ทนายอาร์ม ยืนยัน! ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ เรียกร้องได้ เตือน คปภ.อาจช่วยไม่ได้จริง

ทนายอาร์มยืนยันเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนอาจเข้าใจว่าหากบริษัทประกันภัยรับผิดชอบค่าซ่อมรถแล้ว เรื่องทุกอย่างก็น่าจะจบลง แต่ในความเป็นจริง ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุได้ด้วย โดยเฉพาะ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าควรเรียกร้องอย่างไร ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงต้องการฝากข้อคิดถึงประชาชนว่า การเรียกร้องค่าเสียหายไม่ใช่เพียงการเดินเข้าไปขอเงินจากบริษัทประกันภัย แต่จำเป็นต้องมีข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนจำนวนเงินที่ต้องการเรียกร้องอย่างมีเหตุผล

ค่าขาดประโยชน์ฯ ค่าเสื่อม เรียกได้ แต่ต้องเรียกแบบมีเทคนิค


ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เสียหายควรให้ความสำคัญ เพราะเมื่อรถได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุและต้องนำเข้าอู่เพื่อซ่อม ย่อมหมายความว่าเจ้าของรถไม่สามารถนำรถไปใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาดังกล่าว ความเสียหายจึงไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีความเสียหายจากการที่ไม่สามารถใช้รถได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดตัวเลขขึ้นมาเองได้ทั้งหมด ผู้เสียหายควรรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับระยะเวลาซ่อม การใช้งานรถ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเรียกร้องมีน้ำหนักมากขึ้น ดังนั้น หากต้องการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ผู้เสียหายควรเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ต้น และไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการดำเนินการ

และอีกประเด็นที่ทนายอาร์มให้ความสำคัญคือค่าเสื่อมราคารถ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง รถยนต์ที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุและผ่านการซ่อมมาแล้วอาจมีมูลค่าตลาดแตกต่างจากรถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แม้จะซ่อมกลับมาให้สามารถใช้งานได้ตามปกติก็ตาม ทนายอาร์มชวนให้ลองคิดง่าย ๆ หากรถสองคันเป็นรุ่นเดียวกัน อายุการใช้งานใกล้เคียงกัน และสภาพโดยรวมใกล้เคียงกัน แต่คันหนึ่งมีประวัติการชนและซ่อมหนัก ในขณะที่อีกคันไม่มีประวัติอุบัติเหตุ ผู้ซื้อจำนวนมากย่อมพิจารณาประวัติของรถประกอบการตัดสินใจ และอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายได้ ดังนั้น ผู้เสียหายจึงควรศึกษาสิทธิของตนเองและเตรียมข้อมูลประกอบการเรียกร้องอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จำนวนค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละกรณี ไม่ใช่ว่ารถทุกคันจะได้รับเงินในจำนวนเท่ากัน

เข้าใจผิดเข้าใจใหม่ คปภ. ไม่ได้ช่วย บทบาทแท้จริง คือ เป็นคนกลางในการเจรจา

สำหรับประเด็นคปภ.หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ทนายอาร์มมองว่าประชาชนควรทำความเข้าใจบทบาทของหน่วยงานให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะเข้าไปดำเนินการ โดยกระบวนการร้องเรียนเกี่ยวกับประกันภัยมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี การพูดคุยหรือไกล่เกลี่ยระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน หากผู้เสียหายยังไม่เข้าใจว่าตนเองมีสิทธิอะไร ต้องเรียกร้องอย่างไร หรือควรเตรียมเอกสารอะไร การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนดำเนินการก็อาจช่วยให้สามารถวางแนวทางได้อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องจำนวนเงินหรือบริษัทประกันภัยไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้เสียหาย

“ไม่ต้องมีทนายก็ได้” มันได้จริงหรือ?

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยังฝากเตือนประชาชนว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากคำพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่ต้องมีทนาย” เพราะการมีทนายความไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้เกิดคดีขึ้นศาลเสียก่อน แต่ทนายความสามารถเข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมข้อเท็จจริง วิเคราะห์สิทธิ วางแนวทางการเรียกร้อง และเตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการเจรจาได้ การที่บริษัทประกันภัยมีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายดูแลผลประโยชน์ของบริษัทอยู่แล้ว ผู้เสียหายเองก็ควรศึกษาสิทธิของตนเองเช่นกัน เพราะการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ ให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูดว่า “ขอเท่านี้” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเหตุผลและหลักฐานมาสนับสนุนข้อเรียกร้อง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ ปรึกษาทนายก่อนไปร้อง คปภ. ดีที่สุด

