริษัทประกันภัย แต่ก็ยังคงได้รับการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ ด้วยเหตุผลเดิมที่ไร้หลักการทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้

    เราจึงยกระดับกระบวนการ โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. แต่อย่างไรก็ตาม คำตอบจาก คปภ. กลับเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะหน่วยงานระบุว่า “ไม่มีอำนาจในการชี้ขาดข้อพิพาท” ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ

    ศาลจึงคือที่พึ่งสุดท้าย และชัยชนะของความถูกต้อง

    หลังจากหน่วยงานที่หลายคนเข้าใจว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ ก็กลับไร้ความสามารถต่อผู้เสียหายในกระบวนการไกล่เกลี่ย เราจึงนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทันที เมื่อถึงขั้นตอนการสืบพยาน ศาลได้รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จนท้ายที่สุดมีคำพิพากษาว่า บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบและจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยระบุว่า การคำนวณ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่บริษัทอ้างอิงนั้น ไม่มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้

    ทำไมเทคนิค “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ถึงเป็นกับดัก?

    หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เทคนิคการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งนำมาใช้กันเป็น “ระบบ” และจากประสบการณ์ของทีมทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพบว่าบริษัทประกันภัยแทบทุกแห่งในตลาด ต่างเคยใช้เทคนิคนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดกันมานักต่อนัก

    แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่รองรับ แต่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือไม่ได้มีทนายความที่รู้ทันเทคนิคการเอาเปรียบของบริษัทประกันภัยก็มักจะ “ยอมจำนน” และสูญเสียสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเสียรู้บริษัทประกันภัยนั่นเอง

    คำถามที่พบบ่อย บริษัทไหนใช้เทคนิคนี้?

    หลายคนอาจสงสัยว่า บริษัทใดกันแน่ที่ใช้วิธีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม? คำตอบที่เราสามารถยืนยันได้คือ บริษัทประกันภัยแทบทั้งหมดมีการใช้เทคนิคนี้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายผู้เสียหายไม่มีทนายความที่รู้ทันกลยุทธ์นี้มาดำเนินเรื่อง เพราะถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเอง แม้จะเป็นการผลักภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันก็ตาม

    กรณีนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เมื่อไม่มีทนายความเข้ามาต่อสู้ทางกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยอาจหมดทางเลือก และถูกลากไปจนยอมให้บริษัทประกันเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและคำตอบเองโดยไม่มีการถ่วงดุลเลย

    รู้เท่าทันประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อไม่เสียเปรียบ

    หากผู้เสียหายในกรณีนี้ ไม่มีทนายความคอยเดินเรื่องหรือต่อสู้ทางกฎหมายอย่างรู้ทันประกันภัย ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในทางที่เป็นธรรม แม้จะมีความจริงอยู่ฝ่ายตนก็ตาม ดังนั้น การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อเรียกร้องสิทธิ แต่เพื่อ “คุ้มครองสิทธิ” ที่คุณควรได้รับด้วย อย่ายอมให้กลยุทธ์นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีความรู้หรือขาดทนายความในการให้ความรู้และเดินเรื่องให้

    ปรึกษาทนายความทันที หากคุณตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยในการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

    นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วที่สำคัญเลยคือการทำประกันภัยรถยนต์ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของความสบายใจ แต่ควรมาพร้อมกับการ รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะกรณีการอ้าง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกรณีคล้ายกัน หรือกำลังเผชิญการถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอช้าในการปรึกษาทนายความ เพราะทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัยโดยตรง พร้อมให้บริการทางกฎหมายให้คุณได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ควรได้ หากต้องการปรึกษาคดีเกี่ยวกับการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง คลิก ติดต่อเรา เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

    คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเมาขับ : ศาลฎีกาตีตกสูตรคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประกันภัยไม่มีสิทธิ์ปัดรับผิด

    คำพิพากษาศาลฎีกา ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 คดีความระหว่าง นาย ก (โจทก์) และบริษัท ABC ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

      โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและเอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย กับจำเลย มีความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลา 23.00 น. โจทก์ขับรถยันต์ดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและประตูเหล็กร้าน A ได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายด้วย โจทก์แจ้งเหตุแก่จำเลยเพื่อนำเอารถยนต์ของโจทก์ไปจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยปฏิเสธอ้างเหตุว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถในขณะเมาสุรา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าซ่อมรถ 209,820 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถได้นับแต่วันพ้นกำหนด 15 วัน และค่าขาดประโยชน์หลังจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าจะเลยจะซ่อมรถยนต์ขอฃโจทก์จนแล้วเสร็จ ค่าสินไหมทดแทนจากกรณีที่จำเลยอิดเอื้อนผิดสัญญาเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 120,000 บาท ค่ายกลาก 12,500 บาท รวมเป็นเงิน 283,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนับถัดจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าโจทก์จะซ่อมรถเสร็จ และหรือให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมให้เสร็จและใช้งานได้ดีดังเดิมหรือชดใช้ค่าซ่อมรถ 209,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 283,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

    จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย จากโจทก์ ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. โจทก์ขับรถยนต์ดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดกับเวลาที่เกิดเหตุจริงมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะจะมีอัตราเฉลี่ยลดลง 0.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อนาที คิดเป็น 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลมารวมกับผลเป่าตรงที่มีแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและเกินกว่าที่กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ จึงเป็นการผิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์และค่าเสียหายในอนาคต ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมา ได้แก่ ค่าซ่อมรถยนต์และค่ายกลากนั้นสูงเกินความจริง ค่าเสียหายในเชิงลงโทษไม่ใช่ความเสียหายที่มีอยู่จริง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วต้องไม่เกิน 250,000 บาท อัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามกฎหมายไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

    ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

    โจทก์อุทธรณ์

    ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 202,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 178,400 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

    จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย โดยโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลา 16.30 น. กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. ร้อยตำรวจเอก ข พนักงานนสอบสวนสถานีตำรวจเชียงของ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนบ้านได้รับความเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรหมวดทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ฤให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับ 400 บาท  ต่อมาจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 แจ้งผลพิจารณาค่าสินไหมทดแทน โดยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ หลังเกิดเหตุโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมแซมเองแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 669/2563 กับคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดว่า การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดหลังการดื่มครั้งสุดท้ายลดลงประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ และโจทก์นำสืบหักล้างแก้ไขหลักการดังกล่าวได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำอธิบายคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่แนบท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาประกันภัยจะต้องปฏิบัติตาม นั้น เห็นว่า ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มีเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขไว้ชัดแจ้งในหมวดเงื่อนไขทั่วไป การตีความกรมธรรม์ประกันภัยว่า “ข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามคู่มือการตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้” ดังนั้น คู่มือตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัย โดยสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ระบุว่า ข้อ 9 การยกเว้นการใช้อื่น ๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง… ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาที่ตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยากรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นต้นไป ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดหรือตรวจวัดเวลาใด หากผลที่ได้เมื่อเทียบค่าออกมาแล้วปรากฏว่า ผู้ขับขี่นั้นในขณะเกิดเหตุมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลทั่วไปหรือเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือโดยบุคคลที่มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราวหรือโดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถหรืออยู่ระหว่างพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถก็จะเข้าข้อยกเว้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 กับคู่มือการตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่ปัญหาว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ในขณะเมาสุราโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือไม่นั้น จำเลยมีภาระการพิสูจน์ เมื่อทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่าพนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที และจำเลยมีนาย ค รองผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมทดแทน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการเจรจาทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทย์สภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมงเป็นต้น คดีนี้พนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ตามหลักการทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ดังกล่าวข้างต้นคิดคำนวณเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ลดลงจำนวน 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลดังกล่าวมารวมกับผลโดยวิธีเป่าตรงแล้ว ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ และมีข้อมูลทางวิชาการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุขที่สนับสนุนสอดคล้องกับวิธีการคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ตามข้อมูลทางวิชาการ และผลจากการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ศึกษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดว่า ภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอัตราการทำลายของแอลกอฮอล์ใน 1 ชั่วโมง ร่างกายจะกำจัดแอลกอฮอล์ได้ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลการวิจัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ทั้งการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตามที่ระบุไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยเป็นการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นการทั่วไป หาใช่การคำนวณที่จะนำมาใช้กับโจทก์เป็นการเฉพาะไม่ และในข้อนี้โจทก์มีนายแพทย์ ง เป็นพยานเบิกความว่า ปริมาณอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารมีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย อาหารบางประเภททำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายช้าลง เช่น อาหารที่มีไขมันสูง เพศและขนาดของร่างกายก็มีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์ หลังจากร่างกายดูดซึมมีการดูซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดยทั่วไปจะต้องมีการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ณ ปัจจุบัน 2 ครั้ง เปรียบเทียบกัน การที่มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์เพียงครั้งเดียวย่อมเป็นการยากที่จะวัดระดับแอลกอฮอล์ย้อนกลับไปได้ และทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบค่า และไม่สามารถทราบได้ว่า ขณะนั้นมีการดูดซึมผ่านระดับสูงสุดมาแล้วหรือไม่ นายแพทย์ ง เป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งคำเบิกความของนายแพทย์ ง เจือสมกับข้อมูลทางวิชาการที่ระบุว่า ถ้าหากกระเพาะอาหารว่าง แอลกอฮอล์จะดูดซึมหมดภายใน 30 นาที หลังการดื่ม แต่ถ้าเพศและน้ำหนักของร่างกายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดทำให้คำเบิกความของนายแพทย์ ง มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อจำเลยมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีสภาพร่างกายหรือมีภาวะอื่นที่ทำให้ร่างกายของโจทก์มีการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายตามปกติ และระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์ภายหลังการดื่มจะลดลงตามค่าเฉลี่ยที่กำหนดไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หรือไม่อย่างไร พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ฝในขณะเมาสุรา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้จำเลยฟังไม่ขึ้น

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า ตามนสภาพความเสียหายของรถยนต์ความเสียหายไม่เกิน 85,431 บาท ตามสำเนาใบประเมินราคา จำเลยอ้างเหตุปฏิเสธความรับผิดว่า ขณะโจทก์ขับรถยนต์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามหลักการในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยมิได้จงใจเพื่อหน่วงเวลาให้เนิ่นช้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ ค่ายกลากรถ 8,000 บาท สูงเกินควร สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์โจทก์ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย 60 รายการ ค่าซ่อมเป็นเงิน 209,820 บาท ตามสำเนาในเสนอราคา ส่วนจำเลยนำสืบว่า รถยนต์โจทก์เสียหายไม่เกิน 85,431 บาท โดยโจทก์และจำเลยมาได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าอะไหล่และอุปกรณ์ตามสำเนาใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคาได้รับความเสียหายเพียงใด และจำต้องเปลี่ยนใหม่หรือไม่เพียงใด เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถยนต์โจทก์ ตามสำเนาภาพถ่าย ประกอบสำเนาสใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคา เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายสำหรับรถยนต์โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องใช้รถยนต์เป็นพาหนะเดินทางจากบ้านพักไปที่ทำงาน ไปตรวจที่ทำการเกษตรและใช้ทำธุระส่วนตัว ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเงินวันละ 800 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นเงิน 30,400 บาท กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ซ่อมรถยนต์แล้วเสร็จเป็นเงิน 24,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่ายกรถนั้น โจทก์นำสืบว่า หลังเกิดเหตุรถยนต์โจทก์ไม่สามารถขับได้ ต้องเสียค่ายกรถจากที่เกิดเหตุไม่สถานีตำรวจภูธรเชียงของ เสียค่ายกรถ 2,500 บาท และเสียค่ายกรถจากสถานีตำรวจภูธรเชียงของไปอู่ช่าง จ 10,000 บาท ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่ายกรถสูงเกินสมควรอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่ายกรถเป็นเงิน 8,000 บาท เหมาะสมแล้วเช่นกัน

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราใด จำเลยฎีกาว่า การเรียกดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรามธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 ความรับผิดของบริษัทเมื่อมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกำหนดว่า เมื่อมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทและหากบริษัทปฏิเสธความรับผิดไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจนเป็นเหตุใหผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล หากศาลพิพากษาให้บริษัทแพ้คดี บริษัทจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนั้น โดยชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผิดนัด ดังนี้เมื่อจำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจนเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาล และศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่รับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

    พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

    นานๆทีจะได้เห็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : ชี้!บริษัทประกันภัยต้องรับผิด คำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังไม่ใช่เหตุอันควรปฏิเสธความรับผิด

    คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2567 คดีความระหว่าง นาวสาว A (โจทก์) และบริษัท 1234 ประกันภัย (จำเลย)

    โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจหมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ไว้กับจำเลย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าว โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถยนต์ของโจทก์ไปดำเนินการจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยกลับเพิกเฉยและมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B ได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้วในขณะเกิดเหตุนาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันเข้าข้อยกเว้นตามสัญญา จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประกันภัย ไม่ได้สอบเทียบวัดเครื่องมือหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และผลคำนวณดัชนีมวลกายของนาย B ไม่เร่งรัดจัดซ่อมโดยทดรองจ่ายค่าซ่อมแล้วค่อยมาเรียกเงินคืน แต่ประวิงเวลาการชำระหนี้โดยปราศจากหลักฐานตามสมควร อันเป็นการฝ่าฝืนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 110,624 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 รวมเป็นเงิน 40,000 บาท นอกจากนี้ยังต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 145,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นค่าเสียหายในอนาคตนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่ารถยนต์ของโจทก์จะซ่อมเสร็จ (วันที่ 30 มกราคม 2566) อีกวันละ 800 บาทกับขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่เกินสองเท่าแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

            จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์ของโจทก์ จำเลยไม่สามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์เรียกร้อง เนื่องจากพบว่าคดีนี้เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตาก จ.ตาก ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยการเป่าลมหายใจในเวลา 02.17 น. (หลังเกิดเหตุแล้ว 37 นาที) ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ตามที่เงื่อนไขกรมธรรม์กหนดไว้ จึงไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายต่อรถคันที่เอาประกันภัยได้ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาไปยังโจทก์และชี้แจงเรื่องร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงาน คปภ. จึงไม่อาจรับผิดชำระค่าซ่อม 97,455 บาท ให้แก้โจทก์ และค่าซ่อมดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบค่าซ่อมที่แท้จริง โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์ได้เนื่องจากเหตุละเมิดครั้งนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเนื่องจากจำเลยประกิจการภายใต้การกำกับและควบคุมดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เมื่อคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ระบุเหตุที่ทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิด จำเลยจึงไม่ได้กระทำเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด หากจำเลยต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ ไม่ใช่ร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์เรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้อง

            ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์จะชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

            โจกท์และจำเลยอุทธรณ์

            ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงคู่ที่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจของโจทก์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ตามสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถยนต์ของโจทก์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายวันเดียวกัน เวลา 02.17 น. มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ วัดค่าได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานาย B ว่า ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและเปรียบเทียบปรับนาย B เป็นเงิน 400 บาท โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ แต่จำเลยปฏิเสธชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ อ้างข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยและคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณา

            มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เกิดเหตุในช่วงเวลา 01.40 น. แต่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ ในช่วงเวลา 02.17 น. ได้ค่า 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งทำนองว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์กระทำภายหลังเกิดเหตุแล้วเป็นเวลา 37 นาที ดังนั้นที่ถูกต้องตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 9 การลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 หน้า 108 ถึง 118 จะคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ของนาย B ได้ 57.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กำหนดความรับผิดชอบของจำเลยตามกรมธรรม์ เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างพยานหลักฐานทางการพิสูจน์มาสนับสนุนพยานของฝ่ายตน โดยโจทก์มีนาย C อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุขและหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์โรงพยาบาล DEFG เป็นพยานเบิกความประกอบแผนภาพกราฟในสำเนาบทความพิเศษ และนางสาว N ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความและนำสืบเอกสารสนับสนุนโดยอ้างอิงบทความพิเศษของจุฬาลงกรณ์เวชสาร “การพิสูจน์ว่าเมา” ที่ระบุว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งจะส่งผลต่อการคิดคำนวณตามสูตรการหาค่าจริงของแอลกอฮอล์ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนักตัว น้ำหนักรวมของกระดูกและกล้ามเนื้อ มวลน้ำในร่างกาย การได้รับการรักษาบางอย่าง หรือแม้แต่ระยะเวลาการดื่มและสภาพกระเพาะอาหาร ส่วนจำเลยก็อ้างตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 หน้าที่ 116 ประกอบสำเนาเอกสารการนำความรู้ “นิติเวชศาสตร์” มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณา ที่ระบุว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถทำได้หลายวิธีและสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้จะตรวจวัดภายหลังเกิดเหตุตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภาและผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา เรื่องการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยมีหลักเกณฑ์ว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงหลังจากดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ซึ่งก็จะเห็นว่าตามข้ออ้างทั้งสองฝ่ายล้วนแต่เป็นการอ้างหลักการในเชิงทฤษฎีและตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเพียงการประเมินความน่าจะเป็น หรือโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ว่าในช่วงภายหลังเกิดเหตุระดับปริมาณแอลกอฮอล์อาจลดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่สามารถชี้ชัดตามผลทางนิติวิทยาศาสตร์เหมือนเช่นการตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA) กล่าวคือคงเป็นเรื่องการคาดการณ์โดยวิธีประเมินจากค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดแอลกอฮอล์จากร่างกายของบุคคลทั่ว ๆ ไปเท่านั้น โดยเฉพาะที่สำคัญค่าวัดที่ได้มา 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น ก็ได้มาจากการวัดโดยวิธีการเป่ามิใช่อาศัยจากการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ก็อาจทำให้การวัดค่าเฉลี่ยที่มีความคลาดเคลื่อนได้เช่นกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วยแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าภายหลังเกิดเหตุนาย B มีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยงที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แต่อย่างใด การที่มีการตรวจแอลกอฮอล์นาย B ภายหลังเกิดเหตุเพียง 37 นาที โดยอาศัยหลักเกณฑ์ของบุคคลทั่วไปที่จะนำมาใช้กล่าวอ้างเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าหากมีการวัดปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น จึงไม่น่าจะเป็นธรรมกับโจทก์ผู้บริโภคและต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุนาย B จะมีค่าปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมรถของโจทก์ ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟ้องไม่ขึ้น

            มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถใช่หรือไม่ เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดชัดเจนว่า การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง “ความเสียหายจากการขาดการใช้รถ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร” ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้อ้างทำนองว่า สืบเนื่องมาจากที่จำเลยมีการออกบัตรติดต่อซ่อมรถยนต์ให้ โจทก์จึงนำรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้ไปซ่อมกับอู่ของจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถด้วยก็ตาม ก็เห็นว่า ตามข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ต้องซ่อมในตัวรถยนต์เท่านั้น เพราะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั้น ไม่ว่าโจทก์จะนำไปซ่อมที่อู่ใดก็ตาม โจทก์ก็ไม่สามารถใช้รถได้ในระหว่างการซ่อม ข้ออ้างดังกล่าวจึงมิได้เกี่ยวข้องในเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแต่อย่างใด จึงต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ตามที่กล่าวถึงเท่านั้น ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เว้นแต่จะปรากฏว่า การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากการที่บริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร เมื่อปรากฏว่าหลักเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัยตามประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ในข้อ 15 (12) “ในกรณีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยการซ่อม…บริษัทไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่การตกลงเป็นที่ยุติและบริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน…” ซึ่งตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีหนังสือปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะเหตุนาย B ,ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วยการซ่อมแซมแล้วไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ประกอบกับตามข้อ 15 (7) ก็ระบุว่า “บริษัทใดจงใจฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยหรือข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่มีความชัดเจนที่กำหนดให้บริษัทมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน…” เมื่อจำเลยนำสืบว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดก็เนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่มีการระบุให้ใช้ผลการวิจัยของแพทยสภาและรายงานวิจัยของสถาบันนิติเวช ดังนั้นการที่จำเลยอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดจึงไม่ใช่เป็นไปโดยจงใจหรือฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยเช่นนี้จึงไม่เข้าลักษณะของการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถตามข้อสัญญาดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

            คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษและโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้นมุ่งที่จะพิจารณาผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยมีเจตนาที่จะเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับปผิดชอบในฐานะมีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์มานั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยไม่สามารถนำความน่าจะเป้นทางหลักทฤษฎีมากำหนดหลักเกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ชี้ชัดได้ว่า นาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในกรมธรรม์ประกันได้ไม่ โดยเฉพาะหากพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะขับขี่รถที่จะไปก่อให้เกิดเหตุอันตรายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งฝ่ายโจทก์พึงคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญมากกว่าและต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าที่จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบ การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ดังกล่างจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่จำเลยสามารถกระทำได้ ไม่เข้าลักษณะผู้ประกอบธุรกิจมุงกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือผู้ประกอบธุรกิจไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคด้วยความประมาทเลิกเล่ออย่างร้ายแรงหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีวิชาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดเนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 การปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบตามกรมธรรม์ ข้อ 5 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกรมธรรม์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

            พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยนละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับในขณะฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมขอให้เป็นพับ

     “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธสินไหม คำพิพากษาชี้ชัดประกันภัยต้องชดใช้!

