ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายความทันที !!

มิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ปัญหาที่ถูกพบมากเป็นอันดับต้นๆในขณะนี้ อย่างที่เคยกล่าวไปในหลายๆบทความของเรา ไม่ว่าจะเป็น ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายฟ้องธนาคารได้ ไม่ต้องรอให้เสียเวลา ! หรือ ปรึกษาทนายด่วนอย่ายอม !! หาเงินแทบตาย สุดท้ายถูกแอปดูดเงินหมดบัญชีและบทความอื่นๆที่เกี่ยวกับการดูดเงินของมิจฉาชีพ ในยุคดิจิทัลที่ธุรกรรมทางการเงินออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ปัญหาการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงทางการเงินและการสูญเสียเงินในบัญชีธนาคารก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนพบว่าตัวเองกลายเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการถูกล้วงข้อมูลบัญชีผ่านฟิชชิ่ง (Phishing) การปลอมตัวเป็นบุคคลสำคัญ หรือการใช้โปรแกรมสอดแนมข้อมูล (Spyware) ที่อาจดูดเงินจากบัญชีโดยไม่รู้ตัว

เหตุการณ์เช่นนี้อาจสร้างความตกใจและทำให้ผู้เสียหายไม่รู้จะทำอย่างไรดี ดังนั้น การรีบปรึกษาทนายความเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำทางกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดการกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ

รูปแบบการหลอกลวงทางการเงินที่พบบ่อย

1. ฟิชชิ่ง (Phishing)

   ฟิชชิ่งเป็นการหลอกลวงที่ใช้วิธีส่งอีเมล ข้อความ หรือการโทรปลอมตัวเป็นธนาคารหรือองค์กรที่เชื่อถือได้ เพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เข้าถึงบัญชีและดูดเงินออกจากบัญชีอย่างรวดเร็ว

2. มัลแวร์และสปายแวร์ (Malware & Spyware)

   มิจฉาชีพอาจใช้โปรแกรมมัลแวร์หรือสปายแวร์ที่ถูกฝังในอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว โปรแกรมเหล่านี้จะคอยเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลบัญชีธนาคาร และรหัส OTP เพื่อให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีของเหยื่อและทำธุรกรรมการเงินได้

3. การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ

   มิจฉาชีพมักจะโทรศัพท์มาหลอกลวงเหยื่อ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคาร หน่วยงานรัฐ หรือบริษัทบัตรเครดิต เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ และขอข้อมูลสำคัญจากเหยื่อ เช่น หมายเลขบัตรประชาชนหรือรหัสผ่าน

4. การหลอกให้ลงทุนปลอม

   มิจฉาชีพบางกลุ่มจะใช้วิธีการชักชวนให้เหยื่อลงทุนในธุรกิจหรือโปรแกรมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วเมื่อเหยื่อโอนเงินเพื่อการลงทุน เงินจะถูกดูดออกจากบัญชีทันทีและไม่สามารถติดตามได้

ทำไมการปรึกษาทนายความจึงสำคัญ?

1. ปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

   การถูกมิจฉาชีพดูดเงินออกจากบัญชีธนาคารเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและทรัพย์สิน การปรึกษาทนายความจะช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจถึงสิทธิ์ของตนเอง รวมถึงแนวทางในการเรียกร้องความเสียหายจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2. การติดตามและดำเนินคดี

   ทนายความสามารถช่วยในการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีที่ถูกโจมตีและดำเนินการทางกฎหมายต่อมิจฉาชีพ การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกหลอกลวงทางการเงินนั้นจำเป็นต้องมีการจัดการที่ซับซ้อน ซึ่งการมีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืนหรือเรียกร้องค่าเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ

   เมื่อคุณพบว่าบัญชีธนาคารถูกดูดเงิน ทนายความสามารถประสานงานกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเร่งรัดการสืบสวนและติดตามมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำได้ในอนาคต

4. การให้คำปรึกษาและการวางแผนในการดำเนินคดี

   ทนายความจะช่วยให้คุณวางแผนการดำเนินคดีและรวบรวมหลักฐานที่จำเป็นในการฟ้องร้อง โดยจะมีการแนะนำเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียม การติดตามบัญชีทางการเงิน และวิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออีกในอนาคต

วิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์

-อย่าคลิกลิงก์จากแหล่งที่ไม่รู้จักหรือไม่ควรคลิกที่ลิงก์ที่ได้รับทางอีเมล ข้อความ หรือสื่อสังคมออนไลน์ หากไม่แน่ใจว่าเป็นแหล่งที่มาจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้

-ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันสำหรับทุกบัญชี นอกจากนี้ ควรเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

-ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมการเงินอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสอบยอดเงินและธุรกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีธนาคารอย่างสม่ำเสมอ และแจ้งธนาคารทันทีหากพบความผิดปกติ

ดูดเงินหมดบัญชี มีทนายได้ทันทีไม่ต้องรอ

เมื่อคุณเผชิญกับเหตุการณ์ที่มิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด ทนายความจะช่วยคุณปกป้องสิทธิ์ ติดตามคดี และเรียกร้องความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การได้รับความช่วยเหลือจากทนายความจะเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้คุณตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง

หากคุณตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางการเงินและต้องการคำปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการและให้คำแนะนำทางกฎหมายอย่างครบวงจร โดยทนายความมืออาชีพ 

ตามให้ทันมุกใหม่!! แก๊งคอลเซ็นเตอร์

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ตัวร้ายในยุค 2024 ที่เทคโนโลยีและการสื่อสารยิ่งมีความก้าวหน้า การหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงและวิธีการที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อถือและให้ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาให้คุณเข้าใจมุกใหม่ๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำวิธีป้องกันและรับมือหากคุณถูกหลอกโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาฝากกัน

รูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่เพียงแต่หลอกด้วยวิธีเดิมๆ ที่ใช้การข่มขู่ผ่านโทรศัพท์เท่านั้น คาดว่าเพราะคนไทยรู้ทันมุกต่างๆของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้อยู่บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่วาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้พัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เหยื่อเชื่อถือมากขึ้น วันนี้เรามาดูมุกรูปแบบที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้ในปัจจุบันกัน

1. แกล้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานทางกฎหมาย

หนึ่งในมุกใหม่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้คือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาล หรือหน่วยงานรัฐ โดยจะข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน คดียาเสพติด หรือคดีอาญาร้ายแรง หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น การโอนเงินเพื่อปิดคดีหรือจ่ายค่าปรับ อาจถูกจับกุมหรือถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังมักสร้างหลักฐานปลอม เช่น หมายจับหรือเอกสารทางกฎหมายเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

2. แกล้งเป็นพนักงานธนาคารหรือบริษัทการเงิน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะอ้างว่ามาจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน แจ้งเตือนว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายถูกแฮกหรือมีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยขอให้ผู้เสียหายยืนยันตัวตนผ่านการบอกรหัส OTP หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีหรือข้อมูลทางการเงินได้

3. การหลอกว่าได้รับรางวัลใหญ่

อีกหนึ่งมุกยอดฮิตคือการโทรแจ้งว่าผู้เสียหายถูกรางวัลจากบริษัทใหญ่ หรือได้รับของรางวัลมีมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เงินสด หรือโทรศัพท์มือถือ โดยขอให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าภาษีหรือค่าดำเนินการเพื่อรับรางวัล การหลอกลวงในรูปแบบนี้ทำให้หลายคนเสียเงินโดยที่ไม่เคยได้รับรางวัลตามที่อ้าง

4. หลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากมุกที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังได้ขยายการทำงานไปยังสื่อสังคมออนไลน์ โดยสร้างโปรไฟล์ปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคาร เจ้าหน้าที่รัฐ หรือบริษัทใหญ่ๆ จากนั้นจะติดต่อผู้เสียหายเพื่อให้ตกหลุมพราง โอนเงิน หรือให้ข้อมูลสำคัญส่วนตัวนั่นเอง

วิธีป้องกันและรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

1. ตั้งสติและอย่ารีบเชื่อทันที

หากคุณได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขแปลกหรือมีคนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ควรตั้งสติและอย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลที่ได้รับทันที ไม่ควรทำตามคำสั่งหรือให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน รหัส OTP หรือเลขบัญชีธนาคาร เพราะเจ้าหน้าที่จริงๆ จะไม่มีการขอข้อมูลเหล่านี้ทางโทรศัพท์

2. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

หากคุณสงสัยว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นความจริงหรือไม่ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่าติดต่อไปยังหมายเลขที่คนโทรเข้ามาให้ เพราะอาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้คุณหลงเชื่อ

