ชาวต่างชาติซื้อที่ดินในไทยได้ไหม? ขั้นตอนและเหตุผลที่ควรมีทนายความเป็นที่ปรึกษา

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสน่ห์ดึงดูดชาวต่างชาติมากมาย ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน การเกษียณ หรือแม้กระทั่งการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อพูดถึง “ที่ดิน” คำถามยอดฮิตที่มักถูกถามคือ “ชาวต่างชาติสามารถซื้อที่ดินในประเทศไทยได้หรือไม่?” คำตอบคือ โดยทั่วไปแล้วชาวต่างชาติ “ไม่มีสิทธิ” เป็นเจ้าของที่ดินในประเทศไทยโดยตรง ยกเว้นบางกรณีที่มีกฎหมายอนุญาตเป็นพิเศษ ดังนั้น หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในไทย คุณควรเข้าใจข้อกฎหมาย ขั้นตอนที่ถูกต้อง และเหตุผลว่าทำไมควรมีทนายความคอยเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้

กฎหมายไทยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินโดยชาวต่างชาติ

ตามพระราชบัญญัติที่ดิน พ.ศ. 2497 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ยกเว้นในกรณีดังต่อไปนี้

1. ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในกรณีที่ชาวต่างชาติลงทุนในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท และต้องการซื้อที่ดินไม่เกิน 1 ไร่เพื่ออยู่อาศัย โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

2. ถือครองผ่านนิติบุคคลไทย
เช่น การตั้งบริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นคนไทยไม่น้อยกว่า 51% และบริษัทนั้นซื้อที่ดินเพื่อประกอบกิจการ

3. การได้รับที่ดินโดยมรดกจากคู่สมรสที่เป็นคนไทย
หากคู่สมรสเป็นคนไทยและยกที่ดินให้โดยพินัยกรรม แต่ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และถือครองได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

4. การเช่าที่ดินระยะยาว (Leasehold)
ชาวต่างชาติสามารถทำสัญญาเช่าที่ดินได้สูงสุด 30 ปี และสามารถต่ออายุได้ตามกฎหมาย วิธีนี้เป็นที่นิยมมากเพราะไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างกรรมสิทธิ์

ขั้นตอนสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการใช้สิทธิในที่ดินในไทย

แม้ข้อกฎหมายจะจำกัดการถือครองโดยตรง แต่ชาวต่างชาติก็สามารถใช้สิทธิในที่ดินได้ตามวิธีที่กฎหมายอนุญาต โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้

1. ตรวจสอบคุณสมบัติและรูปแบบการถือครองที่เหมาะสม
เช่น เลือกเช่าระยะยาว หรือจัดตั้งนิติบุคคลไทย

2. ทำสัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ต้องมีเอกสารที่ชัดเจน ระบุสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขของคู่สัญญาอย่างครบถ้วน

3. จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่สำนักงานที่ดิน
การโอนสิทธิหรือการเช่าเกิน 3 ปี ต้องจดทะเบียนที่กรมที่ดินเพื่อให้มีผลตามกฎหมาย

4. ชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้อง
เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรืออากรแสตมป์

ปัญหาที่ชาวต่างชาติมักพบเมื่อทำธุรกรรมที่ดินในไทย

ทำไมชาวต่างชาติควรมีทนายความเมื่อต้องทำธุรกรรมที่ดิน?

การซื้อ-ขาย หรือเช่าที่ดินในไทยสำหรับชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายด้าน เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายภาษี รวมถึงข้อกำหนดเฉพาะของสำนักงานที่ดินแต่ละพื้นที่ การมีทนายความที่มีประสบการณ์สามารถช่วยได้ในหลายด้าน ได้แก่

1. ให้คำแนะนำด้านกฎหมายอย่างถูกต้อง
เพื่อเลือกวิธีการถือครองที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย

2. ตรวจสอบเอกสารและสิทธิในที่ดิน
เช่น ตรวจโฉนด ตรวจสอบภาระผูกพัน หรือข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อการใช้ประโยชน์

3. ร่างและตรวจสัญญาให้รัดกุม
เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต และรักษาผลประโยชน์ของชาวต่างชาติ

4. เป็นตัวแทนดำเนินการที่สำนักงานที่ดิน
ลดความยุ่งยากด้านขั้นตอนและภาษา

กรณีตัวอย่าง: ชาวต่างชาติซื้อที่ดินผ่านการเช่าระยะยาว

นายเดวิด ชาวอังกฤษ ต้องการสร้างบ้านพักตากอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากปรึกษาทนายความ ได้รับคำแนะนำให้ทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี พร้อมสิทธิต่ออายุอีก 30 ปี รวมถึงจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่สำนักงานที่ดิน ทำให้เขามีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสามารถตกลงให้ทายาทสืบสิทธิต่อได้ตามสัญญา

ไม่ว่าชาวต่างชาติจะลงทุนหรือทำธุรกิจในไทย ควรมีทนายความเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่แรก

การมีทนายความคือความปลอดภัยของการลงทุนในที่ดิน

การมาลงทุนหรือทำธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ที่ดิน มีขั้นตอนทางกฎหมายและข้อกำหนดที่ซับซ้อน ซึ่งแตกต่างจากประเทศต้นทางของชาวต่างชาติ การมีทนายความที่เชี่ยวชาญกฎหมายไทยตั้งแต่เริ่มวางแผน ไม่เพียงช่วยป้องกันความผิดพลาดทางกฎหมาย แต่ยังช่วยออกแบบโครงสร้างการถือครองและการลงทุนให้สอดคล้องกับข้อจำกัดที่มีอยู่ ทนายความสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ตรวจสอบเอกสารสัญญา และเป็นตัวแทนในการติดต่อหน่วยงานราชการ ทำให้การลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในอนาคต

สำหรับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและดำเนินการธุรกรรมด้านที่ดินให้กับชาวต่างชาติหลายสัญชาติ ทั้งจากยุโรป เอเชีย และอเมริกา เราพร้อมดำเนินการให้คุณได้เข้าใจกฎหมายไทย ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และคุ้มครองผลประโยชน์ของคุณอย่างสูงสุด หากคุณต้องการคำปรึกษา คลิก >>ติดต่อเรา<<

กฎหมายธุรกิจกับเจ้าของกิจการมือใหม่ ทำไมควรมีที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น?

เจ้าของธุรกิจมือใหม่ทำไมควรรู้สิ่งเหล่านี้?

การเริ่มต้นธุรกิจในยุคปัจจุบันอาจดูง่ายจากภายนอก บางคนอาจจะคิดว่าแค่มีเงินหรือมีทุนทรัพย์ในการที่จะเริ่มต้นธุรกิจก็อาจจะเพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงในการที่จะทำธุรกิจสักอย่างหนึ่งนั้นมีรายละเอียดทางกฎหมายจำนวนมากที่เจ้าของกิจการจำเป็นต้องเข้าใจและรับมือให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มต้นกิจการใหม่ ๆ ความรู้ด้านกฎหมายธุรกิจคือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กิจการดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุดกลางทาง และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ความท้าทายของเจ้าของธุรกิจมือใหม่ มีอะไรบ้าง?

เจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นธุรกิจจากความสามารถเฉพาะทาง เช่น เชฟที่เปิดร้านอาหาร, นักออกแบบที่เปิดสตูดิโอ, หรือโปรแกรมเมอร์ที่เปิดบริษัทซอฟต์แวร์ แต่กลับไม่มีพื้นฐานในเรื่อง กฎหมายธุรกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น

  • ทำสัญญาโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดครบถ้วน หรือไม่ได้เข้าใจข้อผูกพันทางกฎหมาย
  • การว่าจ้างลูกจ้างโดยไม่มีสัญญาจ้างหรือผิดกฎหมายแรงงาน
  • จดทะเบียนบริษัทผิดรูปแบบ ภาษีไม่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ
  • ข้อพิพาทกับหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมทุน
  • ปัญหาการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์, โลโก้, หรือเครื่องหมายการค้า

ปัญหาเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในตอนแรก แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นต้องปิดกิจการหรือถูกฟ้องร้องได้ในอนาคต

ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ ผู้ช่วยคนสำคัญที่เจ้าของกิจการควรมี

ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ หรือ “ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท” คือบุคคลที่คอยให้คำแนะนำ ควบคุมความเสี่ยง และจัดการเรื่องทางกฎหมายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยหน้าที่ของที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ ได้แก่

  • ตรวจสอบและร่างสัญญาทางธุรกิจ เช่น สัญญาจ้าง สัญญาซื้อขาย สัญญาหุ้นส่วน ฯลฯ
  • ให้คำปรึกษาเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ จัดโครงสร้างบริษัทให้เหมาะสมกับกิจการ
  • ดูแลเรื่องภาษีและข้อกำหนดทางกฎหมายเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม
  • ช่วยเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่างๆ ก่อนจะกลายเป็นคดีความ
  • ป้องกันไม่ให้บริษัทถูกละเมิดสิทธิหรือถูกฟ้องร้องโดยไม่จำเป็น

การมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรกจะช่วยให้เจ้าของกิจการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่อาจมีต้นทุนสูงในอนาคต

ทำไมต้องมีที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น?

หลายคนมักคิดว่า “ค่อยจ้างทนายตอนมีปัญหาก็ได้” แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะในทางปฏิบัติ ทนายความไม่ใช่เพียงคนที่แก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่เป็นผู้วางรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจ

การมี ที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท จะช่วยให้ผู้บริหารไม่ต้องกังวลกับปัญหาจุกจิกทางกฎหมาย และสามารถโฟกัสไปที่การพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีมืออาชีพคอยอัปเดตกฎหมายและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ

ปัญหาที่นายจ้างมักเจอ เมื่อไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ตัวอย่างปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับเจ้าของกิจการที่ไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เช่น:

  • ถูกพนักงานฟ้องร้องเรื่องสัญญาจ้าง ไม่ได้รับค่าจ้างหรือสวัสดิการตามกฎหมาย
  • ข้อพิพาทกับลูกค้าเรื่องการส่งมอบสินค้า/บริการไม่เป็นไปตามสัญญา
  • ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจำนวนมาก
  • ใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่รู้ว่าละเมิดสิทธิของผู้อื่น

หากเจ้าของกิจการมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้น ปัญหาเหล่านี้จะสามารถป้องกันหรือจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสียเงิน เสียเวลา หรือเสียชื่อเสียง

ลงทุนกับความมั่นคงทางกฎหมาย คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

การเริ่มต้นธุรกิจอาจใช้เงินทุนจำนวนมาก แต่การลงทุนกับ ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ นั้น ใช้งบประมาณไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนมหาศาลในแง่ของความมั่นใจ ความมั่นคง และความพร้อมในการเผชิญปัญหาในอนาคต

หากคุณกำลังเริ่มต้นธุรกิจ หรือกำลังมองหาทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท เราขอเชิญให้ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำปรึกษา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจที่คุณไว้วางใจได้

ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความและที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจที่พร้อมให้บริการตั้งแต่การวางแผนเริ่มต้นกิจการ ไปจนถึงการจัดการข้อพิพาทหรือวางแผนการขยายธุรกิจ เราเข้าใจดีว่าเจ้าของกิจการต้องการ “คู่คิดทางกฎหมาย” ที่ไว้วางใจได้ ไม่ใช่แค่ที่ปรึกษาชั่วคราว เราให้บริการทั้งในรูปแบบรายครั้ง, รายเดือน, หรือเป็นที่ปรึกษาประจำตามความต้องการของลูกค้า

ด้วยประสบการณ์ในฐานะทนายความที่ปรึกษาธุรกิจหลากหลายประเภท สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่เพียงให้บริการแก่ผู้ประกอบการชาวไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากบริษัทต่างชาติ เช่น จีน, โปรตุเกส, อังกฤษ, รัสเซีย, และเกาหลี ซึ่งล้วนแต่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยความเข้าใจในข้อกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายธุรกิจไทยอย่างลึกซึ้ง ทำให้เราสามารถวางแผน ป้องกัน และแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ ดังนั้น การมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทจึงไม่ใช่แค่ความสะดวกในการเข้าถึงกฎหมายเท่านั้น แต่คือรากฐานสำคัญในการพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนในยุคที่การแข่งขันสูงและกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เริ่มต้นธุรกิจให้ถูกทาง เริ่มต้นด้วยการมี “ทนายความที่ไว้ใจได้” คือก้าวแรกที่ดีที่สุด คลิก >>ติดต่อเรา<< เพื่อรับคำปรึกษาในเบื้องต้น

ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องมี “ทนายความที่ปรึกษา” ประจำบริษัท?

ในยุคที่โลกธุรกิจหมุนเร็ว กฎหมายก็มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเกณฑ์เงื่อนไขอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงทางธุรกิจก็สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกทิศทางที่พร้อมจะส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ต่างเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการทำสัญญา การจัดการข้อพิพาท การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือแม้แต่การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายคอยให้คำปรึกษา ก็อาจทำให้ธุรกิจเกิดความเสียหายอย่างคาดไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ “ทนายความที่ปรึกษา” หรือ “ที่ปรึกษาประจำบริษัท” จึงกลายเป็นหนึ่งในบุคลากรสำคัญที่ธุรกิจไทยยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม

ธุรกิจไทยในยุคกฎหมายซับซ้อน

ประเทศไทยในปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งด้านภาษี การค้าระหว่างประเทศ กฎหมายแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น หลายหน่วยงานรัฐยังมีระเบียบปฏิบัติแยกย่อยอีกมาก หากผู้ประกอบการไม่เข้าใจข้อกฎหมายอย่างแท้จริง อาจละเมิดกฎโดยไม่ตั้งใจ และนำไปสู่คดีความหรือค่าปรับจำนวนมากได้ ยิ่งธุรกิจเติบโต ความรับผิดชอบทางกฎหมายก็ยิ่งมากขึ้น เช่น การจัดทำสัญญาซื้อขายกับคู่ค้า การตั้งเงื่อนไขการชำระเงิน การกำหนดบทลงโทษในกรณีผิดสัญญา หากไม่มีทนายดำเนินการตรวจสอบและวางกลยุทธ์ อาจทำให้ธุรกิจเสียเปรียบ หรือเสียผลประโยชน์จำนวนมากในระยะยาว

