โดนหมายเรียก “นอมินี (Nominee)” อย่าตกใจ! เข้าใจให้ถูก ก่อนปัญหาจะลุกลาม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า นอมินี (Nominee) กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยในแวดวงธุรกิจและกฎหมาย โดยเฉพาะในคดีเกี่ยวกับการถือหุ้นแทนบุคคลอื่น หรือการอำพรางผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง หลายคนที่ไม่เคยทำธุรกิจโดยตรง แต่กลับได้รับ “หมายเรียกนอมินี” จากพนักงานสอบสวน มักรู้สึกตกใจ กังวล และไม่เข้าใจว่าตนเองไปเกี่ยวข้องกับคดีได้อย่างไร

สิ่งสำคัญที่สุดคือโดนหมายเรียกนอมินีไม่ใช่จุดจบของชีวิต และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด หากเข้าใจสถานะของตนเอง และดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ปัญหานี้สามารถจัดการได้ตามกระบวนการกฎหมาย

นอมินี (Nominee) คืออะไร?

ในทางกฎหมาย “นอมินี (Nominee)” หมายถึง บุคคลที่ยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อของตนเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือผู้มีอำนาจในกิจการ แทนเจ้าของที่แท้จริง โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของผลประโยชน์ไม่สามารถถือหุ้นหรือดำเนินธุรกิจได้โดยตรงตามกฎหมาย เช่น คนต่างชาติในธุรกิจที่กฎหมายจำกัดสัดส่วนการถือหุ้น

กล่าวง่าย ๆ คือ นอมินี คือ “ผู้ถือแทน” ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง แต่มีชื่ออยู่ในเอกสารทางกฎหมาย

ทำไมถึงถูกออกหมายเรียกนอมินี?

การออกหมายเรียกไม่ได้หมายความว่าคุณมีความผิดแล้ว แต่หมายความว่าเจ้าหน้าที่ต้องการสอบสวนข้อเท็จจริง เช่น

  • คุณมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท
  • มีธุรกรรมทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดี
  • มีพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี (Nominee)
  • มีการร้องเรียนหรือการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ

ในหลายกรณี ผู้ถูกเรียกเป็นเพียงบุคคลที่ “ชื่อไปปรากฏในเอกสาร” แต่ไม่ได้มีอำนาจควบคุมหรือได้รับผลประโยชน์จริง

โดนหมายเรียกนอมินี ต้องกังวลหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องตกใจเกินไป หมายเรียกเป็นเพียงขั้นตอนของการสอบสวน ไม่ใช่คำพิพากษา และไม่ใช่หมายจับ

หากคุณไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย และไม่มีพฤติการณ์ทุจริต การให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง พร้อมพยานหลักฐานที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงทางคดีได้อย่างมาก หลายคดีสามารถยุติได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน โดยไม่ต้องไปถึงศาล

พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้สถานะทางคดีเสียเปรียบ ทั้งที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้น

นอมินี (Nominee) ผิดกฎหมายอย่างไร?

การเป็นนอมินีอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น

  • กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
  • กฎหมายบริษัท
  • กฎหมายฟอกเงิน
  • กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการให้การอันเป็นเท็จ

โทษอาจมีทั้งปรับและจำคุก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และบทบาทของแต่ละบุคคล

แนวทางที่ถูกต้องเมื่อโดนหมายเรียกนอมินี

หากคุณได้รับหมายเรียกเกี่ยวกับคดีนอมินี ควรดำเนินการดังนี้

1.อย่าเพิกเฉย – การไม่ไปตามหมายเรียกอาจนำไปสู่หมายจับ

2.ปรึกษาทนายความทันที – เพื่อประเมินสถานะและแนวทางการให้การ

3.เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง – เช่น สัญญา เอกสารหุ้น บัญชีธนาคาร

4.ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ

5.อย่าให้การเกินจำเป็น

การมีทนายความดูแลตั้งแต่ชั้นสอบสวน เป็นการลดความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างมาก

นอมินีไม่ได้น่ากลัว หากรู้วิธีรับมือ

หลายคนกลัวคำว่า “นอมินี (Nominee)” เพราะคิดว่าจะต้องติดคุกหรือถูกดำเนินคดีร้ายแรงทันที แต่ในความเป็นจริง คดีจำนวนมากสามารถจัดการได้ด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริง และพิสูจน์บทบาทที่แท้จริงของตนเอง

กฎหมายไม่ได้มุ่งลงโทษผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องการจัดการกับการใช้โครงสร้างนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

