ทนายความสำคัญอย่างไร ปรึกษาทนายฟรี กับ ทนายเอกชน แบบไหนดีกว่ากัน?

Cover ปรึกษาทนายฟรี -1

อาชีพทนายความถือว่ามีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในสังคม เนื่องจากหน้าที่ของพวกเขาเกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่บุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ ทนายความจึงจะต้องสอบเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความจากสภาทนายความเสียก่อน จึงจะสามารถประกอบอาชีพทนายความได้ ซึ่งทนายความเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายมีหน้าที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษา และดำเนินการทางกฎหมายให้กับบุคคลหรือองค์กรณ์ โดยหลักอาชีพทนายความมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

 1. ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย

ทนายความมีหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำบุคคลหรือองค์กร เกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายเกิดขึ้น เพื่อให้ดำเนินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ทำให้บุคคลหรือองค์กรเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย

2. ปกป้องสิทธิในศาล

เป็นตัวแทนของลูกความในขั้นตอนกระบวนการทางศาล มีหน้าที่ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความ เพราะทนายความเป็นผู้มีความรู้และทักษะในด้านการจัดการรวบรวมหลักฐาน การสืบพยาน และการโต้แย้งในศาล เพราะกระบวนการการดำเนินการในศาลนั้นมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านกฎหมายอย่างทนายจึงจะสามารถดำเนินการขั้นตอนแหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง

3. การเจรจาและการต่อรอง

ทนายความมีหน้าที่ช่วยลูกค้าในการเจรจาและต่อรองข้อตกลงต่าง ๆ ที่เป็นเอกสารที่มีผลทางด้านกฎหมาย หรือข้อตกลงภายในสัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าจากสัญญาหรือข้อตกลงให้ได้มากที่สุด อาทิเช่น ข้อตกลงทางธุรกิจ ข้อตกลงการหย่าร้าง หรือข้อตกลงทางการค้า เป็นต้น

4. การร่างเอกสารทางกฎหมาย

เนื่องจากทนายความเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของข้อกฎหมาย ทนายความจึงสามารถช่วยจัดทำและตรวจสอบเอกสารสำคัญๆ ต่าง เช่น สัญญา พินัยกรรม หรือข้อตกลงทางกฎหมายต่าง ๆ เพื่อความครอบคลุมในด้านของข้อกฎหมายให้ไม่มีความคลุมเครือ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามกฎหมายและปกป้องสิทธิของลูกค้าอย่างเต็มที่ 

5. การแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย

เมื่อมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งทางกฎหมายเกิดขึ้น หรือลูกค้าอาจมีปัญหาในด้านของกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ทนายความมีหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำทางเลือกและหาวิธีการแก้ไขที่เหมาะสมและถูกต้องในทางกฎหมาย เพื่อยุติหรือระงับปัญหาข้อพิพาท ข้อขัดแย้งเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

6. การรักษาความยุติธรรม

เมื่อทนายความเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของกฎหมายแล้ว ดังนั้นอาชีพทนายความจึงเป็นอาชีพที่เข้าใจข้อกฎหมายต่างๆ มากกว่าบุคคลทั่วไป ทนายความจึงมีบทบาทในการรักษาความยุติธรรมในสังคม ช่วยให้กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกคน

Cover ปรึกษาทนายฟรี 2

ทนายเพื่อประชาชนฟรีคืออะไร? ปรึกษาทนายฟรีได้ที่ไหนบ้าง?

ทนายเพื่อประชาชนฟรี คือทนายความที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ทนายอาสาคลายทุกข์” ที่จะต้องติดต่อผ่านสภาทนายความ โดยทนายอาสานั้นจะนั่งเวรให้คำปรึกษาประจำอยู่ที่สภาทนายความ หรือศาล ตามที่สภาทนายความได้มอบหมาย เพื่อให้บริการคอยให้คำปรึกษาในเรื่องของข้อกฎหมายฟรีแก่ประชาชนผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความ และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณาเป็นรายบุคคลไป โดยสามารถขอเข้ารับคำปรึกษาได้ดังนี้

1. สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ 

อย่างที่เราอธิบายไปข้างต้นกรณีทนายอาสาคลายทุกข์ เป็นทนายความที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายฟรี โดยคุณจะต้องติดต่อผ่านสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ทางสภาทนายความพิจารณาว่าคุณเข้าเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการได้รับบริการทนายเพื่อประชาชนฟรีคือ ต้องเป็นคนยากไร้ ไม่มีเงินจ้างทนาย และไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันสภาทนายความได้เปิดช่องทางใหม่ให้ประชาชนได้ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรีผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ช่วงเวลา 8:30-16:30 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

2. สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 

เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) จัดให้มีทนายอาสาคอยให้คำปรึกษาทุกวันในเวลาราชการ 8:30-16:30 น. โดยสามารถมาขอรับคำปรึกษาด้วยตนเองที่อาคารอาคารของเนติบัณฑิตยสภาชั้น 1 หรือติดต่อทางโทรศัพท์ 02-887-6801-7 ต่อ 104, 108, 109 หรือ 02-887-6811

3. ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย 

เพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน ศูนย์ดำรงธรรมได้จัดตั้งขึ้นในศาลากลางจังหวัดของทุกจังหวัด หรือสามารถติดต่อผ่านสายด่วน 1567 โทรฟรีได้ตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ดำรงธรรมเป็นหน่วยงานที่คอยรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากประชาชน อีกทั้งยังให้บริการประชาชนในด้านอื่น ๆ เป็นบริการที่ให้บริการทางกฎหมายเบ็ดเสร็จภายในหน่วยงานเดียว

Cover ปรึกษาทนายฟรี 3

ปรึกษาทนายฟรี กับ ทนายเอกชน แบบไหนดีกว่ากัน?

การเลือกใช้บริการทนายความเพื่อให้คำปรึกษาในด้านของกฎหมายนั้นสามารถเลือกได้ตามความสะดวก หรือตามกำลังความสามารถของตนเอง หากท่านงบน้อยก็สามารถขอคำปรึกษาหรือใช้บริการกับทนายอาสาที่คอยให้คำปรึกษาฟรีได้ที่ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย แต่หากท่านใดมีกำลังทรัพย์พอที่จะว่าจ้างทนายความเอกชน ท่านก็สามารถเลือกใช้บริการสำนักงานกฎหมายเอกชนที่ท่านวางใจ หรือเชื่อถือได้ ซึ่งหากเลือกใช้บริการทนายความจากบริษัทเอกชนท่านจะได้การให้บริการอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอน เพราะหากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีเคสจำนวนมากทำให้บางครั้งอาจไม่สามารถทำงานให้ท่านได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร การเลือกใช้บริการทนายความจากเอกชนอาจมีข้อดีในเรื่องของการทำงานให้ได้อย่างเต็มที่มากกว่า

Cover ปรึกษาทนายฟรี 4

ทำไมควรเลือกใช้บริการ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”

ความสะดวกสบาย บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา ให้บริการและดำเนินการให้คุณในทุกขั้นตอนโดยที่คุณไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเดินเรื่องเองทุกอย่าง ที่นี่เรามีทีมทนายความมากด้วยประสบการณ์คอยให้บริการคุณไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เราพร้อมบริการทั่วราชอาณาจักร

เดินเรื่องรวดเร็วว่องไว ทีมทนายของเราดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วว่องไว ตั้งแต่คุณให้ความไว้วางใจเลือกเข้ามาปรึกษา ขอให้คุณมั่นใจได้เลยว่าเราจะคอยอัพเดทขั้นตอนการทำงานให้ทราบอย่างสม่ำเสมอ

ชัดเจน จริงใจ และตรงไปตรงมา ที่นี่เราให้คำปรึกษาอย่างชัดเจนจริงใจและตรงไปตรงมาเสมอ เพื่อให้คุณรู้สึกมั่นใจได้ว่าำนักงานของเรานั้นเต็มไปด้วยทนายความที่มากประสบการณ์ และมีเทคนิควิธีการเฉพาะตัวในการทำคดีที่แตกต่างกันด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน 

ไปศาลแค่ครั้งเดียว เมื่อเลือกใช้บริการกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คุณไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเสียเวลาในการเดินทางไปขึ้นศาลหลาย ๆ ครั้ง เพราะที่นี่คุณมีหน้าที่ไปศาลเพียงแค่ครั้งเดียว นอกจากนั้นกระบวนการอื่น ๆ ทีมทนายความของเราจะเป็นผู้ดูแลและดำเนินการให้ทุกอย่าง คุณรอแค่เพียงเวลาไปศาลเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานของรัฐที่คอยให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายให้ฟรี แต่อย่างไรเสีย ทนายความอาสาก็อาจไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่หรือครอบคลุม บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องใช้บริการทนายความเอกชนซึ่งให้บริการได้อย่างเต็มกำลังมากกว่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายบางส่วนก็ยังถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน หากท่านไหนที่กำลังมีปัญหาหรืออยากปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายด้านใด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีพร้อมให้บริการด้วยทนายความมืออาชีพที่มากไปด้วยประสบการณ์ เราจะดำเนินการให้ท่านทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพที่สุด ติดต่อเรา

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ทำประกันภัยรถยนต์แบบนี้ดีหรือไม่?