หน้าที่ของทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

ทนายความที่ปรึกษา” หรือ “ที่ปรึกษาประจำบริษัท” คือผู้ที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนธุรกิจในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย อาจมีขอบเขตของงานที่แตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี เช่น

  • ร่าง, ตรวจ, และปรับแก้สัญญาทางธุรกิจ
  • ให้คำแนะนำเรื่องกฎหมายแรงงาน, การจ้างงาน, และเลิกจ้าง
  • ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนส่งราชการ รวมถึงการส่งเอกสารถึงคู่ค้าทางธุรกิจ
  • วางแผนและป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย
  • เป็นตัวแทนในการเจรจาข้อพิพาทกับคู่ค้า หรือลูกจ้าง
  • สนับสนุนการดำเนินคดี หากมีคดีความเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท ยังสามารถประสานงานกับหน่วยงานราชการ แปลกฎหมายที่ซับซ้อนให้ผู้บริหารเข้าใจง่าย และมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบให้ธุรกิจดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

เปรียบเทียบบริษัทที่มีทนายความที่ปรึกษาประจำ กับบริษัทที่ไม่มีทนายความที่ปรึกษา

ข้อดีของการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

1. ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย: ทนายสามารถคาดการณ์และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

2. เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ: เจ้าของธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ โดยมีข้อมูลทางกฎหมายสนับสนุน

3. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาว: ดีกว่าการแก้ปัญหาเมื่อเกิดคดีแล้ว ซึ่งมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง

4. ช่วยให้การเจรจาธุรกิจมีพลังมากขึ้น: ทนายสามารถวางเงื่อนไขในสัญญาให้รัดกุม ไม่เสียเปรียบคู่ค้า

5. สร้างภาพลักษณ์มืออาชีพให้ธุรกิจ: การมีทีมกฎหมายสนับสนุนแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ และน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า

ข้อเสีย หากไม่มีทนายประจำบริษัท

1. ความเสี่ยงสูงต่อการถูกฟ้องร้องหรือเสียเปรียบในสัญญา

2.  เสียเวลาในการแก้ปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดทางกฎหมาย

3.  ต้องพึ่งพาทนายภายนอกแบบรายครั้ง ซึ่งอาจไม่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง

4.  ขาดแนวทางป้องกันปัญหาในระยะยาว

การมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทเหมาะกับใครบ้าง?

  • ผู้ประกอบการ SME: ที่เริ่มมีการทำสัญญากับคู่ค้า หรือเริ่มจ้างพนักงานจำนวนมาก
  • บริษัทขนาดกลาง – ใหญ่: ที่มีการขยายกิจการ เปิดบริษัทลูก หรือมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายด้าน
  • ผู้ลงทุนต่างชาติ: ที่ต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย

ทำไมต้องใช้บริการทนายความที่ปรึกษาจากเรา?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์มมีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษากฎหมายเชิงธุรกิจอย่างครอบคลุม เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านสัญญาไม่ว่าจะเป็นการร่างสัญญา, ตรวจสัญญาฯลฯ ยังครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายแรงงาน และทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมให้บริการทั้งแบบรายครั้ง และแบบรายเดือนตามความเหมาะสมของธุรกิจคุณ

ลูกค้าของเราครอบคลุมตั้งแต่กิจการ SME, บริษัทสตาร์ทอัป, จนถึงบริษัทมหาชน และได้รับความไว้วางใจในการร่างสัญญา ตรวจสัญญา และให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์เพื่อเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง

หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ว่าธุรกิจจะเพิ่งเริ่มต้นหรือดำเนินการมานานแล้ว การมี ทนายความที่ปรึกษา ประจำบริษัทจะสามารถดำเนินการให้คุณวางแผนธุรกิจได้มั่นคง ลดความเสี่ยง และเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณต้องการคำปรึกษาที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการเต็มที่ ด้วยความเป็นมืออาชีพ ใส่ใจในผลประโยชน์ของลูกค้าเสมอ ต้องการปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

อย่าเปิดบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะความเสี่ยงทางธุรกิจอาจเริ่มตั้งแต่วันแรกที่คุณจดทะเบียน

ธุรกิจที่ดีต้องเริ่มจากพื้นฐานทางกฎหมายที่มั่นคง

ปัจจุบันนี้การเปิดบริษัทหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ประกอบการก็ว่าได้ แต่ในความตื่นเต้นของการได้ทำในสิ่งที่ฝัน เจ้าของธุรกิจหลายคนกลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่ปรึกษากฎหมาย

มีนักธุรกิจหลายคนกำลังเข้าใจว่า การจดทะเบียนบริษัทคือการจัดการเอกสารไม่กี่แผ่นแล้วจบ แต่ในความเป็นจริง การก่อตั้งธุรกิจคือการก้าวเข้าสู่โลกของข้อกฎหมาย, สัญญา, ความเสี่ยงต่าง ๆ  และข้อผูกพันมากมายที่สามารถส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาวได้

เปรียบเทียบให้เห็นภาพแล้วในการก่อตั้งบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมายก่อนเปิดบริษัท อาจหมายความว่าคุณกำลังเดินเข้าสู่สนามรบ โดยไม่มีชุดเกราะใด ๆ ป้องกันตัว


เปิดบริษัทโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย = เปิดประตูรับปัญหา


การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่แค่การมีไอเดียดีหรือมีเงินทุนพร้อม แต่ยังต้องมี “พื้นฐานทางกฎหมาย” ที่มั่นคงด้วย เพราะทันทีที่คุณจดทะเบียนบริษัท นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรับผิดทางกฎหมายในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างองค์กร การทำสัญญากับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ ไปจนถึงเรื่องบุคลากร, แรงงาน, และภาษี แต่เจ้าของกิจการหลายรายกลับเลือกเดินคนเดียวโดยไม่มี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ซึ่งเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเกิดปัญหาในอนาคต ทั้งที่ความเสียหายหลายอย่างสามารถ “ป้องกันไว้ได้ตั้งแต่ต้น” หากมีผู้รู้กฎหมายอยู่เคียงข้าง

การไม่มีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นอาจนำมาสู่ผลเสียอย่างไรบ้าง?

1. ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัทที่เหมาะสม
 หลายคนจดทะเบียนแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด ทั้งที่ควรเป็นบริษัทจำกัด หรือในบางรายเลือกตั้งกรรมการแบบไม่มีข้อตกลงชัดเจน จนเกิดปัญหาในภายหลัง การมีที่ปรึกษากฎหมายจะช่วยวางโครงสร้างบริษัทให้เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง

2.  ขาดความรู้เรื่องสัญญา
 ธุรกิจทุกประเภทย่อมมีการทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า สัญญาจ้าง สัญญาแฟรนไชส์ หรือสัญญาร่วมทุน หากคุณลงนามโดยไม่มีการปรึกษาทนาย อาจเสี่ยงต่อการเสียเปรียบ หรือถึงขั้นถูกฟ้องร้องได้ในอนาคต

3. ละเลยกฎหมายแรงงาน
 หลายบริษัทเริ่มต้นโดยไม่มีระเบียบพนักงาน ไม่มีสัญญาจ้าง หรือไม่เข้าใจกฎหมายแรงงานไทย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องโดยลูกจ้าง หรือเสียค่าชดเชยจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

4. ไม่รู้สิทธิของตนเองในทางกฎหมาย
 หากไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ธุรกิจของคุณอาจถูกเอาเปรียบจากคู่ค้า หรือเสียผลประโยชน์โดยไม่สามารถเรียกร้องได้

5. เสียภาษีเกินจำเป็น
 ที่ปรึกษากฎหมายสามารถทำงานร่วมกับนักบัญชี เพื่อวางโครงสร้างภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายและประหยัดที่สุด

ที่ปรึกษากฎหมาย มีบทบาทอย่างไรในการทำธุรกิจ?