    ในโลกของการประกันภัย โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุจราจร การตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้เอาประกัน ซึ่งคดีหนึ่งที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน คือ กรณีบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้าง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ทั้งที่ผลตรวจจริงไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการปฏิเสธที่ไม่ชอบธรรม พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างครบถ้วน

    เหตุการณ์อุบัติเหตุ และข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น : คำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    คดีนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 รถยนต์กระบะทะเบียน 2 XX 3456 กรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ตัวรถได้รับความเสียหาย มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้เอาประกันภัยได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

    รถคันดังกล่าวมีประกันภัยทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ โดยจำเลยที่ 1 คือบริษัทผู้รับประกันภัยภาคบังคับ มีหน้าที่ดูแลความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ส่วนจำเลยที่ 2 คือบริษัท 1234 จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจ มีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมในส่วนของความเสียหายตัวรถ, ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ, ค่ารักษาพยาบาล, และค่าชดเชยกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์

    แต่เมื่อโจทก์ยื่นขอสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กลับถูกปฏิเสธ โดยบริษัทอ้างว่า ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยอาศัยการ “คำนวณย้อนหลัง” จากข้อมูลบางส่วน ทั้งที่ผลตรวจจากสถานพยาบาลแสดงชัดเจนว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เพียง 37 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่ากำหนดของกฎหมายคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    ข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริง

    โจทก์ได้โต้แย้งการปฏิเสธนี้ว่าไม่มีมูลทางกฎหมายหรือวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน โดยชี้ว่า

    • จำเลยไม่มีผลตรวจย้อนหลังที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง
    • ไม่มีข้อมูลด้านดัชนีมวลกายหรือข้อมูลทางสุขภาพของผู้ขับขี่ที่สามารถนำมาคำนวณย้อนหลังได้
    • พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาเมาสุราต่อผู้ขับขี่ ซึ่งแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เห็นว่าผู้ขับขี่เมาในขณะเกิดเหตุ

    โจทก์จึงมองว่าการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเลี่ยงความรับผิด ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและข้อกฎหมาย จึงแต่งตั้งทนายความติดตามทวงถามและขอเอกสารประกอบจากจำเลย แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ไม่ตอบกลับ ไม่แสดงหลักฐาน โจทก์จึงนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล

    คำพิพากษาที่ชี้ชัดถึงความรับผิดของประกันภัย

    ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยอย่างละเอียด ก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คือบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามรายละเอียด ดังนี้:

    1.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ภาคสมัครใจ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ภายในวงเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้

    oหรือเลือก จัดซ่อมรถให้อยู่ในสภาพเดิม

    2.ชำระค่ายกรถ จำนวน 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2566 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

    3.ชำระค่าเก็บรักษารถ เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้อง (18 มิถุนายน 2567) จนกว่าจะชำระค่าสินไหมครบ หรือมีการนำรถออกจากสถานที่เก็บรักษา

    oแต่บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดในค่ายกรถและค่าเก็บรักษา ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อมแซม

    4.ชำระค่าทนายความ จำนวน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์

    5.ชำระค่าธรรมเนียมศาล ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

    6.คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 (บริษัทประกันภัยภาคบังคับ): ศาล ยกฟ้อง โดยให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง7.คำขออื่น ๆ ของโจทก์ ศาล ยกคำขอ

    อย่ารอให้ตกเป็นเหยื่อ ! ปรึกษาทนายคดีประกันภัย หากถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงการใช้ “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” โดยไม่มีหลักฐานรองรับอย่างเป็นทางการ เป็นแนวปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และอาจขัดต่อหลักความเป็นธรรม

    หากผลตรวจแอลกอฮอล์ในร่างกายจากหน่วยงานทางการระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีการตั้งข้อหาจากพนักงานสอบสวน บริษัทประกันภัยไม่สามารถอ้าง “การคำนวณย้อนหลัง” เป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้

    นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้ในลักษณะลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เอาประกันเสียสิทธิ์ ยังอาจนำไปสู่ความเสียหายทางกฎหมายแก่บริษัทเอง

    คดีนี้ยืนยันว่าการตีความสัญญาประกันภัยต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” และ “พยานหลักฐาน” ไม่ใช่การคาดคะเนหรือประเมินจากสมมุติฐานที่ไม่มีที่มารองรับ

    บริษัทประกันภัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติหรือเลี่ยงความรับผิดโดยไม่มีมูล หากมีข้อสงสัยเรื่อง ประกันภัย หรือการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างถูกต้องตามกฎหมายหากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอกรณีคล้ายกัน อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากทนายความ เพราะบางครั้ง “ความเงียบของเรา” อาจกลายเป็นการยอมรับในความไม่เป็นธรรมโดยไม่รู้ตัว ปรึกษากฎหมายแอดไลน์ @Wongsakorn หรือคลิก ติดต่อเรา

    ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปัดจ่าย เจอทนายฟ้องศาล ชนะคดี!

    ในโลกของการประกันภัยรถยนต์ ผู้เอาประกันคงคาดหวังว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น บริษัทประกันภัยจะดำเนินการตามหน้าที่เพื่อช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายให้ตรงไปตรงมา ทว่าความจริงอาจไม่สวยงามเช่นนั้น กรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจคือเหตุการณ์ที่บริษัทประกันภัยใช้วิธี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มาเป็นเหตุผลในการ ปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน และสุดท้ายต้องจบลงด้วยการฟ้องร้องในชั้นศาล

    เคสอุทาหรณ์ เหตุการณ์เริ่มต้น : อุบัติเหตุและการปฏิเสธจากประกัน

    เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้เสียหายรายหนึ่งขับรถยนต์จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยตามหน้าที่ของบริษัทประกันภัยแล้ว จำเป็นต้องเข้ามาสำรวจและประเมินความเสียหาย พร้อมจัดซ่อมให้คืนสภาพเดิมภายในระยะเวลาที่สมควร

    แต่บริษัทประกันภัยกลับมีหนังสือปฏิเสธความคุ้มครอง โดยให้เหตุผลว่า “ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในขณะเกิดเหตุ”

    เมื่อหลักฐานคลุมเครือ ไม่มีผลตรวจจริงในขณะเกิดเหตุ

    แม้จะฟังดูเหมือนบริษัทประกันภัยปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบความคลุมเครือในหลายประเด็น บริษัทฯ ไม่สามารถแสดงหลักฐานการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในขณะเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน ทั้งไม่สามารถยืนยันว่าเครื่องมือที่ใช้ผ่านการรับรองมาตรฐาน และไม่มีลายเซ็นของผู้ขับขี่ในเอกสารยืนยันผลตรวจ

    ประเด็นหลักของคดี ! นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังโดยไม่มีหลักฐาน

    ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือบริษัทประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” โดยไม่มีหลักฐานแสดงผลการวัดแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะเกิดเหตุจริง ซึ่งสวนทางกับคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่ระบุชัดว่า การยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแอลกอฮอล์ ต้องพิจารณาที่ “ขณะเกิดเหตุ” เท่านั้น

    ไม่รอถูกเอาเปรียบนาน ให้ทนายความเดินเรื่องทันที

    เมื่อผู้เสียหายเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องสิทธิในฐานะผู้เอาประกัน โดยทนายความได้ยื่นหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย พร้อมอ้างอิงระเบียบของ คปภ. ว่าการเพิกเฉยหรือประวิงเวลาการพิจารณาเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย พ.ศ. 2566

    ศาลชี้ชัด! บริษัทประกันภัยต้องชดใช้

    ในที่สุด คดีความนี้จึงถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดและมีคำพิพากษาให้บริษัทประกันภัยแพ้คดี โดยศาลชี้ชัดว่าการอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังโดยไม่มีหลักฐานยืนยันสถานะในขณะเกิดเหตุ ถือเป็นการปฏิเสธความรับผิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหายรวมเกือบ 620,000 บาท ได้แก่

    • ค่าซ่อมรถยนต์ 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี
    • ค่ายกลากรถ 4,500 บาท
    • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 50,000 บาท
    • ค่ารักษาพยาบาล 5,506.69 บาท
    • ค่าทนายความ 10,000 บาท

    บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ คือ ผู้บริโภคควรปรึกษาทนายทันทีหลังเกิดเหตุ

    เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคยังคงเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเมื่อเจอกับบริษัทประกันภัยที่มุ่งหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบด้วยเหตุผลอันคลุมเครืออย่างการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่ถูกต้องและชัดเจนนี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยืนยันว่า ผู้เอาประกันควรมี ทนายความที่เข้าใจด้านประกันภัย คอยให้คำแนะนำและช่วยดำเนินคดีหากถูกเอาเปรียบ

    ทนายความที่มีประสบการณ์คดีประกันภัย กรณีประกันภัยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

    สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานกฎหมายที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างผลตรวจแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งตลอดมาทางจากประสบการณ์สำนักงานฯ ยังไม่เคยแพ้คดีลักษณะนี้ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอปัญหาแบบเดียวกัน อย่าเพิ่งยอมแพ้ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความก่อนเป็นอันดับแรกดีที่สุด เพื่อที่คุณจะสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้เต็มที่ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้น เพราะในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทนายเตรียมพร้อมต่อสู้ตั้งแต่รถยังไม่ทันชน แล้วเหตุใดเราจึงไม่ควรมีทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ?

    อย่ารอจนสายเกินไป จนไม่ได้อะไรเลยแม้แต่บาทเดียว — ปรึกษาทนายตั้งแต่แรกคือทางออกที่ดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

    เกือบแล้ว!!! ถ้าไม่มีทนาย ไม่ได้สักบาท เหตุประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    กรณีพิพาทเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทประกันพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการตีความเงื่อนไขกรมธรรม์แบบเข้าข้างตัวเอง หรือการอ้างเหตุผลที่คลุมเครือเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอยกกรณีของคุณ A เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหานี้ได้อย่างชัดเจนกับความหัวหมอและเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

    เคสตัวอย่าง ชนท้ายไม่จ่าย งัดมุกนับผลแอลฯ ย้อนหลัง ยืนยันปฏิเสธท่าเดียว

    เคสนี้คุณ A ขับรถไปชนท้ายรถคันหน้า เนื่องจากเปลี่ยนช่องทางโดยไม่ระมัดระวัง หลังเกิดเหตุ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัยได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุและดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติ รวมถึงตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของคุณ A ซึ่งพบว่าอยู่ที่ 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด (50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) และยังอยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

    เมื่อพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุเห็นว่าไม่มีข้อผิดพลาดที่ขัดต่อเงื่อนไขกรมธรรม์ จึงออกใบติดต่อให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบต่อความเสียหาย โดยในขณะนั้น บริษัทประกันไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบแต่อย่างใด

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสอบสวน และแจ้งข้อหากับคุณ A เพียง ข้อหาขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นความผิดตามปกติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้ตั้งข้อหาขับขี่ขณะมึนเมา เนื่องจากปริมาณแอลกอฮอล์ของคุณ A ไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด

    บริษัทประกันภัยกลับคำปฏิเสธความรับผิดชอบ

    หลังจากที่ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนปกติ จู่ๆ บริษัทประกันภัยกลับเปลี่ยนท่าที ปฏิเสธการรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนและค่าซ่อมรถ โดยอ้างว่าคุณ A มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ ผลตรวจในวันเกิดเหตุชี้ชัดว่าอยู่ที่ 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    การกลับคำของบริษัทประกันภัยในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับคุณ A เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ความไม่เป็นธรรมของบริษัทประกันภัยบางแห่งที่พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการอ้างเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

    ไม่รอให้ประกันเอาเปรียบ ตัดสินใจเข้าพบทนายอาร์มทันที!

    เมื่อต้องเผชิญกับการปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล คุณ A จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความ และได้เข้ามาติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ช่วยดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์ที่ควรได้รับ

    ขั้นตอนดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

    1.การส่งหนังสือทวงถาม

    o ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทำการส่งหนังสือทวงถามไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

    o อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยยังคงปฏิเสธโดยอ้างเหตุผลเดิม คือ ปริมาณแอลกอฮอล์เกิน

    2.การร้องเรียนไปยัง คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

    o ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้นำเรื่องไปร้องเรียนที่ คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทประกันภัย

    o มีการนัดเจรจาชี้แจง แต่ บริษัทประกันภัยยังคงยืนยันปฏิเสธความรับผิดชอบ

    3.การฟ้องร้องต่อศาล

    o เมื่อการเจรจากับ คปภ. ไม่เป็นผล สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและค่าซ่อมรถให้กับคุณ A

    o ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ บริษัทประกันภัยกลับยอมจ่ายเงินชดใช้ให้อย่างง่ายดาย หลังจากที่คดีถูกนำขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

    อย่าปล่อยให้ถูกเอาเปรียบ! ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยดีที่สุด

    จากกรณีของคุณ A ทำให้เห็นได้ชัดว่า หากไม่มีทนายความเดินเรื่องดำเนินคดี บริษัทประกันอาจปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีเหตุผล และผู้เอาประกันอาจไม่ได้รับการชดใช้แม้แต่บาทเดียว

    หากคุณถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบ!
    ✅ ควรตรวจสอบเอกสารและหลักฐานให้ครบถ้วน
    ✅ หากพบว่าบริษัทประกันปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีเหตุผลสมควร ควรปรึกษาทนายความทันที
    ✅ การร้องเรียนไปยัง คปภ. และการดำเนินคดีในชั้นศาล เป็นช่องทางที่สามารถใช้กดดันให้บริษัทประกันภัยปฏิบัติตามข้อตกลงในกรมธรรม์

    บริษัทประกันภัยควรมีหน้าที่ดูแลและให้ความคุ้มครองตามข้อตกลงที่ระบุไว้ ไม่ใช่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการบิดเบือนข้อเท็จจริง!