ค่าเสียหายส่วนแรก 1

ค่าเสียหายส่วนแรก คือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเพิ่มให้บริษัทประกันภัยตามที่ คปภ. กำหนด เพื่อป้องกันกรณีแจ้งเคลมรถโดยไม่มีอุบัติเกิดขึ้นจริง หรือเกิดจากการที่ผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาท สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess และ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกทั้งสองประเภทนี้จะมีความแตกต่างกัน

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess

คือค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ ใช้กับเฉพาะประกันภัยชั้น 1 เป็นค่าเสียหายส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันเมื่อต้องการเอารถเข้าซ่อมในศูนย์ หรืออู่ โดยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เหตุการณ์ ในกรณีผู้เอาประกันแจ้งอุบัติเหตุรถชนไม่ทราบคู่กรณี, ไม่สามารถแจ้งรายละเอียดของคู่กรณีได้, ประมาทเอง หรือมีสาเหตุที่ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น

– รอยขูดขีด รอยของแข็งกระเด็นใส่ ที่ไม่มีที่มา รอยที่ไม่ได้เกิดจากการชนหรือรถคว่ำ 

– รถเสียหายจากการชนวัตถุ สิ่งของ แต่ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ ไม่รู้วัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความเสียหาย 

– ขับรถตกท่อ ตกขอบถนนแล้วเกิดความเสียหาย ในขณะเดียวกันแม้ไม่มีคู่กรณีที่เป็นรถยนต์ แต่ถ้าหากสามารถระบุได้ว่า รถเสียหายจากอะไร มีข้อมูลลักษณะการเกิดเหตุ วันเวลา มีสถานที่ชัดเจน เช่น รั้ว ต้นไม้ สัตว์ ก้อนหิน หรือ ความเสียหายที่ทำให้ตัวรถ บุบ แตก ร้าว กรณีแบบนี้เจ้าของรถที่ทำประกันไว้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible

คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันยินยอมจ่ายให้กับบริษัทประกันด้วยความสมัครใจ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุและต้องการเคลมรถ โดยที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดและทั้งแบบมีคู่กรณีตามข้อตกลงในกรมธรรม์ โดยค่าเสียหายแบบ Deductible นี้จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท แต่หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูกก็จะไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible เลย และค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible นี้สามารถนำไปลดเบี้ยประกันได้ด้วย เราสามารถเลือกให้มีค่า Deductible ในกรมธรรม์หรือไม่ก็ได้ ถ้าหากเรามีความมั่นใจในการขับขี่ของเราว่าจะไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็สามารถกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกไว้สูงหน่อยก็ได้ เพราะมีผลทำให้ค่าเบี้ยประกันรถ ราคาถูกลงไปตามนั้นด้วย ในขณะที่โอกาสในการที่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกนี้ก็ไม่มาก เพราะเราเป็นคนขับรถตามกฎระเบียบและไม่ประมาท ดังนั้นค่าเสียหายส่วนแรก Deductible เหมาะสำหรับเจ้าของรถที่มั่นใจในความสามารถและการขับขี่ของตัวเอง หรือมั่นใจว่าจะตนเองจะสามารถขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท

การซื้อประกันภัยรถยนต์แบบค่าเสียหายส่วนแรกดีอย่างไร

ข้อดีของการซื้อประกันรถยนต์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกคือ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเบี้ยประกันต่อปีให้จ่ายได้ถูกลง เช่น เจ้าของรถที่มีความชำนาญ ขับรถมานานแล้วไม่เคยมีอุบัติเหตุใดๆ ประวัติดีมาตลอด ก็อาจเหมาะกับการเลือกประกันรถยนต์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพื่อจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกนั้นเองและลดเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายต่อปีลง ยกตัวอย่างเช่น ซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายคือ 14,800 บาท หากเลือกแผนประกันที่มีค่าเสียหายส่วนแรก โดยเลือกเป็นคนจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง 3000 บาท ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอาจลดลงเหลือ 11,800 บาทต่อปี หรือเลือกจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง 5000 บาท ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอาจลดลงเหลือ 9,800 บาทต่อปี แบบนี้เป็นต้น

ทั้งนี้นอกเหนือจากเรื่องของส่วนลดเบี้ยประกันแล้ว นิสัยการใช้รถ ทักษะการขับรถ และเส้นทางเดินทางก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ หากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หลายคนก็มักเลือกจ่ายรวมกับเบี้ยประกันไปเลยโดยการซื้อประกันที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพราะคุ้มกว่าการต้องมาคอยจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองในทุกๆ ครั้ง ตัวอย่างเช่น 

• เป็นมือใหม่หัดขับ ยังขับรถไม่คล่อง เคยมีเหตุเฉี่ยวชน 

• เส้นทางที่ขับมักเป็นเส้นที่ใช้ความเร็วสูง เกิดอุบัติเหตุบ่อย 

• ขับรถกลางคืนประจำ ขับรถข้ามจังหวัดถี่ๆ 

• ใช้รถประจำ ขับรถทุกวัน มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุสูง

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ในแต่ละประเภท ควรคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้รถเป็นหลักว่าอยากได้การคุ้มครองแบบไหน หรือว่าจะเลือกประกันภัยที่เหมาะกับการขับขี่ของเรา แต่ทั้งนี้อย่าลืมดูกรมธรรม์ให้ดีนะคะว่ามีเงื่อนไขอย่างไร ทางที่ดีควรเลือกบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม ? ทำความเข้าใจเรื่องประกันตัวหลังคำพิพากษา

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หากใครที่กำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน สำหรับบางท่านอาจจะทราบกันมาบ้างแล้วว่าการประกันตัวเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ให้สิทธิกับผู้ต้องหาในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างรอการพิจารณาคดี หรือหลังจากที่มีคำพิพากษาในศาลแล้ว แต่ก็มีคำถามที่หลายคนสงสัยคือ เมื่อศาลตัดสินแล้วจะยังสามารถขอประกันตัวได้หรือไม่? คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายประการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและดุลยพินิจของศาล บทความนี้จากสำนักงานของเราจะพามาทำความเข้าใจและอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หรือการประกันตัวหลังจากศาลมีคำพิพากษา รวมไปถึงขั้นตอนและปัจจัยที่ต้องพิจารณาด้วย

หลักการทั่วไปของการประกันตัว

ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นเกี่ยวกับการประกันตัวในเรื่องที่หลายคนกำลังสงสัยศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว เราควรเข้าใจหลักการของการประกันตัวในภาพรวมเสียก่อนว่าการประกันตัวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีโอกาสที่จะต่อสู้คดีโดยไม่ต้องถูกควบคุมตัวตลอดระยะเวลาของกระบวนการพิจารณาคดี และเป็นการรักษาสิทธิพื้นฐานในการมีเสรีภาพของบุคคลจนกว่าจะได้รับการพิพากษาว่ามีความผิด

แต่การประกันตัวไม่ได้เป็นสิทธิที่ได้รับโดยอัตโนมัติ เพราะศาลจะต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ อาทิ ความเสี่ยงที่จำเลยจะหลบหนี ความเสี่ยงต่อการก่อเหตุซ้ำ หรือความปลอดภัยของสังคม นอกจากนี้ศาลยังอาจกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว เช่น การชำระเงินประกัน การห้ามออกนอกประเทศ หรือการติดตามตัวด้วยเครื่องติดตาม เป็นต้น

