อย่าเปิดบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะความเสี่ยงทางธุรกิจอาจเริ่มตั้งแต่วันแรกที่คุณจดทะเบียน

ธุรกิจที่ดีต้องเริ่มจากพื้นฐานทางกฎหมายที่มั่นคง

ปัจจุบันนี้การเปิดบริษัทหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ประกอบการก็ว่าได้ แต่ในความตื่นเต้นของการได้ทำในสิ่งที่ฝัน เจ้าของธุรกิจหลายคนกลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่ปรึกษากฎหมาย

มีนักธุรกิจหลายคนกำลังเข้าใจว่า การจดทะเบียนบริษัทคือการจัดการเอกสารไม่กี่แผ่นแล้วจบ แต่ในความเป็นจริง การก่อตั้งธุรกิจคือการก้าวเข้าสู่โลกของข้อกฎหมาย, สัญญา, ความเสี่ยงต่าง ๆ  และข้อผูกพันมากมายที่สามารถส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาวได้

เปรียบเทียบให้เห็นภาพแล้วในการก่อตั้งบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมายก่อนเปิดบริษัท อาจหมายความว่าคุณกำลังเดินเข้าสู่สนามรบ โดยไม่มีชุดเกราะใด ๆ ป้องกันตัว


เปิดบริษัทโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย = เปิดประตูรับปัญหา


การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่แค่การมีไอเดียดีหรือมีเงินทุนพร้อม แต่ยังต้องมี “พื้นฐานทางกฎหมาย” ที่มั่นคงด้วย เพราะทันทีที่คุณจดทะเบียนบริษัท นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรับผิดทางกฎหมายในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างองค์กร การทำสัญญากับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ ไปจนถึงเรื่องบุคลากร, แรงงาน, และภาษี แต่เจ้าของกิจการหลายรายกลับเลือกเดินคนเดียวโดยไม่มี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ซึ่งเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเกิดปัญหาในอนาคต ทั้งที่ความเสียหายหลายอย่างสามารถ “ป้องกันไว้ได้ตั้งแต่ต้น” หากมีผู้รู้กฎหมายอยู่เคียงข้าง

การไม่มีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นอาจนำมาสู่ผลเสียอย่างไรบ้าง?

1. ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัทที่เหมาะสม
 หลายคนจดทะเบียนแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด ทั้งที่ควรเป็นบริษัทจำกัด หรือในบางรายเลือกตั้งกรรมการแบบไม่มีข้อตกลงชัดเจน จนเกิดปัญหาในภายหลัง การมีที่ปรึกษากฎหมายจะช่วยวางโครงสร้างบริษัทให้เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง

2.  ขาดความรู้เรื่องสัญญา
 ธุรกิจทุกประเภทย่อมมีการทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า สัญญาจ้าง สัญญาแฟรนไชส์ หรือสัญญาร่วมทุน หากคุณลงนามโดยไม่มีการปรึกษาทนาย อาจเสี่ยงต่อการเสียเปรียบ หรือถึงขั้นถูกฟ้องร้องได้ในอนาคต

3. ละเลยกฎหมายแรงงาน
 หลายบริษัทเริ่มต้นโดยไม่มีระเบียบพนักงาน ไม่มีสัญญาจ้าง หรือไม่เข้าใจกฎหมายแรงงานไทย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องโดยลูกจ้าง หรือเสียค่าชดเชยจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

4. ไม่รู้สิทธิของตนเองในทางกฎหมาย
 หากไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ธุรกิจของคุณอาจถูกเอาเปรียบจากคู่ค้า หรือเสียผลประโยชน์โดยไม่สามารถเรียกร้องได้

5. เสียภาษีเกินจำเป็น
 ที่ปรึกษากฎหมายสามารถทำงานร่วมกับนักบัญชี เพื่อวางโครงสร้างภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายและประหยัดที่สุด

ที่ปรึกษากฎหมาย มีบทบาทอย่างไรในการทำธุรกิจ?

  • ให้คำแนะนำเรื่องการจดทะเบียนและโครงสร้างธุรกิจ
  • ตรวจร่างและวิเคราะห์สัญญาก่อนลงนาม
  • เป็นตัวแทนในการเจรจาข้อพิพาทหรือไกล่เกลี่ย
  • ให้คำปรึกษากฎหมายแรงงานและภาษี
  • คอยอัปเดตกฎหมายใหม่ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ
  • เตรียมรับมือกับกรณีฟ้องร้องหรือละเมิดลิขสิทธิ์

อย่าเสี่ยงทำธุรกิจแบบไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะคุณอาจต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดในภายหลัง

✅ ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัท = เสี่ยงขัดแย้งหุ้นส่วน
✅ ไม่รู้หลักสัญญา = อาจถูกเอาเปรียบหรือฟ้องร้อง
✅ ไม่เข้าใจกฎหมายแรงงาน = เสี่ยงโดนลูกจ้างฟ้อง
✅ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง = เสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว
✅ ไม่วางแผนภาษี = จ่ายภาษีเกินจำเป็น

