โดนหมายเรียก “นอมินี (Nominee)” อย่าตกใจ! เข้าใจให้ถูก ก่อนปัญหาจะลุกลาม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า นอมินี (Nominee) กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยในแวดวงธุรกิจและกฎหมาย โดยเฉพาะในคดีเกี่ยวกับการถือหุ้นแทนบุคคลอื่น หรือการอำพรางผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง หลายคนที่ไม่เคยทำธุรกิจโดยตรง แต่กลับได้รับ “หมายเรียกนอมินี” จากพนักงานสอบสวน มักรู้สึกตกใจ กังวล และไม่เข้าใจว่าตนเองไปเกี่ยวข้องกับคดีได้อย่างไร

สิ่งสำคัญที่สุดคือโดนหมายเรียกนอมินีไม่ใช่จุดจบของชีวิต และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด หากเข้าใจสถานะของตนเอง และดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ปัญหานี้สามารถจัดการได้ตามกระบวนการกฎหมาย

นอมินี (Nominee) คืออะไร?

ในทางกฎหมาย “นอมินี (Nominee)” หมายถึง บุคคลที่ยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อของตนเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือผู้มีอำนาจในกิจการ แทนเจ้าของที่แท้จริง โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของผลประโยชน์ไม่สามารถถือหุ้นหรือดำเนินธุรกิจได้โดยตรงตามกฎหมาย เช่น คนต่างชาติในธุรกิจที่กฎหมายจำกัดสัดส่วนการถือหุ้น

กล่าวง่าย ๆ คือ นอมินี คือ “ผู้ถือแทน” ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง แต่มีชื่ออยู่ในเอกสารทางกฎหมาย

ทำไมถึงถูกออกหมายเรียกนอมินี?

การออกหมายเรียกไม่ได้หมายความว่าคุณมีความผิดแล้ว แต่หมายความว่าเจ้าหน้าที่ต้องการสอบสวนข้อเท็จจริง เช่น

  • คุณมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท
  • มีธุรกรรมทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดี
  • มีพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี (Nominee)
  • มีการร้องเรียนหรือการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ

ในหลายกรณี ผู้ถูกเรียกเป็นเพียงบุคคลที่ “ชื่อไปปรากฏในเอกสาร” แต่ไม่ได้มีอำนาจควบคุมหรือได้รับผลประโยชน์จริง

โดนหมายเรียกนอมินี ต้องกังวลหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องตกใจเกินไป หมายเรียกเป็นเพียงขั้นตอนของการสอบสวน ไม่ใช่คำพิพากษา และไม่ใช่หมายจับ

หากคุณไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย และไม่มีพฤติการณ์ทุจริต การให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง พร้อมพยานหลักฐานที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงทางคดีได้อย่างมาก หลายคดีสามารถยุติได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน โดยไม่ต้องไปถึงศาล

พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้สถานะทางคดีเสียเปรียบ ทั้งที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้น

นอมินี (Nominee) ผิดกฎหมายอย่างไร?

การเป็นนอมินีอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น

  • กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
  • กฎหมายบริษัท
  • กฎหมายฟอกเงิน
  • กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการให้การอันเป็นเท็จ

โทษอาจมีทั้งปรับและจำคุก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และบทบาทของแต่ละบุคคล

แนวทางที่ถูกต้องเมื่อโดนหมายเรียกนอมินี

หากคุณได้รับหมายเรียกเกี่ยวกับคดีนอมินี ควรดำเนินการดังนี้

1.อย่าเพิกเฉย – การไม่ไปตามหมายเรียกอาจนำไปสู่หมายจับ

2.ปรึกษาทนายความทันที – เพื่อประเมินสถานะและแนวทางการให้การ

3.เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง – เช่น สัญญา เอกสารหุ้น บัญชีธนาคาร

4.ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ

5.อย่าให้การเกินจำเป็น

การมีทนายความดูแลตั้งแต่ชั้นสอบสวน เป็นการลดความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างมาก

นอมินีไม่ได้น่ากลัว หากรู้วิธีรับมือ

หลายคนกลัวคำว่า “นอมินี (Nominee)” เพราะคิดว่าจะต้องติดคุกหรือถูกดำเนินคดีร้ายแรงทันที แต่ในความเป็นจริง คดีจำนวนมากสามารถจัดการได้ด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริง และพิสูจน์บทบาทที่แท้จริงของตนเอง

กฎหมายไม่ได้มุ่งลงโทษผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องการจัดการกับการใช้โครงสร้างนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