การประกันตัวหลังศาลตัดสินแล้วเป็นอย่างไร

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หัวข้อนี้จะมาตอบข้อสงสัยนี้ให้ฟัง หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดยังสามารถขอประกันตัวได้ในบางกรณี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสถานการณ์ของคดี โดยทั่วไปแล้วการประกันตัวหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษามักเกิดขึ้นในกรณีที่จำเลยประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษานั้น และหากศาลเห็นว่ามีเหตุผลที่สมควรและจำเลยไม่เป็นภัยต่อสังคม ศาลท่านก็อาจจะอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างรอการพิจารณาอุทธรณ์หรือฎีกานั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในเรื่องศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหมนั้น นอกจากนี้ศาลยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ด้วย เช่น

1. ความเสี่ยงต่อการหลบหนี : หากศาลพิจารณาว่าจำเลยมีแนวโน้มที่จะหลบหนีหลังจากได้รับการประกันตัว ศาลอาจปฏิเสธการขอประกันตัว

2. ความเสี่ยงต่อการก่อเหตุซ้ำ : ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมหรือมีแนวโน้มที่จะก่อเหตุซ้ำ ศาลอาจไม่ให้ประกันตัวก็เป็นได้

3. ความปลอดภัยของสังคม : ศาลจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อสังคมและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปด้วย

ขั้นตอนการขอประกันตัวหลังคำพิพากษา

อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะคลายข้อสงสัยกันไปบ้างแล้วในหัวข้อที่ว่าศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม วันนี้เราจะพามาดูขั้นตอนการขอประกันตัวหลังคำพิพากษากันด้วยว่ามีขั้นตอนอย่างไร หากจำเลยต้องการขอประกันตัวหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. การยื่นคำร้องขอประกันตัว: จำเลยหรือทนายความจะต้องยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลที่มีคำพิพากษา โดยระบุเหตุผลที่จำเลยสมควรได้รับการประกันตัว เช่น การอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษา

2. การกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว: หากศาลเห็นควรให้ประกันตัว ศาลจะกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น จำนวนเงินประกัน หรือเงื่อนไขอื่น ๆ เพื่อป้องกันการหลบหนีหรือการก่อเหตุซ้ำ

3. การปล่อยตัวชั่วคราว: เมื่อจำเลยชำระเงินประกันหรือจัดหาหลักทรัพย์ตามที่ศาลกำหนด ศาลจะออกคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างรอการพิจารณาอุทธรณ์หรือฎีกา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพิจารณาให้ประกันตัวหลังคำพิพากษา

จากกรณีเรื่องศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหมนั้น ทุกท่านต้องทราบก่อนว่าการประกันตัวหลังจากศาลตัดสินแล้วไม่ได้เป็นสิทธิที่จำเลยจะได้รับอย่างอัตโนมัติ เนื่องจากศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัยเพื่อประเมินว่าจำเลยสมควรได้รับการประกันตัวหรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญที่ศาลจะประกอบการพิจารณา ได้แก่

-ความรุนแรงของคดี: ในกรณีที่คดีมีความรุนแรงสูง เช่น คดีฆาตกรรม หรือคดีอาชญากรรมร้ายแรง ศาลอาจปฏิเสธการให้ประกันตัวเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อสังคม

-พฤติกรรมและประวัติอาชญากรรม:  จำเลยที่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อนหรือมีพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความไม่รับผิดชอบ อาจถูกปฏิเสธการขอประกันตัว

-ความสามารถในการหาหลักทรัพย์: การที่จำเลยมีหลักทรัพย์เพียงพอในการประกันตัวถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ศาลใช้พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคดีนั้นมีโทษร้ายแรง ศาลอาจกำหนดวงเงินประกันสูง

การปฏิเสธการประกันตัวและทางเลือกของจำเลย

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หากศาลปฏิเสธคำร้องขอประกันตัว จำเลยยังคงมีทางเลือกอื่น ๆ เช่น การยื่นคำร้องขอประกันตัวใหม่ต่อศาลชั้นสูงขึ้น หรือการขอความช่วยเหลือจากทนายความในการอุทธรณ์คำสั่งของศาล อย่างไรก็ตาม จำเลยควรพึงระลึกว่าการยื่นคำร้องใหม่อาจไม่รับประกันว่าจะได้รับการประกันตัวเสมอไป การปฏิเสธจากศาลอาจขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ที่รุนแรงหรือข้อเท็จจริงของคดีที่ชัดเจน

สุดท้ายนี้ทุกท่านคงจะคลายข้อสงสัยในเรื่องศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหมไปไม่น้อย สรุปแล้วการประกันตัวหลังศาลตัดสินแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลและเหตุผลที่จำเลยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา คำร้องขอประกันตัวจะได้รับการพิจารณาโดยคำนึงถึงความเสี่ยงในการหลบหนี ความเสี่ยงต่อการก่อเหตุซ้ำ และความปลอดภัยของสังคม ดังนั้น หากจำเลยต้องการขอประกันตัวหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว หรือหากคุณหรือคนใกล้ชิดต้องการรับบริการทางกฎหมายในการดำเนินการประกันตัวผู้ต้องหา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนทางกฎหมาย ด้วยทีมทนายความที่มีประสบการณ์ ควรปรึกษาทนายความเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมายดีที่สุด 

การเรียกค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีต้องทำอย่างไร และเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง

เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง copy

อุบัติเหตุทางจราจรสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเราสามารถเรียก ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายได้หากเราเป็นผู้เสียหายจากอุบัตินั้น เพราะประกันภัยจะให้ความคุ้มครองในเรื่องของความบาดเจ็บทางร่างกาย ค่าพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ รวมถึงความเสียหายในเรื่องของทรัพย์สิน และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เหล่านี้เราสามารถเรียกร้องเอาจากประกันของฝ่ายคู่กรณีได้ มาดูกันว่าค่าสินไหมทดแทนคืออะไร และนอกจากเราจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีแล้ว เรายังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายอะไรจากคู่กรณีอีกได้บ้าง 

เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง1 copy

ค่าสินไหมทดแทนคืออะไร

ค่าสินไหมทดแทน หมายถึง “เงินที่ต้องชดใช้เพื่อทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินหรือแก่บุคคลอันเนื่องมาจากการละเมิด หรือการผิดสัญญา รวมทั้งทรัพย์สินที่ต้องคืนให้แก่ผู้เสียหายด้วย เช่น ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้” และตามหลักของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ระบุไว้ว่า ค่าสินไหมทดแทน คือการชดใช้ความเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยการคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายได้เสียหายไปหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น ในเมื่อไม่อาจคืนทรัพย์สินได้รวมทั้งค่าเสียหายอย่างใด ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือใกล้เคียงกับฐานะเดิมเท่าที่จะสามารถทำได้

เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง2 copy

สามารถเรียกร้องค่าเสียหายอะไรได้บ้างจากคู่กรณี

1. ค่าเสียหายต่อตัวรถ

เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแน่นอนว่ายานพาหนะต้องเกิดความเสียหายอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนนี้คู่กรณีที่เป็นฝ่ายถูกจะเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ ถ้าหากมีประกันก็สามารถตกลงกันง่ายกว่ารถที่ไม่มีประกัน เพราะกรณีรถที่ไม่มีประกันก็ต้องมาคุยกันว่าฝ่ายผิดจะทำการชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร เมื่อเรียกประกันมาเพื่อคุยกันแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นตอนในการนำรถเข้าซ่อม โดยการส่งรถเข้าซ่อมจากความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุสามารถทำได้ 2 ช่องทางคือ

– นำรถไปซ่อมกับอู่ที่บริษัทประกันคู่กรณีกำหนด หรืออู่ในเครือบริษัทประกัน

– นำรถไปซ่อมกับอู่ที่ติดต่อเอง แต่จะต้องแจ้งรายละเอียดการซ่อมต่างๆ ให้กับบริษัทประกันคู่กรณีก่อน เพื่อให้บริษัทประเมินราคาเบื้องต้น หรือให้ทางบริษัทเข้ามาดูสภาพความเสียหายของรถด้วยตัวเอง เพื่อพิจารณาค่าซ่อมที่เหมาะสม

