เลือก “ทนายความที่ปรึกษา” อย่างไรให้มั่นใจ? เหตุผลที่ชาวต่างชาติไว้วางใจสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคที่การดำเนินธุรกิจหรือใช้ชีวิตในต่างแดนเต็มไปด้วยความเสี่ยงทางกฎหมาย การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่ไว้ใจได้และมีความรู้ความเข้าใจในระบบกฎหมายของประเทศนั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความไว้วางใจเลือกใช้บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานของเราได้รับเกียรติจากชาวต่างชาติรายหนึ่ง
ซึ่งได้เดินทางเข้ามาขอคำปรึกษาทางกฎหมายทันทีที่ทราบว่าตนประสบปัญหาทางกฎหมายในประเทศไทย โดยไม่ได้ติดต่อสำนักงานกฎหมายอื่นใดมาก่อนเลย สิ่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงของเราในฐานะ “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่มีความเป็นมืออาชีพ และพร้อมดูแลทุกปัญหาของลูกความอย่างเต็มที่

ทนายความที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่คือคนที่วางแผนป้องกันปัญหาให้คุณ

หลายคนมักเข้าใจว่า ทนายความมีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการด้านกฎหมายในเวลาถูกฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีในชั้นศาลเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว “ทนายความที่ปรึกษา” มีบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะเราคือผู้ให้บริการทางกฎหมายเพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมาย วางแผนรับมือกับความเสี่ยง และสร้างแนวทางการดำเนินชีวิตหรือธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกเริ่ม

ในกรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาเรานั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถบานปลายและสร้างความเสียหายอย่างมากได้ หากเขาไม่รีบเข้ามาขอคำแนะนำตั้งแต่ต้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราพยายามสื่อสารกับผู้คนอยู่เสมอว่า “การปรึกษาทนายความเร็วเท่าไหร่ ยิ่งสามารถทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการแก้ไขปัญหาเร็วมากขึ้นเท่านั้น”

ทำไมต้องเลือกที่ปรึกษากฎหมายจาก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

1.ประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง ทนายของเรามีประสบการณ์ทั้งในคดีแพ่ง อาญา ธุรกิจ ครอบครัว ไปจนถึงคดีระหว่างประเทศ เราเข้าใจในบริบททั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ

2.ให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา เราให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่

3.การสื่อสารเข้าใจง่าย โดยเฉพาะในเคสของชาวต่างชาติ เรามีทีมงานที่สามารถสื่อสารได้หลากหลายภาษา พร้อมอธิบายข้อกฎหมายที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย4.ความไว้วางใจจากลูกความ กรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาโดยตรงกับเราโดยไม่ผ่านคนแนะนำ หรือไม่ติดต่อที่อื่นก่อน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สำนักงานกฎหมายของเราได้รับอย่างแท้จริง

ที่ปรึกษากฎหมาย จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีปัญหา

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ บุคคลธรรมดา หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรือพำนักในประเทศไทย การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ส่วนตัวคือการลงทุนในความมั่นคงทางชีวิตและธุรกิจ

  • อยากเซ็นสัญญาเช่าคอนโด หรือซื้อขายทรัพย์สิน? ทนายความสามารถตรวจสอบเงื่อนไขให้คุณไม่เสียเปรียบ
  • ทำธุรกิจในไทย ไม่แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างถูกต้องไหม? ปรึกษาทนายก่อนจะดีกว่าแก้ไขภายหลัง
  • ถูกฟ้องร้อง หรือมีปัญหาข้อพิพาท? ยิ่งมีทนายที่รู้จักคุณอยู่แล้ว ยิ่งแก้ไขได้เร็วและตรงจุด

ความมั่นใจ เริ่มต้นจากการตัดสินใจที่ถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่เพียงให้คำแนะนำทางกฎหมายเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นที่จะเป็น “ผู้ให้บริการด้านกฎหมาย” ที่คุณวางใจได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ หากคุณมองหา ทนายความที่ปรึกษา ที่พร้อมเคียงข้างคุณในทุกก้าวของชีวิตและธุรกิจ — เรายินดีต้อนรับเสมอ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ปรึกษากฎหมายที่คุณวางใจได้

ในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่เข้าใจคุณ รู้กฎหมาย และพร้อมให้บริการด้านกฎหมายทันทีเมื่อเกิดปัญหา คือสิ่งสำคัญไม่แพ้การมีแพทย์ประจำตัว

หากคุณกำลังมองหา “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่พร้อมดูแลคุณอย่างจริงใจและมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคดีความ ธุรกิจ หรือปัญหาส่วนตัว ติดต่อเราวันนี้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมลูกค้าหลายรายถึงไว้วางใจเราโดยไม่ลังเล