การมี ที่ปรึกษากฎหมาย ไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันความผิดพลาด แต่ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณ “แข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน” ได้จริง

ตัวอย่างความเสียหายจากการไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ธุรกิจสตาร์ทอัปรายหนึ่งเซ็นสัญญากับบริษัทต่างชาติ โดยไม่มีทนายร่วมตรวจสอบ เอกสารกำหนดให้หากมีข้อพิพาทต้องไปฟ้องศาลในประเทศคู่สัญญา ซึ่งส่งผลให้เจ้าของธุรกิจไทยต้องเสียค่าทนายและค่าเดินทางมหาศาล แถมไม่สามารถดำเนินคดีได้จริง

หรืออีกกรณี บริษัท SME แห่งหนึ่งถูกร้องเรียนเรื่องการเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมาก ทั้งที่หากมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรกก็สามารถวางแนวทางการเลิกจ้างอย่างถูกกฎหมายได้

ถ้าคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย นี่คือเวลาที่ควรเริ่มต้น

อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยหาทนาย เพราะปัญหาทางกฎหมายหลายอย่างสามารถ “ป้องกัน” ได้ตั้งแต่ต้น หากมีคนที่รู้จริงอยู่ข้างคุณ โดยเฉพาะในยุคที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีที่ปรึกษากฎหมายประจำธุรกิจ จะช่วยให้คุณไม่ต้องวิ่งตามแก้ปัญหา แต่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างเป็นระบบ

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้คุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการด้านที่ปรึกษากฎหมายอย่างครบวงจร โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของกิจการ SME, Startups และบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม

เราเข้าใจว่าทุกธุรกิจมีความเฉพาะตัวเราจึงให้คำปรึกษาโดยอิงจากลักษณะธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีกฎหมาย

จุดเด่นของเรา

  • ให้คำปรึกษาแบบรายเดือน / รายปี
  • ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ
  • พร้อมลงพื้นที่ช่วยตรวจสอบเอกสาร สัญญา และปัญหาหน้างาน
  • รายงานผลชัดเจนทุกขั้นตอน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น แต่คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของธุรกิจในระยะยาว หากคุณกำลังวางแผนเปิดบริษัท หรือมีธุรกิจอยู่แล้วแต่ยังไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรายินดีเป็นทีมสนับสนุนให้คุณเดินธุรกิจอย่างมั่นคง พร้อมรับมือทุกปัญหาทางกฎหมาย

ทำความรู้จักอาชีพทนายความให้มากขึ้นกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทำความรู้จักอาชีพทนายความให้มากขึ้นกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

          วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาพูดถึงในเรื่องของบริษัททนายความ หรือสำนักงานกฎหมายนั่นเอง ว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นบริษัททนายความให้บริการอย่างไรบ้าง และอาชีพทนายความเป็นอย่างไร มีหน้าที่อะไรบ้าง และต้องมีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะมาเป็นทนายความได้ สำหรับใครที่ในอนาคตต้องการมีอาชีพเป็นทนายความต้องอ่านเลย เพราะวันนี้เราได้สรุปและรวบรวมข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับอาชีพทนายความ และบริษัททนายความมาฝากทุกคนกัน

บริษัททนายความ สำนักงานทนายความ สำนักงานกฎหมายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

บริษัททนายความ สำนักงานทนายความ สำนักงานกฎหมาย เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

          บริษัททนายความ  สำนักงานทนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย คือ สถานที่สำหรับให้บริการทางด้านกฎหมายแก่ผู้มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป องค์กรและหรือบริษัทขนาดเล็ก-ใหญ่ ที่ต้องการได้รับคำแนะนำ คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย หรือต้องการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย เช่น จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย โดยบริษัททนายความจะมีทนายความและทีมผู้ช่วยทนายความเป็นผู้ให้บริการทางกฎหมายแก่ผู้มาใช้บริการ โดยจะต้องให้คำปรึกษา คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาของผู้ที่มาใช้บริการอย่างตรงจุด และให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากการที่มาปรึกษาทนาย ซึ่งบริษัททนายความบริษัทหนึ่งสามารถมีทนายความได้หลายคน และทนายความแต่ละคนอาจมีประสบการณ์ ความถนัด หรือความสามารถทางกฎหมายที่แตกต่างกันได้ เพื่อให้คำปรึกษาความเข้าใจอย่างตรงปัญหาของผู้มาใช้บริการมากที่สุด นอกจากนี้ยังเพื่อให้ผู้มาใช้บริการได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อถือในตัวทนายความอย่างมากที่สุดด้วย

คุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นทนายความ

          สำหรับใครที่สนใจและต้องการจะประกอบอาชีพทนายความในอนาคต ต้องอ่านหัวข้อนี้เลย ว่าการจะเป็นทนายความได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เพื่อการเตรียมตัวที่ดีในการที่จะประกอบอาชีพนี้ในอนาคต

  • ต้องมีสัญชาติไทย
  • ต้องสำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์หรืออนุปริญญาจากสถาบันที่สภาทนายความให้การรับรองอนุมัติ
  • ต้องเป็นบุคคลที่มีการขอจดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความจากสภาทนายความอย่างถูกต้อง
  • ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นขอจดทะเบียนและได้รับใบอนุญาต
  • ต้องไม่เป็นผู้ที่อยู่ระวางมีโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด และหรือต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
  • ต้องไม่เป็นผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียในศีลธรรมหรือมีความบกพร่องในการทำผิดศีลธรรมอันดี อีกทั้งยังต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความประพฤติหรือการกระทำใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริต
  • ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจของสังคม
  • ต้องไม่เป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ความพิการ หรือมีความบกพร่องทางด้านจิตใจอันเป็นผลไปสู่ความบกพร่องในสมรรถภาพในการประกอบอาชีพ
  • ต้องไม่เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งทางราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงินเดือนและตำแหน่งประจำ
  • ต้องมีความซื่อตรงซื่อสัตย์ต่อลูกความ ผู้ร่วมงาน องค์กร บริษัท และมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง

ลักษณะงานของทนายความ

          ใครที่อยากเป็นทนายความในอนาคตต้องรู้เลยว่าลักษณะการทำงานของทนายความในแต่ละวันนั้นต้องทำอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

  • ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มาใช้บริการทางกฎหมายกับบริษัททนายความที่เราทำงานประจำอยู่
  • จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งในบางบริษัททนายความทนายความส่วนใหญ่อาจไม่ต้องทำเอกสารเอง เนื่องจากจะมีผู้ช่วยทนายความหรือที่เรียกว่าเสมียนทนายความทำให้อยู่แล้ว
  • มีหน้าที่ในการดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย ว่าความ และดำเนินกระบวนการพิจารณาใด ๆ ในศาลแทนคู่ความทั้งคดีแพ่งและหรืออาญา
  • สร้างความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ให้กับบุคคลหรือองค์กรที่รับเป็นทนายความให้
  • นอกจากนี้ในบางครั้งทนายความยังมีหน้าที่ในการเป็นคนกลางไกลเกลี่ยความขัดแย้งในด้านผลประโยชน์ด้วย

สถานที่ทำงานของทนายความ

          ส่วนใหญ่แล้วสถานที่ทำงานของทนายความจะเป็นลักษณะออฟฟิศอย่างบริษัททนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย ก็จะเป็นบริษัททนายความมีออฟฟิศที่มีสิ่งแวดล้อมพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการทำงานของทนาย บริษัททนายความจะมีความคล้ายคลึงกับออฟฟิศทั่ว ๆ ไป แต่อาจมีความแตกต่างเล็กน้อยตรงที่โต๊ะของทนายความอาจต้องใช้พื้นที่มากพอสมควรสำหรับการวางเอกสารต่าง ๆ และนอกจากนี้ทนายความยังต้องมีการออกไปติดต่อประสานงานนอกสถานที่อย่างเช่น ศาล สถานีตำรวจ รวมไปถึงสถานที่อื่น ๆ อีกด้วย โดยการทำงานในหนึ่งสัปดาห์ของทนายความนั้นอาจมีการทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงก็เป็นได้ เนื่องจากต้องปฏิบัติงานให้ได้ตามที่ได้รับมอบหมายและต้องอยู่ในขอบเขตเวลา นอกจากนี้ยังอาจมีการใช้วันหยุดอย่างวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันทำงานหรือต้องเข้าบริษัททนายความด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าบางสัปดาห์ทนายความอาจไม่มีวันหยุดเลยก็ว่าได้ สำหรับอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องทุ่มเทและเสียสละเวลาส่วนตัวมากจริง ๆ

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นนั้น หากใครที่สนใจในอาชีพทนายความก็อย่าลืมศึกษาคุณสมบัติข้างต้นของทนายความไว้ เพื่อเป็นการเริ่มต้นเตรียมตัวที่จะเป็นทนายความในอนาคต และที่สำคัญเกี่ยวกับอาชีพนี้ก็คือ นอกจากจะต้องมีความฝัน มีใจรักในอาชีพนี้แล้ว ต้องรู้ไว้เลยว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่จะต้องมีความอดทน ความเสียสละและทุ่มเทอย่างมาก ดังนั้น หากสามารถทำได้ตามที่กล่าวไปนี้ก็จะสามารถเป็นทนายในบริษัททนายความได้อย่างประสบความสำเร็จแน่นอน

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!