    กรณีของคุณ A เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยืนยันว่า เมื่อถูกบริษัทประกันเอาเปรียบ การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยสามารถช่วยให้คุณได้รับความเป็นธรรม

    หากคุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่บริษัทประกันภัยใช้ข้ออ้างเรื่อง การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ ทั้งที่ผลตรวจในวันเกิดเหตุชัดเจนว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบ เพราะกรณีแบบนี้มักเกิดขึ้นบ่อยและอาจนำไปสู่การเสียสิทธิ์โดยไม่เป็นธรรม การปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้าน คดีประกันภัยและข้อพิพาทเรื่องแอลกอฮอล์ จะช่วยให้คุณมีแนวทางในการเรียกร้องสิทธิ์ที่ถูกต้อง พร้อมดำเนินการโต้แย้งข้อกล่าวอ้างของบริษัทประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณได้รับการคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ไม่ใช่ถูกเอาเปรียบโดยไม่มีทางต่อสู้ ปรึกษาทนาย >> ติดต่อเรา <<

    กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ เพิ่มโทษหนักลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำ!

    Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่-1

    ในช่วงเทศกาลของทุกปีมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการ เมาแล้วขับ จำนวนเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ จากสถิติในปี 2566 ช่วง 7 วันอันตรายมียอดอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับจำนวน 8,575 คดี คิดเป็นร้อยละ 96.69 ซึ่งจังหวัดที่มีคดีขับรถในขณะเมาสุราสูงสุดคือ กรุงเทพมหานครฯ จำนวน 530 คดี (ข้อมูลจากสำนักงานคุมประพฤติ) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีจึงมีการกำหนดอัตราโทษเมาแล้วขับโดยเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำ เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับจึงมีการปรับบทลงโทษกฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ปี 2567 ซึ่งมีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนเล็กน้อยในเนื้อหาบทลงโทษ

    Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ 2

    โทษเมาแล้วขับปี 2567 เพิ่มโทษหนักกว่าเดิม

    โดยกฎหมายฉบับเดิมนั้นหากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเมาสุรา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ศาลยังมีอำนาจสามารถสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ได้ 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่ปี 2567 นั้นโทษของเมาแล้วขับจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้

    เมาแล้วขับครั้งแรก – โทษปรับ 10,000 – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่อย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่

    เมาแล้วขับครั้งที่ 2 (กระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่กระทำความผิดครั้งแรก) – โทษปรับ 50,000 – 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่

    Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ 3

    โทษของเมาแล้วขับกรณีเกิดอุบัติเหตุ


    หากในกรณีที่ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ได้ทำการขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดอุบัติเหตุจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิต จะมีการแบ่งโทษออกไปตามแต่ความรุนแรงของอุบัติที่เกิด โดยแบ่งโทษออกเป็น 3 ระดับดังนี้

    – เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บ มีโทษปรับ 20,000-100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1-5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

    – เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บสาหัส มีโทษปรับ 40,000-120,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2-6 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 2 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

    – เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีเสียชีวิต มีโทษปรับ 60,000-200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกยกเลิกใบขับขี่ทันที

    ความผิดฐานเมาแล้วขับจนเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

    ในกรณีเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติทำให้คู่กรณีเกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือต้องสูญเสียอวัยวะ ประมวลกฎหมายอาญาได้มีกำหนดขั้นต้นไว้ทั้งหมด 8 ประการ เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นอันตรายสาหัส 

    – หูหนวก ตาบอด ลิ้นขาดหรือเสียปราสาทรับกลิ่น 

    – เสียอวัยวะการสืบพันธุ์หรือเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ 

    – เสียขา แขน เท้า มือ หรือนิ้ว รวมถึงการเสียอวัยวะอื่น ๆ 

    – หน้าเสียโฉม ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน 

    – กรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนทำให้แท้งลูก 

    – ส่งผลให้คู่กรณีเกิดโรคทางจิตจนไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ 

    – ทุพพลภาพ หรือมีการเจ็บป่วยเรื้อรังที่อาจเป็นได้ตลอดชีวิต (จากแพทย์วินิจฉัย)

    – ทุพพลภาพ หรือทนทุกข์ทรมานเกิน 20 วัน หรือทำกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวันไม่ได้เกิน 20 วัน

    เมาแล้วขับประกันคุ้มครองหรือไม่?

    สำหรับประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ หากเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุหากพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ บริษัทประกันจะไม่จ่ายสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัย แต่จะทำการจ่ายให้กับคู่กรณีแทน แล้วภายหลังจากนั้นบริษัทประกันภัยจะไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนกับผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับอีกด้วย ส่วนประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ถึงแม้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ก็จะยังให้ความคุ้มครองทั้งตัวผู้เมาแล้วขับ และคู่กรณี โดยจะให้ความคุ้มครองในส่วนของค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเอง

    แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกินที่กฎหมายระบุ แม้อุบัติเหตุนั้นจะไม่ได้สร้างความเสียหายหรือความบาดเจ็บให้ผู้ใด แต่ก็ถูกบริษัทประกันภัยหัวใสเล่นแง่ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อบ่ายเบี่ยงปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นสิ่งแรกที่ควรทำก็คือปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด ติดต่อเรา

    คดีเมาแล้วขับเป็นคดีอาญาหรือไม่

    คดีเมาแล้วขับเป็น copy

    ตามกฎหมายแล้ว คดีเมาแล้วขับ นับเป็นคดีความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 160 ตรี เดิมระบุโทษเอาไว้ว่า “ผู้ที่มีความผิดจะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” และศาลสามารถสั่งพักการใช้ใบขับขี่ได้ขั้นต่ำ 6 เดือน หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้ทันที แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดเพิ่มโทษฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อเน้นการลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำ

    ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเท่าไหร่ถึงเรียกว่าเมาแล้วขับ

    ในกฎกระทรวงฉบับเก่าได้ให้เขียนไว้ว่า หากผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้วขับตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 พ.ศ.2537 ออกความใน พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อ 3 

    เนื่องจากในปัจจุบันนี้กฎหมายเมาแล้วขับได้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาความกฎหมาย และมีการเพิ่มเติมรายละเอียดอื่น ๆ ลงไปจากเดิม ก็คือผู้ขับขี่ใน 4 กรณีดังต่อไปนี้ หากมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้วขับ โดยผู้ขับขี่ทั้ง 4 กรณีมีดังนี้ 

