ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกร้องอย่างไร? จากข้อเสนอ 7,500 บาท สู่ค่าเสียหายหลักแสน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นสิทธิที่ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ควรทำความเข้าใจ เพราะเมื่อรถได้รับความเสียหายและต้องนำเข้าอู่เพื่อซ่อม ผู้เสียหายอาจไม่สามารถนำรถมาใช้งานได้ตามปกติ และความเสียหายไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีความเสียหายจากการขาดโอกาสในการใช้รถในช่วงระหว่างการซ่อมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินตามจำนวนที่ต้องการโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง หลักฐาน ระยะเวลาซ่อม และรายละเอียดความเสียหายประกอบกัน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายควรเข้าใจว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วรถได้รับความเสียหายจนต้องเข้าซ่อม ช่วงเวลาที่ไม่สามารถนำรถมาใช้ประโยชน์ได้อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามมา เช่น ต้องเช่ารถ ต้องเดินทางด้วยวิธีอื่น หรือหากเป็นรถที่ใช้ประกอบอาชีพก็อาจมีผลต่อรายได้

ดังนั้น ก่อนยอมรับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัย ผู้เสียหายควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบด้านว่าเงินที่บริษัทเสนอครอบคลุมความเสียหายส่วนใดบ้าง และจำนวนเงินดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะข้อเสนอแรกที่ได้รับอาจไม่ใช่จำนวนสุดท้ายที่สะท้อนความเสียหายทั้งหมด

จากข้อเสนอ 7,500 บาท สู่ค่าเสียหายหลักแสน

กรณีหนึ่งที่ทนายอาร์มนำมาเป็นตัวอย่าง เป็นกรณีของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถกระบะ เกิดเหตุในจังหวัดภูเก็ต โดยในช่วงแรกก่อนมีทนายความเข้ามาดูแล บริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้ผู้เสียหายเพียง 7,500 บาท

เมื่อผู้เสียหายเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและพบคลิปวิดีโอให้ความรู้ของทนายอาร์มผ่าน YouTube ก่อนติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาและให้ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย

ภายหลังจากมีการดำเนินการและพิจารณารายละเอียดของคดี ผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายหลักแสนบาทจากเดิมที่บริษัทประกันภัยเสนอ 7,500 บาท กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเงินที่บริษัทเสนอในเบื้องต้นไม่ควรเป็นตัวเลขที่ผู้เสียหายต้องรีบยอมรับโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสิทธิของตนเองก่อน

ทำไมต้องมีหลักฐานในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารการซ่อมรถ ระยะเวลาที่รถอยู่ในอู่ หลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถ ตลอดจนเอกสารหรือข้อมูลอื่นที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ผู้เสียหายจึงไม่ควรมองเพียงว่า “บริษัทประกันภัยเสนอให้เท่าไหร่ก็รับเท่านั้น” แต่ควรตรวจสอบก่อนว่าข้อเสนอครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และมีเอกสารหรือข้อเท็จจริงใดที่สามารถใช้ประกอบการเรียกร้องเพิ่มเติมได้บ้าง

ในบางกรณี การพูดคุยเจรจาโดยไม่มีการเตรียมข้อมูลอย่างเป็นระบบ อาจทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน การเก็บหลักฐานตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ผู้เสียหายควรรีบรับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือไม่?

คำตอบไม่ได้เหมือนกันทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาเอกสารและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายควรอ่านรายละเอียดของข้อเสนอและเอกสารที่กำลังจะลงนามให้เข้าใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข้อความที่อาจเกี่ยวข้องกับการยุติข้อเรียกร้องหรือการสละสิทธิในส่วนอื่น

หากไม่เข้าใจเนื้อหา ผู้เสียหายสามารถขอเวลาตรวจสอบเอกสารหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนตัดสินใจได้ เพราะการลงนามในเอกสารบางประเภทอาจมีผลต่อการเรียกร้องในภายหลัง

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จึงฝากถึงผู้บริโภคว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากตัวเลขที่บริษัทประกันภัยเสนอเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าตัวเลขดังกล่าวเกิดจากหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงอะไร และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้นหรือไม่

บริษัทประกันภัยมีทนายความแต่แรก ผู้เสียหายก็มีทนายได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกว่าบริษัทประกันภัยเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญคอยดำเนินการ ขณะที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร

ในมุมของทนายอาร์ม การมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพราะผู้เสียหายควรรู้ว่าตนเองสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง ต้องเตรียมหลักฐานอย่างไร และควรเจรจาอย่างไรให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ส่วนกรณีที่ต้องการร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหายควรทำความเข้าใจบทบาทและกระบวนการของหน่วยงานนั้น ๆ รวมถึงพิจารณาว่ากรณีของตนจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาด้านกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่

อย่ามองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องเล็ก เพราะความเสียหายอาจมากกว่าที่คิด

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ขับรถไปชนผู้อื่น หรือเป็นฝ่ายที่ถูกรถคันอื่นชน เมื่อเกิดเหตุขึ้น สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมข้อมูลและหลักฐานให้ครบถ้วน ตั้งแต่ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ เอกสารจากบริษัทประกันภัย เอกสารการซ่อมรถ ไปจนถึงหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้น

กรณีตัวอย่างจากข้อเสนอ 7,500 บาท และภายหลังได้รับค่าเสียหายหลักแสน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นมาตรฐานว่าทุกคดีจะต้องได้จำนวนเท่ากัน แต่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าการประเมินสิทธิและความเสียหายอย่างละเอียดมีความสำคัญ และจำนวนเงินที่บริษัทเสนอในเบื้องต้นอาจต้องนำมาตรวจสอบกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

หากกำลังประสบอุบัติเหตุและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือไม่แน่ใจว่าข้อเสนอจากบริษัทประกันภัยเหมาะสมกับความเสียหายหรือไม่ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจดำเนินการ เพื่อให้เข้าใจสิทธิและแนวทางของตนเองอย่างรอบคอบ

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ติดต่อเรา

“ค่าเสื่อมราคา” รถยนต์หลังอุบัติเหตุ ทำไมบริษัทประกันไม่จ่าย? และทำไมต้อง ให้ทนายเดินเรื่อง ถึงจะได้สิทธิ์คืน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนต้องเผชิญหลังจากความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สิน คือขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ค่าเสื่อมราคา” ของรถยนต์หลังซ่อม บริษัทประกันต้องจ่ายหรือไม่?

คำตอบคือ “สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง “บริษัทประกันภัยมักไม่จ่าย”และสุดท้าย ผู้เสียหายจำนวนมากต้องพึ่งทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัย เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์คืน เพราะเรื่อง “ค่าเสื่อมราคา” ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็เรียกได้ง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายของทนาย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

 “ค่าเสื่อมราคา” คืออะไร?

“ค่าเสื่อมราคา” หมายถึง มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงจากสภาพเดิมหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมจนดูเหมือนใหม่ แต่ในตลาดรถยนต์มือสอง รถที่เคยชนจะขายได้ราคาต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดเหตุ เช่น รถยนต์ของคุณมีมูลค่าก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ 1,000,000 บาท
หลังอุบัติเหตุ บริษัทประกันซ่อมให้จนใช้งานได้เหมือนเดิม แต่เมื่อขายต่อกลับได้เพียง 900,000 บาท
ส่วนต่าง 100,000 บาทนี้ คือ “ค่าเสื่อมราคา”

มูลค่านี้ถือเป็นความเสียหายที่แท้จริงตามกฎหมายที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องจากผู้ก่อเหตุหรือบริษัทประกันภัยได้

วิธีคิด “ค่าเสื่อมราคารถ” ไม่มีใครอยากซื้อรถที่ถูกชนแล้ว

เวลารถเกิดอุบัติเหตุ แม้ซ่อมจนใช้งานได้ แต่สภาพรถจะไม่เหมือนเดิม ทำให้มูลค่ารถลดลง ตรงนี้เองที่เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” หรือ “ค่าขาดราคาของรถ” ซึ่งผู้เสียหายสามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยได้

ทนายอาร์ม อธิบายว่า วิธีการประเมินค่าเสื่อมราคารถที่มักใช้กันจริง ๆ มีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ

วิธีที่ 1  – อิงจากเหตุการณ์จริงของผู้ขาย

ผู้เสียหายรายหนึ่งทำธุรกิจซื้อขายรถมือสอง ขณะขับรถไปเสนอขายให้ลูกค้าเกิดอุบัติเหตุ รถถูกชนจนลูกค้าปฏิเสธซื้อทันที เพราะ “ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชน”
จากเดิมรถราคาประมาณ 500,000 บาท ลูกค้าบอกว่าถ้าจะซื้อก็ซื้อได้แค่ 100,000 บาท เท่านั้น
ส่วนต่าง 400,000 บาทนี้คือ “ค่าเสื่อมราคา” จากอุบัติเหตุ

วิธีที่ 2 – สอบถามเต็นท์รถ

ในบางกรณี ผู้เสียหายอาจไปสอบถามเต็นท์รถมือสองเพื่อประเมินราคา
เช่น เต็นท์แจ้งว่ารถรุ่นนี้ปกติขาย 500,000 บาท แต่ถ้าเคยชน จะรับซื้อเพียง 200,000 บาท
ส่วนต่าง 300,000 บาท ก็ถือเป็นค่าเสื่อมราคาได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 – ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือช่างผู้ชำนาญ

หากไม่มีการซื้อขายจริง สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างรถยนต์ หรือช่างผู้มีใบอนุญาต ประเมินมูลค่าหลังซ่อมโดยเทียบกับราคาตลาดรถมือสองรุ่นเดียวกัน วิธีนี้ถือว่ามีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ทางเทคนิค

ประเด็นสำคัญจากทนายอาร์ม

  • การเรียก “ค่าเสื่อมราคา” เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพราะรถที่ชนแล้วไม่อาจขายได้ราคาเดิม
  • บริษัทประกันภัยไม่ควรแนะนำให้ผู้เสียหายโกหกเต็นท์รถว่ารถไม่เคยชน เพื่อให้ขายได้ราคาเดิม เพราะถือเป็นการทำผิดจริยธรรม
  • ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชนหนัก และราคาขายต่อย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวได้ว่า “ค่าเสื่อมราคารถ” คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แม้รถจะซ่อมจนดูดี แต่ในตลาดรถมือสองมูลค่าก็ลดลง การเรียกร้องส่วนต่างนี้จึงเป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยชอบตามกฎหมาย

ทำไมบริษัทประกันภัยมัก “ไม่ยอมจ่ายค่าเสื่อมราคา”?

ถึงแม้จะเป็นมูลค่าความเสียหายจริง แต่บริษัทประกันภัยมักอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธ เช่น

1.รถซ่อมแล้วกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

2.ไม่มีหลักฐานราคาตลาดรองรับ

3.สัญญาประกันภัยไม่ครอบคลุมค่าเสื่อมราคา

แต่ในทางกฎหมาย ความเสียหายจากค่าเสื่อมราคาไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในกรมธรรม์
เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามูลค่ารถลดลงจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันหรือคู่กรณีต้องชดใช้ตามหลัก มูลละเมิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420)

ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย?

แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิ์เรียกร้องได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกค่าเสื่อมราคาต้องใช้หลักฐานที่ซับซ้อน เช่น

  • ใบประเมินราคาก่อนและหลังซ่อม
  • พยานผู้เชี่ยวชาญ
  • ใบเสร็จและเอกสารการซ่อม
  • ภาพถ่ายสภาพรถ

ซึ่งทนายความจะเข้ามาดำเนินการในส่วนสำคัญคือ
✅ การประเมินมูลค่าความเสียหายจริง
✅ การรวบรวมหลักฐานและจัดทำเอกสารที่ศาลรับฟังได้
✅ การอ้างคำพิพากษาเดิมที่ศาลเคยตัดสินให้ “จ่ายค่าเสื่อมราคา” เพื่อสร้างน้ำหนักทางคดี

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าบริษัทประกันมี “ทีมทนาย” ตั้งแต่ก่อนรถจะชน ประชาชนก็มีสิทธิ์ “มีทนายของตัวเองตั้งแต่รถชน” เช่นกัน

 “ค่าเสื่อมราคา” เรียกได้จริง แต่อยู่ที่ว่าคุณรู้วิธีเรียกหรือไม่?

“ค่าเสื่อมราคา” คือมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือของแถมจากบริษัทประกัน แต่เพราะผู้เสียหายจำนวนมากขาดความรู้และไม่รู้วิธีพิสูจน์ ทำให้สิทธิ์นี้ “หายไปโดยไม่รู้ตัว” หากคุณกำลังถูกบริษัทประกันปฏิเสธค่าเสื่อมราคา อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหรือเสียเปรียบบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายทันทีเพื่อให้บริการทางกฎหมายเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดย ทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยรถยนต์ พร้อมเดินเรียกเรียกร้องค่าเสียหายให้คุณในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคา ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ โทร 062-195-1661

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!