3. ไม่โอนเงินตามคำขู่

การข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อปิดคดีหรือหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมเป็นเรื่องที่ผิดปกติ หากมีกรณีเกี่ยวกับกฎหมายจริงๆ เจ้าหน้าที่จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างชัดเจน และจะไม่มีการขอให้โอนเงินเพื่อยุติคดีทางโทรศัพท์

4. บล็อกและรายงานหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย

หากคุณได้รับโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรบล็อกหมายเลขดังกล่าว และรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือธนาคารที่ถูกแอบอ้าง เพื่อให้สามารถติดตามและดำเนินคดีกับมิจฉาชีพได้

5. ใช้แอปพลิเคชันป้องกันการหลอกลวงทางโทรศัพท์

   ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่สามารถตรวจสอบและบล็อกหมายเลขที่น่าสงสัยได้ เช่น Truecaller หรือ Whoscall แอปเหล่านี้จะช่วยกรองสายโทรเข้าที่มีความเสี่ยง และแจ้งเตือนเมื่อคุณได้รับสายจากมิจฉาชีพ

หากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก รีบปรึกษาทนายความด่วน

อย่างที่ทราบกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ไม่ควรมองข้าม แต่ด้วยการป้องกันและรับมือที่ถูกต้อง คุณสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ อย่าลืมตั้งสติทุกครั้งเมื่อได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก และหมั่นตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจทำสิ่งใด หากคุณสงสัยว่าคุณตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบและป้องกันความเสียหายต่อไป แตสำหรับเหยื่อหรือผู้เสียหายที่ถูกหลอกโดยมิจฉาชีพอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปแล้วเราขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อการเดินเรื่องที่รวดเร็วดีที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินเรื่องเอง เพราะในปัจจุบันมีผู้เสียหายที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเป็นจำนวนมาก การเดินเรื่องจากหน่วยงานต่างๆ อาจล่าช้าไปตามกัน การปรึกษาทนายความเพื่อการเดินเรื่องที่รวดเร็วและนำมาซึ่งได้ได้รับเงินที่ถูกหลอกไปคืนคือทางออกที่ดีที่สุดปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<

หรือหากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการจัดการกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่นๆ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการ ให้คำปรึกษา และยินดีให้บริการทางกฎหมายกับคุณในทุกสถานการณ์

เปิดกลยุทธ์เด็ดรู้ทัน “แก๊งดูดเงิน” หลอกคุย 2 นาที ดูดเงินหมดบัญชี

เปิดกลยุทธ์เด็ดรู้ทัน “แก๊งดูดเงิน” หลอกคุย 2 นาที ดูดเงินหมดบัญชี

          เรื่องราวเกี่ยวกับแก๊งดูดเงินหรือมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นเรื่องราวที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราได้นำเสนออยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในยุคสมัยที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งดูดเงินมีการระบาดเป็นภัยอย่างหนักในสังคม แม้ว่าจะมีผู้เสียหายที่ถูกดูดเงินจากเหล่ามิจฉาชีพเข้าดำเนินคดีแจ้งความเอาผิดกับแก๊งดูดเงินและได้เป็นกระแสข่าวไปไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่ากระบวนการแก๊งดูดเงินของพวกมิจฉาชีพออนไลน์จะยังคงมีกระบวนการหลอกลวงเหยื่อในรูปแบบใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับท้าทายกฎหมายไทยและดูเหมือนไม่เกรงกลัวต่อโทษที่จะต้องได้รับแต่อย่างใด และแน่นอนว่าวันนี้เราก็มีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับกระบวนการของแก๊งดูดเงิน ในประเด็นที่ว่า “หลอกคุย 2 นาที ถูกดูดเงินหมดบัญชี” แก๊งมิจฉาชีพพวกนี้มีกระบวนการและหรือชั้นเชิงในการหลอกเหยื่ออย่างไรบ้าง

3 กลวิธีเด็ดของแก๊งดูดเงินที่ใช้หลอกลวงเหยื่อ

3 กลวิธีเด็ดของแก๊งดูดเงินที่ใช้หลอกลวงเหยื่อ

          อย่างที่เกริ่นนำไปข้างต้นทุกท่านน่าจะทราบถึงเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วพอสมควร เป็นเหตุให้แก๊งดูดเงินหรือมิจฉาชีพออนไลน์เข้ามามีบทบาทและระบาดเป็นภัยในสังคมและได้สร้างความเดือดร้อนต่อผู้เสียหายหลายท่านเป็นอย่างมาก วันนี้เราจึงได้นำข้อมูลความรู้ดี ๆ มาฝากเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบและรู้ทันวิธีหลอกลวงเหยื่อจากพวกแก๊งดูดเงินภัยสังคมออนไลน์เหล่านี้กัน