    – ผู้ขับขี่ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 

    – ผู้ขับขี่ที่ยังใช้ใบขับขี่ชั่วคราวอยู่ (ใบขับขี่แบบ 2 ปี)

    – ผู้ขับขี่ทีมีใบขับขี่ประเภทอื่นซึ่งใช้ทดแทนกันไม่ได้ 

    – ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิก หรือถูกสั่งให้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

    กฎหมายเมาแล้วขับปี 2567 มีโทษทางกฎหมายอะไรบ้าง 

    บทโทษทางกฎหมายเมาแล้วขับนั้นคือต้องเสียค่าปรับตามกฎหมาย หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกรณีของการลงโทษเมาแล้วขับ จะแบ่งได้ตามความหนักหน่วงการกระทำ ได้แก่ กรณีที่เมาแล้วขับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบแอลกอฮอล์ในเลือด กับกรณีที่เมาแล้วขับจนทำให้เกิดอุบัติเหตุทำผู้อื่นบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิต โดยทั้ง 2 กรณีเมาแล้วจับ โทษทางกฎหมายจะแตกต่างกันออกไปดังนี้

    ค่าปรับกรณีเมาแล้วขับเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำ

    กรณีเมาแล้วฝ่าฝืนขับขี่ยานพาหนะ หากถูกเจ้าหน้าที่ทำการเรียกตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์จะแบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้คือ ทำความผิดครั้งแรก กับ ทำความผิดซ้ำภายใน 2 ปี

    ทำความผิดครั้งแรก – มีโทษปรับ 10,000 – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่ขั้นต่ำอย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่ได้

    ทำความผิดซ้ำภายใน 2 ปี (นับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก) – มีโทษปรับ 50,000 – 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่ได้

    ค่าปรับเมาแล้วขับไปเกิดอุบัติเหตุทำผู้อื่นบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต 

    โทษเมาแล้วขับทางกฎหมายเมื่อทำให้เกิดอุบัติเหตุจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิต จะรุนแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งดังนี้ 

    – เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บ มีโทษปรับ 20,000-100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1-5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

    – เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บสาหัส มีโทษปรับ 40,000-120,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2-6 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 2 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

    – เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีเสียชีวิต มีโทษปรับ 60,000-200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกยกเลิกใบขับขี่ทันที

    ความผิดฐานเมาแล้วขับจนเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

    กรณีเมาแล้วขับจนทำให้คู่กรณีเกิดการบาดเจ็บสาหัส ทางประมวลกฎหมายอาญาได้มีกำหนดขั้นต้นไว้ทั้งหมด 8 ประการ เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นอันตราสาหัส 

    – หูหนวก ตาบอด ลิ้นขาดหรือเสียปราสาทรับกลิ่น 

    – เสียอวัยวะการสืบพันธุ์หรือเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ 

    – เสียขา แขน เท้า มือ หรือนิ้ว รวมถึงการเสียอวัยวะอื่น ๆ 

    – หน้าเสียโฉม ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน 

    – กรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนทำให้แท้งลูก 

    – ส่งผลให้คู่กรณีเกิดโรคทางจิตจนไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ 

    – ทุพพลภาพ หรือมีการเจ็บป่วยเรื้อรังที่อาจเป็นได้ตลอดชีวิต (จากแพทย์วินิจฉัย)

    – ทุพพลภาพ หรือทนทุกข์ทรมานเกิน 20 วัน หรือทำกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวันไม่ได้เกิน 20 วัน 

    ปริมาณแอลกอฮฮล์ในเลือดเกินกฎหมายกำหนด จะถูกจับเลยหรือไม่? 

    เมื่อถูกเป่าแอลกอฮอล์แล้วมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หากผู้ขับขี่อายุไม่เกิน 18 ปีจะมีโทษปรับ หรือรอลงอาญา หรืออาจใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา แต่ทั้งนี้เยาวชนผู้ขับขี่จะต้องไม่มีประวัติกระทำความผิด ส่วนกรณีผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี หากขับขี่ในขณะที่เมาสุราเจ้าพนักงานสามารถควบคุมตัวผู้ขับขี่ได้ทันที และมีอำนาจควบคุมตัวได้เป็นเวลา 48.ชม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ จากนั้นจะทำการส่งฟ้องภายใน 48 ชม. โดยมีโทษปรับ หรือรอลงอาญา หรืออาจทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับว่าหากเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุนั้นมีผู้เสียหาย ผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิตหรือไม่

    สามารถปฏิเสธการเป่าได้หรือเปล่า?

    หากว่ากันไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว คุณมีสิทธิ์ในร่างกายของคุณสามารถปฏิเสธการเป่าแอลกอฮอล์ได้ แต่หากคุณเข้าด่านตรวจหรือเจ้าพนักงานมองเห็นถึงความผิดปกติเจ้าพนักงานก็มีสิทธิ์ตามกระบวนกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ขอตรวจระดับแอลกอฮอล์ หรือสิ่งของมึนเมาอย่างอื่นได้ ซึ่งถ้าคุณปฏิเสธไม่ทำการเป่าพนักงานเจ้าหน้าที่อาจมองได้ว่าคุณขัดขืนคำสั่งของพนักงาน อาจโดนตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ และนอกจากนั้นอาจมองได้ว่าคุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือขับขี่รถในขณะเมาสุรา เพราะถ้าหากมั่นใจว่าปริมาณแอลกอฮอล์ของคุณนั้นไม่เกินแนะนำให้ทำการเป่าเพื่อสามารถนำไปเป็นข้อต่อสู้ในทางกฎหมายได้

    อย่างไรก็ตาม การดื่มแล้วขับยวดยานพาหนะก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และยังอาจเกิดอุบัติเหตุต่อตนเองหรือผู้อื่นได้ แต่หากท่านใดเกิดเหตุต้องเจอกับปัญหาการเมาแล้วขับ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเล็กน้อยหรือถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุแนะนำให้มีทนายไว้คอยปรึกษาจะดีที่สุดค่ะ สำนักงานทนายความวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญ ติดต่อเรา 

    ทำความเข้าใจ “เมาแล้วขับ” กับประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาฉบับใหม่ ไม่ใช่ “กฎหมาย” ใหม่ !!

    ทำความเข้าใจ “เมาแล้วขับ”

              สำหรับกรณีเมาแล้วขับที่บริษัทประกันภัยมักใช้กลยุทธ์เด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” มาเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค และสำหรับปี 2567 นี้ราชกิจจานุเบกษาก็ได้ออกประกาศแพทยสภาล่าสุดฉบับที่ 25/2567 เรื่องแนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ประจำวันที่ 24 เมษายน 2567 ที่ผ่านมาล่าสุดนี้ ซึ่งหลังจากที่ประกาศฉบับนี้ได้ออกมาก็ส่งผลให้ประชาชนไม่น้อยเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้

     วันนี้ทนายอาร์มและสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้กันกับกรณีเมาแล้วขับว่าเป็นกฎหมายใหม่หรืออย่างไรกันแน่ วันนี้มีคำตอบ

    ประชาชนเข้าใจผิดสนั่น ประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาล่าสุด เป็นกฎหมายใหม่หรือไม่ ?