“ลูกจะอยู่กับใคร?” เมื่อชาวจีน-ไทยหย่าร้าง ปมร้อนสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกข้ามประเทศ

ในยุคที่รักไร้พรมแดน การแต่งงานข้ามชาติกำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แต่เมื่อความรักจบลง คำถามสำคัญที่ตามมาคือ “ลูกจะอยู่กับใคร?” โดยเฉพาะในกรณีคู่สมรสชาวจีนกับคนไทย ที่มีลูกและใช้ชีวิตอยู่คนละประเทศหรืออาจจะประเทศเดียวกันแต่อาจจะเกิดการหย่าร้างและ กฎหมายของใครจะเป็นผู้ตัดสิน?

เตยมีกรณีหนึ่งที่หญิงชาวไทยถูกทำร้ายร่างกายจากสามีชาวจีนและหนีออกมาได้ เคสที่เธอเคยช่วยเหลือก็เช่นกัน กรณีหญิงไทยแต่งงานกับชายชาวจีน และมีบุตรร่วมกัน 1 คน ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศจีน แต่มีลูกเป็นผู้หญิง จึงถูกทำร้ายทุบตีเพราะครอบครัวฝ่ายชายต้องการให้ได้ลูกชาย แต่เมื่อลูกยังอยู่กับอดีตสามีที่จีน คำถามใหญ่จึงกลายเป็น “เธอจะมีสิทธิ์ในตัวลูกแค่ไหน?”

กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิการเลี้ยงดูบุตรว่าอย่างไร?

ภายใต้กฎหมายครอบครัวไทย หากบิดามารดาหย่าร้างและไม่มีข้อตกลงเรื่องการเลี้ยงดูบุตร ศาลจะเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึง “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นหลัก มารดามักมีโอกาสได้สิทธิ์เลี้ยงดู หากไม่มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น การทิ้งบุตร ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ฯลฯ

แต่ในกรณีที่เด็กอยู่ต่างประเทศ การใช้สิทธิ์ตามกฎหมายไทยอาจทำได้ยาก ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง

เรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า (ปกครองบุตร) อยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 – 1565 ซึ่งมีหลักชัดเจนว่า:

  • หากไม่มีข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ ศาลจะเป็นผู้พิจารณา
  • เกณฑ์หลัก ที่ศาลไทยใช้ คือ “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก”
  • ไม่ได้ตัดสินจากว่าเป็นพ่อหรือแม่ฝ่ายใดโดยอัตโนมัติ แต่ดูจากปัจจัย เช่น:
    • ใครเลี้ยงดูเด็กมาก่อนหน้า
    • ใครมีความสามารถดูแลให้เด็กมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย และพัฒนาได้ดี
    • ความสัมพันธ์ทางจิตใจระหว่างเด็กกับแต่ละฝ่าย
    • พฤติกรรมของพ่อแม่ เช่น มีประวัติทำร้ายร่างกาย เสพยา หรือทอดทิ้งเด็กไหม

📌 สุดท้ายแล้วในกรณีนี้มีกฎหมายรองรับในทุกมาตรา หากเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงสามารถตกลงกันเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงชั้นศาล  ถ้าเหตุการร้ายแรงตามมาทีหลัง ศาลจะใช้ดุลพินิจตามสถานการและตัดสินตามความเหมาะสม

ความเข้มงวดของศาลตัดสินในจีน

จีนก็มีกฎหมายว่าด้วยครอบครัว ซึ่งอยู่ใน “ประมวลกฎหมายแพ่ง” (民法典 – Min Fa Dian) ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ล่าสุดในปี 2021 โดยมีกฎหมายชัดเจนในเรื่องนี้ใน หมวด “การสมรสและครอบครัว”

หลักพิจารณาหลักในจีน:

  • ศาลจีนจะยึดหลักการว่า เด็กควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด
  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ศาลมักให้ มารดา เป็นผู้เลี้ยงดู โดยอัตโนมัติ ยกเว้นมีเหตุพิเศษ
  • เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะเกิน 7 ปีขึ้นไป ศาลจะ รับฟังความเห็นของเด็กด้วย
  • ศาลจะพิจารณาเรื่อง:
    • รายได้ของแต่ละฝ่าย
    • ความมั่นคงในชีวิต ความสามารถทางเศรษฐกิจ
    • ความผูกพันของเด็กกับพ่อหรือแม่
    • สภาพแวดล้อม (สุขภาพ ความปลอดภัย ความเป็นอยู่ ฯลฯ)
    • พฤติกรรมในอดีตของแต่ละฝ่าย เช่น เคยทำร้ายร่างกายไหม และเคยประพฤติตัวไม่ดีกับครอบครัวหรือเปล่า

📌 กฎหมายจีน มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในภาพรวม แต่ศาลยังคงใช้ดุลพินิจเช่นเดียวกับไทย โดยพิจารณาจากสถานการณ์และข้อมูลที่เสนอ

ในกรณีข้ามประเทศ ต้องดำเนินการอย่างไร?