2. ค่าลากรถ/ขนย้ายรถไปที่อู่ซ่อมรถ

เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ นอกจากเงื่อนไขที่ประกันต้องชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแล้ว ยังเป็นหน้าที่ของประกันที่ต้องชดใช้ค่าขนย้าย และค่าดูแลรักษาในระหว่างที่ซ่อมด้วย ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อมแซม เช่น รถยนต์เกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ พนักงานสอบสวนลากรถไปสถานีตำรวจ เมื่อใช้เป็นหลักฐานทางคดีเสร็จแล้ว ได้ลากรถไปที่อู่เพื่อซ่อมแซม ค่าลากรถทั้งสองช่วงนี้ บริษัทประกันเป็นคนจ่ายหรือรับผิดชอบตามที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อม 

กรณีใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบเกิน 20%

ลากไปอู่หนึ่งแล้ว ทางประกันคุมราคาค่าซ่อมต่ำกว่าความจริง (เกิดจากประกันเอง) ทำให้ต้องลากไปอีกอู่ ค่าลากไปที่อื่นตรงนี้ประกันก็ต้องรับผิดชอบแม้รวมกับครั้งแรกจะเกิน 20% ของค่าซ่อม  

ข้อควรรู้ 

– ค่าดูแลขนย้ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ประกันต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินเอาประกันที่ระบุไว้ 

– ค่าซ่อม จะทราบจำนวนค่าซ่อมที่แท้จริง เมื่อซ่อมรถเสร็จ เพราะตอนเกิดเหตุยากที่จะตีราคาค่าซ่อมได้ทันที 

3. ค่าเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย

– ค่ารักษาพยาบาล

– เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ

– ทุพพลภาพ

– ค่าปลงศพ (กรณีเสียชีวิต)

– ค่าขาดประโยชน์ในการหารายได้ (กรณีต้องพักรักษาตัวนาน)

– ค่าขาดได้อุปการะ (กรณีเสียชีวิตและเกิดผลกระทบต่อการเลี้ยงดูบุตร)

4. ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน

ในที่นี้หมายถึงทรัพย์สินสิ่งของมีค่าที่อยู่ภายในรถ เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าเงิน โน้ตบุ๊ค หรือสิ่งของมีค่าอื่นๆ ที่อยู่ภายในรถ ซึ่งถ้าเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุบริษัทประกันของคู่กรณีจะต้องจ่ายชดเชยให้ด้วย แต่จะพิจารณาเป็นในส่วนของค่าเสื่อมสภาพแทนไม่ใช่มูลค่าของทรัพย์สินที่เราซื้อมาในตอนแรก และทรัพย์สินนั้นผู้เสียหายจะต้องเป็นเจ้าของตัวจริงเท่านั้น โดยจะได้รับการชดเชยไม่เกินวงเงินที่ระบุเอาไว้ในประกัน

5. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ/ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมรถ

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.62 เป็นต้นมา คปภ.ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำในการชดเชยค่าขาดประโยชน์ (สำหรับรถยนต์ที่มีการทำประกันตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.62 ดังนี้)

– รถยนต์ที่มีที่นั่งไม่เกิน 7 คน (รวมคนขับ) อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท

– รถยนต์รับจ้างสาธารณะที่มีที่นั่งไม่เกิน 7 คน (รวมคนขับ) อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท

– รถยนต์ที่มีที่นั่งเกิน 7 คน (รวมคนขับ) อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

อย่างไรก็ดี หากกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วอย่างไรควรหาทนายความผู้เชี่ยวชาญเอาไว้คอยแนะนำขั้นตอนในการเรียกร้องค่าเสียหาย หากอุบัติเหตุนั้นมีความเสียหายไม่ว่าจะร่างกายหรือทรัพย์สิน เพราะการมีทนายความช่วยเดินเรื่องให้ช่วยให้เรารู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทประกันภัยได้เพื่อรักษาสิทธิ์ที่พึงมีของเรา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของคดีประกันภัย หากท่านใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องของประกันภัย หรือข้อกฎหมายในเรื่องอื่นๆ ติดต่อเรา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการในทุกปัญหากฎหมายของคุณ

คดียักยอกทรัพย์เป็นอย่างไร? แบบไหนถึงเรียกว่าเข้าข่าย “ยักยอกทรัพย์”

คดียักยอกทรัพย์ copy

คดียักยอกทรัพย์ คือคดีความที่โจทก์ทำการฟ้องจำเลยในฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 หลักว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่หากทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิด โดยผู้อื่นส่งมอบให้ หรือเป็นทรัพย์สินหายและผู้กระทำผิดเก็บได้ ผู้กระทำจะต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง

คดียักยอกทรัพย์1 copy

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1. ครอบครอง

การครอบครองนี้จะต้องเป็นการครอบครองอย่างแท้จริง โดยที่เจ้าของสละการครอบครองหรือส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้น เช่น การเช่าบ้านหากผู้เช่าบ้านเช่าพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ ผู้ให้เช่าบอกให้ผู้เช่าช่วยดูแลเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเช่าด้วย เท่ากับเป็นการมอบหมายให้ผู้เช่าครอบครองเฟอร์นิเจอร์ในบ้านแล้ว หากผู้เช่าเอาเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไปถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์

แต่ถ้าหากเป็นการแค่ยึดถือเอาไว้ชั่วคราว และเจ้าของไม่ได้ทำการสละการครอบครองทรัพย์นั้น ก็จะไม่ถือว่ายักยอกทรัพย์ แต่จะเข้าข่ายเป็นการลักทรัพย์แทน เช่น การฝากของเอาไว้ชั่วคราวอย่างกระเป๋าเงิน เป็นต้น

2. ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

เรื่องเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น เป็นไปตามกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในทางแพ่ง เช่น ใครซื้อมาคนนั้นก็เป็นเจ้าของ หรือหากเป็นทรัพย์มีทะเบียน ก็ให้ดูว่าทะเบียนของทรัพย์นั้นมีชื่อใครคนนั้นก็เป็นเจ้าของ

3. เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

คือการที่เราแสดงตนเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม อาจจะโดยการแปลสภาพทรัพย์นั้น ขายทรัพย์นั้นให้คนอื่น หรือเอาไปซ่อนเพื่อจะเก็บไว้ใช้เอง หรืออ้างกับคนอื่นว่าเป็นของตน หรือพูดง่ายก็คือเอาทรัพย์นั้นไปใช้ตามใจเหมือนตัวเองซื้อมาโดยไม่คิดจะคืนเจ้าของ และจะต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจโดยทุจริต กล่าวคือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องการหาประโยชน์จากสิ่งที่เรามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

หากองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นครบก็สามารถจ้างทนายฟ้องยักยอกทรัพย์ได้ แต่หากไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจเรื่องของกฎหมายสามารถหาทนายเพื่อปรึกษาก่อนได้ เมื่อเข้าข่ายการยักยอกทรัพย์ให้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวกับการยักยอก เช่น เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกยักยอก เอกสารที่แสดงว่ามีการส่งมอบการครอบครองไปสู่ผู้ที่ทำการยักยอก หลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำนั้นเอาทรัพย์ไปเป็นของตน หรือหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถจะรวบรวมมาได้ถ้าหากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้อง โดยสามารถนำเอาหลักฐานที่รวบรวมมาได้นำไปปรึกษาทนายก่อนว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้นเพียงพอในการดำเนินการฟ้องร้องยักยอกทรัพย์หรือไม่ 

อายุความในการฟ้องร้องคดียักยอกทรัพย์

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ แต่ผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกยักยอกจะต้องทำการแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลา 3 เดือนนับตั้งแต่รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้เรื่องผู้กระทำ หากไม่แจ้งความหรือแจ้งความในระยะเวลาดังกล่าวคดีก็จะหมดอายุความ และถึงแม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีความส่วนตัวที่สามารถยอมความกันได้ แต่ทั้งนี้ต้องให้ผู้ฟ้องทำการถอนฟ้องด้วย

คดียักยอกทรัพย์2 copy

คดียักยอกทรัพย์ต้องฟ้องศาลไหน? ใช้หลักประกันตัวเท่าไหร่?