    ประชาชนเข้าใจผิดสนั่น ประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาล่าสุด

              การประกาศราชกิจจานุเบกษาของแพทยสภาที่มีการออกมาฉบับล่าสุดนั้นเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีนัยแอบแฝงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่  คำว่า “แนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด” เป็นตำราวิชาการทางการแพทย์ที่มีสูตรและวิธีการคำนวณ

              โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับคดีที่ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยคือคดีเมาแล้วขับ ซึ่งเหล่าผู้เสียหายได้ถูกบริษัทใช้เล่ห์เลี่ยมอาศัยเหตุว่า กรณีเมาแล้วขับขณะขับขี่ผู้ประสบภัยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

              ซึ่งถ้าหากตีความตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 9.3 ได้บอกไว้ว่าการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุรา ใช้คำว่า “ขณะขับขี่ ให้ถือว่าเมาสุรา” หรือของมึนเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ซึ่งก็หมายความว่า ขณะขับขี่แล้วเกิดเหตุ ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทฯ ไม่จ่าย บริษัทฯ จึงใช้วิธีและหรือเทคนิคที่ว่า ขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุรา

              ยกตัวอย่าง : หากคุณเกิดเหตุเวลา 21.00 น. หมายความว่าคุณขับรถก่อน 21.00 น. และแสดงว่าคุณดื่มแอลกอฮอล์ก่อน 21.00 น. คุณถึงมาเกิดอุบัติเหตุ ถ้ากรณีเกิดอุบัติเหตุในความเป็นจริงเมาแล้วขับไม่สามารถเป่าวัดแอลกอฮอล์ได้ทันที และหรือตรวจเลือดได้ทันที บริษัทประกันก็ได้อาศัยช่องว่าตรงนี้มาใช้กลยุทธ์หัวแพทย์ใส่ผู้ประสบภัย เพราะกว่าพนักงานสอบสวนจะมาที่เกิดเหตุ อีกทั้งกว่าเจ้าหน้าที่ประกันภัยจะมาที่เกิดเหตุ ในความเป็นจริงแล้วนั้นเพียงแค่บริษัทประกันภัยมาที่เกิดเหตุ ช้าไป 1 ชั่วโมง บริษัทฯ ก็ได้ฟรีไปแล้ว 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

    แพทยสภาเป็นเครื่องมือให้กับบริษัทประกันภัยทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่ ?

              จากกรณีประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาดังกล่าว ผู้ประสบภัยหรือประชาชนจะเกิดความเข้าผิดคิดว่าประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้เป็น “กฎหมาย”  แต่ในท่อนที่ว่า โดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมกำหนดวัตถุประสงค์ให้แพทยสภาเผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์ เพราะฉะนั้นราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้จึงถือว่า ไม่ใช่กฎหมายใช้บังคับนับแอลกอฮอล์ย้อนหลังอย่างแน่นอน

    เตือน ! ก่อนเข้าใจผิด แพทยสภาประกาศราชกิจจานุเบกษา ท.อาร์มยืนยันไม่ใช่กฎหมายใหม่ !

    เตือน ! ก่อนเข้าใจผิด แพทยสภาประกาศราชกิจจานุเบกษา ท.อาร์มยืนยันไม่ใช่กฎหมายใหม่

              ผู้ประสบภัยอย่าเข้าใจผิด หลงประเด็น หรือหลงกลในการต่อสู้ว่าประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าวคือกฎหมายใหม่ ไม่แม้แต่ประชาชนที่เข้าใจผิด แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ต่อสายเข้ามาสอบถามทนายอาร์มของเรา เข้าใจว่านี่คือกฎหมายใหม่ ทางทนายอาร์มจึงบอกไปว่าไม่ใช่ เพราะหากเป็นกฎหมายต้องเขียนระบุในพระราชบัญญัติที่ตราอย่างถูกต้องออกมาว่า ใครเมาแล้วขับเกิดเหตุแล้วนับย้อนหลังทุกคน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

              แต่ในความเป็นจริงสามารถทำได้ยาก เพราะเราไม่สามารถคิดได้ว่าคนไหนมีปริมาณลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเรื่องแนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด มีวิธีการคำนวณ เหมือนกับสมการ อธิบายง่าย ๆ คือ นึกถึงว่าการหาพื้นที่ตารางเมตร คุณต้องใช้สูตร กว้างXยาว ก็เช่นเดียวกัน การคำนวณหาปริมาณแอลกอฮอล์ก็มีสมการ วิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังหมายถึงว่าคุณต้องมีข้อมูลเบื้องต้น และคุณต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด คุณถึงคำนวณย้อนหลังได้ แต่อย่างกรณีราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ชาวบ้านและประชาชนอาจเข้าใจผิดได้ว่าคือกฎหมายให้นับย้อนหลัง วันนี้ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงยืนยันว่าไม่ใช่กฎหมายใหม่ เป็นเพียงแนวทางทางการแพทย์ หากจะนำมานับย้อนหลังจริง เพราะเหตุใดประกันภัยถึงไม่เขียนระบุในกรมธรรม์เลยว่า เกิดเหตุแล้วประกันจะคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประชาชนจึงได้ไม่ต้องตีความเอาเองว่า หากไม่สามารถตรวจวัดแอลกอฮอล์ขณะเกิดเหตุได้ บริษัทฯ จะใช้วิธีการคำนวณย้อนหลัง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ การกระทำแบบนี้ของบริษัทญ จึงเรียกว่าหัวแพทย์

    เมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลฯ ย้อนหลัง ใครอยากรู้หลักการคำนวณปริมาณแอลฯ ที่ถูกต้อง รีบปรึกษาทนายทันที !

              วิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังคือคุณรู้ได้อย่างไรว่าว่าคนที่เมาแล้วขับ เมาสูงสุดที่เท่าไหร่ เช่น บางคนเมาแล้วขับ มีปริมาณสูงสุดเพียง 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ประกันภัยมานับย้อนหลัง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ไปเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ให้เขา เท่ากับว่า 15+48 = 63 หมายความว่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่จริงๆ ผู้ขับขี่ที่ว่าเขาเมาแล้วขับอาจจะไม่ถึงเลยก็ได้ หากบริษัทฯ ทำแบบนี้นำประกาศมาใช้หัวแพทย์กับประชาชน ทนายอาร์มขอยืนยันตรงนี้เลยว่า ไม่ใช่กฎหมาย ประกาศฉบับนี้เพียงให้แค่ทุกคนรับทราบเท่านั้น

              และสำหรับผู้ประสบภัยท่านใดเจอกรณีเมาแล้วขับถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หากอยากรู้ว่าวิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร รีบปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเหตุได้ทันที >>ติดต่อเรา<<

    Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!