คปภ. ควรตรวจสอบหรือไม่? เปิดประเด็นข้อความ “ติดต่อบริษัทภายใน 15 วัน” บนใบเคลมผู้บริโภคควรรู้อะไรบ้าง?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ สิ่งที่ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่คุ้นเคย คือการรอให้พนักงานสำรวจภัยหรือคนเคลมของบริษัทประกันเดินทางมายังที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบความเสียหาย และออกเอกสารที่ประชาชนเรียกกันติดปากว่า “ใบเคลม” เพื่อใช้ดำเนินการซ่อมรถหรือเรียกร้องค่าสินไหมฯ ต่อไป เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า ในใบเคลมของบริษัทประกันภัยบางแห่ง มีข้อความระบุว่า

“กรุณาติดต่อบริษัทเพื่อตกลงค่าซ่อมค่าเสียหายภายใน 15 วัน”

พร้อมทั้งมีข้อความเพิ่มเติมว่า

“ข้อสำคัญ บันทึกฉบับนี้ไม่ใช่ใบสั่งซ่อม”

ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง

บทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงขอชวนประชาชนหรือผู้บริโภคทั้งหลายมาวิเคราะห์ในมุมกฎหมายและสิทธิของผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันก่อนเสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็น

คปภ. มีบทบาทอย่างไรกันแน่ในธุรกิจประกันภัย?

สำนักงานคปภ. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ พนักงานสำรวจภัยของบริษัทประกันภัย จะเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับแจ้งความเสียหายตามขั้นตอนของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสียหาย การพิจารณาความรับผิด และการชดใช้ค่าสินไหม ยังคงต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง เงื่อนไขกรมธรรม์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“กรุณาติดต่อบริษัท เพื่อตกลงค่าซ่อมค่าเสียหายภายใน 15 วัน” หมายความว่าอย่างไร?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีประชาชนหรือผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า หากไม่ได้ติดต่อบริษัทภายใน 15 วัน จะหมดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทันที

ความเข้าใจลักษณะนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวล หรือรีบดำเนินการโดยไม่ได้ศึกษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน

ในมุมมองของทนายอาร์ม ข้อความดังกล่าวจึงควรสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง และควรแยกให้ชัดระหว่างขั้นตอนภายในของบริษัทกับสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นคนละประเด็นกัน

ใบเคลมคืออะไร?

ใบเคลมหรือเอกสารรับรองความเสียหาย เป็นเอกสารที่บริษัทประกันภัยออกภายหลังการตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

อย่างไรก็ตาม เอกสารแต่ละบริษัทอาจมีรูปแบบและข้อความแตกต่างกัน

ผู้เอาประกันภัยจึงควรอ่านรายละเอียดทุกครั้งก่อนลงลายมือชื่อหรือดำเนินการตามเอกสารที่ได้รับ

หากมีข้อความใดไม่เข้าใจ ควรสอบถามบริษัทประกันภัย หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อน

สิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำรถเข้าซ่อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาสิทธิของตนเอง เช่น

  • ขอสำเนาเอกสารทุกฉบับ
  • อ่านข้อความบนใบเคลมอย่างละเอียด
  • สอบถามความหมายของข้อความที่ไม่เข้าใจ
  • เก็บหลักฐานเกี่ยวกับอุบัติเหตุไว้ทั้งหมด
  • ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ของตนเอง

การเข้าใจสิทธิของตนเองตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

ความแตกต่างระหว่างบริษัทประกันภัยและผู้บริโภค คือ การไม่มีทนายความ

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ให้ความเห็นว่า ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภคกับองค์กรธุรกิจ คือองค์กรจำนวนมากมีฝ่ายกฎหมายหรือที่ปรึกษากฎหมายคอยสนับสนุนการดำเนินงานอยู่เสมอ

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์รถชนเป็นครั้งแรก จึงอาจไม่ทราบขั้นตอน สิทธิ หรือผลทางกฎหมายของเอกสารที่ได้รับ

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาข้อมูลหรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างเหมาะสม

หากสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ ควรทำอย่างไร?

หากผู้เอาประกันภัยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ

  • ใบเคลม
  • การซ่อมรถ
  • การปฏิเสธความรับผิด
  • การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
  • หรือข้อความที่บริษัทประกันภัยระบุในเอกสาร

ควรสอบถามบริษัทประกันภัยให้ชัดเจนก่อนเป็นลำดับแรก

หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมาย หรือเห็นว่าการดำเนินการอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนเอง การปรึกษาทนายความก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจข้อกฎหมายและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

การทำประกันภัยไม่ใช่เพียงการจ่ายเบี้ยประกัน แต่ยังหมายถึงการเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้วย

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ข้อความบนใบเคลมที่อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ควรได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และลดความเสี่ยงจากการเสียสิทธิ์เพราะความเข้าใจผิด

หากคุณกำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยไม่ว่าจะเป็นปัญหาใบเคลม การปฏิเสธการซ่อม การเรียกค่าสินไหมทดแทน หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของผู้เอาประกันภัยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางรูปเรื่อง วางแนวทางการดำเนินการเพื่อเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายอาร์ม คลิก >>ติดต่อเรา<<

#ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ต้องเซ็นยินยอมรออะไหล่จริงหรือ? เปิดเคสจริงจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมข้อควรรู้ก่อนเสียสิทธิ์ให้บริษัทประกันภัย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน สิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการนำรถเข้าซ่อมให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันภัยจำนวนไม่น้อยมักมองข้าม คือ สิทธิในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชย หากไม่สามารถใช้รถได้ระหว่างการซ่อม

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การทำคดีของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ผู้ที่อยู่ในวงการประกันภัยมาอย่างยาวนาน พบว่าหลายกรณีที่รถชนต้องจัดซ่อมรถนาน ๆ บริษัทประกันภัยมักมีการนำเอกสารมาให้ผู้บริโภคเซ็นยินยอมที่จะจัดซ่อมนาน โดยผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทราบว่าการลงลายมือชื่อหรือการเซ็นเอกสารดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนเองในภายหลังได้ บทความทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จึงอยากมีตีแผ่และแชร์เรื่องราวที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากเคสจริงของสำนักงานฯ ให้ได้ทราบกันเป็นอุทาหรณ์ก่อนจะเสียรู้บริษัทประกันภัย

เคสจริง บริษัทประกันภัยโทรให้ลูกความเซ็นยินยอมรออะไหล่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ประสบอุบัติเหตุ รถต้องเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการ

ระหว่างดำเนินการได้มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันภัยโทรศัพท์ติดต่อมายังทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ โดยแจ้งว่าลูกความจำเป็นต้องลงนามเซ็นชื่อในเอกสาร “ยินยอมรออะไหล่” และยินยอมให้การซ่อมล่าช้า

ทนายอาร์มจึงสอบถามกลับทันทีว่า

“หากลูกความไม่เซ็นเอกสารฉบับนี้ บริษัทจะซ่อมรถหรือไม่”

คำตอบที่ได้รับคือ

“ซ่อมครับ”

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ทนายอาร์มจึงถามต่อว่า

“ถ้าสุดท้ายก็ซ่อมรถอยู่แล้ว แล้วทำไมจึงต้องเซ็นยินยอม”

คำตอบที่ได้รับคือ

“เพื่อให้ลูกค้ารับทราบ”

แต่คำถามสำคัญคือ การให้ “รับทราบ” เพียงอย่างเดียวจริงหรือ หรือเอกสารดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในภายหลังด้วยกันแน่

ทำไมการเซ็นเอกสารจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ?