เมื่อเด็กอยู่ในต่างประเทศไม่ว่าจะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การขอสิทธิ์เลี้ยงดูผ่านศาลไทย “ไม่สามารถใช้ได้โดยตรง” กับอีกประเทศ ต้องใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการลักพาเด็กระหว่างประเทศ (Hague Convention on Child Abduction) ซึ่งจีนไม่ได้เข้าร่วม ทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่า กรณีที่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสัญญาณชัดว่าเด็กหรือผู้เอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยจากผู้เป็นบิดาหรือ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมรุนแรง ก็เป็น “จุดแข็ง” ในการขอสิทธิ์เลี้ยงดูมาอยู่กับอีกฝั่ง การใช้กฎหมายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว “ไม่พอ” จำเป็นต้องอาศัย

  • การว่าจ้างทนายที่เชี่ยวชาญเรื่องคดีครอบครัวหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
  • การยื่นคำร้องขอปกครองบุตรต่อศาลประเทศนั้น (จีน) โดยมีหลักฐานจากฝั่งไทยสนับสนุน
  • การติดต่อผ่านสถานทูตไทยในจีน / กระทรวงการต่างประเทศ

ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวหนึ่ง แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการแต่งงานข้ามชาติที่ไม่ได้จบแค่ “รักไม่ลงตัว” แต่อาจกระทบไปถึงสิทธิของเด็กคนหนึ่งที่กำลังรอคำตอบว่า “ใครคือคนที่จะเลี้ยงดูฉันด้วยความรักที่แท้จริง”สุดท้ายแล้วการดำเนินการจะต้องผ่านทั้งสองฝั่งเนื่องจากคนละดินแดนกัน  ดังนั้นความยุ่งยากของการดำเนินคดีจึงยากตามไปด้วย เพราะไม่เพียงแต่ทั้งสองฝั่งจะมีกฎหมาย แต่ยังมีข้อบังคับอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถปฎิบัติตามใจตนเองได้ 

ปรึกษาทนายความคดีครอบครัวเพื่อสิทธิ์เลี้ยงดูลูก

สำนักงานกฎหมายทนายความ ซึ่งมี ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัวและกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่อไปนี้ :

👉บทบาททนายความในขั้นเริ่มต้น

✅ ให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิการเลี้ยงดู
✅ ประเมินความเป็นไปได้ในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในไทยและต่างประเทศ
✅ ติดต่อประสานกับหน่วยงานรัฐทั้งในไทยและจีน
✅ จัดเตรียมเอกสารทางกฎหมายและแปลอย่างถูกต้องตามหลักสากล
✅ สนับสนุนด้านจิตใจและแนะแนวทางปฏิบัติให้กับผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ

👉 บทบาททนายความเมื่อถึงขั้นที่ต้องดำเนินคดีความ:

✅ช่วยประเมินความเป็นไปได้ในการดำเนินการผ่านศาลในต่างประเทศ

✅ช่วยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อขอความร่วมมือในการติดต่อหรือเยี่ยมลูก

✅ยื่นคำร้องต่อศาลต่างประเทศในกรณีที่เด็กยังไม่สามารถถูกส่งตัวกลับได้ 

✅ยื่นคำร้องในศาลโดยใช้หลักฐานจากตำรวจ แพทย์ หรือสถานทูตไทย

✅ขอความร่วมมือจากองค์กรสิทธิมนุษยชน หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเน้นย้ำความไม่ปลอดภัยของเด็ก

ในทางที่ดีที่สุดหากประสบเหตุการณ์แบบนี้ อย่างแรกคือปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำคดีครอบครัว เพื่อความง่ายในการดำเนินการ และถูกต้อง เพราะในกรณีแบบนี้เราจะดำเนินการเองไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นมารดาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นในระหว่างประเทศ ความใหญ่ของคดีก็จะตามไปเช่นกัน ดังนั้นมีทนายไว้ให้คำแนะนำจึงจะทำให้คุณได้รับความยุติธรรมแบบสูงสุด

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำคดีความประเภทครอบครัวเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค   เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา << 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ :ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 – 1535

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!