  • ให้คำแนะนำเรื่องการจดทะเบียนและโครงสร้างธุรกิจ
  • ตรวจร่างและวิเคราะห์สัญญาก่อนลงนาม
  • เป็นตัวแทนในการเจรจาข้อพิพาทหรือไกล่เกลี่ย
  • ให้คำปรึกษากฎหมายแรงงานและภาษี
  • คอยอัปเดตกฎหมายใหม่ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ
  • เตรียมรับมือกับกรณีฟ้องร้องหรือละเมิดลิขสิทธิ์

อย่าเสี่ยงทำธุรกิจแบบไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะคุณอาจต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดในภายหลัง

✅ ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัท = เสี่ยงขัดแย้งหุ้นส่วน
✅ ไม่รู้หลักสัญญา = อาจถูกเอาเปรียบหรือฟ้องร้อง
✅ ไม่เข้าใจกฎหมายแรงงาน = เสี่ยงโดนลูกจ้างฟ้อง
✅ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง = เสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว
✅ ไม่วางแผนภาษี = จ่ายภาษีเกินจำเป็น

การมี ที่ปรึกษากฎหมาย ไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันความผิดพลาด แต่ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณ “แข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน” ได้จริง

ตัวอย่างความเสียหายจากการไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ธุรกิจสตาร์ทอัปรายหนึ่งเซ็นสัญญากับบริษัทต่างชาติ โดยไม่มีทนายร่วมตรวจสอบ เอกสารกำหนดให้หากมีข้อพิพาทต้องไปฟ้องศาลในประเทศคู่สัญญา ซึ่งส่งผลให้เจ้าของธุรกิจไทยต้องเสียค่าทนายและค่าเดินทางมหาศาล แถมไม่สามารถดำเนินคดีได้จริง

หรืออีกกรณี บริษัท SME แห่งหนึ่งถูกร้องเรียนเรื่องการเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมาก ทั้งที่หากมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรกก็สามารถวางแนวทางการเลิกจ้างอย่างถูกกฎหมายได้

ถ้าคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย นี่คือเวลาที่ควรเริ่มต้น

อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยหาทนาย เพราะปัญหาทางกฎหมายหลายอย่างสามารถ “ป้องกัน” ได้ตั้งแต่ต้น หากมีคนที่รู้จริงอยู่ข้างคุณ โดยเฉพาะในยุคที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีที่ปรึกษากฎหมายประจำธุรกิจ จะช่วยให้คุณไม่ต้องวิ่งตามแก้ปัญหา แต่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างเป็นระบบ

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้คุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการด้านที่ปรึกษากฎหมายอย่างครบวงจร โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของกิจการ SME, Startups และบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม

เราเข้าใจว่าทุกธุรกิจมีความเฉพาะตัวเราจึงให้คำปรึกษาโดยอิงจากลักษณะธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีกฎหมาย

จุดเด่นของเรา

  • ให้คำปรึกษาแบบรายเดือน / รายปี
  • ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ
  • พร้อมลงพื้นที่ช่วยตรวจสอบเอกสาร สัญญา และปัญหาหน้างาน
  • รายงานผลชัดเจนทุกขั้นตอน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น แต่คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของธุรกิจในระยะยาว หากคุณกำลังวางแผนเปิดบริษัท หรือมีธุรกิจอยู่แล้วแต่ยังไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรายินดีเป็นทีมสนับสนุนให้คุณเดินธุรกิจอย่างมั่นคง พร้อมรับมือทุกปัญหาทางกฎหมาย

คนไทยในต่างประเทศ ต้องจัดการทรัพย์สินในไทยอย่างไร? กับทางออกที่คุณอาจยังไม่รู้

ชีวิตใหม่ในต่างแดน แต่ทรัพย์สินยังอยู่ไทย แล้วใครจะดูแล?

เมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยได้ย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตต่างประเทศ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการเรียนต่อ การทำงาน หรือการแต่งงานกับชาวต่างชาติ หลายคนก็ยังคงมีทรัพย์สินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน คอนโด หรือบัญชีเงินฝาก

คำถามสำคัญคือ…

 หากคุณเป็นคนไทยในต่างประเทศ แล้วต้องการจัดการทรัพย์สินในไทย จะทำอย่างไรดี?
โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้ทันที หรือไม่มีญาติพี่น้องที่ไว้ใจให้ดำเนินการแทน

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่คนไทยในต่างประเทศมักเผชิญ

  • คุณเมย์ แต่งงานกับชาวออสเตรเลีย มีลูกเล็ก เดินทางกลับไทยไม่ได้ แต่มีที่ดินในสมุทรปราการที่ถูกเพื่อนบ้านบุกรุก
  • คุณกอล์ฟ ไปทำงานที่เยอรมนี มีบ้านในนนทบุรีปล่อยเช่า แต่ผู้เช่าหยุดจ่ายค่าเช่า ต้องการฟ้องขับไล่
  • คุณพลอย ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นกับสามีชาวญี่ปุ่น ต้องการโอนรถยนต์ที่เมืองไทยให้พี่สาว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

หากคุณเป็น “คนไทยในต่างประเทศ” ที่มีทรัพย์สินในไทย และอยากจัดการบางอย่างให้เรียบร้อย การมอบอำนาจให้ทนายความไทย จึงเป็นทางออกที่ทั้งปลอดภัยและถูกกฎหมาย

รู้หรือไม่ ? สามารถมอบอำนาจให้ทนายความในไทยเป็นผู้แทนทางกฎหมายดำเนินการแทนได้

การจัดการทรัพย์สินโดยตรงเมื่อคุณไม่สามารถอยู่ในไทยได้ ต้องอาศัย “ผู้แทนทางกฎหมาย” ที่สามารถดำเนินการแทนคุณได้ตามขั้นตอนต่าง ๆ เช่น

  • ติดต่อหน่วยงานราชการ
  • ต่อสัญญาเช่า / ฟ้องผู้เช่า
  • ขายทรัพย์สิน / โอนกรรมสิทธิ์
  • ดูแลทรัพย์สินไม่ให้ถูกบุกรุก
  • ตรวจสอบภาษี หรือยื่นแบบภาษีที่ดิน
  • ดำเนินคดีแทนในศาลไทย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ของเรามีประสบการณ์ในการดำเนินเรื่องในธุระทางกฎหมายต่าง ๆ จากคนไทยในต่างประเทศมาแล้วหลายกรณี โดยดำเนินการแทนเจ้าของทรัพย์สินตามเงื่อนไขที่ชัดเจน โปร่งใส มีหลักฐานทุกขั้นตอน

ขั้นตอนการมอบอำนาจจากต่างประเทศทำอย่างไร?

1.ติดต่อทนายความ เพื่อขอคำปรึกษาและระบุความต้องการ

2.จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) โดยสามารถขอรับรองเอกสารได้ที่สถานทูตไทยในประเทศที่คุณพำนัก

3.ส่งเอกสารกลับมาที่ไทย โดยไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ DHL

4.ทนายความไทยดำเนินการแทนตามอำนาจ เช่น โอนทรัพย์ แจ้งความ เจรจาข้อพิพาท

5.ติดตามผลผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น อีเมล วิดีโอคอล หรือ LINE

การทำทุกขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวล หรือเสียเวลาบินกลับไทยให้ยุ่งยาก

ทำไมคนไทยในต่างประเทศควรเตรียมการไว้ล่วงหน้า?

“ทรัพย์สินในไทยคือสิ่งมีค่า ถ้าไม่มีคนดูแล อาจกลายเป็นปัญหา”

เหตุผลที่ควรให้ความสำคัญในการจัดการทรัพย์สิน ได้แก่

  • ป้องกันการบุกรุกจากบุคคลอื่น
  • ป้องกันคดีความที่อาจเกิดโดยไม่รู้ตัว
  • วางแผนการเงินและภาษีอย่างถูกต้อง
  • สะดวกหากต้องการโอนให้ทายาทหรือขายทรัพย์ในอนาคต
  • รักษาผลประโยชน์ของตัวคุณและครอบครัวไว้ให้ครบถ้วน

ไม่ไว้ใจใครในครอบครัว จะทำอย่างไร?

หลายคนอาจไม่มีญาติหรือคนสนิทที่สามารถไว้วางใจให้ดูแลทรัพย์สินแทนได้ การมอบอำนาจให้ทนายความเป็นบุคคลกลาง จึงถือเป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง เพราะ

  • ดำเนินงานตามกฎหมายทุกขั้นตอน
  • มีความรับผิดชอบทางวิชาชีพ
  • มีระบบตรวจสอบ โปร่งใส
  • รายงานผลอย่างต่อเนื่อง
  • ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ตัวช่วยของคนไทยในต่างแดน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจปัญหาของคนไทยในต่างประเทศโดยเฉพาะ ให้บริการดูแลและจัดการทรัพย์สินแทนคุณอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น หรือประเทศใดในโลก เราให้บริการตั้งแต่ขั้นตอนการให้คำปรึกษา ร่างเอกสาร รับมอบอำนาจ ไปจนถึงดำเนินการแทนคุณจนแล้วเสร็จ หากคุณกำลังมองหา “ที่ปรึกษากฎหมายในไทย” ที่ไว้ใจได้ เรายินดีเป็นตัวแทนดูแลสิทธิ์ของคุณเสมือนคุณอยู่เมืองไทย

คนไทยในต่างประเทศ ต้องบริหารจัดการทรัพย์สินในไทยอย่างมีแผน

  • ถ้าคุณแต่งงานกับชาวต่างชาติ แล้วไม่สามารถกลับไทยบ่อย ๆ
  • ถ้าคุณมีทรัพย์สินในประเทศไทยที่ต้องบริหาร
  • ถ้าคุณต้องการโอน ขาย หรือดูแลทรัพย์ แต่ไม่สามารถทำเอง

มอบอำนาจให้ทนายที่ไว้ใจได้ คือคำตอบ คลิก >>ปรึกษาทนายความ<<

เลือกทนายความอย่างไรให้มั่นใจ? ระหว่างทนายอิสระกับสำนักงานทนายแบบบริษัท

เมื่อเกิดปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา หรือข้อพิพาททั่วไป สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือการหาทนายความที่ไว้ใจได้เพื่อให้คำปรึกษาและให้บริการทางกฎหมายในการดำเนินคดีอย่างมืออาชีพ แต่คำถามสำคัญคือ “ควรเลือกทนายความแบบไหนดี?” ระหว่างทนายความอิสระที่ทำงานคนเดียวกับทนายจากสำนักงานกฎหมายที่จดทะเบียนเป็นบริษัท

บทความนี้จากเราจะช่วยให้คุณเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ พร้อมแนะนำเหตุผลว่าทำไม สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความมั่นใจในระยะยาว

ข้อดี-ข้อเสียของทนายความอิสระ

ข้อดี:

1.ความเป็นกันเองและยืดหยุ่น
ทนายอิสระมักสามารถพูดคุยแบบไม่เป็นทางการมากนัก ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกและยืดหยุ่น

2.ราคาค่าจ้างอาจประหยัดกว่า
เนื่องจากไม่มีต้นทุนด้านสำนักงานหรือพนักงาน ทนายอิสระสามารถให้ราคาที่ต่อรองได้ในบางกรณี

3.ลูกความได้รับการดูแลจากทนายโดยตรง
ไม่ต้องผ่านพนักงานหรือผู้ช่วย ทำให้รู้สึกถึงการดูแลแบบเฉพาะราย

ข้อเสีย:

1.ขาดความต่อเนื่องกรณีฉุกเฉิน
หากทนายป่วย เดินทาง หรือเสียชีวิตกะทันหัน ลูกความอาจประสบปัญหาในการดำเนินคดีต่อ

2.ยากต่อการติดตามหรือร้องเรียน
หากเกิดปัญหาในภายหลัง เช่น ทิ้งคดี ติดต่อไม่ได้ หรือหนีหาย การติดตามตัวอาจลำบาก

3.ไม่มีทีมสนับสนุน
คดีที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมากหรือความรู้เฉพาะทาง อาจเกินความสามารถของทนายคนเดียว

ข้อดี-ข้อเสียของสำนักงานทนายความแบบบริษัท

หนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน คือการเลือกใช้บริการจาก สำนักงานกฎหมายแบบบริษัท เช่น “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ซึ่งมีทีมทนายมืออาชีพดูแลคุณอย่างครบวงจร

ข้อดี:

1.มีระบบการจัดการที่ชัดเจน
สำนักงานทนายแบบบริษัทมีการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสภาทนายความ มีที่อยู่สำนักงานแน่นอน สามารถติดตามตัวได้ในทุกสถานการณ์

2.มีทีมทนายพร้อมสับเปลี่ยนหากจำเป็น
หากทนายที่ดูแลคุณไม่ว่างหรือประสบปัญหาส่วนตัว ยังมีทีมงานคนอื่นที่สามารถเข้ามาดูแลคดีต่อเนื่องได้ทันที

3.ความมั่นคงในระยะยาว
เหมาะกับคดีที่ต้องใช้เวลาหลายปี เพราะมั่นใจได้ว่าสำนักงานยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หายไปจากระบบ

4.บริการที่ครบวงจร
อย่าง “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” มีทั้งทีมทนายความด้านอาญา แพ่ง ปกครอง ไปจนถึงงานสืบทรัพย์ สืบคนหาย หรือติดตามทรัพย์สิน ซึ่งลูกความสามารถใช้บริการได้แบบครบวงจรในที่เดียว

ข้อเสีย (เทียบกับทนายอิสระ):

1.ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าเล็กน้อย
เพราะมีต้นทุนสำนักงานและทีมงาน แต่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมกับมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงที่ได้รับ

2.ต้องนัดหมายล่วงหน้า
เนื่องจากมีขั้นตอนการทำงานที่เป็นระบบ ลูกความควรนัดหมายเพื่อความสะดวกในการเข้าพบทนาย

ทำไมต้องเลือก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

  • จดทะเบียนถูกต้อง มีสำนักงานชัดเจน
    ไม่ใช่แค่เพจเฟซบุ๊กหรือเบอร์มือถือ แต่มีสำนักงานจริงพร้อมที่ตั้งที่ตรวจสอบได้
  • มีทีมทนายประจำสำนักงาน
    หากทนายคนหนึ่งไม่ว่าง ยังมีทนายท่านอื่นที่สามารถให้คำปรึกษาและดูแลคดีได้ต่อเนื่อง
  • บริการฉุกเฉิน ติดต่อได้หลายช่องทาง
    ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ เฟซบุ๊ก หรือ LINE ลูกค้าสามารถติดตามคดีหรือสอบถามได้ตลอดเวลา
  • มีชื่อเสียงและผลงานจริง
    สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีลูกความทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กรภาคธุรกิจมากมาย ใช้บริการแล้วพึงพอใจในผลงาน
  • เน้นความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ
    เพราะเรารู้ว่าทุกคดีคือชีวิตของลูกความ

ก่อนเลือกทนาย คิดให้รอบด้าน

การเลือกทนายความไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือความมั่นใจในความรับผิดชอบ การติดตามคดีได้ต่อเนื่อง และความปลอดภัยทางกฎหมายในระยะยาว ไม่ว่าคุณจะเลือกทนายความแบบใด สิ่งสำคัญเหล่านี้คือความน่าเชื่อถือซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของทนายความ หากคุณต้องการความมั่นใจและบริการที่เป็นระบบ การเลือก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือทางเลือกที่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่าในระยะยาว ให้เราเป็น “ทนายความ” คู่ใจของคุณ ไม่ว่าจะคดีเล็กหรือคดีใหญ่ ทีมงานพร้อมเคียงข้างคุณทุกสถานการณ์ ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ซื้อประกันภัย เท่ากับ ซื้อทนายความ อย่าลืมกันเมื่อเกิดปัญหา

ในยุคที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ทุกวัน การมี “ประกันภัย” ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดภาระและความวิตกกังวลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน หลายคนเข้าใจว่าการซื้อประกันภัยคือการโอนภาระทางการเงินไปยังบริษัทประกัน แต่แท้จริงแล้ว หากมองให้ลึกกว่านั้น การซื้อประกันภัยกับทนายที่มี ทนายความคอยเป็นที่ปรึกษาด้วย ก็เปรียบได้กับการซื้อความอุ่นใจในเรื่องคดีความไว้ล่วงหน้า

การซื้อประกันภัยเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอในสถานการณ์ที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น เช่น บริษัทประกันไม่ยอมจ่ายเงิน หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม “การซื้อประกันภัย” ที่มาพร้อม “ทนายความ” จึงสำคัญกว่าที่คิด

ทำไมการมีทนายความไว้ปรึกษายามเดือดร้อนจึงสำคัญ?

การมีทนายความเป็นที่ปรึกษาทันทีเมื่อทำ “ประกันภัย” จะช่วยสร้างความมั่นใจได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยวิ่งหาทนายความ เพราะบางครั้งการขาดการวางแผนทางกฎหมายที่ดี อาจทำให้เราเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ทนายความที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญคดีความในด้านประกันภัยจะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับคุณ ดังนี้

  • เมื่อคุณรู้สึกสงสัยว่ากรมธรรม์มีข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรม ทนายความสามารถตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์ ว่ามีข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรม หรือมีช่องโหว่อะไรบ้างให้กับคุณได้
  • ให้คำแนะนำพร้อมคำปรึกษาในเบื้องต้นได้ว่าหากเกิดเหตุขึ้น ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุทนายความจะเป็นตัวแทนในการดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทประกัน
  • ติดตามคดีความและเรียกเงินชดเชยที่ควรได้รับอย่างครบถ้วน

ทำไมเกิดอุบัติเหตุ ต้องมีทนายความทันที?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บริษัทประกันบางแห่งอาจมีการตีความเงื่อนไขต่างจากที่เราคาดหวังไว้ บางกรณีอาจมีการปฏิเสธความรับผิด หรือจ่ายเงินชดเชยไม่ครบตามสัญญา นี่เองที่ทำให้บทบาทของทนายความมีความสำคัญอย่างมากการมีทนายความที่เข้าใจสัญญาประกันภัยอยู่เคียงข้าง ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าสิทธิของเราจะไม่ถูกละเมิด และสามารถดำเนินการเรียกร้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาไกล่เกลี่ย ร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือดำเนินคดีในชั้นศาล รวมไปถึงขั้นตอนอื่นๆด้วย

ซื้อประกันภัยกับทนายความ ดีกว่าอย่างไร?

หลายคนอาจคิดว่าซื้อ “ประกันภัย” จากที่ไหนก็เหมือนกัน แต่หากเลือกซื้อประกันภัยที่มี “ทนายความ” คอยดูแลจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากความคุ้มครองตามกรมธรรม์แล้ว เรายังได้รับการสนับสนุนทางกฎหมายแบบครบวงจร

ตัวอย่างเช่น หากเกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธจ่ายสินไหม การล่าช้าในการดำเนินการ หรือการตีความเงื่อนไขที่ไม่ตรงกัน ทนายความจะสามารถให้คำปรึกษาและหรือให้บริการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปหาทนายใหม่ในช่วงที่สถานการณ์คับขัน

การมีที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวตั้งแต่แรกยังช่วยลดโอกาสการเสียสิทธิ เพราะทนายจะคอยเตือนในเรื่องสำคัญ เช่น ระยะเวลาแจ้งเหตุ ระยะเวลาการร้องเรียน และเงื่อนไขพิเศษที่อาจมีผลกระทบต่อการรับเงินชดเชย

อย่าลืมกันเมื่อถึงเวลาต้องการความช่วยเหลือ

การซื้อ “ประกันภัย” ก็เหมือนการวางรากฐานการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน แต่การมี ทนายความที่พร้อมดูแล คอยให้คำปรึกษา และต่อสู้เพื่อสิทธิของเรายามจำเป็น ถือเป็นการเสริมเกราะป้องกันที่แข็งแรงยิ่งขึ้น

อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยนึกถึงทนายความ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น สถานการณ์อาจบานปลายจนแก้ไขยาก การมีทนายประจำตัวตั้งแต่วันที่ซื้อประกันกับทนายถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และสร้างความสบายใจได้ตลอดเส้นทาง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการครบวงจร

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องการให้คำปรึกษาด้าน “ประกันภัย” และการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้อง ด้วยทีมงาน ทนายความมืออาชีพ ที่พร้อมดูแลลูกความตั้งแต่วันแรกที่ซื้อประกันไปจนถึงการต่อสู้ในชั้นศาลหากจำเป็น

เรามุ่งมั่นเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกค้าทุกคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ในวันที่เกิดปัญหา คุณจะไม่ได้เผชิญกับมันเพียงลำพัง เพราะเราจะอยู่เคียงข้างคุณทุกขั้นตอน

ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยรถยนต์ ประกันคอนโด ประกันชีวิต หรือประกันภัยอื่น ๆ ทีมทนายของเราพร้อมวิเคราะห์สัญญา ให้คำแนะนำ และดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อสิทธิของคุณ

อย่าลืมว่า “การซื้อประกันภัย เท่ากับการซื้อทนายความ” ไปพร้อมกัน ถ้าเลือกอย่างรอบคอบ เลือกบริษัทที่มีทนายความที่เข้าใจในประกันภัยจริง ๆ ชีวิตคุณจะปลอดภัยทั้งในด้านการเงินและด้านกฎหมาย

เมื่อไม่ลืมกัน เมื่อไรที่มีปัญหาเกิดขึ้น คุณก็สามารถปรึกษาเราได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อพิพาท สินไหม หรือการดำเนินคดี เราพร้อมให้คำปรึกษาและหรือคำแนะนำให้คุณได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

หากสนใจปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัยและบริการด้านกฎหมาย สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทุกวัน เราพร้อมดูแลคุณอย่างมืออาชีพ

เลือก “ทนายความที่ปรึกษา” อย่างไรให้มั่นใจ? เหตุผลที่ชาวต่างชาติไว้วางใจสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคที่การดำเนินธุรกิจหรือใช้ชีวิตในต่างแดนเต็มไปด้วยความเสี่ยงทางกฎหมาย การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่ไว้ใจได้และมีความรู้ความเข้าใจในระบบกฎหมายของประเทศนั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความไว้วางใจเลือกใช้บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานของเราได้รับเกียรติจากชาวต่างชาติรายหนึ่ง
ซึ่งได้เดินทางเข้ามาขอคำปรึกษาทางกฎหมายทันทีที่ทราบว่าตนประสบปัญหาทางกฎหมายในประเทศไทย โดยไม่ได้ติดต่อสำนักงานกฎหมายอื่นใดมาก่อนเลย สิ่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงของเราในฐานะ “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่มีความเป็นมืออาชีพ และพร้อมดูแลทุกปัญหาของลูกความอย่างเต็มที่

ทนายความที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่คือคนที่วางแผนป้องกันปัญหาให้คุณ

หลายคนมักเข้าใจว่า ทนายความมีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการด้านกฎหมายในเวลาถูกฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีในชั้นศาลเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว “ทนายความที่ปรึกษา” มีบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะเราคือผู้ให้บริการทางกฎหมายเพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมาย วางแผนรับมือกับความเสี่ยง และสร้างแนวทางการดำเนินชีวิตหรือธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกเริ่ม

ในกรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาเรานั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถบานปลายและสร้างความเสียหายอย่างมากได้ หากเขาไม่รีบเข้ามาขอคำแนะนำตั้งแต่ต้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราพยายามสื่อสารกับผู้คนอยู่เสมอว่า “การปรึกษาทนายความเร็วเท่าไหร่ ยิ่งสามารถทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการแก้ไขปัญหาเร็วมากขึ้นเท่านั้น”

ทำไมต้องเลือกที่ปรึกษากฎหมายจาก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

1.ประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง ทนายของเรามีประสบการณ์ทั้งในคดีแพ่ง อาญา ธุรกิจ ครอบครัว ไปจนถึงคดีระหว่างประเทศ เราเข้าใจในบริบททั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ

2.ให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา เราให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่

3.การสื่อสารเข้าใจง่าย โดยเฉพาะในเคสของชาวต่างชาติ เรามีทีมงานที่สามารถสื่อสารได้หลากหลายภาษา พร้อมอธิบายข้อกฎหมายที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย4.ความไว้วางใจจากลูกความ กรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาโดยตรงกับเราโดยไม่ผ่านคนแนะนำ หรือไม่ติดต่อที่อื่นก่อน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สำนักงานกฎหมายของเราได้รับอย่างแท้จริง

ที่ปรึกษากฎหมาย จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีปัญหา

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ บุคคลธรรมดา หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรือพำนักในประเทศไทย การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ส่วนตัวคือการลงทุนในความมั่นคงทางชีวิตและธุรกิจ

  • อยากเซ็นสัญญาเช่าคอนโด หรือซื้อขายทรัพย์สิน? ทนายความสามารถตรวจสอบเงื่อนไขให้คุณไม่เสียเปรียบ
  • ทำธุรกิจในไทย ไม่แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างถูกต้องไหม? ปรึกษาทนายก่อนจะดีกว่าแก้ไขภายหลัง
  • ถูกฟ้องร้อง หรือมีปัญหาข้อพิพาท? ยิ่งมีทนายที่รู้จักคุณอยู่แล้ว ยิ่งแก้ไขได้เร็วและตรงจุด

ความมั่นใจ เริ่มต้นจากการตัดสินใจที่ถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่เพียงให้คำแนะนำทางกฎหมายเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นที่จะเป็น “ผู้ให้บริการด้านกฎหมาย” ที่คุณวางใจได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ หากคุณมองหา ทนายความที่ปรึกษา ที่พร้อมเคียงข้างคุณในทุกก้าวของชีวิตและธุรกิจ — เรายินดีต้อนรับเสมอ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ปรึกษากฎหมายที่คุณวางใจได้

ในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่เข้าใจคุณ รู้กฎหมาย และพร้อมให้บริการด้านกฎหมายทันทีเมื่อเกิดปัญหา คือสิ่งสำคัญไม่แพ้การมีแพทย์ประจำตัว

หากคุณกำลังมองหา “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่พร้อมดูแลคุณอย่างจริงใจและมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคดีความ ธุรกิจ หรือปัญหาส่วนตัว ติดต่อเราวันนี้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมลูกค้าหลายรายถึงไว้วางใจเราโดยไม่ลังเล

“ลูกจะอยู่กับใคร?” เมื่อชาวจีน-ไทยหย่าร้าง ปมร้อนสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกข้ามประเทศ

ในยุคที่รักไร้พรมแดน การแต่งงานข้ามชาติกำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แต่เมื่อความรักจบลง คำถามสำคัญที่ตามมาคือ “ลูกจะอยู่กับใคร?” โดยเฉพาะในกรณีคู่สมรสชาวจีนกับคนไทย ที่มีลูกและใช้ชีวิตอยู่คนละประเทศหรืออาจจะประเทศเดียวกันแต่อาจจะเกิดการหย่าร้างและ กฎหมายของใครจะเป็นผู้ตัดสิน?

เตยมีกรณีหนึ่งที่หญิงชาวไทยถูกทำร้ายร่างกายจากสามีชาวจีนและหนีออกมาได้ เคสที่เธอเคยช่วยเหลือก็เช่นกัน กรณีหญิงไทยแต่งงานกับชายชาวจีน และมีบุตรร่วมกัน 1 คน ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศจีน แต่มีลูกเป็นผู้หญิง จึงถูกทำร้ายทุบตีเพราะครอบครัวฝ่ายชายต้องการให้ได้ลูกชาย แต่เมื่อลูกยังอยู่กับอดีตสามีที่จีน คำถามใหญ่จึงกลายเป็น “เธอจะมีสิทธิ์ในตัวลูกแค่ไหน?”

กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิการเลี้ยงดูบุตรว่าอย่างไร?