ท้ายที่สุดทนายอาร์มขอฝากว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งคิดว่าบริษัทประกันภัยจ่ายค่าซ่อมแล้วทุกอย่างจบ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายอาจมีมากกว่าค่าซ่อมรถ การเสียโอกาสในการใช้รถ รวมถึงมูลค่าของรถที่อาจได้รับผลกระทบหลังเกิดอุบัติเหตุ ล้วนเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้รอบคอบ หากผู้เสียหายท่านใดกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ และไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไร การปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางก่อนเจรจากับบริษัทประกันภัย ย่อมสามารถช่วยให้ผู้เสียหายรู้เท่าทันสิทธิของตนเองมากขึ้น หากต้องการปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อสอบถามแนวทางการดำเนินการได้ทันที คลิก >>ติดต่อเรา<<

ค่าเสื่อมราคารถ คือสิทธิที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ หลังรถชนคุณเรียกร้องได้มากกว่าที่คิด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน สิ่งแรกที่หลายคนคิดถึงคือค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เช่น ค่าเช่ารถระหว่างซ่อม หรือค่าเสียเวลาในการเดินทาง แต่มีอีกหนึ่งสิทธิสำคัญที่เจ้าของรถมักมองข้าม นั่นคือ ค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย และในหลายกรณีมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท

ค่าเสื่อมราคารถ คือ ค่าส่วนต่างของมูลค่ารถที่ลดลงหลังจากเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ในทางตลาด “รถที่เคยชน” ย่อมมีราคาขายต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากซื้อรถที่มีประวัติชนในราคาเท่ากับรถสภาพเดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมกฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถเพิ่มเติมจากค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้

ค่าเสื่อมราคารถ คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

ค่าเสื่อมราคารถ หมายถึง ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่รถยนต์มีมูลค่าลดลงหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าจะซ่อมจนกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วก็ตาม เพราะในทางปฏิบัติ รถที่ผ่านการชนย่อมถูกมองว่ามีความเสี่ยง มีประวัติ และมีโอกาสเกิดปัญหาในอนาคต

ตัวอย่างเช่น รถใหม่ราคา 1,200,000 บาท หากไม่เคยชน อาจขายต่อได้ในราคาดี แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีการซ่อมแซม ต่อให้ซ่อมดีเพียงใด มูลค่าตลาดอาจลดลงเหลือเพียง 1,000,000 บาท ส่วนต่าง 200,000 บาทนี้เองคือ “ค่าเสื่อมราคารถ” ที่สามารถเรียกร้องจากฝ่ายผู้ก่อเหตุได้

ปัญหาที่ผู้เสียหายมักเจอในการเรียกค่าเสื่อมราคารถ

ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนถูกปฏิเสธจากบริษัทประกันภัย หรือได้รับคำตอบว่า “ไม่มีในกรมธรรม์” หรือ “กฎหมายไม่รองรับ” ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่าตนไม่มีสิทธิเรียกร้อง

ปัญหาหลักคือ

  • ไม่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคารถ
  • ไม่รู้วิธีคำนวณและพิสูจน์ความเสียหาย
  • ไม่รู้ขั้นตอนทางกฎหมาย
  • ไม่มีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางกลยุทธ์ในการเรียกร้อง

ผลคือหลายคนยอมรับเพียงค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ โดยเสียโอกาสเรียกค่าเสื่อมราคารถไปอย่างน่าเสียดาย

จะเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้มาก ต้องใช้ “เทคนิคทางกฎหมาย”

การเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้จำนวนมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชค แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคการเดินเรื่องของทนายความ ตั้งแต่ต้นคดี ไม่ว่าจะเป็น

1. การรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

2. การประเมินมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

3. การวางแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม

4. การเลือกวิธีดำเนินคดีให้ได้ผลเร็วและคุ้มค่า

5. การไม่เสียเวลาเจรจาในจุดที่ไม่มีประโยชน์

ในหลายกรณี การเดินหน้าฟ้องคดีโดยตรงกลับเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แทนที่จะเสียเวลาติดต่อบริษัทประกันภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ได้ข้อสรุป

ตัวอย่างคดีจริง เรียกค่าเสื่อมราคารถได้หลักแสน

ในคดีหนึ่งที่ทนายอาร์มเป็นผู้ดำเนินการ จุดเริ่มต้นคือผู้เสียหายเข้ามาปรึกษาทนายตั้งแต่แรก พร้อมเล่าเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน ทนายจึงรวบรวมข้อมูลและจัดทำสำนวนคดีอย่างเป็นระบบ

เทคนิคสำคัญของคดีนี้คือ ไม่เสียเวลาเจรจากับบริษัทประกันภัย แต่เลือกเดินหน้าฟ้องคดีทันที เนื่องจากเห็นว่าไม่มีประโยชน์และทำให้คดีล่าช้า