ความสำคัญของการปรึกษาทนายความ

เมื่อถูกกล่าวหาหรือได้รับหมายเรียกในคดีนอมินี หลายคนมักไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร และกลัวว่าการให้ข้อมูลผิดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลร้ายแรงต่อสถานะทางกฎหมายของตนเอง ความจริงแล้ว “ทนายความ” คือผู้มีบทบาทสำคัญในการพาคุณผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยทนายความจะสามารถดำเนินการให้คุณในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • วิเคราะห์สถานะทางกฎหมายและความเสี่ยงของคดีอย่างรอบด้าน
  • วางแนวทางการให้การและเตรียมคำชี้แจงอย่างเหมาะสม
  • ประสานงานและสื่อสารกับพนักงานสอบสวนแทนคุณ
  • ป้องกันการให้การที่อาจเสียเปรียบหรือกระทบสิทธิของตนเอง
  • ลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องร้องในอนาคต

ดังนั้น การมีที่ปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่ระยะแรก จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันทางกฎหมายที่สำคัญ และเป็นกุญแจหลักในการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของคุณในคดีนอมินี

โดนหมายเรียกนอมินี อย่าตกใจ มีทางออกเสมอ

นอมินี (Nominee) ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ การได้รับหมายเรียกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่การตัดสินความผิด

หากคุณกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ตัดสินใจผิดพลาด การปรึกษาทนายความตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถให้คุณรับมือกับคดีนอมินีได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยทางกฎหมาย

หากได้รับหมายเรียกนอมินี และไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและวางแนวทางทางกฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อให้คุณผ่านสถานการณ์นี้ได้อย่างถูกต้อง

เรื่องที่ต้องรู้ ! ชาวต่างชาติจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีความเสี่ยง ควรปรึกษาทนายความไทยก่อน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อสังหาริมทรัพย์ไทย” กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพฯ บ้านพักตากอากาศในภูเก็ต เชียงใหม่ หรือพัทยา ล้วนดึงดูดนักลงทุนและผู้เกษียณอายุจากทั่วโลก แต่แม้ว่าการซื้อ อสังหา ในไทยจะดูน่าดึงดูดเพียงใด ความจริงก็คือ “ชาวต่างชาติไม่ได้มีสิทธิ์ถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกประเภท” และการซื้อโดยไม่เข้าใจกฎหมายไทยอย่างถ่องแท้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงร้ายแรง เช่น ถูกยึดทรัพย์ สูญเงิน หรือไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในที่สุด

ดังนั้น ก่อนที่ชาวต่างชาติจะตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดในไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ควรปรึกษาทนายความไทยที่มีประสบการณ์ในการดำเนินการด้านอสังหาริมทรัพย์” เพื่อตรวจสอบเอกสาร วางแผนโครงสร้างการถือครอง และป้องกันความเสียหายทางกฎหมายในอนาคต

กฎหมายไทยจำกัดการถือครอง “อสังหา” ของชาวต่างชาติ

กฎหมายไทยโดยทั่วไปไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยตรง ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุดของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย ชาวต่างชาติสามารถถือครองได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้เท่านั้น

1.ซื้อคอนโดมิเนียมได้ไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายทั้งหมดในโครงการนั้น ๆ

oตัวอย่างเช่น ถ้าโครงการมีคอนโดทั้งหมด 100 ห้อง ชาวต่างชาติสามารถถือครองได้สูงสุด 49 ห้องเท่านั้น

oส่วนอีก 51% ต้องเป็นของคนไทย

2.เช่าที่ดินระยะยาว (Leasehold)

oกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติ “เช่าที่ดิน” ได้ไม่เกิน 30 ปี

oสามารถต่อสัญญาได้ตามข้อตกลง แต่ในทางปฏิบัติ หากไม่มีการร่างสัญญาที่รัดกุมก็อาจถูกปฏิเสธการต่อสัญญาได้

3.ถือครองผ่านบริษัทไทย

oชาวต่างชาติบางรายเลือกตั้งบริษัทไทยขึ้นมาเพื่อซื้อที่ดินในนามนิติบุคคล

oแต่หากสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติในบริษัทเกิน 49% หรือถูกพิสูจน์ว่าเป็น “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ก็ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษทั้งจำและปรับ

ดังนั้น การเข้าใจข้อจำกัดทางกฎหมายเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ชาวต่างชาติไม่พลาดก้าวสำคัญ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “ทนายความไทย” ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับด้านอสังหา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ความเสี่ยงที่พบบ่อยเมื่อต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย

หลายกรณีของชาวต่างชาติที่ลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย เพราะไม่รู้ข้อจำกัดหรือไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ดี ตัวอย่างเช่น

  • ซื้อที่ดินโดยให้คนไทยถือแทน (นอมินี)
    แม้จะดูเหมือนวิธีง่าย แต่หากถูกตรวจสอบว่าผิดกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวอาจถูกยึด และผู้ถือแทนกับผู้ต่างชาติอาจถูกดำเนินคดี
  • สัญญาซื้อขายไม่รัดกุม
    บางกรณีผู้ขายเป็นนายหน้าหรือผู้พัฒนาโครงการที่ไม่มีใบอนุญาตชัดเจน ทำให้ผู้ซื้อเสียเงินมัดจำแต่ไม่ได้รับโฉนดจริง
  • สัญญาเช่าที่ดินไม่คุ้มครองสิทธิ์ในระยะยาว
    เมื่อครบกำหนด 30 ปี เจ้าของที่ดินอาจไม่ต่อสัญญาให้ และผู้เช่าก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้ต่อ
  • ไม่ได้ตรวจสอบภาระผูกพันของที่ดิน
    เช่น ที่ดินติดจำนอง หรือมีข้อพิพาทในศาล ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้

ทุกกรณีล้วนชี้ให้เห็นว่า หากไม่มี ทนายความที่ปรึกษาด้านอสังหา ดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ต้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถแก้ไขได้เลย

ทนายความสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง?

การมีทนายที่ปรึกษาเป็น “เกราะป้องกัน” ที่ดีที่สุดของชาวต่างชาติในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทนายความที่เชี่ยวชาญจะสามารถให้บริการทางกฎหมายได้ในเรื่องต่อไปนี้

1.ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของที่ดินหรือโครงการ
เช่น มีโฉนดหรือไม่ ติดภาระจำนองหรือไม่ อยู่ในพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่สีเขียวหรือไม่

2.ร่างและตรวจสัญญาซื้อขายหรือสัญญาเช่าอย่างรัดกุม
เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ซื้อ และป้องกันช่องว่างที่อาจถูกเอาเปรียบ

3.วางแผนโครงสร้างการถือครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เช่น แนะนำรูปแบบการลงทุนในนามบริษัท การร่วมทุนกับคนไทย หรือการเช่าที่ดินระยะยาว

4.เจรจากับผู้ขายและหน่วยงานรัฐแทนลูกความ
เพื่อให้การโอนกรรมสิทธิ์และขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย

5.ให้คำปรึกษาด้านภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอสังหา
เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมโอน หรือภาษีรายได้จากการขาย

ทนายความจึงไม่ใช่เพียงผู้ช่วยด้านเอกสาร แต่เป็น “ผู้ปกป้องผลประโยชน์” ของผู้ซื้อในทุกมิติ

ทำไมควร “ปรึกษาทนายก่อนซื้อ” ไม่ใช่หลังมีปัญหา?

หลายคนมักคิดว่า การจ้างทนายความเป็นเรื่องสิ้นเปลือง แต่ความจริงแล้ว “การมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรก” จะสามารถประหยัดทั้งเงินและเวลาได้มากกว่าการแก้ไขปัญหาทีหลังหลายเท่า

เมื่อมีทนายความที่เข้าใจกฎหมายไทย ชาวต่างชาติจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง เช่น

  • ซื้อคอนโดโครงการไหนได้บ้าง
  • ที่ดินแปลงใดซื้อไม่ได้
  • ควรใช้ชื่อใครถือครองในเอกสาร
  • ภาษีและค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมคืออะไร

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การลงทุนในอสังหาไทยเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย 100%

อสังหาริมทรัพย์ไทยน่าลงทุน แต่ต้องรู้ทันกฎหมาย

ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การเกษียณ และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ทุกการซื้อขายต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย หากไม่ปรึกษาทนาย อาจพลาดรายละเอียดสำคัญที่ทำให้ความฝันของคุณกลายเป็นฝันร้ายได้

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองหาบ้านพักตากอากาศ หรือผู้บริหารที่ต้องการซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยในระยะยาว อย่าตัดสินใจลงทุนในอสังหาโดยไม่มีทนายความไทยที่ไว้ใจได้อยู่ข้างคุณ

เพราะในโลกของอสังหาริมทรัพย์ไทย “ความรู้ทางกฎหมาย” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของนักลงทุนต่างชาติทุกคน ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องรู้เงื่อนไข ข้อจำกัดอะไรบ้าง? และเหตุผลที่ควรมีทนายความที่ปรึกษา

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนหรือทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว การบริการ อสังหาริมทรัพย์ หรือการผลิตสินค้า เพราะประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแรงงานฝีมือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่แข่งขันได้ และยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตาม การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ได้ทำได้อย่างอิสระเสรีเหมือนกับคนไทย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

บทความนี้จะอธิบายสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย เงื่อนไข ข้อจำกัด รวมถึงเหตุผลว่าทำไมการมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกสำนักงานกฎหมายใดเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง

เงื่อนไขการที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย

ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติสามารถเปิดบริษัทได้ แต่จะมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากคนไทย โดยหลักการสำคัญมีดังนี้

1. สัดส่วนผู้ถือหุ้น

  • บริษัทจำกัดในไทยต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป
  • หากเป็นบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จะเข้าข่าย “ธุรกิจต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งจะมีข้อจำกัดเพิ่มเติม
  • หากต้องการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีห้ามของ FBA จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) หรือใบรับรองการประกอบธุรกิจ

2. ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

  • หากบริษัทเป็น ธุรกิจต่างด้าว ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากบริษัทดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีต้องห้าม ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากไม่ได้เข้าข่ายธุรกิจต่างด้าว เช่น มีผู้ถือหุ้นไทยมากกว่า 50% ทุนจดทะเบียนสามารถเริ่มได้ตามปกติ

3. ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติห้ามทำ

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ได้กำหนดบัญชีธุรกิจที่ห้ามหรือจำกัดการประกอบกิจการไว้ เช่น

  • การค้าปลีกและค้าส่งสินค้าที่ทุนไม่สูง
  • ธุรกิจบริการบางประเภท เช่น งานกฎหมาย งานบัญชี
  • ธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและการเกษตร

หากชาวต่างชาติสนใจทำธุรกิจในกลุ่มนี้ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเข้าข่ายห้ามหรือไม่ และควรมีการวางแผนโครงสร้างบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย

4. ใบอนุญาตทำงานและการอยู่อาศัย

  • ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในบริษัทของตนเอง ต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าประเภท Non-B หรือ Business Visa
  • บริษัทต้องมีการจ้างงานคนไทยตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด เพื่อสนับสนุนการขอใบอนุญาตทำงาน

ข้อจำกัดที่ชาวต่างชาติควรระวัง

แม้ประเทศไทยเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก ได้แก่

1. ข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน – ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้โดยตรง (ยกเว้นบางกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะอนุญาต) หากต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มักต้องใช้รูปแบบเช่าระยะยาว (Leasehold)

2. ข้อจำกัดด้านแรงงาน – บางอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขายตรง งานขับรถ งานช่างฝีมือบางประเภท

3. กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน – การขอ Foreign Business License หรือการขอ BOI (Board of Investment) Promotion อาจใช้เวลานานและมีเงื่อนไขมาก

4. ความเสี่ยงทางกฎหมาย – หากโครงสร้างบริษัทไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใช้นอมินีถือหุ้นแทน อาจถูกดำเนินคดีและถูกเพิกถอนสิทธิ

ทำไมต้องมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท?

การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี และกฎหมายคนเข้าเมือง การมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้

1.ให้คำแนะนำด้านกฎหมายที่ถูกต้อง – ป้องกันการทำธุรกิจผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ เช่น เข้าข่ายธุรกิจต้องห้าม หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่ถูกต้อง

2.จัดทำและตรวจสอบเอกสาร – ตั้งแต่สัญญาจัดตั้งบริษัท ข้อบังคับภายใน ไปจนถึงสัญญาทางการค้า สามารถลดความเสี่ยงในอนาคต

3.ดูแลเรื่องใบอนุญาตและวีซ่า – ทนายความสามารถดำเนินการเตรียมเอกสารและประสานงานกับหน่วยงานราชการ เพื่อให้การทำงานของชาวต่างชาติถูกต้องตามกฎหมาย

4.ป้องกันข้อพิพาท – หากเกิดปัญหาทางธุรกิจ ทนายความจะสามารถให้คำแนะนำหรือดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัท

5.วางแผนภาษีและโครงสร้างธุรกิจ – เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และลดต้นทุนด้านภาษี

เลือกสำนักงานกฎหมายใดจึงเหมาะสม?

หากชาวต่างชาติต้องการเปิดบริษัทในไทยและมองหาที่ปรึกษากฎหมาย ควรเลือกสำนักงานที่มีประสบการณ์ตรงด้านการดูแลชาวต่างชาติ มีความเชี่ยวชาญทั้งในกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ถือเป็นหนึ่งในสำนักงานที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เรามีทีมทนายความและที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์ในการดูแล ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงสร้างธุรกิจ การจดทะเบียนบริษัท การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่อง เช่น การต่อวีซ่า การขอใบอนุญาตทำงาน และการป้องกันข้อพิพาททางธุรกิจ

ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงในไทย ต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าใจกฎหมาย การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทจะสามารถให้การดำเนินธุรกิจราบรื่น ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย

หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่วางแผนจะเปิดบริษัทในประเทศไทย หรือกำลังดำเนินธุรกิจอยู่แล้วและต้องการลดความเสี่ยงทางกฎหมาย สามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เสมอ เพราะเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงในประเทศไทย

ตกสถานะเป็น “นอมินี” โดยไม่รู้ตัว ทำอย่างไรดี? หากถูกหมายเรียกคดีนอมินี จะมีทางออกหรือไม่?

ในโลกธุรกิจของไทย คำว่า “นอมินี” (Nominee) มักถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกรณีการถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งตามกฎหมายไทยถือเป็นสิ่งต้องห้าม หากเข้าข่ายเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังตกเป็น “นอมินี” โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ถูกชักชวนให้ถือหุ้นแทนเพื่อนหรือญาติ ได้รับข้อเสนอผลตอบแทนเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งเซ็นเอกสารโดยไม่เข้าใจรายละเอียดทางกฎหมาย

คำถามคือ หากคุณตกเป็นนอมินีโดยไม่รู้ตัว หรือได้รับหมายเรียกคดีนอมินี ควรทำอย่างไร? และจะมีทางออกหรือแนวทางป้องกันอย่างไรบ้าง?

นอมินี คืออะไร และมีความผิดตามกฎหมายอย่างไร?

ตามความเข้าใจทั่วไป “นอมินี” หมายถึง ผู้ที่ถูกใช้ชื่อเข้าถือหุ้นหรือทำธุรกิจแทนบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแทนชาวต่างชาติที่ไม่สามารถถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดได้ กฎหมายไทย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดชัดเจนว่า หากมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ถือว่าเป็นการเลี่ยงกฎหมายและมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

โทษของการเป็นนอมินี ได้แก่

  • ปรับจำนวนมาก อาจสูงถึงหลายแสนหรือหลายล้านบาท
  • โทษจำคุกในบางกรณี
  • ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและประวัติของผู้เกี่ยวข้อง

ทำไมหลายคนตกเป็นนอมินีโดยไม่รู้ตัว?

มีหลายสถานการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเผลอกลายเป็น นอมินี โดยไม่ตั้งใจ เช่น:

  • เพื่อนหรือคนรู้จักขอให้ช่วยถือหุ้นแทน โดยอ้างว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่ชื่อเฉย ๆ”
  • ได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อยเป็นรายเดือนเพื่อใช้ชื่อ
  • เซ็นสัญญาหรือเอกสารโดยไม่อ่านรายละเอียดครบถ้วน
  • ทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติและถูกจัดตั้งให้เป็นผู้ถือหุ้นเล็กน้อยโดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมาย

ในหลายกรณี บุคคลเหล่านี้อาจไม่รู้เลยว่าตนเองมีความเสี่ยงทางกฎหมาย จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับหมายเรียกจากหน่วยงานรัฐ

หากถูกหมายเรียกคดีนอมินี ควรทำอย่างไร?

การได้รับหมายเรียกคดีนอมินีไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถือว่าเป็นคดีอาญาที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตและหน้าที่การงาน ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำคือ ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ ทันที โดยมีแนวทางเบื้องต้นดังนี้:

  1. อย่าละเลยหมายเรียก – การไม่ไปตามหมายเรียกอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงและถูกออกหมายจับได้
  2. รวบรวมเอกสารและหลักฐาน – เช่น ข้อตกลง หุ้นส่วนเอกสารการเงิน หรือข้อความแชท ที่แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้มีเจตนาจะเป็นนอมินี
  3. อธิบายข้อเท็จจริงกับทนายความ – บอกเล่าทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ว่าคุณเข้ามามีชื่อเกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นได้อย่างไร เพื่อให้ทนายวางกลยุทธ์ป้องกันได้ถูกต้อง
  4. ปฏิบัติตามคำแนะนำทางกฎหมาย – การต่อสู้คดีนอมินีมีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้แนวทางที่อ้างอิงข้อกฎหมายและหลักฐานที่ชัดเจน

มีทางออกหรือไม่ หากตกเป็นนอมินี?

คำตอบคือ มีทางออก หากคุณสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีเจตนาเข้าร่วมเลี่ยงกฎหมายหรือไม่ได้มีบทบาทจริงในการควบคุมธุรกิจ การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายให้คุณ:

  • แสดงข้อเท็จจริงว่าคุณไม่ใช่ผู้ได้ประโยชน์จากธุรกิจนั้น
  • ใช้หลักฐานยืนยันว่าเพียงถูกใช้ชื่อโดยไม่รู้รายละเอียด
  • ลดความเสี่ยงต่อการถูกตัดสินลงโทษรุนแรง

ทำไมควรปรึกษาทนายความเป็นอันดับแรก?

การตกเป็น “นอมินี” โดยไม่รู้ตัว ถือเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายการลงทุน กฎหมายธุรกิจ และกฎหมายอาญาในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้คุณเสียเปรียบหรือถูกลงโทษได้

ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีนอมินี สามารถให้บริการทางกฎหมายแก่คุณได้ในหลายด้าน เช่น:

  • ประเมินความเสี่ยงและโทษที่อาจเกิดขึ้น
  • วางกลยุทธ์ป้องกันและแนวทางต่อสู้คดี
  • ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานรัฐหรือศาลแทนคุณ
  • สามารถเจรจาเพื่อให้คดีจบลงด้วยผลกระทบที่น้อยที่สุด

การป้องกันไม่ให้ตกเป็นนอมินีตั้งแต่แรก

แม้จะมีทางออกหากตกเป็นนอมินีแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันก่อนปัญหาเกิดขึ้น:

  • อย่าเซ็นชื่อในเอกสารใด ๆ หากไม่เข้าใจรายละเอียด
  • อย่าถือหุ้นแทนใครโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อกฎหมาย
  • หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจหรือการลงทุน ควรปรึกษาทนายความก่อนเสมอ

นอมินีไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ควรรีบหาที่ปรึกษากฎหมายทันทีดีที่สุด

การตกเป็น นอมินี โดยไม่รู้ตัวอาจทำให้คุณต้องเผชิญกับคดีอาญา โทษปรับ หรือแม้แต่โทษจำคุก การเพิกเฉยหรือแก้ปัญหาด้วยตัวเองอาจยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ทางออกที่ดีที่สุดคือ รีบปรึกษาทนายความ ที่มีประสบการณ์ด้านคดีนอมินี เพื่อให้ได้รับการวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด👉 หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับ นอมินี หรือได้รับหมายเรียกคดีนอมินี
👉 ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญได้ทันที

โดนหมายเรียกนอมินี ต้องชี้แจงอย่างไรต่อกองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ?

“นอมินี” (Nominee) เป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยในคดีเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเด็นการลงทุนและการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ หลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นเพียงเรื่องทางธุรกิจธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว นอมินีอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายไทย และหากมีการตรวจสอบก็อาจนำไปสู่การถูกหมายเรียกจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ได้ ดังนั้นการเข้าใจความหมายและสิทธิในการชี้แจงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

นอมินี คืออะไร?

นอมินี หมายถึง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งยินยอมให้ชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการหรือธุรกิจแทนบุคคลอื่น โดยไม่ได้เป็นผู้ลงทุนหรือผู้มีอำนาจจริง ตัวอย่างเช่น

  • คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ เพื่อให้บริษัทดูเหมือนมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นตามกฎหมายไทย
  • การเปิดบัญชีธนาคารในชื่อคนไทย แต่ผู้ใช้สิทธิจริงคือคนต่างชาติ
  • การถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ

แม้ในบางกรณีอาจเป็นการทำเพราะไม่เข้าใจ แต่กฎหมายไทยถือว่าการเป็นนอมินีอาจเข้าข่าย การหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ

ทำไมถึงโดนหมายเรียกจากกองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ?

กองปราบฯ มีหน้าที่สืบสวนและปราบปรามคดีที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเงิน การออก หมายเรียกนอมินี มักเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่พบเบาะแสว่า

  1. มีการใช้ชื่อบุคคลไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ
  2. มีความผิดปกติของเส้นทางการเงิน เช่น การโอนเงินจำนวนมากเข้าออกบัญชีโดยไม่ชัดเจน
  3. บริษัทที่ตั้งขึ้นมีโครงสร้างผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานจริง
  4. มีผู้ร้องเรียนหรือมีการตรวจสอบเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา

เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ กองปราบฯ จะออกหมายเรียกให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าไปชี้แจง หากไม่ไปตามหมายก็อาจมีผลทางกฎหมายร้ายแรงกว่าเดิม

การเตรียมตัวก่อนเข้าชี้แจง

หากคุณได้รับ หมายเรียกนอมินี สิ่งแรกที่ควรทำคือ อย่าตกใจและอย่าเพิกเฉย แต่ควรเตรียมความพร้อมดังนี้

  • ตรวจสอบรายละเอียดหมายเรียก ว่าใครเป็นผู้ร้อง สาเหตุที่ถูกเรียก และวันเวลาเข้าพบเจ้าหน้าที่
  • รวบรวมเอกสาร เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ, สัญญาร่วมทุน, สัญญาเช่าที่ดิน หรือหลักฐานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
  • ทบทวนบทบาทของตนเอง ในธุรกิจหรือการทำธุรกรรมว่ามีส่วนได้เสียจริงหรือเพียงแค่ถูกยืมชื่อ

วิธีชี้แจงต่อกองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

เมื่อถึงวันเข้าพบเจ้าหน้าที่ ผู้ถูกเรียกควรปฏิบัติดังนี้

  1. ตอบคำถามตามข้อเท็จจริง – อย่าให้ข้อมูลเกินความจริงหรือปกปิด เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบความขัดแย้งจะยิ่งเสียหายมากขึ้น
  2. ใช้เอกสารยืนยัน – การมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น สัญญาการลงทุน, รายงานการประชุม, หรือการชำระเงินจริง จะช่วยสนับสนุนความบริสุทธิ์ใจ
  3. หลีกเลี่ยงการพูดคลุมเครือ – คำอธิบายที่ไม่ชัดเจนอาจถูกตีความว่าเป็นการเลี่ยงภาษีหรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย
  4. ให้ทนายความเป็นผู้ช่วยชี้แจง – ทนายจะช่วยใช้ภาษากฎหมายในการสื่อสาร ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจภาพรวมได้ตรงจุด และลดความเสี่ยงในการถูกตีความผิด

ความเสี่ยงหากชี้แจงไม่ชัดเจน

หลายกรณีผู้ถูกหมายเรียกไม่ได้มีเจตนาผิดกฎหมาย แต่เพราะขาดความรู้ทางกฎหมาย ทำให้การชี้แจงไม่สมบูรณ์และถูกตีความว่าเป็นนอมินีจริง ผลที่ตามมาอาจคือ

  • การถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาหลบเลี่ยงกฎหมาย
  • การเสียค่าปรับจำนวนมาก
  • การถูกเพิกถอนสิทธิในธุรกิจหรือที่ดินที่ถือครอง

ดังนั้น การชี้แจงอย่างถูกต้องและครบถ้วนตั้งแต่แรก จึงเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้คดียุติได้ในชั้นสอบสวน โดยไม่ต้องไปสู่การฟ้องร้องในศาล

คำแนะนำสำคัญจากทนายความ

สิ่งที่ผู้ถูกหมายเรียกนอมินีควรทำเป็นอันดับแรก คือ การปรึกษาทนายความ เพราะ

  • ทนายสามารถตรวจสอบได้ว่าการกระทำเข้าข่ายนอมินีจริงหรือไม่
  • ทนายสามารถวางแนวทางการชี้แจงให้สอดคล้องกับกฎหมาย
  • ทนายสามารถเป็นตัวแทนเข้าพบเจ้าหน้าที่ และลดความกดดันจากการถูกสอบสวน

นอมินีไม่ใช่เรื่องเล็ก โดนหมายเรียกจากกองปราบฯ ต้องมีทนายคอยแนะนำ

การถูก หมายเรียกนอมินี จากกองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องเล็ก หากไม่ชี้แจงให้ชัดเจนอาจนำไปสู่โทษทางกฎหมายร้ายแรง แต่หากเข้าใจสิทธิของตนเอง เตรียมเอกสารครบถ้วน และมีทนายความเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายและเดินเรื่องให้โอกาสที่เรื่องจะยุติลงตั้งแต่ชั้นสอบสวนก็มีสูง เนื่องจากคดีลักษณะนี้เกี่ยวพันทั้งกฎหมายเศรษฐกิจ กฎหมายอาญา และผลทางภาษี หากผู้ถูกหมายเรียกชี้แจงไม่รอบคอบ อาจกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาและเสี่ยงถูกดำเนินคดีโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะทนายความจะสามารถให้การชี้แจงต่อเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีเหตุผล มีน้ำหนัก ตรงประเด็นและปิดประเด็นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

👉 หากคุณหรือคนใกล้ตัวโดนหมายเรียกนอมินี อย่ารอช้า การปรึกษาทนายความคือก้าวแรกที่ปลอดภัยที่สุด

ธุรกิจจีนเลี่ยงภาษี! ระวังโดนดำเนิคดีตามกฎหมายไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของธุรกิจจีนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ได้จุดกระแสความกังวลในหมู่คนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้ภาษาจีนแทนภาษาไทยในป้ายร้านค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลที่น่าวิตกเกี่ยวกับ พฤติกรรมเลี่ยงภาษีของกลุ่มทุนจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและรายได้ภาษีของประเทศ

มีรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในระดับจังหวัด ระบุว่า พบธุรกิจที่มีลักษณะ “นอมินีไทย” หรือมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงในนาม ขณะที่การบริหารและเงินทุนทั้งหมดมาจากกลุ่มชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร บริษัททัวร์ หรือกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจบางแห่งรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เลย ขณะที่รับลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนที่จ่ายเงินสดหรือผ่านแอปพลิเคชันของจีนอย่าง Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า “พฤติกรรมลักษณะนี้อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย”

 ในวันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปพบกับผลกระทบและโทษทางกฎหมายในการเลี่ยงภาษีของนายทุนจีนกันว่าทางด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมศุลกากร ได้เริ่มจับตาธุรกรรมที่น่าสงสัยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และเตรียมปรับมาตรการตรวจสอบนอมินี รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานทางการเงินในการตรวจสอบกระแสเงินจากต่างประเทศ

รูปแบบการเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนในไทย

1.1 การใช้ “นอมินีไทย” ถือหุ้นแทน

ธุรกิจจีนบางแห่งในไทยใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นในนาม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจบางประเภทต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยไม่น้อยกว่า 51% ​

1.2 การหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

บางธุรกิจจีนรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ​

1.3 การรับชำระเงินผ่านระบบของจีน

ธุรกิจจีนบางแห่งรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของจีน เช่น Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินของไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

2.1 การสูญเสียรายได้จากภาษี

การเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีหลายร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ​

2.2 การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แต่ธุรกิจจีนที่เลี่ยงภาษีสามารถลดต้นทุนและขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน​

2.3 การทำลายกลไกตลาด

การเลี่ยงภาษีทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพต่ำ​

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี่ยงภาษีของชาวต่างชาติในไทย

6.1 พระราชบัญญัติภาษีอากร (ประมวลรัษฎากร)

หากพบว่าธุรกิจใด (ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ) จงใจเลี่ยงภาษี เช่น ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), รายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่ออกใบกำกับภาษี:

  • มาตรา 90/4 (พ.ร.บ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
    ผู้ใดไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (1.8 ล้านบาทต่อปี) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และเมื่อแจ้งให้จดแล้วยังไม่จด จะถูกสั่งปิดกิจการหรือเพิกถอนทะเบียนการค้า
  • มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
    ผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • มาตรา 90/7 (เจตนาหลีกเลี่ยงหรือออกใบกำกับภาษีเท็จ)
    มีโทษปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีที่เลี่ยง และเพิ่มเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน

6.2 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนำคนไทยมาเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนในกิจการที่ห้ามต่างด้าวทำ มีความผิดตามกฎหมายนี้

  • มาตรา 36
    หากพบว่ามีการใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • บทลงโทษเพิ่มเติม

    ศาลสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิการประกอบธุรกิจ และให้ชาวต่างชาติผู้นั้นพ้นจากประเทศไทย (ถูกเนรเทศ) ได้

6.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ในบางกรณี หากมีการใช้ระบบโอนเงินผ่านแอปต่างชาติ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay เพื่อซุกซ่อนรายได้ หรือไม่ผ่านระบบการเงินไทย และเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐ อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

  • มาตรา 3 และ 5
    รายได้จากการเลี่ยงภาษี หากนำไปใช้โดยไม่ผ่านระบบถูกกฎหมาย อาจถูกตีความว่าเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ/หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

6.4 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

กรณีชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาทำงานผิดประเภท

  • มาตรา 37 และ 75

    หากฝ่าฝืนเงื่อนไขวีซ่า เช่น ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อทำงาน มีโทษปรับ และอาจถูกเพิกถอนวีซ่า พร้อมเนรเทศ

ไม่อยากปิดธุรกิจ ปรึกษาทนายความ เพื่อจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง

แม้หลายกรณีของธุรกิจจีนในไทยจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า “เลี่ยงภาษี” หรือ “ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย” แต่ในทางปฏิบัติ บางส่วนอาจเกิดจาก “ความไม่เข้าใจกฎหมายไทย” หรือการแปลความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจต่างชาติเอง

“การมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ประโยชน์ของการมีทนายหรือที่ปรึกษากฎหมาย

  • ตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนบริษัท

    ทนายสามารถตรวจสอบว่าสัดส่วนผู้ถือหุ้น การจัดตั้งบริษัท และวัตถุประสงค์การดำเนินงานนั้น เป็นไปตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
  • ให้คำปรึกษาด้านภาษีและเอกสารบัญชี

    ทนายร่วมกับผู้สอบบัญชีสามารถช่วยวางระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรได้ถูกต้อง และป้องกันการโดนเบี้ยปรับย้อนหลัง
  • แนะนำระบบการรับเงินอย่างถูกกฎหมาย

    ในกรณีใช้แอปพลิเคชันการเงินของจีน เช่น Alipay หรือ WeChat Pay ทนายสามารถให้คำปรึกษาในการผูกระบบให้ถูกกฎหมายไทย เพื่อให้ข้อมูลการเงินสามารถตรวจสอบได้โดยรัฐ
  • ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าอย่างถูกต้อง

    หลายรายใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาประกอบธุรกิจ ทนายสามารถช่วยดำเนินการขอ Non-B หรือ Smart Visa รวมถึง Work Permit ให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

  • ช่วยไกล่เกลี่ยหากเกิดคดีความ

    หากมีการตรวจสอบย้อนหลัง หรือถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีหรือมีนอมินี ทนายสามารถเข้าเจรจา แก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดีในชั้นศาลได้

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติ

  • ควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนเริ่มธุรกิจในไทย
  • ไม่ควรใช้ชื่อบุคคลอื่นหรือคนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่มีการบริหารจริง
  • วางแผนภาษีร่วมกับทนายและนักบัญชีตั้งแต่ก่อนเปิดกิจการ
  • หากถูกตรวจสอบ ควรให้ทนายเป็นผู้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางกฎหมาย

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการให้คำปรึกษาที่แตกต่างกันออกไป และผลลัพธ์ในการให้คำปรึกษาล้วนประสบผลสำเร็จ และบริษัทต่างๆ ล้วนให้คำตอบรับเป็นที่น่าพอใจ  ผู้ประกอบการหรือบริษัทต่างชาติที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณี👉 >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : มาตรา 38_64 | กรมสรรพากร – The Revenue Department (rd.go.th)

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!