ภายใต้กฎหมายครอบครัวไทย หากบิดามารดาหย่าร้างและไม่มีข้อตกลงเรื่องการเลี้ยงดูบุตร ศาลจะเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึง “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นหลัก มารดามักมีโอกาสได้สิทธิ์เลี้ยงดู หากไม่มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น การทิ้งบุตร ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ฯลฯ

แต่ในกรณีที่เด็กอยู่ต่างประเทศ การใช้สิทธิ์ตามกฎหมายไทยอาจทำได้ยาก ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง

เรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า (ปกครองบุตร) อยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 – 1565 ซึ่งมีหลักชัดเจนว่า:

  • หากไม่มีข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ ศาลจะเป็นผู้พิจารณา
  • เกณฑ์หลัก ที่ศาลไทยใช้ คือ “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก”
  • ไม่ได้ตัดสินจากว่าเป็นพ่อหรือแม่ฝ่ายใดโดยอัตโนมัติ แต่ดูจากปัจจัย เช่น:
    • ใครเลี้ยงดูเด็กมาก่อนหน้า
    • ใครมีความสามารถดูแลให้เด็กมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย และพัฒนาได้ดี
    • ความสัมพันธ์ทางจิตใจระหว่างเด็กกับแต่ละฝ่าย
    • พฤติกรรมของพ่อแม่ เช่น มีประวัติทำร้ายร่างกาย เสพยา หรือทอดทิ้งเด็กไหม

📌 สุดท้ายแล้วในกรณีนี้มีกฎหมายรองรับในทุกมาตรา หากเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงสามารถตกลงกันเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงชั้นศาล  ถ้าเหตุการร้ายแรงตามมาทีหลัง ศาลจะใช้ดุลพินิจตามสถานการและตัดสินตามความเหมาะสม

ความเข้มงวดของศาลตัดสินในจีน

จีนก็มีกฎหมายว่าด้วยครอบครัว ซึ่งอยู่ใน “ประมวลกฎหมายแพ่ง” (民法典 – Min Fa Dian) ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ล่าสุดในปี 2021 โดยมีกฎหมายชัดเจนในเรื่องนี้ใน หมวด “การสมรสและครอบครัว”

หลักพิจารณาหลักในจีน:

  • ศาลจีนจะยึดหลักการว่า เด็กควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด
  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ศาลมักให้ มารดา เป็นผู้เลี้ยงดู โดยอัตโนมัติ ยกเว้นมีเหตุพิเศษ
  • เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะเกิน 7 ปีขึ้นไป ศาลจะ รับฟังความเห็นของเด็กด้วย
  • ศาลจะพิจารณาเรื่อง:
    • รายได้ของแต่ละฝ่าย
    • ความมั่นคงในชีวิต ความสามารถทางเศรษฐกิจ
    • ความผูกพันของเด็กกับพ่อหรือแม่
    • สภาพแวดล้อม (สุขภาพ ความปลอดภัย ความเป็นอยู่ ฯลฯ)
    • พฤติกรรมในอดีตของแต่ละฝ่าย เช่น เคยทำร้ายร่างกายไหม และเคยประพฤติตัวไม่ดีกับครอบครัวหรือเปล่า

📌 กฎหมายจีน มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในภาพรวม แต่ศาลยังคงใช้ดุลพินิจเช่นเดียวกับไทย โดยพิจารณาจากสถานการณ์และข้อมูลที่เสนอ

ในกรณีข้ามประเทศ ต้องดำเนินการอย่างไร?

เมื่อเด็กอยู่ในต่างประเทศไม่ว่าจะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การขอสิทธิ์เลี้ยงดูผ่านศาลไทย “ไม่สามารถใช้ได้โดยตรง” กับอีกประเทศ ต้องใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการลักพาเด็กระหว่างประเทศ (Hague Convention on Child Abduction) ซึ่งจีนไม่ได้เข้าร่วม ทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่า กรณีที่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสัญญาณชัดว่าเด็กหรือผู้เอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยจากผู้เป็นบิดาหรือ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมรุนแรง ก็เป็น “จุดแข็ง” ในการขอสิทธิ์เลี้ยงดูมาอยู่กับอีกฝั่ง การใช้กฎหมายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว “ไม่พอ” จำเป็นต้องอาศัย

  • การว่าจ้างทนายที่เชี่ยวชาญเรื่องคดีครอบครัวหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
  • การยื่นคำร้องขอปกครองบุตรต่อศาลประเทศนั้น (จีน) โดยมีหลักฐานจากฝั่งไทยสนับสนุน
  • การติดต่อผ่านสถานทูตไทยในจีน / กระทรวงการต่างประเทศ

ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวหนึ่ง แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการแต่งงานข้ามชาติที่ไม่ได้จบแค่ “รักไม่ลงตัว” แต่อาจกระทบไปถึงสิทธิของเด็กคนหนึ่งที่กำลังรอคำตอบว่า “ใครคือคนที่จะเลี้ยงดูฉันด้วยความรักที่แท้จริง”สุดท้ายแล้วการดำเนินการจะต้องผ่านทั้งสองฝั่งเนื่องจากคนละดินแดนกัน  ดังนั้นความยุ่งยากของการดำเนินคดีจึงยากตามไปด้วย เพราะไม่เพียงแต่ทั้งสองฝั่งจะมีกฎหมาย แต่ยังมีข้อบังคับอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถปฎิบัติตามใจตนเองได้ 

ปรึกษาทนายความคดีครอบครัวเพื่อสิทธิ์เลี้ยงดูลูก

สำนักงานกฎหมายทนายความ ซึ่งมี ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัวและกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่อไปนี้ :

👉บทบาททนายความในขั้นเริ่มต้น

✅ ให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิการเลี้ยงดู
✅ ประเมินความเป็นไปได้ในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในไทยและต่างประเทศ
✅ ติดต่อประสานกับหน่วยงานรัฐทั้งในไทยและจีน
✅ จัดเตรียมเอกสารทางกฎหมายและแปลอย่างถูกต้องตามหลักสากล
✅ สนับสนุนด้านจิตใจและแนะแนวทางปฏิบัติให้กับผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ

👉 บทบาททนายความเมื่อถึงขั้นที่ต้องดำเนินคดีความ:

✅ช่วยประเมินความเป็นไปได้ในการดำเนินการผ่านศาลในต่างประเทศ

✅ช่วยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อขอความร่วมมือในการติดต่อหรือเยี่ยมลูก

✅ยื่นคำร้องต่อศาลต่างประเทศในกรณีที่เด็กยังไม่สามารถถูกส่งตัวกลับได้ 

✅ยื่นคำร้องในศาลโดยใช้หลักฐานจากตำรวจ แพทย์ หรือสถานทูตไทย

✅ขอความร่วมมือจากองค์กรสิทธิมนุษยชน หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเน้นย้ำความไม่ปลอดภัยของเด็ก

ในทางที่ดีที่สุดหากประสบเหตุการณ์แบบนี้ อย่างแรกคือปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำคดีครอบครัว เพื่อความง่ายในการดำเนินการ และถูกต้อง เพราะในกรณีแบบนี้เราจะดำเนินการเองไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นมารดาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นในระหว่างประเทศ ความใหญ่ของคดีก็จะตามไปเช่นกัน ดังนั้นมีทนายไว้ให้คำแนะนำจึงจะทำให้คุณได้รับความยุติธรรมแบบสูงสุด

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำคดีความประเภทครอบครัวเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค   เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา << 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ :ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 – 1535

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!