1. ใช้วาทศิลป์หว่านล้อมให้เหยื่อกดโอนเงินให้เอง

          เป็นกลวิธีเด็ดกลวิธีหนึ่งของพวกแก๊งดูดเงินก็ว่าได้ โดยรูปแบบวิธีการคือจะใช้วาทศิลป์ในการพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ ราวกับว่าคุ้นเคยรู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น อ้างว่าเป็นรู้จัก อดีตคนสนิท และหรือเข้ามาในรูปแบบเชิงชู้สาว เป็นต้น ซึ่งมิจฉาชีพมักจะใช้วิธีนี้ในการสนทนากับเหยื่อที่เป็นผู้สูงอายุ แต่วิธีนี้ก็สามารถใช้ได้ดีในบุคคลปกติทั่วไปเช่นเดียวกัน เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้จะมีขั้นตอนการรีเช็คและหรือสำรวจข้อมูลส่วนบุคคลมามากพอสมควรก่อนที่จะมาใช้วาทศิลป์ในการหลอกลวงเหยื่อ ถ้าหากได้หลงกลวาทศิลป์ของมิจฉาชีพพวกนี้ไม่ว่าใครก็สามารถถูกดูดเงินไปหมดบัญชีได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว

2. แอปพลิเคชันดูดเงิน

          สำหรับวิธีนี้มิจฉาชีพออนไลน์นิยมใช้ไม่น้อย เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายสามารถส่งถึงเหยื่อและเข้าถึงเหยื่อได้หลายคน โดยมักมาในรูปแบบของข้อความ SMS หรือลิงก์ต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงกดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันรวมไปถึงโปรแกรมควบคุมโทรศัพท์มือถือเพื่อดูดเงินของเหยื่อออกจากบัญชีเอง ซึ่งเหยื่อแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือแอปพลิเคชันอะไร หากมีข้อความแปลก ๆ เข้ามาแล้วเผลอกดเข้าไปแล้วปรากฏว่าต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หากเผลอกดดาวน์โหลดไป นั่นหมายถึงการเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพหรือแก๊งดูดเงินเข้ามาถึงข้อมูลสำคัญ ๆ ได้ง่ายนั่นเอง

3. แก๊งคอลเซ็นเตอร์

          แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของเหล่ามิจฉาชีพออนไลน์ กลวิธีการหลอกลวงเหยื่อคล้ายคลึงกับข้อ 1. แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้มาในรูปแบบบทบาทของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีการโทรเข้ามาแสดงตัวชัดเจนว่ามาจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรืออื่น ๆ เพื่อโทรมาพยายามหลอกถามข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสำคัญ ๆ เพื่อนำข้อมูลไปเข้าถึงแอปพลิเคชันสำคัญ ๆ เช่น แอปธนาคาร หรือที่มากไปกว่านั้น อาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อนำไปทำธุรกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นได้

หลังรับสายหากได้ยินประโยคทำนองนี้ตัดสายทิ้งทันที !

หลังรับสายหากได้ยินประโยคทำนองนี้ตัดสายทิ้งทันที

1. โทรมาแล้วสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง

          เช่น อ้างตัวว่ามาจากหน่วยงานราชการ และหรือหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อหลอกถามข้อมูล อาทิ โทรมาแล้วรีเช็คเลขบัตรประจำตัวประชาชน ชื่อ-นามสกุล หรือข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นหน่วยงานจริงจะไม่มีการโทรเข้ามารีเช็คข้อมูลเหล่านี้กับคุณแน่นอน หากมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานใดโทรเข้ามา ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรสำคัญมากน้อยเพียงใด ไม่ควรคุยต่อหรือสนทนาด้วย และทางที่ดีหากมีเบอร์แปลกโทรมาไม่ควรรับสาย หรือหากรับสายไปแล้วควรกดตัดสายทิ้งทันที เพื่อเป็นการตัดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและไม่หลงเป็นเหยื่อของแก๊งดูดเงินเหล่านี้ด้วย