ในทางปฏิบัติแล้วเอกสารแต่ละฉบับมีรายละเอียดแตกต่างกันไป หากมีข้อความเกี่ยวกับการยินยอมให้การซ่อมล่าช้า หรือยอมรับการรออะไหล่นาน ผู้บริโภคควรอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนลงนามเซ็นชื่อ เพราะเอกสารดังกล่าวอาจถูกนำมาอ้างอิงภายหลังได้ ขึ้นอยู่กับข้อความในเอกสารและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

ดังนั้น ก่อนลงนามในเอกสารใด ๆ ผู้เสียหายควรทำความเข้าใจเนื้อหาให้ชัดเจน และหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาทนายความก่อนเสมอทุกครั้งที่ต้องมีการเซ็นเอกสาร

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของรถไม่สามารถใช้รถของตนได้ระหว่างที่รถเข้าซ่อมจากอุบัติเหตุที่เกิดจากความรับผิดของอีกฝ่าย

ตัวอย่างเช่น

  • รถใช้เดินทางไปทำงาน
  • รถใช้รับส่งบุตรหลาน
  • รถใช้ประกอบธุรกิจ
  • รถใช้รับลูกค้า
  • รถใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท

เมื่อรถไม่สามารถใช้งานได้ เจ้าของรถย่อมได้รับผลกระทบ และกฎหมายเปิดโอกาสให้เรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ทำไมหลายคนจึงเสียสิทธิโดยไม่รู้ตัว?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยมุ่งสนใจเพียงการนำรถเข้าซ่อมให้เสร็จโดยเร็ว แต่ระหว่างดำเนินการกลับมีเอกสารหลายฉบับให้ลงนามหลายคนคิดว่า

  • เซ็นไปก่อน
  • เจ้าหน้าที่บอกให้เซ็น
  • คงไม่มีอะไร

แต่เมื่อถึงเวลาจะเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ กลับพบว่ามีประเด็นข้อโต้แย้งเกิดขึ้นจากเอกสารที่เคยลงลายมือชื่อไว้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอ่านเอกสารก่อนลงนามจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อสำคัญควรรู้ บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่แรก

ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ การดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันภัย มีการวางระบบ ขั้นตอน และมีที่ปรึกษากฎหมายคอยให้คำแนะนำอยู่แล้ว

ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์รถชนเป็นครั้งแรก จึงอาจไม่ทราบสิทธิหรือผลทางกฎหมายของเอกสารแต่ละฉบับ

การขอคำปรึกษาจากทนายความจึงไม่ใช่การสร้างปัญหา แต่เป็นการช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเอง และสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน

หากรถชน ควรปรึกษาทนายตั้งแต่วันแรก

หลายคนมักรอจนเกิดปัญหากับบริษัทประกันภัยแล้วจึงค่อยหาทนาย

แต่จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หากได้รับคำปรึกษาตั้งแต่วันแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ จะสามารถวางแนวทางการดำเนินเรื่องได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเก็บพยานหลักฐาน
  • การติดต่อบริษัทประกันภัย
  • การตรวจสอบเอกสารก่อนลงนาม
  • การติดตามการซ่อมรถ
  • การรักษาสิทธิในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
  • การประเมินความเสียหายตามกฎหมาย

การวางแผนตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิที่ผู้เสียหายควรได้รับ

อุบัติเหตุรถชนไม่ได้จบเพียงการนำรถเข้าซ่อมก็จบ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิหลายประการที่ผู้เสียหายควรได้รับ โดยเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคาของตัวรถ ซึ่งหลายคนอาจเสียสิทธิ์ไปเพราะลงนามในเอกสารโดยไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย

หากคุณกำลังประสบปัญหาลักษณะนี้กับบริษัทประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการให้เซ็นเอกสาร การรออะไหล่ การซ่อมล่าช้า หรือการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ การเรียกค่าเสียหายในส่วนค่าเสื่อมราคา อย่าเพิ่งรีบลงนามในเอกสารโดยไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดให้ดีก่อน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางรูปเรื่องวางแนวทางดำเนินการตั้งแต่วันแรกหลังรถชน เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิของตนเองและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไข เพราะการวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ย่อมสามารถลดโอกาสในการเสียสิทธิที่ผู้บริโภคควรได้รับ ปรึกษาทนายอาร์ม คลิก ติดต่อเรา

ซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยมีสิทธิ์จัดอะไหล่เองหรือไม่? สิ่งที่เจ้าของรถควรรู้ก่อนยินยอมซ่อม

เมื่อเกิดอุบัติเหตุและต้องนำรถเข้าซ่อม หลายคนมักเข้าใจว่าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยคือการนำรถกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่ามีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเหมาซ่อม การจัดหาอะไหล่ หรือการเปิดเผยรายการซ่อมที่แท้จริง

คำถามสำคัญคือ บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์กำหนดวิธีการซ่อมรถแทนเจ้าของรถได้หรือไม่ และเจ้าของรถควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนรับรถกลับมาใช้งาน ในบทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จะมาตีแผ่อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ผู้บริโภคได้ฉุกคิดไปพร้อม ๆ กัน

การซ่อมรถตามสัญญาประกันภัย กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?

ในความเป็นจริง สัญญาประกันภัยรถยนต์มีหน้าที่ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขความคุ้มครอง แต่ไม่ได้มีข้อกำหนดโดยตรงว่าบริษัทประกันภัยจะต้องเป็นผู้จัดหาอะไหล่เอง หรือเป็นผู้ดำเนินการซ่อมรถเองทั้งหมด

โดยทั่วไป บริษัทประกันภัยมักมีเครือข่ายอู่ซ่อมรถหรือศูนย์บริการที่ร่วมงานกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถยังคงเป็นผู้มีสิทธิได้รับการซ่อมแซมที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพรถเดิมก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ทำไมเจ้าของรถควรขอดูรายการซ่อมรถทุกครั้ง?

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากมองข้ามคือ “รายการซ่อมรถ” หรือ Repair Estimate

รายการซ่อมเปรียบเสมือนใบสั่งการรักษาของแพทย์ เพราะจะแสดงรายละเอียดว่า

  • เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใด
  • ซ่อมชิ้นส่วนใด
  • ใช้อะไหล่ประเภทใด
  • มีค่าแรงและค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

การขอดูรายการซ่อมอย่างละเอียดจะช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจสอบได้ว่ารถได้รับการซ่อมตามมาตรฐานหรือไม่ และสามารถเปรียบเทียบกับสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้

หากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการซ่อมอย่างชัดเจน ผู้บริโภคอาจไม่ทราบเลยว่ามีการเปลี่ยนอะไหล่ประเภทใดให้กับรถของตน

อะไหล่แท้ อะไหล่เทียบ และอะไหล่เทียม แตกต่างกันอย่างไร?

ประเด็นที่พบข้อถกเถียงอยู่เสมอในการซ่อมรถคือเรื่องของประเภทอะไหล่ มีรายละเอียด ดังนี้

1. อะไหล่แท้ (Genuine Parts)

เป็นอะไหล่ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์หรือได้รับการรับรองจากผู้ผลิตโดยตรง มีมาตรฐานตรงตามสเปกรถจากโรงงาน

2. อะไหล่เทียบ (Aftermarket Parts)

เป็นอะไหล่ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรายอื่นที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ แต่สามารถใช้งานทดแทนได้ โดยอาจมีคุณภาพแตกต่างกันไปตามมาตรฐานของผู้ผลิตแต่ละราย

3. อะไหล่เทียม (Counterfeit Parts)

เป็นอะไหล่ที่ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า หรือผลิตเลียนแบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งานรถยนต์

เจ้าของรถจึงควรสอบถามให้ชัดเจนว่าในการซ่อมรถครั้งนั้นมีการใช้อะไหล่ประเภทใด และมีการระบุไว้ในรายการซ่อมหรือไม่

รถก่อนชนเป็นอะไหล่แท้ แล้วควรได้รับการซ่อมแบบใด?

หลักการสำคัญของการประกันภัยคือการชดใช้ความเสียหายเพื่อให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่สภาพเดิมใกล้เคียงที่สุดก่อนเกิดเหตุ

ดังนั้น หากรถยนต์ก่อนเกิดอุบัติเหตุใช้อะไหล่แท้จากโรงงาน การเลือกใช้อะไหล่ประเภทอื่นในการซ่อมควรได้รับการแจ้งและได้รับความยินยอมจากเจ้าของรถอย่างชัดเจน

ผู้บริโภคมีสิทธิสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอะไหล่ที่ใช้ และมีสิทธิขอเอกสารประกอบการซ่อมเพื่อใช้ตรวจสอบภายหลังได้

เมื่อพบปัญหาหลังการซ่อมรถ ควรทำอย่างไร?

หากเจ้าของรถพบปัญหาหลังรับรถกลับมา เช่น

  • งานซ่อมไม่เรียบร้อย
  • สีรถไม่ตรง
  • อะไหล่มีปัญหา
  • รถมีอาการผิดปกติหลังซ่อม

ควรรีบแจ้งอู่ซ่อม ศูนย์บริการ หรือบริษัทประกันภัยทันที พร้อมเก็บหลักฐานภาพถ่าย เอกสารซ่อม และใบรับรถไว้ให้ครบถ้วน

ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล หรือปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาสิทธิทางกฎหมายเพิ่มเติม

การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุไม่ใช่เพียงแค่การนำรถเข้าศูนย์หรืออู่แล้วรอรับรถกลับเท่านั้น แต่เจ้าของรถควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรายละเอียดการซ่อมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องรายการซ่อมและประเภทของอะไหล่ที่นำมาใช้

การขอเอกสารการซ่อม ตรวจสอบรายละเอียดอะไหล่ และติดตามคุณภาพงานซ่อมอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและมั่นใจได้ว่ารถยนต์ได้รับการซ่อมแซมอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานที่ควรได้รับ

หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถ การเคลมประกันภัย หรือสิทธิของผู้เอาประกันภัย การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตั้งแต่ต้น อาจช่วยป้องกันปัญหาและรักษาสิทธิของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากพบปัญหาการซ่อมรถ อย่าปล่อยให้สิทธิของคุณถูกมองข้าม ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกดีที่สุด

ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับรายการซ่อมที่ไม่ชัดเจน การใช้อะไหล่ที่ไม่ได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า งานซ่อมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยและอู่ซ่อมรถ

สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคไม่ควรรอให้ปัญหาบานปลายหรือปล่อยให้ตนเองเสียเปรียบ เพราะหลายกรณีหากมีการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และเงื่อนไขกรมธรรม์ตั้งแต่ต้น อาจสามารถป้องกันความเสียหายหรือรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยและอุบัติเหตุรถยนต์ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบว่าหลายคดีสามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากเจ้าของรถได้รับคำแนะนำทางกฎหมายที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ

ดังนั้น หากท่านกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการซ่อมรถ การเคลมประกันภัย การปฏิเสธความรับผิด หรือข้อพิพาทกับอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัย สามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางในการปกป้องสิทธิของท่านได้ทันที

ที่สำคัญ หลังเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงค่อยปรึกษาทนายความ เพราะการวางแนวทางการดำเนินเรื่องตั้งแต่วันแรก การเก็บพยานหลักฐาน การตรวจสอบเอกสาร และการประสานงานกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้อง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของท่านได้ดีที่สุดในระยะยาว

“รถชนเพียงครั้งเดียว อาจมีผลต่อสิทธิของคุณไปอีกหลายปี การได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่ต้น ย่อมดีกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว”

คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือ? เปิดอีกมุมจากประสบการณ์จริงของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์

หลายคนที่ซื้อประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันภัยรถยนต์ มักคุ้นชื่อ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย รวมถึงดูแลสิทธิของผู้บริโภคที่ทำประกันภัยทุกประเภทแต่คำถามสำคัญคือ

 คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือ?

นี่คืออีกหนึ่งมุมมองจาก ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่อยากเปิดเผยข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ตรง เพื่อให้ประชาชนได้คิด วิเคราะห์ และเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ของ คปภ. มากขึ้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

คปภ. คืออะไร? ทำหน้าที่อะไร?

หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่า คปภ. คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น

  • ประกันสุขภาพ
  • ประกันชีวิต
  • ประกันภัยรถยนต์
  • ประกันอุบัติเหตุ
  • ประกันทรัพย์สิน
  • รวมถึงประกันภัยทุกประเภท

หน้าที่หลักของ คปภ. คือ

  • ดูแลบริษัทประกันภัย
  • คุ้มครองผู้บริโภค
  • รับเรื่องร้องเรียน
  • ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการในบางกรณี

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง หลายคนกลับเริ่มตั้งคำถามว่า “รวดเร็วและเป็นธรรม” อย่างที่โฆษณาไว้จริงหรือไม่

อนุญาโตตุลาการของ คปภ. คืออะไร?

เมื่อประชาชนเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ คปภ. จะพบคำอธิบายเกี่ยวกับ “อนุญาโตตุลาการ” ว่าเป็นกระบวนการที่

  • รวดเร็ว
  • เป็นธรรม
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย

คำว่า “รวดเร็วเป็นธรรม” เป็นคำที่หลายคนอ่านแล้วรู้สึกมั่นใจทันที เพราะประชาชนทั่วไปย่อมเข้าใจว่า หากเกิดปัญหากับบริษัทประกันภัย กระบวนการนี้น่าจะช่วยให้ได้รับความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว

แต่ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ กลับตั้งคำถามว่า

“ความรวดเร็วคืออะไร?”

และที่สำคัญยิ่งกว่า คือ

“ความเป็นธรรม ใครเป็นคนกำหนด?”

แม้แต่ตัวทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์เอง ยังมองว่า คำว่า “เป็นธรรม” เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากในทางปฏิบัติ

เปิดไทม์ไลน์จริงของคดีในสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดขึ้น ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้นำเคสจริงจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาเล่าให้ฟัง

ขั้นตอนที่ 1 ยื่นคำเสนอ

  • วันที่ 8 พฤษภาคม 2568
    สำนักงาน คปภ. รับเรื่องคำเสนออนุญาโตตุลาการ

ขั้นตอนที่ 2 นัดพิจารณา

  • วันที่ 17 มิถุนายน 2568
    มีการนัดพิจารณาครั้งแรก

หลายคนอาจถามว่าเร็วไหม?

ในมุมของประชาชนทั่วไป บางคนอาจรู้สึกว่าใช้เวลานานพอสมควรแล้ว

จากนัดแรก สู่การตั้งอนุญาโตตุลาการ ใช้เวลาเป็นเดือน

หลังจากวันที่ 17 มิถุนายน 2568
กลับต้องรอไปถึง

  • วันที่ 18 กรกฎาคม 2568

เพื่อกำหนด “ตัวอนุญาโตตุลาการ” หรือคนกลางที่จะมาชี้ขาดข้อพิพาท

คำถามคือ
เหตุใดเพียงการกำหนดตัวคนกลาง จึงต้องใช้เวลาอีกเกือบ 1 เดือนเต็ม

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากเรียกว่ารวดเร็ว มาตรฐานของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน

นัดชี้ นัดสืบพยาน และการรอคำชี้ขาด

หลังแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการแล้ว
กระบวนการต่อมาคือ “นัดชี้”

ซึ่งเป็นขั้นตอนที่

  • กำหนดประเด็นข้อพิพาท
  • กำหนดว่าผู้บริโภคจะสืบอะไร
  • บริษัทประกันภัยจะโต้แย้งอะไร

จากนั้นจึงเข้าสู่ “นัดสืบพยาน”

แต่กว่าจะถึงขั้นตอนนี้ ต้องรอไปถึง

  • วันที่ 8 ตุลาคม 2568

ลองคำนวณง่าย ๆ จากเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการออกเมื่อไหร่?

หลังสืบพยานเสร็จในวันที่ 8 ตุลาคม 2568

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการออกในวันที่

  • 12 กุมภาพันธ์ 2569

ขณะที่สำนักงานคปภ. ได้รับคำชี้ขาดตั้งแต่

  • วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อรวมระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่ยื่นคำเสนอจนได้รับคำชี้ขาด ใช้เวลาหลายเดือน

คำถามจึงกลับมาว่านี่คือ “รวดเร็ว” จริงหรือไม่?

ความเร็วของประชาชน กับความเร็วของหน่วยงาน อาจไม่เหมือนกัน

ในมุมของประชาชนทั่วไป คำว่า “เร็ว” อาจหมายถึง

  • ไม่ต้องรอหลายเดือน
  • ไม่ต้องเสียเวลาเดินเรื่องนาน
  • ได้รับคำตอบไว

แต่ในมุมของกระบวนการทางหน่วยงานหรือระบบอนุญาโตตุลาการ อาจมีมาตรฐานอีกแบบหนึ่ง

ดังนั้น ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์จึงอยากให้ประชาชน

  • วิเคราะห์เอง
  • เปรียบเทียบเอง
  • และพิจารณาเองว่าเร็วหรือไม่

 หน่วยงานบอกว่าประหยัดค่าใช้จ่าย จริงไหม?

อีกหนึ่งคำที่ประชาชนมักเห็น คือคำว่า “ประหยัดค่าใช้จ่าย” แต่จากเคสจริงที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินการ

ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ

  • 12,800 บาท

และเพียงแค่เริ่มยื่นเรื่อง ผู้เสนออนุญาโตตุลาการก็ต้องวางค่าธรรมเนียม

  • 10,000 บาท

นั่นหมายความว่า กระบวนการนี้ “ไม่ได้ฟรี” อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ประชาชนควรทำอย่างไร เมื่อมีปัญหากับบริษัทประกันภัย?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตัดสินใจจากคำโฆษณาหรือข้อความสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว

ไม่ว่าจะเป็นคำว่า

  • รวดเร็ว
  • เป็นธรรม
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย

เพราะในความเป็นจริง แต่ละคดีมีรายละเอียดแตกต่างกัน

ทำไมควรปรึกษาทนายก่อนเข้าสู่กระบวนการ คปภ.

