เป่าแอลกอฮอล์ ผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

เป่าผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความนี้ไม่มีผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดที่อยากจะโดนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ เมาแล้วขับ จริง ๆ แต่คงเป็นเพียงความคิดเท่านั้น เพราะทุกวันนี้เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุรถชน แน่นอนว่าก็ไม่วายที่จะถูกมองว่าเมาแล้วขับ จากการที่คุณถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้คุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกกล่าวว่า

 เป็นเหตุให้ต้องโดนคดีเมาแล้วขับอย่างแน่นอน จากการทำคดีเมาแล้วขับของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 90% ของผู้เสียหายที่มาให้เราทำคดีความให้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้กลายเป็นบุคคลที่เมาแล้วขับไปโดยปริยาย และแม้ว่าคุณจะยืนกรานอย่างไรว่าไม่ได้เมาแล้วขับก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ้นคดีเมาแล้วขับไปได้ และเมื่อคุณถูกแจ้งว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นั่นคือแน่นอนแล้วว่าคุณจะไม่ได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างแน่นอน

กรณีตัวอย่าง : ผู้เสียหายถูกประกันปัดจ่ายกับข้ออ้างเดิม ๆ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความที่ไม่มีใครอยากโดน ผู้เสียหายท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่คงไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อประกันภัยหัวแพทย์หยิบยื่นคดีเมาแล้วขับมาให้ถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุรถชน ภายหลังเกิดเหตุตัวแทนประกันได้มาและผู้เสียหายได้เป่าแอลกอฮออล์ได้ผลเพียง 13 Mg.% เท่านั้น แต่กลับโดนบริษัทประกันปัดจ่ายไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ  ยืนยันอ้างว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง ผู้เสียหายจึงโร่เดินทางร้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่ไม่เป็นผลเมื่อบริษัทประกันยังยืนยันไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น จนผู้เสียหายสุดทนกับการที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม เคสนี้จึงได้ถึงมือ #ทนายอาร์ม  ในที่สุด ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ได้ดำเนินคดีเมาแล้วขับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายท่านนี้ 

หากเจอกรณีแบบเคสตัวอย่างนี้ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำว่า ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีดีกว่า ดีกว่าเดินเรื่องเอง หรือถูกบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอที่ไม่ธรรมให้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงแล้ว การมีคดีเมาแล้วขับยังเสียเวลาและเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอีกด้วย คดีเมาแล้วขับทนายอาร์มช่วยคุณได้

4 กรณี ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% ก็ถือว่า “เมาสุรา”

อย่างที่ทราบกันในคดีเมาแล้วขับหากผู้ใดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 Mg.% ถือว่า เมาสุรา อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีนี้ที่หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 Mg.% ถือว่าเมาสุรา มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
  • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรือเป็นผู้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

           คดีเมาแล้วขับตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 Mg.% แต่ในความเป็นจริงแล้วในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก คือ การมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่นั้นปลอดภัยที่สุด หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านสามารถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก คดีเมาแล้วขับก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

คดีเมาแล้วขับ

คดีเมาแล้วขับ คดีความสุดฮิตที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

คดีเมาแล้วขับ เรียกได้ว่าเป็นคดีสุดฮิตที่มีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้จะเป็นข่าวดังถึงขั้นออกรายการ “#โหนกระแส กันมาแล้ว แต่บริษัทประกันภัยก็ยังทำแสบไม่หยุด จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สำนักงานของเราได้รับทำคดีเมาแล้วขับมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลเม็ดเด็ดจากบริษัทประกันภัย

คดีเมาแล้วขับ กลเม็ดเด็ดของที่ประกันภัยมักนำมาใช้ นั่นก็คือการประวิงเวลาให้ผู้เสียหายตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทิ้งระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุ หลังจากนั้นจะหยิบยกเอาทฤษฎีว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนเราจะลดลง 15 Mg.% ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง แล้วจะนำมาคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นระหว่างตอนเกิดเหตุจนถึงตอนที่ได้ตรวจวัด คดีเมาแล้วขับจึงเป็นเรื่องที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยพากันออกมาร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ว่าการที่บริษัทประกันภัยใช้วิธีการแบบนี้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายเอาเสียเลย แถมยังดูเป็นการจงใจ ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแรกอีกด้วย