2. โทรมาแล้วแจ้งว่าคุณเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัล

          หากมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นที่คุณใช้บริการอยู่ อาทิ เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ , แอปพลิเคชันสั่งซื้อสินค้า , แอปพลิเคชันรับชมวิดีโอ ฯลฯ หากมีเจ้าหน้าที่โทรเข้ามาแล้วแจ้งว่าคุณเป็นผู้โชคดี ได้รับรางวัลหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้รีบกดสายทิ้งทันที ก่อนที่จะหลงกลเป็นเหยื่อเพราะเชื่อว่าเป็นผู้โชคดีจริง ๆ หากต้องการเป็นผู้โชคดีจริง ๆ ควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือของหน่วยงานนั้น ๆ ด้วยตนเองก่อนจะดีกว่า มิฉะนั้นอาจหลงเชื่อคำหลอกลวงของมิจฉาชีพและสูญเสียทรัพย์สินจากคำว่า “คุณเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัล” ได้

3. ชวนพูดคุยแล้วหลอกให้พูดข้อมูลส่วนบุคคล

          สำหรับสายที่โทรเข้ามาแล้วมีการพูดคุยทำนองว่าเป็นการสำรวจข้อมูล จะมีการสอบถามข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล อาชีพ รายได้ ฯลฯ แล้วหลังจากนั้นจะมีการให้ทำขั้นตอนต่าง  ๆ ตามที่ปลายสายพูด เช่น การหลอกให้โอนเงินชำระค่าบริการต่าง ๆ โดยเหยื่อที่มิจฉาชีพพวกนี้นิยมหลอกลวงมากที่สุดจะได้แก่ ผู้สูงวัยหลังเกษียณ หรือผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่คนเดียวไม่มีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นต้น เนื่องจากเห็นว่าเหยื่อเหล่านี้ขาดความรู้ และสามารถชักจูงได้ง่ายเช่นเดียวกับเด็ก

หลอกคุย 2 นาที ดูดเงินหมดบัญชี มีจริงหรือ ?

หลอกคุย 2 นาที ดูดเงินหมดบัญชี มีจริงหรือ

          เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวสะพัดอย่างมากเกี่ยวกับกระบวนการของมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ แก๊งดูดเงิน และหรือภัยร้ายออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ มีกระแสข่าวมาแรงอย่าวข่าวหลอกคุย 2 นาที ดูดเงินหมดบัญชี วันนี้จะมาไขข้อสงสัยกับข่าวนี้ว่ามีจริงหรือ ?

          คำตอบคือ “ไม่จริง” เนื่องจากการที่มิจฉาชีพมีการโทรเข้ามาอ้าง หรือหลอกลวงต่าง ๆ นานานั้น ยังไม่สามารถดูดเงินออกจากบัญชีของคุณได้ทันทีไม่ว่าจะมีการโทรเข้ามา 2 นาที หรือมากกว่านั้น  แต่ที่ว่าโทรเข้ามา 2 นาทีแล้วถูกดูดเงินนั้น เป็นเพราะเหยื่อหรือผู้เสียหายได้มีการหลงเชื่อและทำการโอนเงินออกจากบัญชีให้มิจฉาชีพเอง นั่นจึงเป็นที่มาของข่าวที่ว่าหลอกคุย 2 นาที ดูดเงินหมดบัญชี แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นกระบวนการดูดเงินหมดบัญชีมีอยู่จริง เพียงแต่กระบวนการนี้ต้องมีขั้นตอนดำเนินการต่าง ๆ เช่น การที่มิจฉาชีพให้ผู้เสียหายกดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันหนึ่ง แล้วกดดาวน์โหลดไป และนั่นคือแอปที่มิจฉาชีพอาจแฝงมาด้วยโปรแกรมควบคุมโทรศัพท์มือถือหรือแอปดูดเงินเพื่อเจาะข้อมูลส่วนบุคคลของคุณนั่นเอง และแน่นอนว่าการกดยอมรับให้ติดตั้งแอปก็เสมือนว่าคุณกดยืนยันให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลสำคัญของคุณได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะมีใครโทรเข้ามาแล้วให้ทำตามขั้นตอนใด ๆ ก็ตาม “กดตัดสาย” คือทางออกเพื่อปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกดูดเงินเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด !

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!