บริษัทประกันภัยนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย

ในหลายปีที่ผ่านมา มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ด้วยเหตุผลว่า “ขณะเกิดเหตุมีแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

แต่สิ่งที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภคคือ การที่บางบริษัทประกันภัย นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยไม่ได้อ้างอิงค่าที่ตรวจได้จริงในขณะเกิดเหตุ หากแต่ใช้ “คู่มือตีความภายใน” มาคำนวณย้อนกลับว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่จะลดลงเฉลี่ย 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วจึงตีความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในทางกฎหมายและความยุติธรรมของระบบประกันภัยว่า “บริษัทประกันภัยมีสิทธินับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเองหรือไม่?”

กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ขณะเกิดเหตุเท่านั้นที่สำคัญ

ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43(2) ระบุชัดเจนว่า

“หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย”

นั่นหมายความว่า การพิจารณาว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์หรือไม่ ต้องดูจาก ผลตรวจจริง “ขณะเกิดเหตุ” หรือใกล้เคียงกับเวลานั้นมากที่สุด
ไม่ใช่การคำนวณย้อนหลัง หรือสมมุติค่าแอลกอฮอล์จากสูตรเฉลี่ยตามคู่มือภายในของบริษัทประกันภัย

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัย “ตีความเอง” ว่าสามารถนับผลย้อนหลังได้ จึงเป็นการ ฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาประกันภัย และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดรองรับ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง “เชื่อถือไม่ได้”

ในคดีหนึ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่น่าสนใจมาก
ศาลได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทประกันภัยนำเพียง “คู่มือตีความกรมธรรม์” มาอ้างว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เอาประกันจะลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วคำนวณย้อนหลังเพื่ออ้างว่าผู้เอาประกันมีปริมาณเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น

เป็นพยานหลักฐานที่ “มีน้ำหนักน้อย” และ “เชื่อถือไม่ได้”

ศาลเห็นว่า การคำนวณย้อนหลังลักษณะนี้เป็นการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย และส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมในสัญญาผู้บริโภค

ศาลจึงวางหลักสำคัญไว้ว่า

“เมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางมากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้การคำนวณภายในฝ่ายเดียว”

กล่าวคือ หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือผลตรวจจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ เวลาที่เกิดเหตุ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองได้

ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด คปภ. กลับไม่ลงโทษบริษัทประกันภัย

แม้จะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วางหลักไว้ชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ
เมื่อบริษัทประกันภัยปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมด้วยเหตุผลเรื่องแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แล้วผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

หลายกรณีกลับพบว่า คำสั่งของ คปภ. เองก็ยังยึดแนวทางเดียวกับบริษัทประกันภัย โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน

ทนายอาร์มได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เมื่อศาลพิพากษาชัดว่าบริษัทประกันภัยทำผิด แต่ทำไม คปภ. ถึงไม่ลงโทษบริษัทเหล่านั้น?”

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในระบบกำกับดูแล ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากถูกเอาเปรียบซ้