เตือนภัยวัยรุ่นสายโพสต์ ระวังเจอคดีหมิ่นประมาท ไม่รู้ตัว

ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ การแชร์ประสบการณ์หรือเรื่องราวส่วนตัวบนแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่การโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่ถูกต้องสามารถนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้ โดยเฉพาะกรณีที่เข้าข่าย หมิ่นประมาท หรือการคุกคามทางออนไลน์ เรื่องราวที่เราจะนำมาเตือนในวันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการตระหนักถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นอย่างไม่ระมัดระวังบนโซเชียลมีเดีย 

กรณีตัวอย่าง : จุดเริ่มต้นของดราม่าบนโลกออนไลน์ 

ผู้เสียหายในกรณีนี้เป็นลูกความของเรา ซึ่งเป็นแฟนคลับตัวยงของศิลปินชื่อดังคนหนึ่ง วันหนึ่งเขาได้โพสต์รูปของตนเองลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมบอกว่าเขาได้มีโอกาสวิดีโอคอล (คอลไซน์) กับศิลปินที่เขาชื่นชอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยินดีสำหรับเขา แต่การโพสต์นี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดราม่าใหญ่ เมื่อมี “เกรียนคีย์บอร์ด” จากกลุ่มแฟนคลับเดียวกันมารีโพสต์รูปของผู้เสียหายพร้อมกับแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ 

ในคอมเมนต์นั้น เกรียนคีย์บอร์ดได้กล่าวหาว่าผู้เสียหายเคยไปสร้างความรำคาญในคอนเสิร์ต โดยบอกว่าผู้เสียหายเป็นคนเสียงดังและทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง หลังจากนั้น เกรียนคีย์บอร์ดยังได้โพสต์ในลักษณะที่เป็นการโจมตีผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยใช้คำพูดที่เป็นการดูหมิ่นและส่งเสริมให้ผู้อื่นเข้ามาด่าทอหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้เสียหายในทางที่เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างไม่ยุติธรรมในโลกออนไลน์ 

การข่มขู่และการโพสต์คุกคามอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากการโพสต์แขวนผู้เสียหายในเชิงเสียหายหลายครั้งแล้ว เกรียนคีย์บอร์ดและกลุ่มแฟนคลับที่เข้ามาแสดงความเห็นร่วมกัน ยังเริ่มขยายการโจมตีไปถึงขั้นที่พูดถึงการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย เช่น การบอกว่าจะจับตาดูผู้เสียหายในคอนเสิร์ตที่กำลังจะมาถึง และแสดงท่าทีข่มขู่ในเชิงสนุกปาก ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะไปเข้าร่วมคอนเสิร์ตนั้น ความกลัวนี้ทำให้ผู้เสียหายต้องพลาดโอกาสสำคัญที่เขารอคอยมานาน 

นอกจากความกลัวที่จะเกิดขึ้นจากการข่มขู่ทำร้ายร่างกายแล้ว การพูดถึงในทางที่เสียหายยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้เสียหายอย่างมาก เขาต้องปิดล็อกโปรไฟล์ในโซเชียลเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกคุกคามเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เกรียนคีย์บอร์ดก็ยังไม่หยุดการโจมตี ยังคงนำเรื่องราวของผู้เสียหายไปแขวนต่อในเชิงลบ ทำให้เขาต้องเผชิญกับความกดดันและความเครียดที่รุนแรงขึ้น

ผู้เสียหายสุดทน ขอใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นทางออก

หลังจากที่ผู้เสียหายพยายามหลีกเลี่ยงการถูกคุกคามทางโซเชียลแล้ว แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโจมตีได้ เขาจึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายความ เพื่อให้ความเป็นธรรมและแก้ไขสถานการณ์ตามกฎหมาย 
กรณีนี้เข้าข่ายการหมิ่นประมาทและการคุกคามทางออนไลน์ ซึ่งตามกฎหมายไทย การหมิ่นประมาทหรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ถือเป็นความผิดที่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ การพูดถึงหรือโพสต์ข้อมูลในทางที่ทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียงโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งตามกฎหมายอาญา มาตรา 326 ระบุว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 
นอกจากความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว การข่มขู่ที่จะทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียยังถือเป็นความผิดทางอาญาฐานข่มขู่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 โดยผู้กระทำผิดจะต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน 

ในกรณีของผู้เสียหาย การฟ้องร้องและการดำเนินคดีอาจไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาส่วนตัว แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้สังคมออนไลน์ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นหรือการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย 

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย 
การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ แม้จะดูเป็นเรื่องง่ายและไม่มีผลกระทบในทันที แต่การโพสต์หรือคอมเมนต์ในทางที่ไม่ระมัดระวังสามารถนำไปสู่การถูกฟ้องร้องได้ นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคนในการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์และไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น การที่มีทนายความคอยให้คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือการถูกละเมิดสิทธิ์ในอนาคต 

หากคุณตกเป็นเหยื่อของการหมิ่นประมาทหรือการคุกคามในโลกออนไลน์ อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายความเพื่อปกป้องสิทธิ์ของคุณ 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทและการคุกคามทางโซเชียลมีเดีย เพื่อความยุติธรรมและความเป็นธรรมสำหรับผู้เสียหายทุกคน >> ติดต่อเรา << 

นอมินี ผิดกฎหมายไหม?

คำว่า “นอมินี” หรือ Nominee เป็นคำที่มักได้ยินบ่อย ๆ ในแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างชาติในประเทศไทย หลายครั้งที่เราพบเห็นชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศ ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้คนต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือหุ้นในบริษัทบางประเภท ดังนั้นบางคนจึงใช้วิธีหาคนไทยมาเป็น “ตัวแทน” หรือ “นอมินี” เพื่อเข้ามาถือหุ้นแทนพวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย แต่การกระทำนี้ถือว่ามีความเสี่ยงและอาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นอมินี คืออะไร?

นอมินี คือบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนถือหุ้น หรือทรัพย์สินในนามของบุคคลอื่น โดยเฉพาะกรณีที่คนไทยทำหน้าที่ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วหุ้นดังกล่าวเป็นของชาวต่างชาติ แต่ใช้ชื่อคนไทยในการถือครองหุ้น ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินกิจการได้ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอมินี ไม่มีอำนาจในการควบคุมหรือดำเนินธุรกิจ และการทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อกฎหมายไทย แต่ยังมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงอีกด้วย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนอมินี

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนอมินีในประเทศไทยนั้นคือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายในการควบคุมการลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ชาวต่างชาติไม่สามารถถือหุ้นเกิน 49% ในธุรกิจบางประเภทได้ หากถือหุ้นมากกว่านี้ จะต้องมีใบอนุญาตพิเศษจากรัฐบาล และหากมีการใช้นอมินีมาเป็นตัวแทนถือหุ้นก็จะถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

กฎหมายยังมีการระบุโทษไว้อย่างชัดเจน หากพบว่ามีการใช้นอมินีในการทำธุรกิจ หรือการถือหุ้นแทนคนต่างชาติ การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีโทษทางอาญา

โทษทางกฎหมายของการใช้นอมินี

การใช้นอมินีในการดำเนินธุรกิจหรือถือหุ้นแทนคนต่างชาตินั้นมีโทษทางกฎหมาย ซึ่งประกอบด้วยทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ หากถูกตรวจพบว่ามีการใช้นอมินี บริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษดังนี้

1. โทษจำคุก : ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้นอมินีอาจถูกจำคุกได้สูงสุดถึง 3 ปี ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

2. โทษปรับ : นอกจากโทษจำคุกแล้ว ยังมีโทษปรับที่อาจสูงถึง 1,000,000 บาท และหากพบว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องก็อาจมีการปรับเพิ่มเติมอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าผู้กระทำผิดจะยุติการกระทำดังกล่าว

3. การถูกยึดทรัพย์สิน : ทรัพย์สินหรือหุ้นที่ถูกถือครองโดยนอมินีอาจถูกยึดได้ตามกฎหมาย หากพบว่ามีการใช้นอมินีในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

4. การยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ : ธุรกิจที่ใช้นอมินีในการดำเนินการอาจถูกยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจทันที ซึ่งส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการในประเทศไทยได้อีกต่อไป

ทำไมการใช้นอมินีถึงผิดกฎหมาย?

การใช้นอมินีในการดำเนินธุรกิจนั้นถูกมองว่าเป็นการละเมิดหลักความโปร่งใสทางธุรกิจ เพราะเป็นการปกปิดข้อมูลที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นที่เป็นชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ การใช้นอมินียังส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมทางธุรกิจ เพราะอาจทำให้ธุรกิจที่มีการใช้นอมินีได้รับสิทธิพิเศษที่ไม่ควรได้ และส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม

วิธีป้องกันการถูกหลอกให้เป็นนอมินี
หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกใช้เป็นนอมินี ดังนั้นการตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายและการป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกให้เป็นนอมินีจึงเป็นเรื่องสำคัญ นี่คือข้อควรระวังบางประการ

1. ตรวจสอบข้อตกลงในการทำธุรกิจ : หากมีคนชวนคุณเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจ ต้องทำความเข้าใจในข้อตกลงและเงื่อนไขให้ชัดเจน อย่าลงนามในเอกสารใด ๆ หากคุณไม่เข้าใจความหมายหรือไม่มั่นใจในข้อตกลงนั้น ๆ

2. ปรึกษาทนายความ : การปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสามารถช่วยให้คุณเข้าใจข้อกฎหมายและป้องกันไม่ให้คุณถูกใช้เป็นนอมินีโดยไม่รู้ตัว3. ระวังคำชักชวนที่ดูดีเกินจริง : หากมีข้อเสนอทางธุรกิจที่ดูดีเกินจริง เช่น มีการเสนอให้คุณถือหุ้นโดยไม่ต้องลงทุน หรือมีการสัญญาว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงมาก ๆ คุณควรพิจารณาให้ดี เพราะอาจเป็นการหลอกลวงให้คุณเป็นนอมินี

ถูกดำเนินคดีเรื่องนอมินี ควรทำอย่างไร?

หากคุณถูกหมายเรียกเกี่ยวกับคดีนอมินี หรือถูกดำเนินคดีในข้อหานอมินี สิ่งที่ควรทำคือการปรึกษาทนายความทันที เพื่อให้คำแนะนำและดำเนินคดีอย่างถูกต้อง ทนายความจะช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และเตรียมการป้องกันตนเองในกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้คุณได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ของคุณเอง

การเป็นนอมินี หรือการใช้นอมินีในการทำธุรกิจถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย และมีโทษทางอาญาที่รุนแรง ดังนั้น ผู้ที่ทำธุรกิจควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือทนายความเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายความทันที !!

มิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ปัญหาที่ถูกพบมากเป็นอันดับต้นๆในขณะนี้ อย่างที่เคยกล่าวไปในหลายๆบทความของเรา ไม่ว่าจะเป็น ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายฟ้องธนาคารได้ ไม่ต้องรอให้เสียเวลา ! หรือ ปรึกษาทนายด่วนอย่ายอม !! หาเงินแทบตาย สุดท้ายถูกแอปดูดเงินหมดบัญชีและบทความอื่นๆที่เกี่ยวกับการดูดเงินของมิจฉาชีพ ในยุคดิจิทัลที่ธุรกรรมทางการเงินออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ปัญหาการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงทางการเงินและการสูญเสียเงินในบัญชีธนาคารก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนพบว่าตัวเองกลายเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการถูกล้วงข้อมูลบัญชีผ่านฟิชชิ่ง (Phishing) การปลอมตัวเป็นบุคคลสำคัญ หรือการใช้โปรแกรมสอดแนมข้อมูล (Spyware) ที่อาจดูดเงินจากบัญชีโดยไม่รู้ตัว

เหตุการณ์เช่นนี้อาจสร้างความตกใจและทำให้ผู้เสียหายไม่รู้จะทำอย่างไรดี ดังนั้น การรีบปรึกษาทนายความเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำทางกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดการกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ

รูปแบบการหลอกลวงทางการเงินที่พบบ่อย

1. ฟิชชิ่ง (Phishing)

   ฟิชชิ่งเป็นการหลอกลวงที่ใช้วิธีส่งอีเมล ข้อความ หรือการโทรปลอมตัวเป็นธนาคารหรือองค์กรที่เชื่อถือได้ เพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เข้าถึงบัญชีและดูดเงินออกจากบัญชีอย่างรวดเร็ว

2. มัลแวร์และสปายแวร์ (Malware & Spyware)

   มิจฉาชีพอาจใช้โปรแกรมมัลแวร์หรือสปายแวร์ที่ถูกฝังในอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว โปรแกรมเหล่านี้จะคอยเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลบัญชีธนาคาร และรหัส OTP เพื่อให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีของเหยื่อและทำธุรกรรมการเงินได้

3. การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ

   มิจฉาชีพมักจะโทรศัพท์มาหลอกลวงเหยื่อ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคาร หน่วยงานรัฐ หรือบริษัทบัตรเครดิต เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ และขอข้อมูลสำคัญจากเหยื่อ เช่น หมายเลขบัตรประชาชนหรือรหัสผ่าน

4. การหลอกให้ลงทุนปลอม

   มิจฉาชีพบางกลุ่มจะใช้วิธีการชักชวนให้เหยื่อลงทุนในธุรกิจหรือโปรแกรมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วเมื่อเหยื่อโอนเงินเพื่อการลงทุน เงินจะถูกดูดออกจากบัญชีทันทีและไม่สามารถติดตามได้

ทำไมการปรึกษาทนายความจึงสำคัญ?

1. ปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

   การถูกมิจฉาชีพดูดเงินออกจากบัญชีธนาคารเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและทรัพย์สิน การปรึกษาทนายความจะช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจถึงสิทธิ์ของตนเอง รวมถึงแนวทางในการเรียกร้องความเสียหายจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2. การติดตามและดำเนินคดี

   ทนายความสามารถช่วยในการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีที่ถูกโจมตีและดำเนินการทางกฎหมายต่อมิจฉาชีพ การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกหลอกลวงทางการเงินนั้นจำเป็นต้องมีการจัดการที่ซับซ้อน ซึ่งการมีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืนหรือเรียกร้องค่าเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ

   เมื่อคุณพบว่าบัญชีธนาคารถูกดูดเงิน ทนายความสามารถประสานงานกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเร่งรัดการสืบสวนและติดตามมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำได้ในอนาคต

4. การให้คำปรึกษาและการวางแผนในการดำเนินคดี

   ทนายความจะช่วยให้คุณวางแผนการดำเนินคดีและรวบรวมหลักฐานที่จำเป็นในการฟ้องร้อง โดยจะมีการแนะนำเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียม การติดตามบัญชีทางการเงิน และวิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออีกในอนาคต

วิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์

-อย่าคลิกลิงก์จากแหล่งที่ไม่รู้จักหรือไม่ควรคลิกที่ลิงก์ที่ได้รับทางอีเมล ข้อความ หรือสื่อสังคมออนไลน์ หากไม่แน่ใจว่าเป็นแหล่งที่มาจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้

-ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันสำหรับทุกบัญชี นอกจากนี้ ควรเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

-ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมการเงินอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสอบยอดเงินและธุรกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีธนาคารอย่างสม่ำเสมอ และแจ้งธนาคารทันทีหากพบความผิดปกติ

ดูดเงินหมดบัญชี มีทนายได้ทันทีไม่ต้องรอ

เมื่อคุณเผชิญกับเหตุการณ์ที่มิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด ทนายความจะช่วยคุณปกป้องสิทธิ์ ติดตามคดี และเรียกร้องความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การได้รับความช่วยเหลือจากทนายความจะเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้คุณตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง

หากคุณตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางการเงินและต้องการคำปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการและให้คำแนะนำทางกฎหมายอย่างครบวงจร โดยทนายความมืออาชีพ 

ตามให้ทันมุกใหม่!! แก๊งคอลเซ็นเตอร์

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ตัวร้ายในยุค 2024 ที่เทคโนโลยีและการสื่อสารยิ่งมีความก้าวหน้า การหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงและวิธีการที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อถือและให้ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาให้คุณเข้าใจมุกใหม่ๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำวิธีป้องกันและรับมือหากคุณถูกหลอกโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาฝากกัน

รูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่เพียงแต่หลอกด้วยวิธีเดิมๆ ที่ใช้การข่มขู่ผ่านโทรศัพท์เท่านั้น คาดว่าเพราะคนไทยรู้ทันมุกต่างๆของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้อยู่บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่วาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้พัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เหยื่อเชื่อถือมากขึ้น วันนี้เรามาดูมุกรูปแบบที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้ในปัจจุบันกัน

1. แกล้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานทางกฎหมาย

หนึ่งในมุกใหม่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้คือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาล หรือหน่วยงานรัฐ โดยจะข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน คดียาเสพติด หรือคดีอาญาร้ายแรง หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น การโอนเงินเพื่อปิดคดีหรือจ่ายค่าปรับ อาจถูกจับกุมหรือถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังมักสร้างหลักฐานปลอม เช่น หมายจับหรือเอกสารทางกฎหมายเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

2. แกล้งเป็นพนักงานธนาคารหรือบริษัทการเงิน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะอ้างว่ามาจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน แจ้งเตือนว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายถูกแฮกหรือมีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยขอให้ผู้เสียหายยืนยันตัวตนผ่านการบอกรหัส OTP หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีหรือข้อมูลทางการเงินได้

3. การหลอกว่าได้รับรางวัลใหญ่

อีกหนึ่งมุกยอดฮิตคือการโทรแจ้งว่าผู้เสียหายถูกรางวัลจากบริษัทใหญ่ หรือได้รับของรางวัลมีมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เงินสด หรือโทรศัพท์มือถือ โดยขอให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าภาษีหรือค่าดำเนินการเพื่อรับรางวัล การหลอกลวงในรูปแบบนี้ทำให้หลายคนเสียเงินโดยที่ไม่เคยได้รับรางวัลตามที่อ้าง

4. หลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากมุกที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังได้ขยายการทำงานไปยังสื่อสังคมออนไลน์ โดยสร้างโปรไฟล์ปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคาร เจ้าหน้าที่รัฐ หรือบริษัทใหญ่ๆ จากนั้นจะติดต่อผู้เสียหายเพื่อให้ตกหลุมพราง โอนเงิน หรือให้ข้อมูลสำคัญส่วนตัวนั่นเอง

วิธีป้องกันและรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

1. ตั้งสติและอย่ารีบเชื่อทันที

หากคุณได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขแปลกหรือมีคนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ควรตั้งสติและอย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลที่ได้รับทันที ไม่ควรทำตามคำสั่งหรือให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน รหัส OTP หรือเลขบัญชีธนาคาร เพราะเจ้าหน้าที่จริงๆ จะไม่มีการขอข้อมูลเหล่านี้ทางโทรศัพท์

2. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

หากคุณสงสัยว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นความจริงหรือไม่ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่าติดต่อไปยังหมายเลขที่คนโทรเข้ามาให้ เพราะอาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้คุณหลงเชื่อ

3. ไม่โอนเงินตามคำขู่

การข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อปิดคดีหรือหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมเป็นเรื่องที่ผิดปกติ หากมีกรณีเกี่ยวกับกฎหมายจริงๆ เจ้าหน้าที่จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างชัดเจน และจะไม่มีการขอให้โอนเงินเพื่อยุติคดีทางโทรศัพท์

4. บล็อกและรายงานหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย

หากคุณได้รับโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรบล็อกหมายเลขดังกล่าว และรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือธนาคารที่ถูกแอบอ้าง เพื่อให้สามารถติดตามและดำเนินคดีกับมิจฉาชีพได้

5. ใช้แอปพลิเคชันป้องกันการหลอกลวงทางโทรศัพท์

   ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่สามารถตรวจสอบและบล็อกหมายเลขที่น่าสงสัยได้ เช่น Truecaller หรือ Whoscall แอปเหล่านี้จะช่วยกรองสายโทรเข้าที่มีความเสี่ยง และแจ้งเตือนเมื่อคุณได้รับสายจากมิจฉาชีพ

หากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก รีบปรึกษาทนายความด่วน

อย่างที่ทราบกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ไม่ควรมองข้าม แต่ด้วยการป้องกันและรับมือที่ถูกต้อง คุณสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ อย่าลืมตั้งสติทุกครั้งเมื่อได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก และหมั่นตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจทำสิ่งใด หากคุณสงสัยว่าคุณตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบและป้องกันความเสียหายต่อไป แตสำหรับเหยื่อหรือผู้เสียหายที่ถูกหลอกโดยมิจฉาชีพอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปแล้วเราขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อการเดินเรื่องที่รวดเร็วดีที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินเรื่องเอง เพราะในปัจจุบันมีผู้เสียหายที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเป็นจำนวนมาก การเดินเรื่องจากหน่วยงานต่างๆ อาจล่าช้าไปตามกัน การปรึกษาทนายความเพื่อการเดินเรื่องที่รวดเร็วและนำมาซึ่งได้ได้รับเงินที่ถูกหลอกไปคืนคือทางออกที่ดีที่สุดปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<

หรือหากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการจัดการกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่นๆ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการ ให้คำปรึกษา และยินดีให้บริการทางกฎหมายกับคุณในทุกสถานการณ์

โดนหมายเรียกนอมินี อย่า! ตกใจ รีบปรึษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคที่การลงทุนและการทำธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยสนใจเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในประเทศไทย แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการหรือทรัพย์สินบางประเภท จึงเกิดการใช้ “นอมินี” ซึ่งหมายถึงการใช้คนไทยเป็นตัวแทนในการถือครองหุ้นหรือทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ กรณีนี้อาจทำให้บุคคลที่เป็นนอมินีต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมาย ซึ่งบางคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังละเมิดกฎหมายหรือไม่

การเป็นนอมินีชาวต่างชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไทย และหากคุณได้รับหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินีชาวต่างชาติ อย่าเพิ่งตกใจ ควรรับรู้ถึงขั้นตอนและวิธีการแก้ไขปัญหากรณีถูกหมายเรียกนอมินีชาวต่างชาติที่ถูกต้อง รวมถึงผลกระทบทางกฎหมายที่อาจตามมาได้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา

นอมินีคืออะไร?

นอมินี (Nominee) หมายถึง บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการถือครองทรัพย์สิน หุ้น หรือกิจการแทนบุคคลอื่น โดยเฉพาะในกรณีที่ชาวต่างชาติซึ่งไม่สามารถถือครองทรัพย์สินหรือเป็นเจ้าของธุรกิจบางประเภทตามกฎหมายไทยใช้คนไทยเป็นตัวแทน นอมินีในที่นี้อาจถูกตั้งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของในบางกิจการ เช่น การเป็นเจ้าของที่ดิน การถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การใช้คนไทยเป็นนอมินีชาวต่างชาติเพื่อเลี่ยงกฎหมายถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

เมื่อได้รับหมายเรียกในกรณีเป็นนอมินีควรทำอย่างไร?

1. อย่าตกใจ และอย่าเพิกเฉยต่อหมายเรียก : หากคุณได้รับหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินี ควรตั้งสติและเตรียมตัวอย่างเหมาะสม อย่าละเลยหรือเพิกเฉยต่อหมายเรียก เพราะอาจทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โตขึ้น ควรอ่านรายละเอียดในหมายเรียกให้ครบถ้วนเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

2. รวบรวมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : เมื่อได้รับหมายเรียก คุณควรรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหรือทรัพย์สินที่ถูกกล่าวหา เช่น สัญญาหุ้น ข้อตกลงการดำเนินธุรกิจ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานในการชี้แจงกรณีต่อไป

3. ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ : การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือการปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของนอมินีและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทนายความที่มีความรู้และประสบการณ์ในการจัดการปัญหากรณีการเป็นนอมินีชาวต่างชาติ ทนายความจะสามารถให้คำปรึกษาและวางแผนการแก้ไขปัญหาในแต่ละกรณีอย่างเหมาะสม

4. เตรียมพร้อมในการชี้แจงต่อหน่วยงานรัฐ : หากคุณถูกเรียกไปชี้แจงกับหน่วยงานของรัฐ ควรเตรียมพร้อมทั้งข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้คุณสามารถชี้แจงสถานการณ์และลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีได้

ผลทางกฎหมายของการเป็นนอมินี

การเป็นนอมินีชาวต่างชาติถือเป็นความผิดตามกฎหมายไทย ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรง ทั้งการถูกปรับและจำคุก ทั้งนี้ หากพบว่าคุณมีความผิดในการเป็นนอมินี คุณอาจต้องรับโทษ

โดยมีโทษดังนี้

มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่า ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้คนต่างด้าวไปประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาต ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายของพระราชบัญญัตินี้ โดยที่คนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือกรณีถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (ที่เรียกว่า นอมินี) ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นแทนในห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใดๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ หนึ่งแสนถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลยังจะสั่งเลิกการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือสั่งให้เลิกการร่วมประกอบธุรกิจ หรือ สั่งให้เลิกการถือหุ้น หรือการเป็นหุ้นส่วนนั้นเสียแล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะยุติการฝ่าฝืนกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การใช้คนไทยเป็นนอมินีชาวต่างชาติเพื่อเลี่ยงกฎหมายถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีบทลงโทษทางอาญา

ทั้งนี้นอกจากบทลงโทษทางกฎหมายแล้ว ผลกระทบที่ตามมายังอาจรวมถึงการสูญเสียทรัพย์สิน หรือการถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การป้องกันตัวเองด้วยการไม่รับเป็นนอมินีหรือหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมที่อาจเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษา
หากคุณได้รับหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินีชาวต่างชาติ ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและการให้บริการทางกฎหมายที่ถูกต้อง ทนายความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรามีความเข้าใจลึกซึ้งในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนอมินีชาวต่างชาติ และพร้อมให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร การชี้แจงต่อหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย

การได้รับการให้บริการทางกฎหมายที่ถูกต้องจากทนายความผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดี และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นนอมินีชาวต่างชาติได้

สุดท้ายนี้การถูกหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินีชาวต่างชาติอาจดูน่ากลัว แต่คุณสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญ อย่าละเลยปัญหาหรือปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลาม สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำในการแก้ไขปัญหานอมินีอย่างรอบคอบและถูกต้อง หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่ารอช้า ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อให้เราได้ให้บริการทางกฎหมายแก่คุณ

ความเสี่ยงทางกฎหมายและการจัดการเมื่อถูกดำเนินคดีนอมินีในประเทศไทย

ประเทศไทยในปัจจุบันหรือในยุคไหน ๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีการพบเห็นการตั้งบริษัทที่มีบุคคลถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งมักเป็นชาวต่างชาติในหลายกรณี การตั้งนอมินีถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายการถือหุ้นโดยชาวต่างชาติที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทไทยได้เพียงสัดส่วนไม่เกิน 49% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัทที่มีการถือหุ้นแทนหรือ “นอมินี” อาจนำไปสู่ความผิดทางกฎหมายและมีโทษทางอาญา โดยเฉพาะเมื่อมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือการถูกดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงและปัญหาทางกฎหมายของการตั้งนอมินี

การตั้งบริษัทในรูปแบบที่มีบุคคลถือหุ้นแทนเจ้าของจริง หรือที่เรียกว่า “นอมินี” เป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะในส่วนของกฎหมายธุรกิจและกฎหมายอาญา การถือหุ้นแทนหรือทำหน้าที่เป็นนอมินีของชาวต่างชาติที่ต้องการเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติในธุรกิจบางประเภทสามารถนำไปสู่ความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการชำระเงินค่าหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรือมีการโอนเงินเข้าบัญชีของนอมินีโดยไม่ได้มีการชำระเงินค่าหุ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อมีการตั้งนอมินี บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นนอมินีถือหุ้นอาจไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจจริงๆ ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท แต่ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนหรือหน้าม้าในการถือหุ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่จำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ

นอกจากนี้การไม่ชำระเงินค่าหุ้นอย่างถูกต้อง หรือการชำระเงินในลักษณะที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากทางการ เช่น การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหรือไม่ชำระเงินเลย อาจนำไปสู่การถูกกล่าวหาว่ามีการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางการเงิน ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง หากมีการพิสูจน์ว่ามีการตั้งนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายหรือมีเจตนาทุจริต นอมินีและเจ้าของจริงอาจถูกดำเนินคดีทั้งในแง่ของกฎหมายธุรกิจและกฎหมายอาญา

การดำเนินคดีทางอาญาและกระบวนการกฎหมาย

หากพบว่ามีการถือหุ้นแทนที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาอาจเกิดขึ้นได้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีอำนาจในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในกรณีที่พบว่ามีการตั้งนอมินีหรือมีการชำระเงินค่าหุ้นที่ไม่ถูกต้อง บริษัทและผู้ถือหุ้นอาจได้รับหมายเรียกจากตำรวจหรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ เพื่อให้เข้ารับการสอบสวน

ในกรณีที่ถูกหมายเรียกจากตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญที่ควรทำทันทีคือการติดต่อทนายความเพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง การเพิกเฉยหรือพยายามหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เนื่องจากการไม่เข้ารับการสอบสวนหรือการไม่ตอบหมายเรียกอาจทำให้มีการออกหมายจับหรือการบังคับคดีที่รุนแรงขึ้น

การมีทนายความที่เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายธุรกิจและกฎหมายอาญาจะช่วยให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทนายความจะช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และดำเนินการต่อสู้คดีอย่างมืออาชีพ นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยในการเจรจากับหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหา

โทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง

การถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือการทำหน้าที่เป็นนอมินีในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายสามารถถูกดำเนินคดีและมีโทษทางอาญาหลายประการ โทษที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายในลักษณะนี้อาจรวมถึง

1. โทษจำคุก : หากพบว่ามีการหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อาจถูกจำคุกเป็นเวลาหลายปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำผิด

2. โทษปรับ : นอกเหนือจากการจำคุก ผู้กระทำผิดอาจถูกสั่งปรับเงินจำนวนมากตามที่กฎหมายกำหนด

3. การเพิกถอนใบอนุญาต : ในกรณีของบริษัท หากพบว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับการตั้งนอมินี บริษัทอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

4. ความรับผิดในความเสียหาย : หากการกระทำของนอมินีหรือผู้ถือหุ้นแทนก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถือหุ้นรายอื่น หรือบุคคลที่สาม อาจต้องรับผิดชอบในความเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญา

การจัดการปัญหาและแนวทางการป้องกัน

เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตั้งนอมินี สิ่งที่สำคัญคือการปฏิบัติตามกฎหมายธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นของชาวต่างชาติอย่างเคร่งครัด หากต้องการลงทุนในประเทศไทยในธุรกิจที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ควรพิจารณาใช้ช่องทางที่ถูกกฎหมาย เช่น การลงทุนผ่านกิจการร่วมค้า (joint venture) หรือการขออนุญาตการลงทุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส หรือการชำระเงินค่าหุ้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตหรือฉ้อโกง การใช้บริการทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์ในการจัดตั้งบริษัทและการลงทุนจะช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงในการเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

โดยสรุปแล้ว การถือหุ้นแทนหรือการตั้งนอมินีในประเทศไทยเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงตามกฎหมาย และการถูกดำเนินคดีอาจนำไปสู่โทษทางอาญาที่รุนแรง ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้งบริษัทควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องและมีที่ปรึกษากฎหมายที่เชี่ยวชาญเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างปลอดภัย

รถชน…แต่ใบขับขี่หมดอายุ ประกันคุ้มครองหรือไม่?

1-3 ใบขับขี่หมดอายุ

การขับขี่ยานพาหนะสิ่งที่ทุกคนจำเป็นจะต้องมีและพกติดตัวไว้เสมอคือ “ใบขับขี่” เพราะถ้าหากถูกเรียกตรวจแล้วไม่มี หรือถ้าหากใบขับขี่ของเรานั้นหมดอายุอาจโดนโทษปรับ 1,000 – 2,000 บาท หรืออาจโดนโทษทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังมีในส่วนของเรื่อง พ.ร.บ. และประกันภัยรถยนต์ ซึ่งอาจมีหลายคนสงสัยว่า ถ้าหากเราขับขี่ยานพาหนะแบบที่ไม่มีใบขับขี่ หรือมีแต่ใบขับขี่หมดอายุ แล้วไปเกิดอุบัติเหตุบริษัทประกันจะคุ้มครองหรือไม่ วันนี้จะมาให้ความรู้กันค่ะ

ใบขับขี่หมดอายุ แล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันคุ้มครองหรือเปล่า?

กรณีที่หากขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดอุบัติเหตุแต่บังเอิญว่าใบขับขี่ดันหมดอายุพอดิบพอดี จะต้องบอกว่าประกันจะยังคุ้มครองแต่ว่าเงื่อนไขในกรมธรรม์จะต้องครอบคลุมกรณีนี้ด้วย ซึ่งหากประกันครอบคลุมกรณีนี้ก็สามารถเคลมประกันได้ แต่ว่าประกันที่ครอบคลุมในส่วนนี้มักจะเป็นประกันภัยประเภท 1 หรือ ประกันภัยชั้น 1 ตามความเข้าใจของคนทั่วไปนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทประกันภัยจะมีเงื่อนไขครอบคลุมกรณี ฉะนั้นควรศึกษารายละเอียดของกรมธรรม์ให้ดีก่อน แล้วถ้าขณะเกิดเหตุไม่มีใบขับขี่ประกันจะยังคุ้มครองอยู่หรือไม่ จะแยกออกเป็น 2 กรณีดังนี้

คนขับไม่มีใบขับขี่ แต่เป็นฝ่ายถูก

กรณีนี้ หากทำประกันประเภท 1 2+ หรือ 3+ เอาไว้ แม้ไม่มีใบขับขี่ เราจะยังได้รับการชดเชยค่าเสียหายจากบริษัทประกันเพื่อซ่อมรถเราเอง และยังเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดได้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความผิดโทษฐานที่ไม่พกใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุขณะขับรถตามกฎหมายยังคงมีอยู่

คนขับไม่มีใบขับขี่ และเป็นฝ่ายผิด

คำว่าไม่มีใบขับขี่นี่ก็มีที่มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งแต่ละสาเหตุก็จะส่งผลถึงความคุ้มครองของประกันแตกต่างกันไป เช่น

มีใบขับขี่ แต่ไม่ได้พก: บริษัทประกันจะจ่ายให้ทั้งรถเรา รถเขา 

ไม่มีใบขับขี่เลย ไม่ได้ทำไว้ แต่มาขับรถ: บริษัทประกันจะจ่ายให้เฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ส่วนรถเราบริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบทุกกรณี 

มีใบขับขี่แต่หมดอายุ: ยังได้รับความคุ้มครองตามปกติ 

ถูกยึดใบขับขี่: กรณีนี้เราจะยังได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันอยู่ เพียงแต่ว่าเราต้องมีหลักฐานเป็นการคัดลอกสำนวนว่าถูกยึดใบขับขี่จริง ๆ

2 ใบขับขี่หมดอายุ

หากไม่มีใบขับขี่ สามารถเบิก ... ได้หรือไม่?

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมาคู่กับการมีรถก็คือ พ.ร.บ. ซึ่งย่อมาจาก “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” นับเป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับที่ผู้มีรถทุกคนจะต้องทำเอาไว้ นั่นหมายความว่า หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น เราสามารถเรียกร้องความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ได้ ขณะที่ประกันตามบริษัทต่าง ๆ จัดเป็นประกันแบบภาคสมัครใจ สำหรับ พ.ร.บ. หากไม่ทำก็จะถือว่าผิดกฎหมาย เจ้าของรถที่ไม่ทำ พ.ร.บ. จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และปรับการใช้รถที่ไม่มี พ.ร.บ อีก 10,000 บาท นั่นหมายความว่าหากเราเป็นทั้งเจ้าของรถและขับรถคันที่ไม่มี พ.ร.บ. ก็จะถูกปรับรวมกันไม่เกิน 20,000 บาท แล้วถ้าหากเราขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ พ.ร.บ. จะยังคุ้มครองเราไหม? คำตอบคือ พ.ร.บ. จะยังคงให้ความคุ้มครองเหมือนเดิมเพราะเป็นประกันภาคบังคับ โดยเราจะได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ดังนี้ 

  • ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยยังไม่ต้องพิสูจน์ว่าเราผิดหรือเขาผิด แต่ต้องแจ้งภายใน 180 วันหลังเกิดอุบัติเหตุ  

– ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง) สูงสุดคนละ 30,000 บาท 

– กรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะ ได้รับเงินชดเชยคนละ 35,000 บาท 

  • ค่าสินไหมทดแทน เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก เราสามารถเรียกเงินในส่วนนี้ได้อีก  

– ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง)สูงสุดคนละ 80,000 บาท 

– กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ได้รับเงินชดเชยคนละ 500,000 บาท 

– กรณีสูญเสียนิ้ว ตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยคนละ 200,000 บาท 

– กรณีสูญเสียอวัยวะ 1 ส่วน ได้รับเงินชดเชยคนละ 250,000 บาท 

– กรณีสูญเสียอวัยวะ 2 ส่วนขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยคนละ 500,000 บาท 

– กรณีนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จะได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท แต่จะต้องไม่เกิน 20 วัน 

จะเห็นได้ว่าพ.ร.บ.นั้นมีความสำคัญมาก ที่เป็นประกันภาคบังคับก็เพราะว่าเราจะเรียกร้องค่าเสียหายได้เลย แม้ว่าจะมีหรือไม่มีใบขับขี่ก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใบขับขี่ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมีผลทางกฎหมายด้วย ต่อให้เราได้รับความคุ้มครองจากพ.ร.บ. แต่หากไม่มีใบขับขี่ ยังไงก็ต้องถูกปรับอยู่ดี  

3 ใบขับขี่หมดอายุ

กรณีไหนบ้างที่ประกันรถยนต์ไม่คุ้มครอง แม้จะมีใบขับขี่ก็ตาม 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ใบขับขี่รถยนต์ ประกันรถยนต์ และพ.ร.บ.จะเป็นสิ่งที่ต้องมีติดรถเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุอย่างเต็มที่ แต่ก็จะมีบางกรณีที่บริษัทประกันรถยนต์จะไม่คุ้มครองแม้เราจะมีใบขับขี่อยู่ก็ตาม  

1. ใช้รถอย่างผิดกฎหมาย  
แน่นอนเลยว่าหากเรานำรถไปใช้อย่างผิดกฎหมาย ต่อให้มีใบขับขี่ บริษัทประกันก็คงไม่ยอมจ่ายให้เป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็น  กรณีเมาแล้วขับ เพราะกฎหมายก็บอกไว้อยู่แล้วว่าห้ามดื่มสุราขณะขับรถ การขับรถขณะครองสติไม่อยู่ นับเป็นการเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้อื่น อย่าดื่มแล้วขับกันเชียว เพราะเกิดอะไรขึ้นมาคงไม่คุ้ม ขนของผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะยาเสพติด หรืออะไรก็ตามที่ผิดกฎหมายแล้วมาอยู่ในรถเรา บริษัทจะไม่คุ้มครองรถที่ขนสิ่งของผิดกฎหมายทุกกรณี การดัดแปลงสภาพรถเพื่อแข่งขันความเร็ว เพราะบริษัทประกันมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุโดยใช่เหตุ 

2. กรณีบรรทุกของน้ำหนักเกิน 
หากเรานำรถไปบรรทุกของจนเกิน แล้วรถเกิดเสียหาย กรณีนี้บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง แต่หากบรรทุกน้ำหนักเกินแล้วเกิดอุบัติเหตุ ก็อาจจะยังได้รับความคุ้มครองซึ่งจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทอีกที  

3. ตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ 
การตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ แสดงถึงเจตนาชัด ๆ เลยว่าเราจงใจจะเอาเงินประกัน ซึ่งหากเป็นอย่างนี้เท่ากับบริษัทประกันได้รับความเสียหายไปเต็ม ๆ ดังนั้นบริษัทประกันจึงมีสิทธิฟ้องร้องค่าเสียหายจากเราได้ นอกจากจะต้องจ่ายค่าเสียหายเองแล้ว ยังเสี่ยงติดคุกอีก แบบนี้ไม่คุ้มเลย  

4. เหตุก่อการร้าย หรือสงคราม 
ไม่ว่าจะเหตุระเบิด สงครามกลางเมือง หรือความเสียหายจากอาวุธ ฯลฯ แน่นอนว่าหากรับประกันกรณีนี้ด้วย บริษัทประกันคงมีแต่เสียกับเสีย แต่ก็อาจจะมียกเว้น เช่น ประกันชั้น 1 บางกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองอยู่บ้าง อาจจะต้องตรวจสอบแผนประกันให้ดีก่อนซื้อ  

5. การใช้รถผิดประเภท 
กรณีนี้ก็นับว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น จดทะเบียนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล แต่เอาไปใช้เป็นรถสาธารณะ แบบนี้บริษัทประกันก็มองว่าเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นเหมือนกัน  

6. รถเก่าหรือรถที่ไม่ได้ใช้นาน 
รถที่เก่าเกินไป หรือจอดทิ้งไว้จนสึกหรอไปเอง แบบนี้มีโอกาสที่บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง โดยส่วนมากแล้วอายุรถที่จะยังได้รับความคุ้มครองอยู่คือ 1-5 ปี บางบริษัทอาจเพิ่มไปถึง 10 ปี  จะเห็นได้ว่าการขับขี่รถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้เราใช้สิทธิ์ตามประกันรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ที่เราทำไว้ได้อย่างอุ่นใจ หากใครที่ยังไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ ก็ควรไปจัดการให้เรียบร้อย เดี๋ยวนี้การทำใบขับขี่ หรือต่ออายุทำได้ง่ายขึ้นมาก จะได้ไม่ต้องทำผิดกฎหมาย แถมยังได้รับความคุ้มครองจากประกันรถยนต์อย่างอุ่นใจ ควรจำไว้เลยว่าใบขับขี่ ประกันรถยนต์ และพ.ร.บ. นับเป็น 3 สิ่งที่ควรจะต้องมี และขาดไม่ได้สำหรับคนมีรถ

เห็นไหมคะว่าการมี พ.ร.บ. และประกันภัยรถนั้นสำคัญมากค่ะ เพราะถึงแม้ว่าใบขับขี่ของเราจะหมดอายุ แต่ พ.ร.บ. ยังคงคุ้มครองความบาดเจ็บของเราอยู่ และประกันภัยบางประเภทก็ยังคงให้ความคุ้มครองอยู่คะในกรณีที่เราเป็นทั้งฝ่ายถูกและฝ่ายผิดยกเว้นแต่ในกรณีที่ระบุเอาไว้ตามในกรมธรรม์ว่าไม่คุ้มครอง อย่างไรเสียควรหมั่นตรวจสอบใบขับขี่อยู่เสมอเพื่อไม่ให้หมดอายุ เพราะถึงอย่างไรก็มีความผิดต้องเสียค่าปรับอยู่ดีหากถูกเจ้าหน้าที่ขอเรียกตรวจ และควรพกติดตัวอยู่เอาไว้ตลอดเวลาค่ะ หากท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับประกันไม่ยอมจ่ายอ้างว่าใบขับขี่หมดอายุ ปรึกษาเราค่ะ

บริการสืบหารถหาย สืบหาข้อมูลและติดตามข้อมูลครบวงจร โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในโลกที่การเข้าถึงข้อมูลและการสืบสวนมีความสำคัญมากขึ้น สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มุ่งเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมในด้านการสืบสวนและติดตามข้อมูลบุคคล รวมถึงการสืบหาทรัพย์สินและบุคคลสูญหาย ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ที่กำลังประสบปัญหาต้องการให้ใครสักคนมาช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ อาทิ  ไม่ว่าจะเป็นการตามหารถหาย สืบหาทรัพย์สิน หรือการติดตามหาบุคคล สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามีความพร้อมในการให้บริการด้วยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญและกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

บริการสืบหาข้อมูลบุคคล

หนึ่งในบริการที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญคือ การสืบหาข้อมูลบุคคล ซึ่งครอบคลุมการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเป้าหมาย เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หรือประวัติการทำงานและพฤติกรรมต่าง ๆ การสืบหาข้อมูลบุคคลเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการฟ้องร้อง การติดตามหนี้สิน หรือการดำเนินการทางกฎหมายอื่น ๆ

การสืบหาข้อมูลบุคคลของเราดำเนินการภายใต้หลักการความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้มาใช้บริการกับเรา ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายหรือธุรกิจตามที่คุณต้องการ

บริการสืบหารถหาย

การที่รถหายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความวิตกกังวลและความสูญเสียทางการเงินอย่างมาก หากเดินเรื่องเองกับหน่วยงานอื่น ๆ แล้วไม่เป็นผล หรือไร้ระสิทธิภาพ ให้บริการ สืบหาเรื่องรถหาย จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะสามารถแก้ไขปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าเราจะช่วยตามหารถของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเครือข่ายข้อมูลที่กว้างขวางและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทีมงานสืบสวนของเรามีความสามารถในการติดตามและค้นหารถที่ถูกขโมยหรือหายไป

เพราะเราดำเนินการตามขั้นตอนที่ซับซ้อนและรอบคอบ ทั้งการใช้เทคโนโลยีติดตาม การสืบหาผ่านช่องทางที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีโอกาสสูงในการตามหารถคืนได้อย่างรวดเร็ว

บริการตามสืบหาคน

ไม่ว่าจะเป็นการตามหาบุคคลในคดีความ หรือการค้นหาญาติพี่น้องหรือบุคคลที่ขาดการติดต่อเป็นเวลานาน บริการตามสืบหาคนของเราจะช่วยคุณค้นหาคำตอบที่ต้องการ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมสืบสวนที่มีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ เราจะดำเนินการติดตามข้อมูลและตรวจสอบเบาะแสทุกช่องทางที่เป็นไปได้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและชัดเจน

ทีมงานของเราทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในด้านการติดตามบุคคล และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการค้นหาข้อมูล ทั้งนี้ เรามุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามมาตรฐานทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บริการสืบทรัพย์สินของบุคคล

อีกหนึ่งบริการสำคัญจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์คือ การสืบทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งมีความสำคัญมากในกรณีที่มีข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สินหรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การสืบทรัพย์สินเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการประเมินความสามารถของคู่กรณีในการชำระหนี้หรือปฏิบัติตามคำสั่งศาล

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความสามารถในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อยู่ในครอบครองของบุคคล เช่น อสังหาริมทรัพย์ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ การสืบทรัพย์ของเราจะดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยอิงตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการตรวจสอบที่แม่นยำ

กรณีตัวอย่าง: ออกรถให้แทนกันแล้วตามหารถไม่ได้ ประกันภัยก็ไม่จ่าย

นาย A รู้จักกับนางสาว B มานาน 20 ปี จึงไว้ใจและช่วยออกรถยนต์ให้ตามคำขอของนางสาว B  โดยนางสาว B รับปากว่าจะจ่ายค่างวดและไม่ทำให้นาย A เดือดร้อน นอกจากนี้ยังเสนอให้นาย A ใช้รถหรือวิ่งงานได้เมื่อต้องการรายได้พิเศษ แต่ต่อมานางสาว B ไม่จ่ายค่างวดตามที่สัญญา และเมื่อนาย A ขอรถคืน นางสาว B กลับเลื่อนการคืนรถออกไปหลายครั้ง สุดท้ายพบว่าเธอได้หลอกขอยืมรถจากผู้อื่นอีกหลายรายแล้วไม่จ่ายค่างวดและไม่ยอมนำรถไปคืน นอกจากนี้ เมื่อคุณ A พยายามติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย แต่ประกันภัยกลับปฏิเสธไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

จากกรณีนี้ การปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทนายความจะช่วยให้คำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิ์และแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมถึงวิธีเรียกร้องค่าชดเชยที่เหมาะสมตามกฎหมาย การได้รับความช่วยเหลือจากทนายความจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

ทำไมถึงควรเลือกใช้บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

1. ทีมงานมืออาชีพ: ทีมสืบสวนของเรามีความเชี่ยวชาญในด้านการติดตามและสืบหาข้อมูล ด้วยประสบการณ์ในการทำงานทางกฎหมายและความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2. ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว: เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้มาใช้บริการในการดำเนินการทุกขั้นตอน

3. ความถูกต้องและแม่นยำ: การสืบสวนของเรามีความแม่นยำและถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและทันสมัย

หากคุณกำลังมองหาบริการสืบสวนที่ครบวงจรและมืออาชีพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสืบหาข้อมูลบุคคล การติดตามหารถหาย การสืบหาคน หรือการสืบทรัพย์ ให้เราเป็นผู้ดำเนินการแทนคุณ เราพร้อมให้บริการด้วยทีมงานมืออาชีพและการทำงานที่แม่นยำ ปลอดภัย ติดต่อเราเพื่อรับคำแนะนำและรับบริการจากเราได้ทันที

คำว่า “บาดเจ็บสาหัส” ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งเป็นอย่างไร บริษัทประกันภัยจ่ายค่าเสียหายส่วนไหนให้บ้าง

1 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

ถ้าหากกล่าวถึงในกรณี “บาดเจ็บสาหัส” แล้ว ในทางกฎหมายนั้นมีข้อกฎหมายรองรับทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง เพราะในทางอาญานั้นเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิด ส่วนในทางแพ่งนั้นเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำความผิดนั่นเอง ดังนั้นเราจะมากล่าวถึงการบาดเจ็บสาหัสในทางกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งกันค่ะ

2 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

บาดเจ็บสาหัสในกฎหมายอาญา

หากกล่าวกันในทางอาญานั้นมีไว้เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษฐานทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ อัตราของโทษขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุนั้น ๆ โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560) โดยตามแนวฎีกา “บาดเจ็บสาหัส” นั้นจะต้องรักษาตัวไม่น้อยกว่า 20 วัน เพราะถือว่าเป็นอันตรายสาหัส ตัวอย่างเช่น กระโหลกศีรษะร้าว ปวดศีรษะในระยะเวลา 1 เดือน นั่งขายของปกติไม่ได้เกิน 20 วันเป็นทุขเวทนา ถือว่าเป็นการเจ็บป่วยด้วยอาการทุขเวทนาเกินกว่า 20 วันเป็นอันตรายสาหัส ซึ่งความผิดฐานทำให้บาดเจ็บนั้นจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบภายนอก และ องค์ประกอบภายใน