ตรงนี้จะต้องดูว่าได้กระทำความผิดที่ไหน ตามหลักแล้วจะต้องฟ้องต่อศาลที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ๆ กระทำความผิด แต่ถ้าหากจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับกุมถูกสอบสวนนอกเขตศาลที่ความผิดเกิดขึ้น สามารถดำเนินการฟ้องในเขตพื้นที่นั้นได้เช่นกัน ส่วนวงเงินในการประกันตัวนั้น หากถูกดำเนินการแจ้งความคดียักยอกทรัพย์วงเงินในการประกันตัวนั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไป ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของความเสียหายที่ผู้เสียหายแจ้งมา แต่ทั้งนี้เงินประกันในชั้นศาลและชั้นตำรวจไม่เท่ากัน ดังนั้นควรโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลที่รับผิดชอบคดีอีกครั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาการประกันตัวไม่ได้

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ถึงอย่างไรก็ควรมีทนายเอาไว้คอยให้คำแนะนำ หรือคอยให้คำปรึกษาไว้จะดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์พร้อมให้บริการในทุกปัญหาในด้านของกฎหมาย หากคุณมีปัญหาต้องการคำปรึกษา หรือคำแนะนำ ติดต่อเรา

บริการคัดถ่ายสำนวนหรือเอกสารของศาลเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล สะดวก รวดเร็ว มืออาชีพ

การดำเนินคดีในศาลนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งการเข้าถึงเอกสารเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะสำหรับทนายความหรือคู่ความที่อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และหรือปริมณฑล หรือไม่สะดวกที่จะสามารถเดินทางมาคัดถ่ายเอกสารที่ศาลด้วยตนเอง ดังนั้น สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงมีบริการคัดถ่ายสำนวน/เอกสารของศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ต้องการใช้บริการนี้

บริการคัดถ่ายสำนวนหรือเอกสารของศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจากเราดีอย่างไร?

บริการคัดถ่ายสำนวนของศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราครอบคลุมทุกประเภทของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีความของศาล แต่ที่สำคัญคือคุณต้องเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีความนั้น ๆ เช่น มีสถานะเป็นโจทก์และหรือเป็นจำเลย โดยเราสามารถคัดถ่ายเอกสารได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนวนของศาลด้วย เช่น บันทึกคำพยาน, รายงานการตรวจสอบ, และหลักฐานอื่น ๆ ที่ใช้ในการพิจารณาคดี

ทำไมต้องเลือกใช้บริการคัดถ่ายสำนวนหรือเอกสารจากเรา?

การเลือกใช้บริการคัดถ่ายสำนวนของศาลจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์นั้นมีข้อดีหลายประการ ได้แก่

1. ความสะดวกสบาย

   – คุณไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วยตนเอง เรามีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้บริการแทนคุณ

2. ความรวดเร็ว

   – ทีมงานของเรามีประสบการณ์และความชำนาญในการดำเนินการคัดถ่ายเอกสารจากศาล ทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

3. ความครบครัน

   – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีบริการที่ครอบคลุมทุกประเภทของเอกสารที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคำฟ้อง, คำให้การจำเลย, หรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

4. ความเป็นมืออาชีพ

   – ทีมงานของเรามีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการทางกฎหมายเป็นอย่างดี ทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของศาล

วิธีการใช้บริการคัดถ่ายสำนวนของศาล

การใช้บริการคัดถ่ายสำนวนของศาลจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์นั้นง่ายและสะดวกมาก คุณสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

1. ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

   – คุณสามารถติดต่อเราได้ผ่านทาง Line Add : @Wongsakorn เพื่อแจ้งความต้องการในการคัดถ่ายเอกสาร

   หลังจากนั้นมีการเซ็นเอกสารเพื่อให้ทีมงานของเราดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารจากศาลแทนคุณ

2. ดำเนินการคัดถ่ายเอกสาร

   – ทีมงานมืออาชีพของเราจะดำเนินการคัดถ่ายเอกสารจากศาลและตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสาร

3. ส่งมอบเอกสารให้คุณ

   – เราจะจัดส่งเอกสารที่คัดถ่ายให้คุณผ่านทางช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็นทางไปรษณีย์หรืออีเมล

บริการคัดถ่ายสำนวนหรือเอกสารที่ครอบคลุมและครบวงจรต้องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการคัดถ่ายสำนวนของศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ครอบคลุมและครบวงจร สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาด้วยตนเองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้บริการคัดถ่ายเอกสารทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับคดีความในศาล ไม่ว่าจะเป็นคำฟ้อง คำให้การจำเลย คำร้อง คำแถลง และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยความชำนาญและความรวดเร็ว เพื่อให้คุณได้รับความสะดวกสบายสูงสุด

และบริการคัดถ่ายสำนวนศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามุ่งเน้นการให้ความสะดวก รวดเร็ว และถูกต้องแก่ผู้มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นทนายความ คู่ความที่อยู่ต่างจังหวัด หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง การใช้บริการคัดถ่ายสำนวนของศาลจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว และมืออาชีพ ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังศาลด้วยตนเอง และยังมั่นใจได้ว่าเอกสารที่ได้รับนั้นถูกต้องและครบถ้วน หากคุณต้องการรับบริการคัดถ่ายสำนวนและหรือเอกสารของศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทุกเมื่อ เพราะทีมงานของเรามีความเชี่ยวชาญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไปจนถึงการส่งมอบเอกสารให้คุณ ดังนั้น หากคุณต้องการใช้บริการทางกฎหมายจากเราในการคัดถ่ายเอกสารจากศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทุกเวลา 

ประกันภัยภาคสมัครใจคืออะไร แล้วทำไมควรต้องมี?

ประกันภัยภาคสมัครใจคืออะไร

โดยปกติแล้วผู้ขับขี่รถยนต์ทุกประเภทจะต้องทำประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 หรือที่บริษัทประกันภัยเรียกกันว่า “ประกันภัยภาคบังคับ” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และอนามัยของผู้ประสบภัยจากรถเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางรถเท่านั้น แต่เราสามารถซื้อประกันภัยเพิ่มเติมเพื่อให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายของทรัพย์สินได้ ซึ่งประกันภัยประเภทนี้เรียกว่า “ประกันภัยภาคสมัครใจ” ผู้ขับขี่สามารถทำเพิ่มเติมนอกจาก พ.ร.บ. ปกติได้ เพราะเป็นประกันภัยที่กฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องทำ

ประกันภัยภาคสมัครใจคืออะไร

ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เป็นการทำประกันภัยรถยนต์โดยที่กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่เจ้าของรถยนต์เลือกที่จะทำเอง โดยที่ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจนี้จะมีแผนประกันให้เลือก ทั้งแบบประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองความเสียหาย และการเกิดอุบัติเหตุทุกกรณี และประกันชั้น 2+, 2, 3+ และ 3 ซึ่งจะให้การคุ้มครองที่ลดหลั่นกันลงมา ทำให้มีราคาแตกต่างกันไป นอกจากนั้น ยี่ห้อ รุ่น และอายุของรถยนต์ที่เอาประกันก็ยังมีผลต่อค่างวดประกันด้วยเช่นกัน การมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะช่วยให้ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ มากกว่าประกันภาคบังคับหรือ พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองค่าเสียหายของรถคู่กรณี รถตนเอง หรือค่ารักษาพยาบาลคู่กรณี และผู้ขับ นอกจากนั้นประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจอาจให้สิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. บริการรถยกและลากจูง หรือบริการรถทดแทนขณะซ่อมรถที่เกิดอุบัติเหตุด้วย

ประกันภัยภาคสมัครใจคุ้มครองอะไรบ้าง 2

ประกันภาคสมัครใจคุ้มครองอะไรบ้าง?

ประกันรถยนต์จะให้ความคุ้มครองทางการเงินของผู้เอาประกันภัยที่ระบุบนกรมธรรม์ หากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดฝันอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้บนท้องถนน โดยทั่วไป ความคุ้มครองพื้นฐานของประกันรถยนต์ คือ คุ้มครองคุณในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ นอกจากนี้ยังอาจคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าประกันตัว และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ทางกฎหมาย ความคุ้มครองการชน หรือการคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก คุ้มครองคุณในกรณีที่เกิดการชน โดยให้ทุนประกันสำหรับการซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่รถของคุณ ความคุ้มครองการชนอาจคุ้มครองคุณในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุโดยไม่มีคู่กรณี เช่น ชนต้นไม้หรือชนอาคาร ประกันรถยนต์ให้ความคุ้มครองทางการเงินทั้งในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากการชนและกรณีอื่น ๆ โดยขึ้นอยู่เงื่อนไขตามหน้ากรมธรรม์ ซึ่งความคุ้มครองนี้อาจรวมถึงรถยนต์ถูกโจรกรรม สภาพอากาศ การก่อกวน ความเสี่ยงต่าง ๆ และภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่น ๆ เป็นต้น

ข้อดีของการทำประกันภัยภาคสมัครใจ 3

ข้อดีของการทำประกันภัยภาคสมัครใจ

  • แบ่งเบาภาระค่าซ่อม 

ทั้งรถผู้เอาประกันและคู่กรณี หนึ่งในประโยชน์ของการประกันภัยภาคสมัครใจก็คือ การช่วยแบ่งเบาภาระค่าซ่อมบำรุงรถคู่กรณี และรถผู้เอาประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เนื่องจากค่าซ่อมแซมรถ ค่าอะไหล่ต่าง ๆ มักมีราคาที่สูง ดังนั้นการมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะช่วยให้ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่เพื่อซ่อมรถด้วยตัวเอง จึงหมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถได้ 

  • ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล 

นอกจากจะคุ้มครองความเสียหายต่อรถของผู้เอาประกัน และรถของคู่กรณีแล้ว ประกันภัยรถยนต์บางแผนยังให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในกรณีบาดเจ็บด้วย ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง และคู่กรณี เพราะค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะเมื่อบาดเจ็บหนักนั้น ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงไม่แพ้ค่าซ่อมรถยนต์เลยทีเดียว 

  • มีตัวแทนประกันช่วยเจรจาให้ 

มีเจ้าหน้าที่มาช่วยเคลียร์ให้ เมื่อมีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หากเกิดอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณีจะช่วยลดการปะทะระหว่างเจ้าของรถได้ เนื่องจากจะมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันรถยนต์มาช่วยเจรจา ไกล่เกลี่ย และดำเนินการเรื่องความคุ้มครองต่าง ๆ ให้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีการปะทะด้วยวาจา หรือการทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น 

  • รถหายก็ได้รับความคุ้มครอง 

หากเลือกทำประภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้น 1 ซึ่งเป็นแผนที่ให้ความคุ้มครองสูงสุด จะได้รับความคุ้มครองในกรณีที่รถหาย หรือถูกโจรกรรมด้วย โดยวงเงินที่คุ้มครองจะขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือก ซึ่งถือเป็นประโยชน์ของการประกันภัยภาคสมัครใจที่ไม่ควรพลาด 

  • น้ำท่วม ไฟไหม้ 

หากเลือกทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้น 1 รถของผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี อย่างการชนต้นไม้ ต้นไม้หล่นทับ ถอยหลังชนกำแพง รวมถึงกรณีน้ำท่วม ไฟไหม้ และภัยธรรมชาติต่าง ๆ ด้วย ทำให้วางใจในเรื่องค่าใช้จ่ายซ่อมแซมรถได้ 

  • มีบริการให้ความช่วยตลอด 24 ชั่วโมง 

การมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ จะช่วยให้คุณสามารถรับความช่วยเหลือ และเรียกใช้บริการบริษัทประกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้วางใจได้ไม่ว่าจะใช้รถใช้ถนนในเวลาใดก็ตาม

เคล็ดลับในการเลือกซื้อประกันภัยภาคสมัครใจ 4

เคล็ดลับในการเลือกซื้อประกันภัยภาคสมัครใจ

การเลือกซื้อประกันภัยรถเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า หรือตรงกับความคุ้มครองที่เราต้องการ เพราะแต่ละบริษัทย่อมมีออฟชั่นหรือราคาเบี้ยประกันที่ต่างกัน ตลอดจนเงื่อนไขในการคุ้มครอง ดังนั้นการจะเลือกซื้อประกันภัยกับบริษัทไหนควรศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์และความคุ้มครองให้ดี เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ดีที่สุด เคล็ดลับการเลือกซื้อกรมธรรม์มีดังนี้

  • เปรียบเทียบราคาจากบริษัทประกันภัยหลายๆ แห่ง แล้วค่อยตัดสินใจเลือกบริษัทประกันภัยที่ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด
  • ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัย ควรดูชื่อเสียงของบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือ ดูฟีดแบคจากลูกค้า ดูวิธีการและขั้นตอนการเคลม
  • การจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มเติม หมายถึงคุณจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง เพื่อรักษาเบี้ยประกันในราคาต่ำ
  • รักษาประวัติการขับขี่ปลอดภัย ขับขี่รถให้ถูกกฎจราจรหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ เพื่อนำประวัติตรงส่วนนี้ไปขอลดเบี้ยประกันในปีถัดไปได้
  • เลือกซื้อกรมธรรม์แบบแพ็คเกจ เพราะบริษัทประกันภัยบางบริษัทจะมีส่วนลดเพิ่มเติมหากซื้อประกันภัยอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย
  • เลือกเฉพาะความคุ้มครองที่จำเป็น หรือเหมาะสำหรับคุณ พิจารณาเลือกซื้อประกันภัยให้เหมาะกับการขับขี่ของคุณ และหากรถของคุณมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยสูง จะส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยลดลง

จะเห็นว่าการมีประกันภาคสมัครใจไว้เพื่อคุ้มครองความเสียหายเพิ่มเติมเป็นเรื่องดีเพราะประกันภัยภาคสมัครใจนั้นให้ความคุ้มครองในส่วนของทรัพย์สินด้วย ถือว่าช่วยลดภาระ ลดความเสียหายต่อตัวผู้เอาประกันภัยไปได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นถ้าหากอยากเลือกทำประกันภัยเพิ่มเติมแนะนำว่าควรเลือกบริษัทประกันภัยที่เชื่อถือได้ และควรดูกรมธรรม์ให้ละเอียดว่าตอบโจทย์ความต้องการของเราหรือไม่ค่ะ

ทนายความรับรองลายมือชื่อ (Notary Public) คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรในด้านกฎหมาย

ทนายความรับรองลายมือชื่อ

ทนายความรับรองลายมือชื่อ (Notary Public) คือทนายความที่ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความแห่งประเทศไทยให้ทำหน้าที่รับรองลายมือชื่อที่มีการลงชื่อต่อหน้าในเอกสารนั้นๆ หรือรับรองสำเนาเอกสารนั้นว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงจากต้นฉบับ หรือทำคำรับรองประเภทอื่นๆ รวมทั้งการลงชื่อในฐานะเป็นพยานในเอกสาร ซึ่งในการลงลายมือชื่อในเอกสารนั้นจะต้องทำการลงต่อหน้าทนายความเท่านั้น ทั้งนี้โดยส่วนมากแล้วจะนำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ในต่างประเทศ หรือใช้สำหรับเดินเรื่องในสถานฑูตต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเอกสารบางอย่างต้องการการรับรองจากทนายความผู้ได้รับการอนุญาต การรับรองเอกสารในลักษณะนี้จะต้องดำเนินโดยทนายความที่ได้รับการฝึกอบรมและได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ เรียกว่า ทนายความรับรองเอกสาร ทนายความรับรองลายเซ็น หรือทนายความรับรองลายมือชื่อ (Notarial services Attorney) เพื่อให้สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ในต่างประเทศได้ ซึ่งเอกสารทั่วไปจะเป็นการรับรองลายเซ็น รับรองลายมือชื่อบุคคล รับรองสภาพบุคคล รับรองความเป็นอยู่ รับรองลายมือชื่อพยาน รับรองบุคคล เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการรับรองเอกสารเพื่อการทำนิติกรรมในต่างประเทศ การรับรองสำเนาถูกต้องเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศ การรับรองสำเนาเอกสารหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำกิจการการส่งออก เป็นต้น 

ทนายรับรองลายมือชื่อ2

ความสำคัญของทนายความรับรองลายมือชื่อ (Notary Public)

ทนายความรับรองลายมือชื่อ (Notary Public) มีความสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและป้องกันการทุจริตในเอกสารทางกฎหมายและธุรกรรมต่าง ๆ เช่นการปลอมแปลงเอกสารในกระบวนการทางกฎหมาย การได้รับการแต่งตั้งเป็น ทนายความรับรองลายมือชื่อนั้นต้องมีคุณสมบัติและการฝึกอบรมที่เหมาะสมตามข้อกำหนดของสภาทนายความ ความสำคัญของทนายความรับรองลายมือชื่อ ได้แก่

ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของเอกสาร: ช่วยยืนยันว่าลายเซ็นในเอกสารเป็นของบุคคลที่ระบุไว้ และเอกสารมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ ลดโอกาสการปลอมแปลงเอกสาร

การป้องกันการฉ้อโกง: โดยการตรวจสอบตัวตนของผู้ลงนามและการรับรองความถูกต้องของเอกสาร ทนายความรับรองลายมือชื่อมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการฉ้อโกงและการทุจริต

ความปลอดภัยทางกฎหมาย: เอกสารที่ได้รับการรับรองจากทนายความรับรองลายมือชื่อ จะมีสถานะทางกฎหมายที่มั่นคง และสามารถใช้เป็นหลักฐานในศาลหรือกระบวนการทางกฎหมายอื่น ๆ

การอำนวยความสะดวกในธุรกรรมระหว่างประเทศ: ในบางกรณีเอกสารที่ต้องใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น สัญญาซื้อขายที่ดิน สัญญาจ้างงานระหว่างประเทศ ต้องได้รับการรับรองจากทนายความรับรองลายมือชื่อเพื่อให้ได้รับการยอมรับและเป็นที่น่าเชื่อถือ

การลดข้อพิพาททางกฎหมาย: เอกสารที่ได้รับการรับรองจากทนายความรับรองลายมือชื่อมีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลงนามและความถูกต้อง ทำให้สามารถลดข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้

การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม: ช่วยให้การทำธุรกรรมทางกฎหมายที่ซับซ้อน เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การทำสัญญาทางธุรกิจ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ลักษณะงานของทนายความรับรองลายมือชื่อ (Notary Public) คือ

1. รับรองลายเซ็นในเอกสารเพื่อยืนยันว่าลายเซ็นนั้นเป็นของผู้ที่กล่าวอ้างว่าลงนาม

2. รับรองสำเนาถูกต้องของเอกสาร

3. รับรองคำปฏิญาณตนและคำให้การเป็นพยาน

4. ตรวจสอบและรับรองเอกสารทางกฎหมายต่างๆ เช่น สัญญา พินัยกรรม ฯลฯ

ทนายรับรองลายมือชื่อ3

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการด้วยทีมทนายที่มีประสบการณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการรับรองลายมือชื่อโดยทนายความที่มีใบอนุญาตและมีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมาย ทนายความของเราพร้อมที่จะให้บริการรับรองลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามมาตรฐานทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสัญญา จดหมายข้อตกลง หรือเอกสารทางธุรกิจอื่น ๆ นอกจากนี้ เรายังให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าเอกสารของคุณจะถูกต้องและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

ขั้นตอนการให้บริการ

1. การปรึกษาเบื้องต้น: ลูกค้าสามารถนัดหมายเพื่อปรึกษากับทนายความของเราเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องการรับรองลายมือชื่อได้

2. การตรวจสอบเอกสาร: ทนายความจะทำการตรวจสอบเอกสารและลายมือชื่อเพื่อยืนยันความถูกต้อง

 3. การรับรองลายมือชื่อ: เมื่อเอกสารและลายมือชื่อได้รับการตรวจสอบแล้ว ทนายความจะทำการลงลายมือชื่อรับรองในเอกสาร

4. การส่งมอบเอกสาร: หลังจากที่ทนายความลงลายมือชื่อรับรองแล้ว ลูกค้าจะได้รับเอกสารที่ผ่านการรับรองแล้วกลับคืนไป

ด้วยบริการของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าเอกสารของคุณจะมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือในเชิงกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจ หรือการไปเรียนต่อต่างประเทศ ตลอดจนการดำเนินการเอกสารสำคัญที่ต้องการการรับรองต่างๆ ภายในประเทศ สำนักงานของเราสามารถให้บริการครอบคลุมในทุกด้านที่คุณต้องการอย่างเชี่ยวชาญด้วยทีมทนายความที่มีประสบการณ์ หากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมหรือมีคำถามเกี่ยวกับบริการของเรา สามารถติดต่อขอรับทราบข้อมูลผ่านช่องทางที่สะดวกได้ทุกเมื่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีพร้อมให้บริการ การรับรองลายมือชื่อเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในกระบวนการทางกฎหมายหรือการทำธุรกรรมต่างๆ การเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์จะช่วยให้คุณได้รับความมั่นใจและป้องกันปัญหาด้านกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ติดต่อเรา

การเคลมประกันภัยทำอย่างไร และรู้จักกับประกันภัยประเภทต่างๆ 

เคลมประกัน copy

ในปัจจุบันอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางจราจรบนท้องถนนนั้นสูงมาก มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน ความเสียหายที่ตามมาขึ้นอยู่กับอุบัติเหตุนั้นรุนแรงแค่ไหน ดังนั้นการทำ ประกันภัย เอาไว้ ไม่ว่าจะรถเล็ก หรือรถใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะประกันภัยนั้นนอกจากจะคุ้มครองการบาดเจ็บแล้ว ประกันภัยภาคสมัครใจยังให้ความคุ้มครองค่าความเสียหายทรัพย์สินของเราอีกด้วย ดังนั้นทำประกันภัยเอาไว้เป็นดีที่สุด วันนี้เลยจะมาอธิบายขั้นตอนการเคลมประกันภัยนั้นว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยเราจะมาทำความเข้าใจว่าประกันภัยคืออะไร สำคัญอย่างไร และมีขั้นตอนการเคลมอย่างไรบ้าง ไปเริ่มกันเลยค่ะ

เคลมประกัน-2

การเคลมประกันคืออะไร?  

การเคลมประกัน คือ คำร้องขออย่างเป็นทางการที่คุณในฐานะผู้ถือกรมธรรม์ยื่นต่อผู้ให้บริการประกันภัยเพื่อขอค่าชดเชยสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่ครอบคลุมตามกรมธรรม์ของคุณ นอกจากนี้ยังมีความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือการบาดเจ็บทางร่างกาย การเคลมประกันอาจรวมถึงการเคลมความรับผิด ซึ่งผู้เอาประกันภัยอาจต้องรับผิดชอบต่อการก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น

ทำไมต้องเคลมประกัน?  

การเคลมประกันมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้คุณได้รับการชดเชยทางการเงินจากบริษัทประกัน และคุ้มครองความสูญเสียทางการเงินของคุณหากเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่ารักษาพยาบาล หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์  ผู้รับประกันภัยของคุณควรให้ค่าชดเชยที่เหมาะสมและตามระยะเวลาสำหรับทุกค่าใช้จ่ายที่ประกันคุ้มครอง ทั้งค่าซ่อมแซมหรือค่าเสียหาย

เคลมประกัน-1

ประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 

1. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 (ประกันภัยชั้น 1)

ครอบคลุมความคุ้มครองที่หลากหลายที่สุด รวมถึงความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดกับรถยนต์ของตนเอง การชนกันกับรถยนต์คันอื่น การสูญหายหรือถูกขโมย และอุบัติเหตุทางธรรมชาติ นอกจากนี้ยังครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  

2. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 (ประกันภัยชั้น 2)

คุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความเสียหายจากการถูกขโมย และไฟไหม้ แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ของตนเองจากการชน

3. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 (ประกันภัยชั้น 3)

ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ของตนเอง  

4. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ (ประกันภัยชั้น 2 บวก)

เป็นประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองจากประกันภัยประเภท 2 โดยรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการชน แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดจากการขโมยและไฟไหม้  

5. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ (ประกันภัยชั้น 3 บวก)

เป็นประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองจากประกันภัยประเภท 3 โดยรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการชน แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดจากการขโมยและไฟไหม้  นอกจากนี้ยังมีประกันภัยประเภทอื่น ๆ ที่เฉพาะเจาะจงเช่น ประกันภัยรถจักรยานยนต์ หรือประกันภัยเฉพาะกิจบางประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อความต้องการเฉพาะเจาะจงของผู้ใช้

เคลมประกัน-3

ขั้นตอนการเคลมประกันภัย

1. แจ้งเหตุ

ทันทีที่เกิดเหตุการณ์จะต้องเคลมประกันภัย ให้รีบทำการโทรแจ้งบริษัทประกันภัย โดยโทรศัพท์ไปยังหมายเลขติดต่อเคลมประกัน หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของบริษัทประกันภัยนั้นๆ ที่เราได้ทำประกันภัยเอาไว้

2. เก็บรวบรวมข้อมูล

บันทึกข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น วันที่ เวลา สถานที่ รวมถึงข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ (ในกรณีของประกันภัยรถยนต์) และถ่ายรูปหรือวีดีโอความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

3. กรอกแบบฟอร์มเคลม

กรอกแบบฟอร์มการเคลมประกันภัยที่บริษัทประกันภัยกำหนด แบบฟอร์มอาจมีการแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ (ในกรณีประกันภัยรถยนต์) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4. ส่งเอกสาร

ส่งแบบฟอร์มและเอกสารทั้งหมดไปยังบริษัทประกันภัย โดยสามารถส่งไปทางไปรษณีย์หรืออีเมลก็ได้ตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด

5. ตรวจสอบและประเมินความเสียหาย

เมื่อเราได้ทำการแจ้งบริษัทประกันภัยแล้ว บริษัทประกันภัยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และทำการประเมินมูลค่าความเสียหายยานพาหนะของผู้เอาประกัน

6. การพิจารณาการเคลม

บริษัทประกันภัยจะทำการพิจารณาว่าการเคลมครั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์หรือไม่ หากเป็นไปตามเงื่อนไข บริษัทประกันภัยก็จะดำเนินการจ่ายค่าเสียหายในขั้นตอนไป

7. การจ่ายค่าชดเชย

หากการเคลมได้รับการอนุมัติ บริษัทประกันภัยจะทำการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ทั้งนี้หากผู้เสียหายรู้สึกว่าค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยเสนอมาให้นั้นไม่เหมาะสม ผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในการยื่นเคลมประกันนั้น บริษัทประกันภัยแต่ละบริษัทอาจมีเงื่อนไขการใช้เอกสารที่แตกต่างกันตามแต่บริษัทประกันภัยนั้นๆ กำหนด หากอยากให้ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนแนะนำให้สอบถามจากบริษัทประกันภัยที่เราได้ทำประกันภัยเอาไว้ เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการยื่นขอการเคลมประกันภัยค่ะ

ทำความรู้จักคดีอาญา ยักยอกทรัพย์กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในสังคมที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคดีความเกี่ยวกับคดีอาญา ยักยอกทรัพย์กลายเป็นปัญหาที่พบบ่อยครั้งไม่ว่าจะในองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ การยักยอกทรัพย์ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางการเงินแก่ผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจและความเชื่อมั่นต่อบุคคลอื่นหรือองค์กรที่ต้องมีการประสานงาน ร่วมงาน หรือคู่ค้ากันอีกด้วย

วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ให้มากขึ้นว่าคืออะไร และสำนักงานกฎหมายของเราก็มีทีมทนายความที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำท่านในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของท่านในทุกสถานการณ์

ความหมายและประเภทของคดียักยอกทรัพย์

คดียักยอกทรัพย์ คืออะไร

คดียักยอกทรัพย์ คือ คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา โดยความผิดฐานยักยอกนี้จัดอยู่ใน ม. 352 ที่ว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก” 

การยักยอกทรัพย์จึงหมายถึง การนำทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การยักยอกทรัพย์สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น

1. การยักยอกเงินจากองค์กร : พนักงานหรือผู้บริหารในองค์กรที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการยักยอกเงินหรือทรัพย์สินขององค์กรมาเป็นของตนเอง

2. การยักยอกทรัพย์ในครอบครัว : การยักยอกทรัพย์สินในครอบครัวโดยสมาชิกในครอบครัวเอง เช่น การยักยอกมรดกหรือทรัพย์สินร่วม

3. การยักยอกทรัพย์สินของลูกค้า : การยักยอกทรัพย์สินของลูกค้าโดยผู้ที่ให้บริการ เช่น นายหน้าหรือตัวแทนจำหน่าย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ความรู้ที่สำคัญสำหรับการป้องกันและดำเนินคดี


การยักยอกทรัพย์อย่างที่กล่าวไปคือเป็นความผิดทางอาญาที่มีองค์ประกอบความผิดที่สำคัญที่ต้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถป้องกันและดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. การครอบครอง

การครอบครองทรัพย์ต้องเป็นการครอบครองอย่างแท้จริง โดยเจ้าของได้สละการครอบครอง เช่น กรณีผู้เช่าเช่าบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์ และได้รับมอบหมายให้ดูแลเฟอร์นิเจอร์ หากผู้เช่านำเฟอร์นิเจอร์ไปจะถือเป็นการยักยอกทรัพย์ แต่หากการครอบครองเป็นเพียงชั่วคราว เช่น ฝากกระเป๋าไว้ชั่วคราว การเอากระเป๋านั้นไปจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์

2. ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

ความเป็นเจ้าของทรัพย์ยึดตามหลักกรรมสิทธิ์ในทางแพ่ง เช่น ใครซื้อมา คนนั้นเป็นเจ้าของ หรือหากทรัพย์มีทะเบียนก็จะดูชื่อในทะเบียนว่าใครเป็นเจ้าของ

3. การเบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

การเบียดบังทรัพย์คือการแสดงตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม เช่น การแปรสภาพทรัพย์ ขายทรัพย์ เอาไปซ่อน หรือใช้ทรัพย์นั้นเหมือนเป็นของตัวเองโดยไม่คืนเจ้าของ

เจตนาพิเศษ การกระทำโดยทุจริต

การยักยอกทรัพย์จะต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ “โดยทุจริต” กล่าวคือ ต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เช่น การหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การดำเนินคดีและการรวบรวมหลักฐาน

หากครบองค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมา ท่านสามารถปรึกษาทนายความฟ้องคดียักยอกได้ โดยการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารที่เกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกยักยอก เอกสารที่แสดงว่ามีการส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้กระทำ และหลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สาม

อายุความฟ้องคดียักยอกทรัพย์

คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัวและยอมความได้ ผู้เสียหายต้องแจ้งความหรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำ หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด คดีจะหมดอายุความ

คดียักยอกทรัพย์ต้องฟ้องศาลไหน?

คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดอาญา โดยหลักฟ้องต่อศาลที่ความผิดเกิด หากความผิดเกิดขึ้นในเขตศาลใด ฟ้องต่อศาลในเขตนั้นได้ หรือหากจำเลยมีที่อยู่ ถูกจับ หรือถูกสอบสวนนอกเขตศาลที่ความผิดเกิด ก็สามารถฟ้องในเขตเหล่านี้ได้เช่นกัน

กระบวนการดำเนินคดีและบทลงโทษ

การยักยอกทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษที่รุนแรง ผู้กระทำผิดอาจถูกจำคุก ปรับเงิน หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำและมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอก การดำเนินคดีการยักยอกทรัพย์มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องการความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความสามารถในการดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ

บริการรับดำเนินคดีอาญา ยักยอกทรัพย์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามีทีมทนายความที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ โดยเราให้บริการคดีดังกล่าวในหลากหลายด้าน ดังนี้

1. การให้คำปรึกษา  สำนักงานกฎหมายของเราให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการรวบรวมหลักฐานจนถึงการวางรูปคดีตลอดจนการดำเนินคดีในชั้นศาล

2. การรวบรวมหลักฐาน เรามีการใช้เทคโนโลยีและวิธีการสืบสวนที่ทันสมัยในการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการเงิน การตรวจสอบบัญชี และหรือการสืบสวนข้อมูลจากเอกสารและพยานหลักฐาน

3. การดำเนินคดีในชั้นศาล  ทีมทนายความของเรามีเทคนิคในการวางแผนและดำเนินคดีในชั้นศาล โดยใช้ความรู้และประสบการณ์เตรียมการต่อสู้ในชั้นศาลและการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกความ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้ให้บริการทางกฎหมายที่ไว้วางใจได้

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่มุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ พร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้รับความยุติธรรมและมีการวางรูปคดีความอย่างถูกต้องตามกระบวนการในคดียักยอกทรัพย์

หากท่านต้องการคำปรึกษาหรือต้องการรับบริการในคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ อย่ากลัวที่จะติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและเป็นสำนักงานกฎหมายที่ผู้มาใช้บริการไว้วางใจได้ ปรึกษาทนายความคดียักยอกทรัพย์ >>>ติดต่อเรา<<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!