หลายคนเพิ่งมาปรึกษาทนาย หลังจาก

  • เข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • เสียค่าธรรมเนียมแล้ว
  • เสียเวลาไปแล้วหลายเดือน

ทั้งที่จริงแล้ว การวางแผนตั้งแต่ต้นสำคัญมาก

เพราะทนายจะสามารถ

  • วิเคราะห์ว่าควรเข้าสู่กระบวนการใด
  • ประเมินโอกาสของคดี
  • วางรูปคดี
  • ป้องกันการเสียเปรียบ

โดยเฉพาะคดีประกันภัยที่บริษัทประกันมีทีมกฎหมายดูแลตั้งแต่แรก

คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือไม่ ให้ประชาชนตัดสินเอง

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเจตนาโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการสะท้อนอีกมุมหนึ่งจากประสบการณ์จริง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจกระบวนการของ คปภ. มากขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว คำว่า

  • “รวดเร็ว”
  • “เป็นธรรม”
  • “ประหยัดค่าใช้จ่าย”

อาจมีความหมายแตกต่างกันในมุมของแต่ละคนดังนั้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการใดเกี่ยวกับประกันภัย ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อป้องกันการเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเสียเปรียบในอนาคต ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ คลิก >>ติดต่อเรา<<

คปภ. ช่วยประชาชนจริงไหมกับเรื่องจริงที่ผู้เอาประกันต้องรู้ ทำไมหลายคนเข้าสู่กระบวนการแล้วกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพูดถึงการทำประกันภัย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายขึ้นมา หน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนก็คือ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย

แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะขั้นตอนการร้องเรียนหรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ซึ่งหลายครั้งผู้เสียหายกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัวล่าสุด ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ออกมาเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับกระบวนการร้องเรียนต่อ คปภ. ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน และถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่ทำประกันภัยทุกคน

เมื่อไปร้อง คปภ. แต่กลับถูกบอกว่า “เจ้าหน้าที่ตัดสินไม่ได้”

หนึ่งในประเด็นที่เกิดขึ้นจริง คือเมื่อผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันเดินทางไปร้องเรียนต่อ คปภ. เจ้าหน้าที่มักแจ้งว่า

“เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตัดสินได้”

พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายไปใช้

  • กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
    หรือ
  • กระบวนการทางศาล

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ในความจริงแล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดลึกกว่าที่หลายคนคิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่า ประชาชนไม่ควรเชื่อทุกอย่างทันทีโดยไม่วิเคราะห์ เพราะบางเรื่องเจ้าหน้าที่อาจให้ข้อมูลได้ถูกต้อง แต่บางเรื่องก็ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

ปัญหาสำคัญคือ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างไรว่า

  • สิ่งไหนควรเชื่อ
  • สิ่งไหนควรตรวจสอบเพิ่มเติม

นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ที่หลายคนคิดว่าจะช่วยได้

ในสัญญาประกันภัยส่วนใหญ่ มักจะมีข้อความเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายว่า:

ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง สามารถเลือกเข้าสู่ “กระบวนการอนุญาโตตุลาการ” ได้

คำถามสำคัญคือ
เมื่อกฎหมายหรือสัญญาเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายเลือกได้ แล้วเหตุใดเมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง กลับเกิดปัญหาตามมา?

เรื่องจริงที่หลายคนไม่เคยรู้

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่เจอลูกความเข้ามาปรึกษา พบว่า มีหลายกรณีที่ผู้เสียหายเลือกเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามคำแนะนำของ คปภ.

แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว บริษัทประกันภัยกลับยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการว่า

“ขอให้จำหน่ายคดี และให้ไปใช้สิทธิทางศาลแทน”

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ
หากสุดท้ายแล้วต้องกลับไปศาลอยู่ดี

แล้วเหตุใดผู้เสียหายจึงต้อง

  • เสียเวลา
  • เสียค่าใช้จ่าย
  • เสียค่าดำเนินการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

โดยเฉพาะบางกรณี ผู้เสียหายอาจเสียเงินหลักหมื่นบาทไปแล้ว ก่อนจะทราบว่าคดีถูกจำหน่ายออกจากระบบ

คปภ. ควรมีบทบาทอย่างไรกับเรื่องนี้?

คำถามสำคัญที่หลายคนเริ่มตั้งขึ้นคือ หากมีพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นกับประชาชนซ้ำ ๆ สำนักงาน คปภ. ควรมีแนวทางรับผิดชอบหรือดูแลอย่างไร

เพราะประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า

  • เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • จะได้รับความช่วยเหลือ
  • หรือมีแนวทางที่ชัดเจนในการเรียกร้องสิทธิ

แต่เมื่อความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้เสียหายจำนวนมากจึงรู้สึกเสียเปรียบทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย

ประชาชนทั่วไปเสียเปรียบ เพราะไม่รู้กฎหมาย

ปัญหาสำคัญที่สุด คือ ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ใช่นักกฎหมาย

จึงไม่เข้าใจว่า

  • กระบวนการใดเหมาะสม
  • ขั้นตอนใดควรทำก่อน
  • บริษัทประกันภัยมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง

และเมื่อไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงง่ายต่อการหลงเชื่อหรือเดินผิดขั้นตอน

นี่คือเหตุผลว่าทำไม หลายคนจึงเสียเปรียบบริษัทประกันภัย แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายได้รับความเสียหายจริง

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายตั้งแต่แรก

สิ่งหนึ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมี

  • ทีมกฎหมาย
  • ทนายความ
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี

คอยดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายเดินเรื่องเอง โดยไม่มีทนายความคอยวางแนวทาง โอกาสเสียเปรียบจึงมีสูงมาก

โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับ

  • การปฏิเสธค่าสินไหม
  • การตีความกรมธรรม์
  • การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
  • การดำเนินคดีทางศาล

อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เน้นย้ำมาตลอด ผู้เสียหายจำนวนมากมักรอให้คดีมีปัญหาก่อน รอให้ประกันปฏิเสธก่อน รอให้เสียเปรียบก่อน แล้วค่อยปรึกษาทนายความ  แต่ในความจริง การวางแนวทางตั้งแต่ต้นสำคัญมากกว่า  เพราะบางครั้งเพียงแค่

  • การเขียนคำร้อง
  • การเรียงลำดับข้อมูล
  • การเลือกกระบวนการที่เหมาะสม

ก็ส่งผลต่อรูปคดีทั้งหมดแล้ว

รู้ทัน คปภ. และรู้ทันประกันภัย คือเรื่องสำคัญ

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการให้ประชาชน “รู้ทัน” เพราะในโลกของประกันภัย

  • ไม่ใช่ทุกคำแนะนำจะเหมาะกับทุกคน
  • ไม่ใช่ทุกขั้นตอนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายเสมอไป

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยก่อนเสมอ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่เกิดเหตุ คือทางเลือกที่ดีที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดหลังเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหาประกันภัย คือ

“การปรึกษาทนายความทันที”

เพื่อ

  • วางรูปคดีอย่างถูกต้อง
  • วิเคราะห์ข้อกฎหมาย
  • ประเมินแนวทางเรียกร้องค่าเสียหาย
  • ป้องกันการเสียเปรียบในกระบวนการต่าง ๆ

เพราะหากเดินผิดตั้งแต่ต้น สุดท้ายผู้เสียหายอาจต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

อย่าเสียรู้ทั้งประกันภัย และอย่าเสียรู้กระบวนการ

ในยุคปัจจุบัน การทำประกันภัยไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครองเท่านั้น

แต่ผู้เอาประกันต้อง

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • เข้าใจกระบวนการ
  • และรู้ทันกลยุทธ์ทางกฎหมาย

โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ คปภ. กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

หากไม่อยากเสียเปรียบทั้งบริษัทประกันภัย และเสียรู้ในกระบวนการต่าง ๆ
การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

สามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้แล้ววันนี้ เพื่อวางแนวทางคดีอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น

แอลกอฮอล์นับย้อนหลัง ประกันภัยปฏิเสธไปก่อนเผื่อเชื่อกับความจริงที่ผู้เสียหายต้องรู้

แอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขณะขับขี่ ปัญหาโลกแตกระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเสมอคือเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเคลมประกันภัย หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์แบบนี้

คำถามสำคัญคือ การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ เป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่?

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาคุณเจาะลึกเรื่อง แอลกอฮอล์กับประกันภัยพร้อมอธิบายกลไกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนให้ได้อ่านกัน

เงื่อนไขในสัญญาประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์

โดยทั่วไปสัญญาประกันภัยรถยนต์มักระบุเงื่อนไขสำคัญไว้ชัดเจนว่า

บริษัทจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ “ขณะขับขี่”

ฟังดูเหมือนชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติกลับมี “ช่องว่าง” สำคัญ

เพราะคำว่า “ขณะขับขี่” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้แบบเรียลไทม์

จุดเริ่มต้นของปัญหาการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

ในความเป็นจริง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การตรวจวัดแอลกอฮอล์มักเกิดขึ้น “หลังเหตุการณ์” จึงนำไปสู่แนวคิดเรื่อง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นหลักการทางการแพทย์ ที่ใช้คำนวณย้อนกลับจากค่าที่ตรวจได้ในภายหลัง

แล้วใครเป็นคนกำหนดให้ “นับย้อนหลัง”?

มีแนวทางจากหน่วยงานกำกับดูแล ที่อนุญาตให้สามารถนับย้อนหลังได้ในบางกรณี เช่น อัตราการเปลี่ยนแปลงของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

แต่ปัญหาคือ ผู้บริโภคทั่วไปแทบไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย

ทำไมผู้เสียหายถึงรู้สึกว่า “โดนเอาเปรียบ”

ลองนึกภาพสถานการณ์นี้

1. คุณไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเมาขณะขับรถ

2. ไม่มีการแจ้งเรื่องการนับย้อนหลังตอนทำประกัน

3. แต่หลังเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยใช้วิธี “คำนวณย้อนหลัง”

4. แล้วสรุปว่าคุณมีแอลกอฮอล์เกินกำหนดขณะขับขี่

    ผลลัพธ์คือ ถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนทันทีในเวลาต่อมา

    แบบนี้เรียกว่าประกันภัย “หัวหมอ” ไหม?

    ในมุมของผู้เสียหาย หลายคนมองว่า เป็นการใช้ช่องว่างทางเทคนิคหรือกฎหมาย เพราะไม่ได้อธิบายตั้งแต่ตอนขายประกันว่าจะมีการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังขณะขี่นะ, ใช้หลักการทางการแพทย์ที่เข้าใจยาก เพราะไม่ใช่ประชาชนทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของหลักการแพทย์แบบนี้และมักใช้ในจังหวะ “ปฏิเสธการจ่ายเงิน”  เมื่อพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ บริษัทประกันภัยก็ใช้มุกนี้มาปฏิเสธทันที เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัทตัวเอง ปฏิเสธไปก่อนเผื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ ถ้าผู้เสียหายหลงเชื่อก็เท่ากับบริษัทไม่ต้องเสียเงินชดใช้อะไร

    ความจริงที่ต้องเข้าใจ การนับย้อนหลังไม่ใช่ข้อสรุป 100% 
    สิ่งสำคัญที่ผู้เสียหายต้องรู้คือ

    การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ไม่ได้แปลว่า ขณะขับขี่ คุณมีแอลกอฮอล์เกิน 50 MG.% เสมอไป

    เพราะระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
    ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

    • เวลาที่ดื่ม
    • ปริมาณอาหารในกระเพาะ
    • น้ำหนักตัว
    • ระบบเผาผลาญของแต่ละคน

    ดังนั้น การคำนวณย้อนหลัง จึงเป็นเพียง “การประมาณค่า” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว 100%

    กลยุทธ์ที่พบได้บ่อยของบริษัทประกันภัย 

    จากประสบการณ์ในคดีประกันภัยหลายกรณี พบว่ามีแนวทางหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยคือ

    “ปฏิเสธไว้ก่อน หากผู้เสียหายไม่โต้แย้ง ก็จบ”

    ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงได้ผล?

    เพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่รู้กฎหมาย ประกันภัยใช้คำพูด หลักการต่าง ๆ พูดจนผู้เสียหายเชื่อว่าตัวเองผิดจริง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าต่อสู้หรือโต้แย้ง ด้วยความที่ไม่ต้องการเป็นเรื่องเป็นราวหรือขึ้นโรงขึ้นศาล เหตุผลข้อนี้จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทประกันภัยได้เปรียบแบบแทบไม่ต้องทำอะไร เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมฯ ใด ๆ

    อย่าหลงเชื่อว่าคุณมี “แอลกอฮอล์เกิน” โดยไม่ตรวจสอบ

    สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ
    การที่ผู้เสียหาย “เชื่อทันที” ว่าตัวเองผิด

    ทั้งที่ในความเป็นจริง
    อาจยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้อีกมาก

    สิ่งที่ควรตั้งคำถาม

    -การตรวจวัดเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

    -มีช่วงเวลาห่างจากเหตุการณ์นานแค่ไหน?

    -วิธีคำนวณย้อนหลังมีความแม่นยำแค่ไหน?

    -มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อค่าที่วัดหรือไม่?

    ทางออกที่ดีที่สุด ปรึกษาทนายตั้งแต่หลังเกิดเหตุทันที

    หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์หรือการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    สิ่งที่ควรทำทันทีคือ อย่ารอ อย่าคิดเอง และอย่าเพิ่งเชื่อคำของบริษัทประกันภัย

    เพราะอะไรต้องรีบปรึกษาทนาย?

    เพราะคดีต้อง “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น หลักฐานหรือข้อมูลบางอย่างต้องเก็บทันที การตอบโต้ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

    เพราะประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

    สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย, แนวทางการต่อสู้คดี, กลยุทธ์การเจรจาหว่านล้อมให้ผู้เสียหายยอม ตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุ” แล้ว

    ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย ย่อมเสียเปรียบอย่างชัดเจน

    ถูกนับผลแอลกอฮอล์ไม่ใช่จุดจบของสิทธิ์คุณ

    การมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์ในการถูกนับผลย้อนหลัง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะ “หมดสิทธิ์” ทันที แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้เท่าทัน และไม่ยอมเสียเปรียบบริษัทประกันภัย

    หากคุณกำลังเจอปัญหานี้

    กรณีถูกประกันภัยปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

    อย่าปล่อยให้เรื่องจบลงง่าย ๆ เพราะในหลายเคสที่ทางสำนักงานเราเคยทำมา ยังไม่มีคดีไหนที่แพ้ เพราะเราดำเนินคดีถึงที่สุด ผู้เสียหายสามารถต่อสู้และเรียกร้องสิทธิ์ได้

    ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรม

    การปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย โดยเฉพาะกรณี แอลกอฮอล์ย้อนหลังจะให้คุณเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง วางแผนคดีได้ถูกต้อง เพิ่มโอกาสได้รับค่าสินไหมฯ อย่างเป็นธรรม

    อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ ทำให้คุณเสียสิทธิ์

    ประกันภัยจ่ายไม่เต็มจริงไหม? ทำไมรถชนเรียกค่าเสียหายเองไม่ได้ 7-8 แสน แบบที่ทนายทำ?

    ประกันภัยจ่ายไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงไหม? คำถามยอดฮิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หนึ่งในคำถามที่ผู้เสียหายมักสงสัยคือ
    “ทำไมไปเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยเอง ถึงไม่ได้ค่าเสียหายสูงเหมือนที่ทนายทำ?”

    หลายคนอาจเคยเห็นเคสที่มีการเรียกค่าเสียหายได้ถึง 700,000 – 1,000,000 บาท
    แต่พอไปดำเนินการกับบริษัทประกันภัยด้วยตัวเอง กลับได้เพียงบางส่วน หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

    ความจริงคือ เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “อาการบาดเจ็บอย่างเดียว” แต่มีปัจจัยด้านกฎหมาย กลยุทธ์ และวิธีการเรียกร้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก

    ทำไมเรียกร้องกับประกันภัยเอง ถึงไม่ได้เต็มจำนวน?

    จากประสบการณ์ของทนายในสายงานประกันภัยโดยตรง ต้องบอกตามตรงว่า

    การที่บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินก้อนใหญ่ เช่น 700,000-800,000 บาท ในชั้นเรียกร้องทั่วไปนั้น “เป็นไปได้ยากมาก”

    ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในทางปฏิบัติ ถือว่า “ยากมาก” หากผู้เสียหายดำเนินเรื่องด้วยตัวเอง

    สาเหตุหลักที่ผู้เสียหายมักได้ค่าสินไหมฯ น้อย เมื่อไปเดินเรื่องเอง

    1. ขาดความเข้าใจด้านกฎหมาย

    ผู้เสียหายส่วนใหญ่มองว่า “บาดเจ็บหนัก = ต้องได้ค่าเสียหายสูง”

    แต่ในทางกฎหมาย การเรียกค่าสินไหมทดแทนมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น

    -หลักฐานทางการแพทย์

    -ความต่อเนื่องของการรักษา

    -ความเสียหายในอนาคต

    ซึ่งหากเรียบเรียงไม่ถูกต้อง อาจทำให้มูลค่าความเสียหาย “ถูกประเมินต่ำ”

    2. ไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้น

    การเรียกค่าเสียหายจากประกันภัยไม่ใช่แค่การยื่นเอกสาร แต่ต้อง “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่แรก หากเริ่มต้นผิด ปลายทางก็มักจะได้ผลลัพธ์ที่น้อยกว่าความเป็นจริง

    3. ไม่เข้าใจ “กลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย”

    ต้องเข้าใจว่า บริษัทประกันภัย ไม่ได้มีหน้าที่ “ช่วยเหลือผู้เสียหาย” แต่มีหน้าที่ “จ่ายตามความเสียหายที่พิสูจน์ได้” และในทางปฏิบัติจริง บริษัทประกันภัยมักมีทีมกฎหมาย เพื่อรอปฏิเสธ หรือรอดำเนินการกับผู้เสียหายไว้อยู่ แน่นอนว่าบริษัทประกันภัยมีคดีเข้ามาทุกวัน เรียกได้ว่ามีแนวทางการเจรจา หรือชั่วโมงบินสูงอยู่แล้ว นอกจากนี้ประกันภัยยังมีกลยุทธ์ในการประเมินค่าสินไหมทดแทนเป็นรูปแบบของบริษัทอยู่แล้ว จึงชัดเจนว่าเป็นไปได้ยากที่จะไปเดินเรื่องเองแล้วจะได้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนที่สูง ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีความรู้เท่าทัน ก็มีโอกาสเสียเปรียบได้ง่าย

    เทคนิคสำคัญ อย่ารอให้รักษาตัวหายดีก่อน

    หนึ่งใน “ข้อผิดพลาดใหญ่ที่สุด” ที่ผู้เสียหายมักทำคือ

    การรอให้รักษาตัวหายดีก่อน แล้วค่อยไปเรียกร้องค่าเสียหาย

    ซึ่งในมุมของคดีประกันภัย นี่คือการ “เสียเปรียบตั้งแต่ต้น”

    ทำไมไม่ควรรอ?