           ผู้เสียหายหลายท่านเจอแบบนี้ก็ถึงกับไปไม่เป็น บางรายเจอคดีเมาแล้วขับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เมาแล้วขับ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย ก็ดันถูกทำให้กลายเป็นบุคคลเมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ซะอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังดูปัดความรับผิดชอบไม่สมกับเป็นบริษัทประกันที่ควรจะเป็นมิตรแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้เสียหายถูกเอาเปรียบนานเข้า ก็เริ่มทนไม่ไหว จากที่ไม่ได้ต้องการที่จะมีสถานเป็นโจทก์ หรืออยากมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ต้องมาให้ทนายอาร์มดำเนินคดีความให้ เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยทำให้ต้องดำเนินคดี หากรับผิดชอบตั้งแต่แรก คงไม่มีคดีเมาแล้วขับ หรือการดำเนินคดีความกับบริษัทประกัรนภัยเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้

           หากผู้เสียหายท่านใด เกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วถูกบริษัทประกันใช้กลยุทธ์ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธการจ่าย ปัดความรับผิดชอบเช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ทนายอาร์ม และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอง ไม่ต้องเจรจาให้เสียเวลา เสียการ เสียงาน  หาทนายความปรึกษาคดีเมาแล้วขับทันที สามารถทักมาปรึกษาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือ เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยหัวหมอเล่นแง่ เปลี่ยนคำให้การ

ประกันภัยหัวหมอเล่นแง่ เปลี่ยนคำให้การ

จากคำให้การคนขับรถในตอนแรก คนขับรถรับสภาพผิดเป็นคนประมาททำให้เกิด อุบัติเหตุพอได้เจอประกันหัวหมอ แนะให้คนขับเปลี่ยนคำรับสภาพ ให้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายที่ประมาทเอง จากเป็นผู้เสียหายต้องกลายเป็นคนผิดซะเอง ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บ ขาหัก ทำงานไม่ได้ ทั้งเจ็บตัวทั้งกลายเป็นคนผิด และถูกปฏิเสธไม่จ่ายสักบาท 

เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมแบบนี้ รีบเข้าปรึกษา ทนายอาร์ม ช่วยดำเนินการทันที

ต้องทำอย่างไร? เมื่อเจอประกันภัยอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย !

ต้องทำอย่างไร เมื่อเจอประกันภัยอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย !

หลายกลวิธีเหลือเกินที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้หลอกลวงผู้บริโภค เกี่ยวกับ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มีหลายเคสแล้วที่ประกันภัยเหมือนไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อผู้บริโภค พอทำทีว่าจะรับผิดชอบก็อ้าง นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ซะอย่างนั้น จนทำให้ผู้บริโภคต้องมาปรึษาทนายให้ช่วยเหลือ กรณีเคส ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายก็หลงอุ่นใจคิดว่าได้ใบเคลมแล้วประกันจะรับผิดชอบ จัดการให้เอารถเข้าอู่เรียบร้อย แถมบอกว่าติดต่อกับอู่ให้แล้วรอซ่อมได้เลย อยู่ในขั้นตอนการประเมินผลแอลกอฮอล์ จนทำให้รถของผู้เสียหายในกรณีเคส ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ต้องนอนเฝ้าอู่ไปเลยร่วม 2 เดือน แล้วก็ยังไม่ซ่อมให้อีก สุดท้ายประกันงัดมุกอ้าง #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ผู้เสียหายเป่าได้เพียง 27 Mg.% เท่านั้น ผู้เสียหายได้ติดต่อหาทนายทันที เจอแบบนี้ทนายเองก็ไม่คิดว่าประกันจะใช้มุก นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นี้เพราะไม่ถึงเกณฑ์ ผู้เสียหายก็เดือดร้อนเพราะโดนประกันเอาเปรียบแล้วยังยื้อเวลาแบบนี้ เรื่องก็ต้องถึงมือ #ทนายอาร์ม ดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายอย่างไม่รอช้า

รู้ทันประกันภัยเพื่อไม่หลงตกเป็นเหยื่อ

ปัญหาร้อยแปดข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับคดีเมาขับ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ว่าถ้าหากในอนาคตเราต้องตกเป็นผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับต้องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือวันหนึ่งขับรถไปแล้วเจอด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วกลัวว่าจะทำตัวไม่ถูก หรือกลัวเจอประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เรามีข้อมูลความรู้ดี ๆ จากทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาให้ฝากกัน

ผ่านด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ เรามีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ตรวจวัดได้หรือไม่?

ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ คือ เรามีสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเรามีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ทำตามได้  แต่ !!! ต้องเข้าใจก่อนว่าอาจมีผลอย่างอื่นตามมาด้วย ซึ่งในทางกฎหมาย มีอยู่ว่า ถ้ากรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกให้เราเป่าแอลกอฮอล์ แต่เราเลือกที่จะไม่เป่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมองว่าเราขัดขืนคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ และอาจจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเรามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถือว่าเราขับรถในขณะเมาสุรา  แน่นอน

หากเราบริสุทธิ์ใจ แต่ไม่เป่าแอลกอฮอล์ควรทำอย่างไร ?