ผลลัพธ์คือ

  • ได้ค่าเสื่อมราคารถจำนวน 100,000 บาท
  • ได้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถประมาณ 99,000 บาท
  • รถใช้เวลาซ่อมถึง 142 วัน

จะเห็นได้ว่า ค่าเสื่อมราคารถที่ได้รับสูงกว่าค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเสียอีก นี่คือภาพชัดเจนว่าหากมีการวางกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ถูกต้อง ผู้เสียหายสามารถได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

รถชน อย่ารอให้เสียโอกาส ควรปรึกษาทนายตั้งแต่แรก

หลายคนรอจนคดีผ่านไปนานแล้วจึงคิดจะเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งอาจทำให้หลักฐานสูญหาย หรือเสียเปรียบในทางคดี การปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้

  • ไม่พลาดสิทธิในการเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ
  • วางแผนคดีอย่างรอบคอบ
  • เพิ่มโอกาสได้รับเงินชดเชยในจำนวนสูง
  • ลดความเสี่ยงในการถูกเอาเปรียบจากคู่กรณีหรือบริษัทประกัน

อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ความไม่รู้กฎหมายทำให้เสียสิทธิของตนเอง

ค่าเสื่อมราคารถ เรียกร้องได้ อย่ารอให้เสียโอกาส ปรึกษาทนายได้ทันทีหลังรถชน

เมื่อรถชน ผู้เสียหายไม่ได้มีสิทธิเรียกร้องเพียงค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเท่านั้น แต่ยังสามารถเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงจากการที่รถมีราคาลดลงในตลาด

การจะเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้มากหรือได้น้อย ขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ทางกฎหมายและความเชี่ยวชาญของทนายความ หากดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ย่อมเพิ่มโอกาสได้รับค่าเสียหายอย่างเต็มที่และเป็นธรรม

หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน อย่าปล่อยให้โอกาสในการเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ หลุดลอยไป
การปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้น คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสิทธิของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางแนวทางทางกฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อให้คุณได้รับค่าเสียหายอย่างเหมาะสม ทั้งค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถอย่างเต็มสิทธิ

-รถชน อย่ารอให้เสียโอกาส
ปรึกษาทนายวันนี้ เพื่อเรียกค่าเสื่อมราคารถอย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ – เคียงข้างคุณทุกปัญหาทางกฎหมาย

“ค่าเสื่อมราคา” รถยนต์หลังอุบัติเหตุ ทำไมบริษัทประกันไม่จ่าย? และทำไมต้อง ให้ทนายเดินเรื่อง ถึงจะได้สิทธิ์คืน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนต้องเผชิญหลังจากความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สิน คือขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ค่าเสื่อมราคา” ของรถยนต์หลังซ่อม บริษัทประกันต้องจ่ายหรือไม่?

คำตอบคือ “สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง “บริษัทประกันภัยมักไม่จ่าย”และสุดท้าย ผู้เสียหายจำนวนมากต้องพึ่งทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัย เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์คืน เพราะเรื่อง “ค่าเสื่อมราคา” ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็เรียกได้ง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายของทนาย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

 “ค่าเสื่อมราคา” คืออะไร?

“ค่าเสื่อมราคา” หมายถึง มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงจากสภาพเดิมหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมจนดูเหมือนใหม่ แต่ในตลาดรถยนต์มือสอง รถที่เคยชนจะขายได้ราคาต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดเหตุ เช่น รถยนต์ของคุณมีมูลค่าก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ 1,000,000 บาท
หลังอุบัติเหตุ บริษัทประกันซ่อมให้จนใช้งานได้เหมือนเดิม แต่เมื่อขายต่อกลับได้เพียง 900,000 บาท
ส่วนต่าง 100,000 บาทนี้ คือ “ค่าเสื่อมราคา”

มูลค่านี้ถือเป็นความเสียหายที่แท้จริงตามกฎหมายที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องจากผู้ก่อเหตุหรือบริษัทประกันภัยได้

วิธีคิด “ค่าเสื่อมราคารถ” ไม่มีใครอยากซื้อรถที่ถูกชนแล้ว

เวลารถเกิดอุบัติเหตุ แม้ซ่อมจนใช้งานได้ แต่สภาพรถจะไม่เหมือนเดิม ทำให้มูลค่ารถลดลง ตรงนี้เองที่เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” หรือ “ค่าขาดราคาของรถ” ซึ่งผู้เสียหายสามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยได้

ทนายอาร์ม อธิบายว่า วิธีการประเมินค่าเสื่อมราคารถที่มักใช้กันจริง ๆ มีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ

วิธีที่ 1  – อิงจากเหตุการณ์จริงของผู้ขาย

ผู้เสียหายรายหนึ่งทำธุรกิจซื้อขายรถมือสอง ขณะขับรถไปเสนอขายให้ลูกค้าเกิดอุบัติเหตุ รถถูกชนจนลูกค้าปฏิเสธซื้อทันที เพราะ “ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชน”
จากเดิมรถราคาประมาณ 500,000 บาท ลูกค้าบอกว่าถ้าจะซื้อก็ซื้อได้แค่ 100,000 บาท เท่านั้น
ส่วนต่าง 400,000 บาทนี้คือ “ค่าเสื่อมราคา” จากอุบัติเหตุ

วิธีที่ 2 – สอบถามเต็นท์รถ

ในบางกรณี ผู้เสียหายอาจไปสอบถามเต็นท์รถมือสองเพื่อประเมินราคา
เช่น เต็นท์แจ้งว่ารถรุ่นนี้ปกติขาย 500,000 บาท แต่ถ้าเคยชน จะรับซื้อเพียง 200,000 บาท
ส่วนต่าง 300,000 บาท ก็ถือเป็นค่าเสื่อมราคาได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 – ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือช่างผู้ชำนาญ

หากไม่มีการซื้อขายจริง สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างรถยนต์ หรือช่างผู้มีใบอนุญาต ประเมินมูลค่าหลังซ่อมโดยเทียบกับราคาตลาดรถมือสองรุ่นเดียวกัน วิธีนี้ถือว่ามีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ทางเทคนิค

ประเด็นสำคัญจากทนายอาร์ม

  • การเรียก “ค่าเสื่อมราคา” เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพราะรถที่ชนแล้วไม่อาจขายได้ราคาเดิม
  • บริษัทประกันภัยไม่ควรแนะนำให้ผู้เสียหายโกหกเต็นท์รถว่ารถไม่เคยชน เพื่อให้ขายได้ราคาเดิม เพราะถือเป็นการทำผิดจริยธรรม
  • ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชนหนัก และราคาขายต่อย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวได้ว่า “ค่าเสื่อมราคารถ” คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แม้รถจะซ่อมจนดูดี แต่ในตลาดรถมือสองมูลค่าก็ลดลง การเรียกร้องส่วนต่างนี้จึงเป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยชอบตามกฎหมาย

ทำไมบริษัทประกันภัยมัก “ไม่ยอมจ่ายค่าเสื่อมราคา”?

ถึงแม้จะเป็นมูลค่าความเสียหายจริง แต่บริษัทประกันภัยมักอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธ เช่น

1.รถซ่อมแล้วกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

2.ไม่มีหลักฐานราคาตลาดรองรับ

3.สัญญาประกันภัยไม่ครอบคลุมค่าเสื่อมราคา

แต่ในทางกฎหมาย ความเสียหายจากค่าเสื่อมราคาไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในกรมธรรม์
เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามูลค่ารถลดลงจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันหรือคู่กรณีต้องชดใช้ตามหลัก มูลละเมิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420)

ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย?

แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิ์เรียกร้องได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกค่าเสื่อมราคาต้องใช้หลักฐานที่ซับซ้อน เช่น

  • ใบประเมินราคาก่อนและหลังซ่อม
  • พยานผู้เชี่ยวชาญ
  • ใบเสร็จและเอกสารการซ่อม
  • ภาพถ่ายสภาพรถ

ซึ่งทนายความจะเข้ามาดำเนินการในส่วนสำคัญคือ
✅ การประเมินมูลค่าความเสียหายจริง
✅ การรวบรวมหลักฐานและจัดทำเอกสารที่ศาลรับฟังได้
✅ การอ้างคำพิพากษาเดิมที่ศาลเคยตัดสินให้ “จ่ายค่าเสื่อมราคา” เพื่อสร้างน้ำหนักทางคดี

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าบริษัทประกันมี “ทีมทนาย” ตั้งแต่ก่อนรถจะชน ประชาชนก็มีสิทธิ์ “มีทนายของตัวเองตั้งแต่รถชน” เช่นกัน

 “ค่าเสื่อมราคา” เรียกได้จริง แต่อยู่ที่ว่าคุณรู้วิธีเรียกหรือไม่?

“ค่าเสื่อมราคา” คือมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือของแถมจากบริษัทประกัน แต่เพราะผู้เสียหายจำนวนมากขาดความรู้และไม่รู้วิธีพิสูจน์ ทำให้สิทธิ์นี้ “หายไปโดยไม่รู้ตัว” หากคุณกำลังถูกบริษัทประกันปฏิเสธค่าเสื่อมราคา อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหรือเสียเปรียบบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายทันทีเพื่อให้บริการทางกฎหมายเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดย ทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยรถยนต์ พร้อมเดินเรียกเรียกร้องค่าเสียหายให้คุณในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคา ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ โทร 062-195-1661

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!