    ประกันภัยมักให้ผู้เสียหายไปรักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกค่าเสียหายภายหลังก็ได้ ความจริงแล้ว “ก็ได้” จริงเหรอ ?

    ในความเป็นจริงคำพูดเหล่านั้น หวังดีกับใครกันแน่ ? เพราะยิ่งรอรักษาตัวให้หายดีก่อนอาการบาดเจ็บที่มีก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหายดี 100% ซึ่งในบางเคสกว่าจะหายดี ก็กินเวลาไปหลายเดือน หรือบางเคสก็เป็นปีเลยก็ว่าได้ เมื่อถึงเวลาที่จะเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัย บริษัทฯ ก็จะบอกว่า “รักษาตัวหายดีแล้วจะจ่ายค่าเสียหายให้เท่านี้ก็พอ” เป็นต้น เทคนิคนี้ถือเป็นกลยุทธ์ยอดฮิตของบริษัทประกันภัยที่ทำมาโดยตลอด เป็นการปฏิเสธไปก่อน เผื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ หากหลงเชื่อก็เท่ากับอาจได้รับค่าเสียหายต่ำกว่าที่คาดหวังไว้แน่นอน

    ดังนั้นการปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกหลังเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นหนทางที่จะทำให้ผู้เสียหายได้รับโอกาสในการเรียกค่าเสียหายมากขึ้น และการปรึกษาทนายความที่ถูกต้อง ต้องเป็นทนายความที่มีความรู้ทันประกันภัยด้วย

    “รู้ทันประกันภัย” คือหัวใจสำคัญ

    คำแนะนำสำคัญคือ

    อย่าไปขอร้องให้บริษัทประกันภัยจ่ายเงิน

    เพราะระบบของ ประกันภัย ไม่ได้ทำงานด้วยความสงสาร
    แต่ทำงานบนพื้นฐานของ “กฎหมายและหลักฐาน”

    สิ่งที่ผู้เสียหายควรทำ

    -รวบรวมเอกสารและหลักฐานให้ครบ

    -บันทึกอาการบาดเจ็บและการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    -ประเมินความเสียหายทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    -วางแผนการเรียกร้องอย่างเป็นระบบ

    แต่สิ่งเหล่านี้ “ทำเองได้ยาก” หากไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ดังนั้นจึงต้อง “ปรึกษาทนายความตั้งแต่รถชน”

    ทำไมต้องมีทนายตั้งแต่แรก?

    สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ
    “มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย”

    แต่ในความเป็นจริงคดีประกันภัย ควรมีทนายตั้งแต่ยังไม่เกิดข้อพิพาท

    เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มีระบบและแนวทางรับมือครบถ้วน พร้อมประเมินความเสียหายให้ “ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

    ดังนั้น หากผู้เสียหายต้องการ “ความเป็นธรรม” ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญวางแผนเช่นเดียวกัน

    อย่าเสียเปรียบประกันภัย เพราะเริ่มต้นผิด

    การเรียกค่าเสียหายจากประกันภัย ไม่ใช่เรื่องของ “โชค” แต่เป็นเรื่องของ “กลยุทธ์”

    หาก

    -เริ่มต้นผิด

    หากเริ่มต้นผิดตั้งแต่แรกเช่นเดียวกับการติดกระดุมผิดเม็ดก็อาจจะทำให้เรื่องไปกันใหญ่ ควบคุมไม่ได้

    -เข้าใจผิด

    ปัจจุบันในโซเชียลสื่อต่างๆ มักมีทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาให้ข้อมูลที่ผิด ๆ อยู่มาก การเสพสื่อที่นำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดก็อาจะส่งผลให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดและดำเนินการผิดจนในท้ายที่สุด อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ 

    -ไม่มีการวางแผน

    การเดินเรื่องไม่ว่าจะเดินเรื่องเอง หรือมีคนแนะนำต่าง  ๆ หากผู้เสียหายไม่มีการวางแผนหรือขั้นตอนที่ถูกต้องโดยไม่มีทนายความวางรูปเรื่องให้ โอกาสที่ผู้เสียหายจะได้ค่าเสียหายต่ำกว่าความเป็นจริงมีสูงมาก

    ปรึกษาทนายตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

    หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและต้องการเรียกค่าเสียหายจากประกันภัยให้ได้อย่างเป็นธรรม คำแนะนำจากเราที่สำคัญคือ

    อย่ารอให้รักษาหายก่อน อย่าหลงเชื่อการเจรจาที่ทำให้คุณเสียเปรียบ

    และที่สำคัญที่สุด ควรปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก เพราะสิทธิของคุณ “ต้องได้รับการปกป้อง”

    อาการบาดเจ็บที่คุณได้รับ คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และคุณมีสิทธิ์ได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม

    อย่าปล่อยให้การขาดความรู้ ทำให้คุณเสียสิทธิ์ที่ควรได้

    เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณไม่เสียเปรียบประกันภัยในวันข้างหน้า ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

    รู้ทันประกันภัย: “ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน” จริงหรือแค่กลยุทธ์เลี่ยงจ่ายค่าเสียหาย?

    เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้บาดเจ็บ หนึ่งในประโยคที่ผู้เสียหายจำนวนมากมักได้ยินจากบริษัทประกันภัยคือ

    ฟังดูเหมือนเป็นคำแนะนำที่หวังดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประโยคนี้อาจเป็นเพียง “กลยุทธ์” ของบริษัทประกันภัยที่ต้องการชะลอหรือหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน หากผู้เสียหายหลงเชื่อ อาจทำให้เสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว และบางกรณีอาจถึงขั้น “เจ็บตัวฟรี” โดยไม่ได้รับค่าเสียหายที่ควรได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณรู้ทันประกันภัยเข้าใจสิทธิของตนเอง และรู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน

    รู้ทันประกันภัย ทำไมต้องระวังคำว่า “หายก่อนแล้วค่อยคุยกัน”?

    ในทางปฏิบัติ บริษัทประกันภัยมีประสบการณ์สูงในการบริหารเคลม และมีแนวทางในการลดความรับผิดหรือจำกัดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว

    คำพูดลักษณะนี้ เช่น

    “รักษาให้หายก่อน”

    “เดี๋ยวค่อยสรุปทีเดียว”

    “รอให้แผลหายก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน”

    แม้จะดูเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วอาจมีเป้าหมายเพื่อถ่วงเวลา เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร โอกาสที่ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าเสียหายได้ครบถ้วนก็ยิ่งลดลง

    รถชนเจ็บหนัก “ขาหักใส่เหล็ก” ยิ่งห้ามรอ!

    ในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บรุนแรง เช่น

    -กระดูกหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก

    -ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน

    -สูญเสียความสามารถในการทำงานชั่วคราว

    กรณีลักษณะนี้ยิ่งไม่ควรรอให้หายก่อนแล้วค่อยเรียกค่าเสียหาย เพราะค่าเสียหายไม่ได้มีแค่ค่ารักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึง

    -ค่าขาดรายได้ระหว่างพักรักษาตัว

    -ค่าดูแลรักษาในอนาคต

    -ค่าเสียหายทางจิตใจ

    -ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ชีวิต

    หากปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการวางแผนเรียกร้อง อาจทำให้หลักฐานบางอย่างหายไป หรือการประเมินความเสียหายไม่ครบถ้วน

    ความจริงที่ต้องรู้: “รอให้หายก่อน” ไม่มีอยู่จริง

    หลายคนเข้าใจผิดว่า ต้องรักษาตัวให้หายดีเสียก่อน จึงจะสามารถเรียกค่าเสียหายได้

    แต่ในความเป็นจริงแล้ว
    “รักษาให้หายก่อน แล้วค่อยเรียกค่าเสียหาย” ไม่มีอยู่จริงในทางกฎหมาย

    การเรียกร้องค่าเสียหายสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาได้ และในหลายกรณี ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบ

    เพราะการเรียกร้องค่าเสียหายต้องอาศัย เอกสารทางการแพทย์, ใบรับรองแพทย์, หลักฐานค่าใช้จ่าย, การประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง หากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้น จะสามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนและแม่นยำมากกว่า

    รู้ทันประกันภัย: กลยุทธ์ที่ผู้เสียหายควรรู้

    บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจใช้วิธีการ เช่น ปฏิเสธเบื้องต้น เพื่อดูว่าผู้เสียหายจะยอมไหม, ชะลอการติดต่อหรือการเจรจา, ขอเอกสารซ้ำซ้อน, เสนอเงินชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง หากผู้เสียหายไม่มีความรู้ทางกฎหมาย อาจยอมรับข้อเสนอโดยไม่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกร้องได้มากกว่านั้น

    “จังหวะเวลา” คือหัวใจของการเรียกค่าเสียหาย

    ในคดีอุบัติเหตุรถชน โดยเฉพาะกรณีบาดเจ็บเวลาเป็นปัจจัยสำคัญมาก

    หากปล่อยให้เวลาผ่านไป อาจเกิดปัญหา เช่น หลักฐานไม่ครบ, ประเมินค่าเสียหายไม่ทัน, ถูกโต้แย้งว่า “หายแล้ว” หรือ “กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติแล้ว” , เรียกค่าเสียหายได้น้อยกว่าที่ควร

    ประโยคที่มักได้ยินในภายหลัง เช่น
    “ก็หายดีแล้วนี่”
    “ก็เดินได้แล้วนี่”

    อาจถูกใช้เป็นเหตุเพื่อลดจำนวนเงินที่ควรได้รับ

    ปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น 

    วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิของตนเองคือ

     ปรึกษาทนายความตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ

    เพราะทนายความจะสามารถวิเคราะห์สิทธิของผู้เสียหาย, วางแผนการเรียกค่าเสียหาย, รวบรวมพยานหลักฐาน, ประสานงานกับบริษัทประกันภัย, ป้องกันการเสียเปรียบในการเจรจา

    โดยเฉพาะในเคสที่มีการบาดเจ็บรุนแรง การมีทนายเดินเรื่องดูแลตั้งแต่ต้น จะสามารถให้ได้รับค่าเสียหายอย่างเหมาะสมและครบถ้วน

    อย่าปล่อยให้ “เจ็บตัวฟรี” เพราะเชื่อคำบริษัทประกันภัย

    สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ ผู้เสียหายจำนวนมากเชื่อคำพูดของบริษัทประกันภัย รู้ไม่ทันกลยุทธ์ในการปฏิเสธค่าเสียหาย, ผู้เสียหายไม่รีบดำเนินการ ปล่อยเวลา, ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือมัวแต่หลงเชื่อผู้ชี้นำที่รู้ไม่จริง สุดท้ายกลับได้รับค่าเสียหายไม่ครบ หรือไม่ได้เลย เพราะทอดเวลาจนรักษาตัวหายดีแล้ว ทั้งที่ความจริง หากมีการวางแผนและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยดำเนินการตั้งแต่ต้น ผู้เสียหายมีโอกาสได้รับสิทธิอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย และไม่เสียเปรียบบริษัทประกันภัยแน่นอน

    รู้ทันประกันภัย = ปกป้องสิทธิของตัวเอง

    คำพูดว่า “ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน” อาจไม่ใช่ความหวังดีเสมอไป แต่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้เสียหายควรรู้ทันประกันภัย

    จำไว้ว่าการเรียกค่าเสียหายไม่จำเป็นต้องรอให้หายดีก่อน ยิ่งเริ่มเดินเรื่องเร็ว ยิ่งได้เปรียบ เวลาและหลักฐานคือสิ่งสำคัญ การมีทนายความให้คำปรึกษา คือการป้องกันการเสียสิทธิ หากมีทนายที่เชี่ยวชาญคดีประกันภัยคอยให้ปรึกษาตั้งแต่แรก ผู้เสียหายจะรู้ทันกลยุทธ์และเทคนิคการปฏิเสธค่าเสียหายของบริษัทประกันภัยอย่างมากเลยทีเดียว และสิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ บริษัทประกันภัยนั้นมีทนายความตั้งแต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นบริษัทประกันภัยย่อมมีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญในการปฏิเสธผู้เสียหายอยู่แล้ว

    ปรึกษาทนายความตั้งแต่วันนี้ ก่อนจะสายเกินไป

    หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน และได้รับคำพูดลักษณะนี้จากบริษัทประกันภัย อย่ารอให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไร

    สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางกฎหมายตั้งแต่วันแรก เพื่อให้คุณไม่ต้อง “เจ็บทั้งตัว และเสียสิทธิไปพร้อมกัน”

    👉ปรึกษาทนายได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องรอรักษาตัวหายดีก่อน

    รถชนประกันจ่ายไม่จบ! เมื่อไหร่ที่ต้องพึ่ง “ทนาย” เรียกค่าขาดประโยชน์?

    กรณีที่ รถชน แล้วบริษัทประกันดึงเช็ง จ่ายน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิเสธการจ่ายโดยอ้างเหตุผลสารพัด การมี
    “ทนายความ” เข้ามาช่วยจัดการจะเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ประสบภัยที่รอความเมตตา” เป็น “ผู้เสียหายที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย” ทันที

    การเกิดเหตุ รถชน จนรถพังต้องเข้าอู่เป็นเดือน ๆ นอกจากจะเสียสุขภาพจิตแล้ว ยังเสียโอกาสในการทำมาหากิน หลายคนเลือกที่จะยอมรับเงินเยียวยาเพียงน้อยนิดจากบริษัทประกันเพราะไม่อยากยุ่งยาก แต่รู้หรือไม่ว่า หากคุณมีหลักฐานชัดเจนและความเสียหายสูง การ “สู้คดี” โดยมีทนายความดูแลอาจคุ้มค่ากว่าที่คุณคิด


    ทำไมต้องใช้ทนาย? ในเมื่อมี คปภ.

    แม้ คปภ. จะเป็นที่พึ่งหลัก แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันไม่ได้ง่ายเสมอไป โดยเฉพาะในกรณีที่มูลค่าความเสียหายสูง เช่น รถหรู รถที่ใช้ประกอบธุรกิจ หรือรถรับจ้างที่มีรายได้ต่อวัน บริษัทประกันมักใช้เหตุผลทางกฎหมายหรือข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย

    การมีทนายความเข้ามาช่วย จะทำให้คุณได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน เช่น

    • การรวบรวมพยานหลักฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
      ไม่ใช่เพียงใบเสร็จค่าใช้จ่ายทั่วไป แต่รวมถึงหลักฐานรายได้ รายการเดินบัญชี หรือหลักฐานการประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ”
    • การวิเคราะห์ข้อกฎหมายและประเมินค่าเสียหาย
      ทนายสามารถประเมินได้ว่าคุณควรได้รับเท่าไร ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทประกันเป็นฝ่ายกำหนดตัวเลขเพียงฝ่ายเดียว
    • การร่างคำฟ้องและดำเนินคดี
      หากต้องเข้าสู่กระบวนการศาล การมีทนายจะช่วยให้คดีมีน้ำหนัก และเพิ่มโอกาสได้รับเงินชดเชยครบถ้วน

    สัญญาณที่บอกว่า “คุณควรจ้างทนายได้แล้ว”

    หากคุณเจอสถานการณ์เหล่านี้หลังจากเกิดเหตุ รถชน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

    • ประกันจ่ายต่ำกว่า 500 บาท/วัน
      ซึ่งโดยหลักทั่วไปถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน และอาจไม่สะท้อนความเสียหายจริง
    • ตัดจำนวนวันซ่อมโดยไม่เป็นธรรม
      เช่น รถซ่อมจริง 45 วัน แต่ประกันจ่ายเพียง 10 วัน โดยอ้าง “มาตรฐานบริษัท”
    • ปฏิเสธการจ่ายทั้งที่คุณเป็นฝ่ายถูก
      อ้างว่าคุณมีส่วนประมาท ทั้งที่เอกสารระบุชัดว่าไม่ผิด
    • มีความเสียหายทางรายได้จำนวนมาก
      เช่น รถใช้ส่งของ รถรับจ้าง หรือรถบริษัท ที่สร้างรายได้หลัก

    หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง การปรึกษาทนายทันทีจะช่วยลดความเสียหายระยะยาว


    ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกอะไรได้บ้าง?