หากเราบริสุทธิ์ใจจริง ๆ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ มั่นใจว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50  มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แน่ ๆ แนะนำว่า ให้เป่าเลย เพราะว่าการเป่าหรือการที่เราได้ผลแอลกอฮอล์ออกมานั้น จะนำไปสู่ขั้นตอนในทางกฎหมาย ซึ่งเราสามารถนำไปเป็นข้อต่อสู้ของเราได้หากเกิดกรณี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หรืออ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

แอลกอฮอลล์เกิน 50mg แล้วทำไมประกันต้องจ่าย

ในกรณีที่เราดื่มแอลกอฮอล์และเมาจริง ๆ

ในกรณีนี้ก็จะเป็นไปตามกฎหมาย คือ เราขับรถในขณะเมาสุรา จะมีโทษจำคุก โทษปรับ และต้องดูด้วยว่า ความร้ายแรงของข้อหาที่ขับรถในขณะเมาสุราด้วย เพราะอาจจะไปเชื่อมโยงในกรณีอาจเป็นความประมาทเลินเล่อ โดยประกันสามารถอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้นจะเป็น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซึ่งจะเชื่อมไปอีกว่าผลของการกระทำของเรา เป็นความผิดร้ายแรงมากน้อยขนาดไหน เช่น ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส , มีผลต่อทรัพย์สิน หรือว่าทำให้ถึงตายหรือไม่ หลักสำคัญคือเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่

เมาแล้วขับควรทำอย่างไร ?

การที่รับสารภาพ ในทางอาญาก็จะเป็นผลดีกับเราเพราะว่าเป็นเรื่องของการลดโทษได้ แต่การที่เราประวิงเวลา หรือว่าไม่ยอมเป่า รอเวลาให้ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลง หากมองในทางคดีความอาจจะทำให้เห็นว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์ใจจริง ๆ หรือไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเราหวังผลว่าการที่เรารอเวลาเพื่อที่จะให้แอลกอฮอล์ลดน้อยลง ก็จะทำให้ไม่เป็นประโยชน์ในรูปคดีได้ สุดท้ายเราก็จะโดนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวเราเอง

ต้องการประวิงเวลาจริง ไม่มั่นใจผลแอลกอฮอล์ในร่างกาย เราสามารถทำได้ไหม ?

เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ต้องลองมองก่อนว่าอย่างแรกที่ต้องสำรวจตัวเองก่อน คือ เรากินไปเท่าไร มากน้อยเพียงไหน สมมติว่าเราดื่มไปในปริมาณ 1-2 แก้ว ดื่มเป็นกระป๋อง กระป๋องเล็กหรือกระป๋องใหญ่ ตัวอย่างเช่น เราดื่มขวดใหญ่ 3 ขวด ซึ่งเป็นไปได้ยากว่าแอลกอฮอล์จะน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ถ้าปฏิเสธไม่เป่าแอลกอฮอล์ จะโดนข้อหาอะไรบ้าง ?

แน่นอนเลยว่าโดนข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้ทำการทดสอบผู้ขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2542 มาตรา 142 วรรคสอง ซึ่งเป็นในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรเจ้าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 อนุ 1 หรือ อนุ 2 ให้เจ้าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือเมาอย่างอื่นหรือไม่ โดยบทกำหนดโทษเป็นไปตามมาตรา 154 อนุ 3 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรเจ้าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 142 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท

            ทั้งนี้พระราชบัญญัติจราจรทางบกมาตรา 142 วรรคสอง ก็ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่กิจการอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือว่าของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมให้ทดสอบตามวรรค 3 โดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคุณนั้นฝ่าฝืนมาตรา 43 อนุ 2 นั้นก็คือสันนิษฐานไว้ว่าขับรถขณะเมาสุรานั่นเอง

เป่าแอลกอฮอล์ไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อขับรถชนแต่ประกันปฏิเสธไม่จ่ายทำอย่างไรได้บ้าง ?

เวลาเราเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย เป่าแอลกอฮอล์ผลออกมาว่าไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แล้วประกันยังอ้างปฏิเสธว่าเกินนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพราะว่าในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยระบุไว้ว่าถ้าปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายให้แก่เรา ดังนั้นหากมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น จะเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ส่วนถ้าเป่าแอลกอฮอล์ไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และถูกประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย หรือหยิบยกข้ออ้างสาระพัดมาเพื่อหาเรื่องปฏิเสธ หากคุณไม่อยากตกเป็นเหยื่อ หรือถูกประกันภัยเอาเปรียบต้องติดต่อหาเราดำเนินการทันที สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!