ความสำคัญของการปรึกษาทนายความ

เมื่อถูกกล่าวหาหรือได้รับหมายเรียกในคดีนอมินี หลายคนมักไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร และกลัวว่าการให้ข้อมูลผิดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลร้ายแรงต่อสถานะทางกฎหมายของตนเอง ความจริงแล้ว “ทนายความ” คือผู้มีบทบาทสำคัญในการพาคุณผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยทนายความจะสามารถดำเนินการให้คุณในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • วิเคราะห์สถานะทางกฎหมายและความเสี่ยงของคดีอย่างรอบด้าน
  • วางแนวทางการให้การและเตรียมคำชี้แจงอย่างเหมาะสม
  • ประสานงานและสื่อสารกับพนักงานสอบสวนแทนคุณ
  • ป้องกันการให้การที่อาจเสียเปรียบหรือกระทบสิทธิของตนเอง
  • ลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องร้องในอนาคต

ดังนั้น การมีที่ปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่ระยะแรก จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันทางกฎหมายที่สำคัญ และเป็นกุญแจหลักในการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของคุณในคดีนอมินี

โดนหมายเรียกนอมินี อย่าตกใจ มีทางออกเสมอ

นอมินี (Nominee) ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ การได้รับหมายเรียกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่การตัดสินความผิด

หากคุณกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ตัดสินใจผิดพลาด การปรึกษาทนายความตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถให้คุณรับมือกับคดีนอมินีได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยทางกฎหมาย

หากได้รับหมายเรียกนอมินี และไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและวางแนวทางทางกฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อให้คุณผ่านสถานการณ์นี้ได้อย่างถูกต้อง

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องรู้เงื่อนไข ข้อจำกัดอะไรบ้าง? และเหตุผลที่ควรมีทนายความที่ปรึกษา

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนหรือทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว การบริการ อสังหาริมทรัพย์ หรือการผลิตสินค้า เพราะประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแรงงานฝีมือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่แข่งขันได้ และยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตาม การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ได้ทำได้อย่างอิสระเสรีเหมือนกับคนไทย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

บทความนี้จะอธิบายสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย เงื่อนไข ข้อจำกัด รวมถึงเหตุผลว่าทำไมการมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกสำนักงานกฎหมายใดเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง

เงื่อนไขการที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย

ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติสามารถเปิดบริษัทได้ แต่จะมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากคนไทย โดยหลักการสำคัญมีดังนี้

1. สัดส่วนผู้ถือหุ้น

  • บริษัทจำกัดในไทยต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป
  • หากเป็นบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จะเข้าข่าย “ธุรกิจต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งจะมีข้อจำกัดเพิ่มเติม
  • หากต้องการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีห้ามของ FBA จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) หรือใบรับรองการประกอบธุรกิจ

2. ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

  • หากบริษัทเป็น ธุรกิจต่างด้าว ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากบริษัทดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีต้องห้าม ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากไม่ได้เข้าข่ายธุรกิจต่างด้าว เช่น มีผู้ถือหุ้นไทยมากกว่า 50% ทุนจดทะเบียนสามารถเริ่มได้ตามปกติ

3. ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติห้ามทำ

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ได้กำหนดบัญชีธุรกิจที่ห้ามหรือจำกัดการประกอบกิจการไว้ เช่น

  • การค้าปลีกและค้าส่งสินค้าที่ทุนไม่สูง
  • ธุรกิจบริการบางประเภท เช่น งานกฎหมาย งานบัญชี
  • ธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและการเกษตร

หากชาวต่างชาติสนใจทำธุรกิจในกลุ่มนี้ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเข้าข่ายห้ามหรือไม่ และควรมีการวางแผนโครงสร้างบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย

4. ใบอนุญาตทำงานและการอยู่อาศัย

  • ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในบริษัทของตนเอง ต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าประเภท Non-B หรือ Business Visa
  • บริษัทต้องมีการจ้างงานคนไทยตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด เพื่อสนับสนุนการขอใบอนุญาตทำงาน

ข้อจำกัดที่ชาวต่างชาติควรระวัง

แม้ประเทศไทยเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก ได้แก่

1. ข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน – ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้โดยตรง (ยกเว้นบางกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะอนุญาต) หากต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มักต้องใช้รูปแบบเช่าระยะยาว (Leasehold)

2. ข้อจำกัดด้านแรงงาน – บางอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขายตรง งานขับรถ งานช่างฝีมือบางประเภท

3. กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน – การขอ Foreign Business License หรือการขอ BOI (Board of Investment) Promotion อาจใช้เวลานานและมีเงื่อนไขมาก

4. ความเสี่ยงทางกฎหมาย – หากโครงสร้างบริษัทไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใช้นอมินีถือหุ้นแทน อาจถูกดำเนินคดีและถูกเพิกถอนสิทธิ

ทำไมต้องมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท?

การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี และกฎหมายคนเข้าเมือง การมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้

1.ให้คำแนะนำด้านกฎหมายที่ถูกต้อง – ป้องกันการทำธุรกิจผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ เช่น เข้าข่ายธุรกิจต้องห้าม หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่ถูกต้อง

2.จัดทำและตรวจสอบเอกสาร – ตั้งแต่สัญญาจัดตั้งบริษัท ข้อบังคับภายใน ไปจนถึงสัญญาทางการค้า สามารถลดความเสี่ยงในอนาคต

3.ดูแลเรื่องใบอนุญาตและวีซ่า – ทนายความสามารถดำเนินการเตรียมเอกสารและประสานงานกับหน่วยงานราชการ เพื่อให้การทำงานของชาวต่างชาติถูกต้องตามกฎหมาย

4.ป้องกันข้อพิพาท – หากเกิดปัญหาทางธุรกิจ ทนายความจะสามารถให้คำแนะนำหรือดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัท

5.วางแผนภาษีและโครงสร้างธุรกิจ – เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และลดต้นทุนด้านภาษี

เลือกสำนักงานกฎหมายใดจึงเหมาะสม?

หากชาวต่างชาติต้องการเปิดบริษัทในไทยและมองหาที่ปรึกษากฎหมาย ควรเลือกสำนักงานที่มีประสบการณ์ตรงด้านการดูแลชาวต่างชาติ มีความเชี่ยวชาญทั้งในกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ถือเป็นหนึ่งในสำนักงานที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เรามีทีมทนายความและที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์ในการดูแล ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงสร้างธุรกิจ การจดทะเบียนบริษัท การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่อง เช่น การต่อวีซ่า การขอใบอนุญาตทำงาน และการป้องกันข้อพิพาททางธุรกิจ

ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงในไทย ต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าใจกฎหมาย การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทจะสามารถให้การดำเนินธุรกิจราบรื่น ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย

หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่วางแผนจะเปิดบริษัทในประเทศไทย หรือกำลังดำเนินธุรกิจอยู่แล้วและต้องการลดความเสี่ยงทางกฎหมาย สามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เสมอ เพราะเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงในประเทศไทย

อย่าเปิดบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะความเสี่ยงทางธุรกิจอาจเริ่มตั้งแต่วันแรกที่คุณจดทะเบียน

ธุรกิจที่ดีต้องเริ่มจากพื้นฐานทางกฎหมายที่มั่นคง

ปัจจุบันนี้การเปิดบริษัทหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ประกอบการก็ว่าได้ แต่ในความตื่นเต้นของการได้ทำในสิ่งที่ฝัน เจ้าของธุรกิจหลายคนกลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่ปรึกษากฎหมาย

มีนักธุรกิจหลายคนกำลังเข้าใจว่า การจดทะเบียนบริษัทคือการจัดการเอกสารไม่กี่แผ่นแล้วจบ แต่ในความเป็นจริง การก่อตั้งธุรกิจคือการก้าวเข้าสู่โลกของข้อกฎหมาย, สัญญา, ความเสี่ยงต่าง ๆ  และข้อผูกพันมากมายที่สามารถส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาวได้

เปรียบเทียบให้เห็นภาพแล้วในการก่อตั้งบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมายก่อนเปิดบริษัท อาจหมายความว่าคุณกำลังเดินเข้าสู่สนามรบ โดยไม่มีชุดเกราะใด ๆ ป้องกันตัว


เปิดบริษัทโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย = เปิดประตูรับปัญหา


การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่แค่การมีไอเดียดีหรือมีเงินทุนพร้อม แต่ยังต้องมี “พื้นฐานทางกฎหมาย” ที่มั่นคงด้วย เพราะทันทีที่คุณจดทะเบียนบริษัท นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรับผิดทางกฎหมายในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างองค์กร การทำสัญญากับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ ไปจนถึงเรื่องบุคลากร, แรงงาน, และภาษี แต่เจ้าของกิจการหลายรายกลับเลือกเดินคนเดียวโดยไม่มี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ซึ่งเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเกิดปัญหาในอนาคต ทั้งที่ความเสียหายหลายอย่างสามารถ “ป้องกันไว้ได้ตั้งแต่ต้น” หากมีผู้รู้กฎหมายอยู่เคียงข้าง

การไม่มีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นอาจนำมาสู่ผลเสียอย่างไรบ้าง?

1. ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัทที่เหมาะสม
 หลายคนจดทะเบียนแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด ทั้งที่ควรเป็นบริษัทจำกัด หรือในบางรายเลือกตั้งกรรมการแบบไม่มีข้อตกลงชัดเจน จนเกิดปัญหาในภายหลัง การมีที่ปรึกษากฎหมายจะช่วยวางโครงสร้างบริษัทให้เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง

2.  ขาดความรู้เรื่องสัญญา
 ธุรกิจทุกประเภทย่อมมีการทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า สัญญาจ้าง สัญญาแฟรนไชส์ หรือสัญญาร่วมทุน หากคุณลงนามโดยไม่มีการปรึกษาทนาย อาจเสี่ยงต่อการเสียเปรียบ หรือถึงขั้นถูกฟ้องร้องได้ในอนาคต

3. ละเลยกฎหมายแรงงาน
 หลายบริษัทเริ่มต้นโดยไม่มีระเบียบพนักงาน ไม่มีสัญญาจ้าง หรือไม่เข้าใจกฎหมายแรงงานไทย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องโดยลูกจ้าง หรือเสียค่าชดเชยจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

4. ไม่รู้สิทธิของตนเองในทางกฎหมาย
 หากไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ธุรกิจของคุณอาจถูกเอาเปรียบจากคู่ค้า หรือเสียผลประโยชน์โดยไม่สามารถเรียกร้องได้

5. เสียภาษีเกินจำเป็น
 ที่ปรึกษากฎหมายสามารถทำงานร่วมกับนักบัญชี เพื่อวางโครงสร้างภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายและประหยัดที่สุด

ที่ปรึกษากฎหมาย มีบทบาทอย่างไรในการทำธุรกิจ?

  • ให้คำแนะนำเรื่องการจดทะเบียนและโครงสร้างธุรกิจ
  • ตรวจร่างและวิเคราะห์สัญญาก่อนลงนาม
  • เป็นตัวแทนในการเจรจาข้อพิพาทหรือไกล่เกลี่ย
  • ให้คำปรึกษากฎหมายแรงงานและภาษี
  • คอยอัปเดตกฎหมายใหม่ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ
  • เตรียมรับมือกับกรณีฟ้องร้องหรือละเมิดลิขสิทธิ์

อย่าเสี่ยงทำธุรกิจแบบไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะคุณอาจต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดในภายหลัง

✅ ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัท = เสี่ยงขัดแย้งหุ้นส่วน
✅ ไม่รู้หลักสัญญา = อาจถูกเอาเปรียบหรือฟ้องร้อง
✅ ไม่เข้าใจกฎหมายแรงงาน = เสี่ยงโดนลูกจ้างฟ้อง
✅ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง = เสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว
✅ ไม่วางแผนภาษี = จ่ายภาษีเกินจำเป็น

การมี ที่ปรึกษากฎหมาย ไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันความผิดพลาด แต่ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณ “แข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน” ได้จริง

ตัวอย่างความเสียหายจากการไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ธุรกิจสตาร์ทอัปรายหนึ่งเซ็นสัญญากับบริษัทต่างชาติ โดยไม่มีทนายร่วมตรวจสอบ เอกสารกำหนดให้หากมีข้อพิพาทต้องไปฟ้องศาลในประเทศคู่สัญญา ซึ่งส่งผลให้เจ้าของธุรกิจไทยต้องเสียค่าทนายและค่าเดินทางมหาศาล แถมไม่สามารถดำเนินคดีได้จริง

หรืออีกกรณี บริษัท SME แห่งหนึ่งถูกร้องเรียนเรื่องการเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมาก ทั้งที่หากมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรกก็สามารถวางแนวทางการเลิกจ้างอย่างถูกกฎหมายได้

ถ้าคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย นี่คือเวลาที่ควรเริ่มต้น

อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยหาทนาย เพราะปัญหาทางกฎหมายหลายอย่างสามารถ “ป้องกัน” ได้ตั้งแต่ต้น หากมีคนที่รู้จริงอยู่ข้างคุณ โดยเฉพาะในยุคที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีที่ปรึกษากฎหมายประจำธุรกิจ จะช่วยให้คุณไม่ต้องวิ่งตามแก้ปัญหา แต่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างเป็นระบบ

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้คุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการด้านที่ปรึกษากฎหมายอย่างครบวงจร โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของกิจการ SME, Startups และบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม

เราเข้าใจว่าทุกธุรกิจมีความเฉพาะตัวเราจึงให้คำปรึกษาโดยอิงจากลักษณะธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีกฎหมาย

จุดเด่นของเรา

  • ให้คำปรึกษาแบบรายเดือน / รายปี
  • ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ
  • พร้อมลงพื้นที่ช่วยตรวจสอบเอกสาร สัญญา และปัญหาหน้างาน
  • รายงานผลชัดเจนทุกขั้นตอน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น แต่คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของธุรกิจในระยะยาว หากคุณกำลังวางแผนเปิดบริษัท หรือมีธุรกิจอยู่แล้วแต่ยังไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรายินดีเป็นทีมสนับสนุนให้คุณเดินธุรกิจอย่างมั่นคง พร้อมรับมือทุกปัญหาทางกฎหมาย

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!