    หนึ่งในประเด็นสำคัญของคดีรถชนคือ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ว่าสามารถเรียกร้องได้มากกว่าที่คิด เช่น

    • ค่าเช่ารถระหว่างซ่อม
    • ค่าขาดรายได้ (กรณีใช้รถทำมาหากิน)
    • ค่าเสียเวลาในการดำเนินการต่าง ๆ
    • ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น
    • ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ

    ยิ่งคุณมีหลักฐานชัดเจน เช่น รายได้ต่อวัน สัญญาจ้าง หรือประวัติการใช้งานรถ โอกาสในการเรียกร้องก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย


    ทำไมหลายคน “เสียสิทธิ์” โดยไม่รู้ตัว?

    สาเหตุหลักที่ผู้เสียหายจำนวนมากได้รับเงินไม่เต็มสิทธิ์ มักเกิดจาก:

    • ไม่รู้สิทธิของตนเองตามกฎหมาย
    • ไม่มีหลักฐานที่ครบถ้วน
    • เชื่อข้อมูลจากบริษัทประกันเพียงฝ่ายเดียว
    • ไม่กล้าดำเนินคดีเพราะคิดว่ายุ่งยาก

    ในความเป็นจริงแล้ว การมีทนายช่วยตั้งแต่ต้น สามารถลดความยุ่งยากและเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินชดเชยที่เหมาะสมได้อย่างมาก


    ข้อคิดสำคัญ

    “ความยุติธรรมไม่มีไว้สำหรับคนที่นิ่งเฉย”

    หากคุณถูกเอาเปรียบจากกรณี รถชน หรือประกันจ่ายไม่เป็นธรรม การลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ของตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุด และการมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอยู่เคียงข้าง จะช่วยให้คุณไม่เสียเปรียบในทุกขั้นตอน


    ปรึกษาทนายคดีรถชนติดต่อเรา

    หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการวางแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจทำให้คุณสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อย่างครบถ้วน และไม่เสียสิทธิที่ควรได้รับ

    สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม พร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

    ปรึกษาทนาย คลิก >> https://www.wongsakornsirilawfirm.com/

    หรือ
    📱 แอดไลน์ / ☎️ โทร 062 195 1661

    ค่าสินไหมทดแทนรถชน: เป็นฝ่ายผิดเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยได้ไหม? เข้าใจให้ชัดก่อนเสียสิทธิ

    ค่าสินไหมทดแทนรถชน กรณีเป็นฝ่ายผิด แน่นอนว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ และหนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยมากที่สุดคือ “หากเราเป็นฝ่ายผิด จะยังสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนจากบริษัทประกันภัยได้หรือไม่?”

    หลายคนอาจเคยได้รับคำตอบจากบริษัทประกันภัยว่า “ไม่ได้ เพราะเป็นฝ่ายผิด” ซึ่งทำให้เข้าใจไปว่าหมดสิทธิเรียกร้องใด ๆ ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของค่าสินไหมทดแทนรถชน มีรายละเอียดทางกฎหมายที่ลึกกว่านั้น และบางกรณีผู้เอาประกันยังสามารถเรียกร้องสิทธิของตนได้

    บทความนี้และคลิปวิดีโอต่อไปนี้จะอธิบายให้ทุกท่านเข้าใจอย่างชัดเจนว่า กรณีเป็นฝ่ายผิดมีสิทธิเรียกอะไรได้บ้าง และในกรณีใดที่ยังสามารถเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยได้

    ค่าสินไหมทดแทนรถชน คืออะไร?

    ค่าสินไหมทดแทนรถชน คือเงินที่บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ เช่น

    • ค่าซ่อมรถยนต์
    • ค่ารักษาพยาบาล
    • ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
    • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

    อย่างไรก็ตาม สิทธิในการได้รับค่าสินไหมจะขึ้นอยู่กับประเภทของประกันภัย เงื่อนไขในกรมธรรม์ และข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุ

    กรณีเป็นฝ่ายผิด เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนได้หรือไม่?

    จากกรณีตัวอย่างที่มีผู้เสียหายเข้ามาปรึกษา โดยขับรถลื่นไถลตกข้างทาง และเมื่อแจ้งบริษัทประกันภัยกลับได้รับคำตอบว่า “ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้ เนื่องจากเป็นฝ่ายผิด”

    ในทางกฎหมาย ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 กรณีสำคัญ

    1. กรณีเรียกไม่ได้ตามหลักทั่วไป

    หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด เช่น

    • ขับรถชนเสาไฟฟ้าเอง
    • ขับรถชนท้ายคู่กรณี
    • เกิดอุบัติเหตุจากความประมาทของตนเอง

    ในกรณีนี้ โดยหลักแล้วจะไม่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนจากบริษัทประกันภัยของฝ่ายตนเองได้ (ในส่วนความเสียหายที่เกิดจากความผิดของตนเอง) โดยเฉพาะหากเป็นประกันที่มีเงื่อนไขจำกัดความคุ้มครอง

    2. กรณีที่ยังสามารถเรียกค่าเสียหายได้

    แม้จะเป็นฝ่ายผิด แต่ในบางสถานการณ์ยังสามารถเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยได้ หากบริษัทประกันภัยมีพฤติการณ์ดังต่อไปนี้

    • ละเลยไม่ดำเนินการตามหน้าที่
    • เพิกเฉยต่อการเคลม
    • ไม่ควบคุมราคาค่าซ่อม
    • ไม่เสนอราคาการซ่อมอย่างเหมาะสม
    • อ้างเหตุล่าช้า เช่น รอฝ่ายประเมินราคาโดยไม่มีเหตุผล
    • ปฏิเสธการดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร

    ในกรณีเหล่านี้ ผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรถชนในส่วนความเสียหายที่เกิดจากการกระทำหรือการละเลยของบริษัทประกันภัยเอง

    ตัวอย่างสถานการณ์ที่เรียกค่าสินไหมได้

    เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างดังนี้

    กรณีที่ 1:
    ผู้เอาประกันขับรถชนเอง (เป็นฝ่ายผิด) → บริษัทประกันรับเรื่อง แต่ปล่อยให้การซ่อมล่าช้าเกินสมควร
    ➡ ผู้เอาประกันอาจเรียกค่าเสียหายจากความล่าช้า เช่น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้

    กรณีที่ 2:
    บริษัทประกันไม่เสนอราคาซ่อม หรือไม่ประสานงานกับอู่ซ่อม
    ➡ อาจเข้าข่ายละเลยหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

    กรณีที่ 3:
    บริษัทประกันปฏิเสธการเคลมโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน
    ➡ ผู้เอาประกันสามารถโต้แย้งและเรียกร้องสิทธิได้

    ดังนั้น แม้จะเป็นฝ่ายผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิในค่าสินไหมทดแทนรถชนเสมอไป

    เทคนิคสำคัญในการเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน

    การเรียกค่าสินไหมในกรณีลักษณะนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ยื่นเรื่องธรรมดา แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย การรวบรวมพยานหลักฐาน การจัดลำดับข้อเท็จจริง การวางกลยุทธ์ในการเรียกร้อง ฯลฯ ซึ่งในทางปฏิบัติ การ “วางรูปเรื่อง” หรือการเรียบเรียงข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับข้อกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และเป็นจุดที่ทำให้ผลของคดีแตกต่างกันได้

    ความสำคัญของการมีประกันภัยรถยนต์

    จากกรณีข้างต้น จะเห็นได้ว่าการมีประกันภัยรถยนต์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดภาระความเสียหายทางการเงินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

    แม้ในบางกรณีจะไม่สามารถเรียกค่าสินไหมได้ทั้งหมด แต่ประกันภัยยังช่วยคุ้มครองในหลายด้าน เช่น

    -ความเสียหายต่อบุคคลภายนอก

    -ค่ารักษาพยาบาล

    -ความเสียหายต่อทรัพย์สิน

    การเลือกประกันภัยที่เหมาะสมและเข้าใจเงื่อนไขในกรมธรรม์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

    ทำไมควรปรึกษาทนายความเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน?

    หลายคนเลือกจัดการปัญหาด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริงคดีเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนรถชนมีความซับซ้อนทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทกับบริษัทประกันภัย การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจะสามารถให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง ประเมินแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหาย วางกลยุทธ์ในการดำเนินเรื่อง ลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิได้ เป็นต้น

    เป็นฝ่ายผิดก็ยังมีสิทธิ หากปรึกษาทนายถูกคน

    คำว่า “เป็นฝ่ายผิด” ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรถชน เสมอไป ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของบริษัทประกันภัยด้วย

    หากบริษัทประกันภัยดำเนินการไม่ถูกต้อง ล่าช้า หรือปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล ผู้เอาประกันยังสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้

    ปรึกษาทนายความก่อน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิได้แล้ววันนี้

    หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูกการปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการวางแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจสามารถให้คุณสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนได้อย่างครบถ้วน และไม่เสียสิทธิที่ควรได้รับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์มพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างเต็มที่ ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

    Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!