ซึ่งองค์ประกอบภายนอกมีดังนี้ 1.กระทำการโดยประการใด ๆ 2. เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

ส่วนองค์ประกอบภายในคือ การกระทำความผิดตามมาตรานี้ มีลักษณะเช่นเดียวกับการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 291 แต่ต่างกันตรงที่ผลของกระทำ ในมาตรานี้เอาผิดถ้ากระทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญาได้แก่ ตาบอด หูหนวก เสียอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น 

ฎีกา 491/2507 รถยนต์โดยสารสองคันแล่นตามหลังกันมา คันหนึ่งขอทางจะแซงขึ้นหน้า อีกคันหนึ่งไม่ยอมกลับเร่งความเร็วเพื่อแกล้งรถยนต์คันที่ขอทาง รถยนต์ทั้งสองคันจึงได้แล่นแข่งกันมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดในถนนซึ่งแคบและเป็นทางโค้ง เป็นการเสี่ยงอันตราย รถยนต์คันขอทางเฉี่ยวกับรถบรรทุกคันหนึ่ง ซึ่งจอดแอบข้างทางและเซไปปะทะกับรถยนต์คันที่แข่งกันมานั้นตกถนนพลิกคว่ำ คนโดยสารได้รับอันตรายสาหัส ต้องถือว่าคนขับรถยนต์โดยสารของทั้งสองคันนั้นกระทำโดยประมาท

การขับรถโดยประมาทมีโทษตามกฎหมาย ดังนี้คือ

1. ชนกันธรรมดา ไม่มีคนบาดเจ็บหรือคนตาย ผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400 บาท ถึง 1,000 บาท ตามพระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (4) และมาตรา 157

2. ชนกันบาดเจ็บนิดหน่อย ผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390

3. ชนกันจนคู่กรณีบาดเจ็บสาหัส พิการ สูญเสียอวัยวะ หรือต้องรักษาตัวเกิน 20 วัน ผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

4. ชนกันจนคู่กรณีถึงแก่ความตาย ผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น  ถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

3 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

บาดเจ็บสาหัสในกฎหมายแพ่ง

นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ผู้กระทำความผิดยังต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายแก่ผู้บาดเจ็บทางแพ่งด้วย เช่นความเสียหายต่อร่างกาย ต่อบุคคลอื่น ตลอดจนทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งตามมาตรา 240 “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ทั้งนี้ การจะเข้าข่าย “ประมาท” ต้องมิใช่ “เจตนา” ขับรถชนคู่กรณี (ข้อมูลจาก: พระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (4) และมาตรา 157 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มาตรา 300 และมาตรา 390)

4 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

ค่าเสียหายที่สามารถเบิกได้จาก พ.ร.บ. รถยนต์ (ภาคบังคับ) 

พ.ร.บ. รถยนต์นับเป็นประกันภัยภาคบังคับที่รถยนต์ทุกคันต้องทำเอาไว้ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนและต้องเบิกค่าชดเชย สามารถเบิกค่าชดเชยจาก พ.ร.บ. รถยนต์ได้ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งค่าชดเชยของ พ.ร.บ. รถยนต์นั้นจะคุ้มครองเฉพาะคน ก็คือในกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเท่านั้น สามารถเบิกค่าชดเชยได้ดังนี้ 

สำหรับค่าเสียหายเบื้องต้น จะได้รับทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ดังนี้ 

– ค่ารักษาพยาบาล พ.ร.บ. จะจ่ายให้ตามจริง โดยจ่ายให้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท หากต่อมาพิการหรือทุพพลภาพ จะจ่ายเพิ่มเติมโดยรวมแล้วไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน – ในกรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพถาวรทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อคน 

– ในกรณีที่เกิดการเสียชีวิต หากเสียชีวิตทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายค่าทำศพเป็นจำนวน 35,000 บาทต่อคน 

– แต่หากเสียชีวิตภายหลังจะจ่ายให้แบบเหมารวมกับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน 

สำหรับค่าเสียหายส่วนเกินที่สามารถเบิกได้จาก พ.ร.บ. รถยนต์ หลังจากพิสูจน์ความผิดแล้ว โดยบริษัทประกันของฝ่ายที่กระทำผิดจะชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัยหรือทายาท ดังนี้ 

– ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บ จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมค่าสินไหมทดแทนให้ไม่เกิน 80,000 บาท 

– ในกรณีสูญเสียอวัยวะ ได้แก่ หูหนวก เป็นใบ้ เสียความสามารถในการพูด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ มือ แขน ขา เท้า ตา หนึ่งอย่างหรือหนึ่งข้าง จะจ่ายชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท 

– ในกรณีสูญเสียอวัยวะ ได้แก่ มือ แขน เท้า ขา ตา ตั้งแต่สองอย่างหรือสองข้างขึ้นไป หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จะมีการจ่ายชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท 

– ในกรณีทุพพลภาพถาวร จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท กรณีเสียชีวิต จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีเสียชีวิตภายหลัง) สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท 

– นอกจากนี้จะมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) โดยจ่ายชดเชยให้วันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 20 วัน 

ค่าเสียหายที่สามารถเบิกได้จากประกันภัยรถยนต์ (ภาคสมัครใจ) 

หากผู้บาดเจ็บ หรือคู่กรณีได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมเอาไว้ในส่วนนี้ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจไม่ว่าจะเป็น ประกันภัยชั้น 1, ชั้น 2, ชั้น 3 หรือประกันภัยประเภท 1, ประเภท 2, ประเภท 3 นั้น ในกรมธรรม์ประกันภัยของแต่ละบริษัทจะให้ความคุ้มครองในรายละเอียดหลักเหมือนกัน แต่ในเรื่องของจำนวนวงเงินอาจต่างกัน ซึ่งค่าชดเชยที่สามารถเบิกได้ในกรณีรถชนนั้น มีดังนี้ 

– ค่ารักษาพยาบาล ในส่วนที่เกินจากวงเงินของ พ.ร.บ. รถยนต์ จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บ จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าชดเชยจากสินทรัพย์ที่เสียหรือสูญหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าชดเชยความเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นขณะรักษาตัว เช่น ค่าขาดโอกาสในการเดินทางหรือการทำงาน ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าชดเชยรายได้ ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

สำหรับประกันประเภท 1 หรือประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นั้น นอกจากค่าชดเชยข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังสามารถเบิกค่าชดเชยเนื่องจากอุบัติเหตุรถชนได้เพิ่มเติม ดังนี้ 

– ค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในกรณีที่ถูกควบคุมตัวจากความผิด 

– ค่าซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์คันที่เอาประกัน ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ก็ตาม 

ในส่วนของรายละเอียดเพิ่มเติมและวงเงินคุ้มครองนั้น สามารถเช็กได้กับกรมธรรม์ประกันภัยที่คุณทำเอาไว้ว่าได้รับความคุ้มครองในวงเงินเท่าไร และจะได้ค่าชดเชยแต่ละส่วนเท่าไรถ้าหากเกิดอุบัติเหตุรถชน ซึ่งค่าชดเชยดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับจำนวนเบี้ยประกันที่คุณจ่ายไปว่าได้รับวงเงินที่เท่าไร

จะเห็นได้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยนั้นมีเนื้อหาที่ค่อนข้างละเอียด ซึ่งคนทั่วไปน้อยมากที่จะสามารถเข้าใจเนื้อหาของกรมธรรม์ได้อย่างเข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อเกิดปัญหาการเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมธรรม์จึงควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในเนื้อหาของสัญญากรมธรรม์ หรือข้อกฎหมายอย่างทนายความดีกว่า นอกจากทนายความจะอำนวยความสะดวกในด้านการดำเนินการในทุกขั้นตอนแล้ว ยังช่วยเรียกร้องค่าเสียหายที่เราควรจะได้รับอย่างเหมาะสมให้อีกด้วย ปรึกษาทนาย

อนุญาโตตุลาการคืออะไร มาทำความรู้จักกับ “การอนุญาโตตุลาการ” ว่าแตกต่างจากศาลอย่างไร

1 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

การดำเนินการในกระบวนการทางกฎหมายนั้นนอกจากศาลแล้วยังมีกระบวน การอนุญาโตตุลาการ ที่เป็นการระงับข้อพิพาทกันนอกศาลโดยคณะอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดที่คู่กรณีสามารถเลือกคณะผู้ชี้ขาดได้ ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลการนี้นิยมใช้กันในแวดวงของนักธุรกิจเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ก่อนอื่นเรามาเริ่มทำความรู้จักกันค่ะว่า อนุญาโตตุลาการ คืออะไร 

อนุญาโตตุลาการคืออะไร ต่างจากศาลอย่างไร

อนุญาโตตุลาการ (arbitration) เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางแพ่ง โดยคู่กรณีตกลงกันไว้ด้วยการทำเป็นสัญญาเรียกว่า “สัญญาอนุญาโตตุลาการ” (arbitration agreement) มีใจความเป็นการเสนอข้อพิพาทของตนที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ไม่ว่าจะมีการกำหนดตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการไว้ในคราวนั้นด้วยหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการจึงเกิดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยการมอบอำนาจให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ส่วนการมอบอำนาจเช่นว่าอาจกระทำกันโดยตกลงกันในสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเลยหรือในสัญญาอื่น ๆ ต่างหาก เช่น สัญญาที่คู่สัญญานั้นตกลงทำขึ้นเพื่อกิจการระหว่างกัน และจะถือว่าข้อสัญญาต่างหากนี้นับเข้าเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการเช่นกัน 

หากกล่าวแบบเข้าใจโดยง่าย “การอนุญาโตตุลาการ” เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยไม่ต้องไปสู่กระบวนการฟ้องร้องกันในชั้นศาล โดยหน่วยงานอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาล แต่จะใช้คณะอนุญาโตตุลาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่มีข้อพิพาทกันอยู่ให้เป็นผู้ดำเนินการชี้ขาดในข้อพิพาทนั้นแทน โดยไม่ต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดแทน และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลาการมักใช้ในแวดวงพ่อค้าหรือนักธุรกิจ เป็นต้น เพื่อเอาไว้ระงับข้อพิพาทระหว่างพ่อค้าด้วยกัน ทั้งการค้าในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

การอนุญาโตตุลาการต่างจากศาลตรงที่ขั้นตอนของกระบวนการรวดเร็วและจบเร็วกว่ากระบวนการศาลที่จะต้องมีกระบวนการศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และศาลฎีกาซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะจบคดี แต่การอนุญาโตตุลาการนั้นเมื่อมีคำตัดสินชี้ขาดจากคณะอนุญาโตตุลาการนั่นถือว่าเป็นอันจบข้อพิพาทนั้นๆ จะไม่มีการยื่นฟ้องกันต่อในศาลอีก นอกจากนี้ การอนุญาโตตุลาการนั้นจะมีค่าธรรมเนียมแพงกว่าศาลขึ้นอยู่กับเรื่องที่มีการพิพาทกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดำเนินการจะสะดวกเลือกกระบวนการแบบไหน

2 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

คณะอนุญาโตตุลาการมาจากไหน

คณะอนุญาโตเป็นคณะที่คู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี ซึ่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีความเป็นกลางและเป็นอิสระ โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือเกี่ยวข้องกับคู่กรณี โดยคัดเลือกมาจากบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่มีการพิพาทกันอยู่ ซึ่งที่มาของอนุญาโตตุลาการมีดังนี้

1. คู่กรณีต้องกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้คือ ให้คณะอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วย อนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีแต่งตั้งฝ่ายละเท่ากันเป็นจำนวนเลขคี่ 

2. ถ้าคู่กรณีกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการเป็นจำนวน เลขคู่ ให้อนุญาโตตุลาการร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ 

3. ถ้าคู่กรณีไม่สามารถตกลงกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการได้ ให้มีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว

4. ถ้าคู่กรณีไม่อาจร่วมกันตั้งคนกลางเป็นอนุญาโตตุลาการอีกคนหนึ่งได้ คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนกลาง

คณะอนุญาโตตุลาการมีกี่ประเภท

1. การอนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่คู่พิพาทเลือกที่จะดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเอง  

– ไม่ใช้บริการของสถาบันใด  

– ตกลงจัดทำระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเองด้วย 

– อาจประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการบริการโดยสถาบัน แต่คู่พิพาทต้องมีความรอบรู้ ด้านกระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างดี

2. การอนุญาโตตุลาการโดยสถาบัน (Institutional Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่การดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการทำโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการ  

– โดยคู่สัญญาอาจมีการตกลงระบุสถาบันที่จะดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ 

– แต่ละสถาบันมีข้อบังคับและระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่แตกต่างกันออกไป

3 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

สัญญาอนุญาโตตุลาการคืออะไร 

สัญญาอนุญาโตตุลาการ คือสัญญาที่คู่กรณีที่พิพาทกันได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกันไว้ ว่าจะให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทนั้น โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการมีลักษณะดังต่อไปนี้ 

1. คู่สัญญาอาจกำหนดข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก หรือคู่สัญญาอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแยกออกมาเป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหากจากสัญญาหลักก็ได้ 

2. คู่กรณีอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันไว้ก่อนที่จะมีข้อพิพาทเกิดขึ้น หรือตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันภายหลังจากที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นได้ 

3. สัญญาอนุญาโตตุลาการต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญา หรือคู่สัญญาอาจจะตกลงกันไว้ในแบบอื่น เช่น การโต้ตอบกันทางจดหมาย แฟ็กซ์ เป็นต้น

คู่สัญญาที่จะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นใครได้บ้าง 

คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นจะต้องมีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย  กล่าวคือจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ และต้องมีความสามารถในการทำสัญญาตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับสถานะของคู่สัญญานั้นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเป็นหน่วยงานของทางราชการกับเอกชนก็ได้ หรือคู่สัญญาจะเป็นเอกชนทั้งสองฝ่ายก็ได้ ภายหลังจากที่คู่สัญญาได้ทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว หากต่อมาคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นก็ไม่เสียไป ยังคงมีผลใช้บังคับได้อยู่

ข้อพิพาทที่คู่กรณีจะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเกิดจากกรณีใดบ้าง 

1. ข้อพิพาทเกิดจากการที่คู่กรณีทำสัญญากัน เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาว่าจ้างก่อสร้างสัญญาเช่า เป็นต้น และคู่กรณีเกิดมีข้อขัดแย้งระหว่างกันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า “สัญญาหลัก” หรือ 

2. ข้อพิพาทเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การ กระทำโดยละเมิดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

4 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

ข้อดีของการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ 

ความรวดเร็ว เนื่องจากการฟ้องคดีต่อศาลนั้นมีขั้นตอนมากและคู่ความยังสามารถอุทธรณ์ ฎีกาต่อไปได้ทำให้เสียเวลามาก แต่กระบวนการอนุญาโตตุลาการจะสิ้นสุดรวดเร็วและไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก 

อนุญาโตตุลาการมีความสามารถ-เชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาท เนื่องจากโดยปกติผู้ที่เป็นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีเลือกมักจะเป็นผู้ที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่พิพาทเป็นอย่างดี ทำให้เข้าใจเรื่องที่พิพาทและพยานหลักฐานต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ช่วยให้การชี้ขาดข้อพิพาททำได้รวดเร็วและยุติธรรม ต่างกับการดำเนินคดีในศาลที่คู่พิพาทไม่อาจคัดเลือก “ผู้ตัดสิน” (ผู้พิพากษา) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้พิพากษาศาลจะตัดสินตามข้อกฎหมายหรือตามแนวฎีกาที่เคยมีเป็นหลัก บางเรื่องผู้พิพากษาศาลจึงอาจไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาทอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง 

การรักษาชื่อเสียงและความลับ วิธีอนุญาโตตุลาการกระทำเป็นความลับเฉพาะคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมการพิจารณา บุคคลภายนอกไม่มีโอกาสรู้ข้อเท็จจริงโดยตรง จึงไม่รู้ว่าคู่กรณีมีข้อพิพาทกันหรือไม่ จึงสามารถช่วยรักษาชื่อเสียงของคู่พิพาทและความลับทางธุรกิจของคู่กรณีได้อย่างตอบโจทย์ ต่างจากหลักการพิจารณาคดีของศาลที่ต้องทำโดยเปิดเผย

จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน มีระบบและกระบวนการในการทำงานต่างกัน หากผู้ที่ไม่รู้เรื่องข้อกฎหมายแล้วตัดสินใจเลือกที่จะไปดำเนินการทางกฎหมายเองถือว่าเป็นเรื่องยากและเสี่ยงต่อการดำเนินขึ้นตอนหรือเลือกวิธีการที่ผิดพลาด กว่าจะมาหาทนายให้แก้ไขก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นการเลือกใช้บริการทนายความในการเดินเรื่องทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะทนายความคือผู้ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจการดำเนินขั้นตอนในทางกฎหมายเป็นอย่างดี ปรึกษาทนาย ดีที่สุดค่ะ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!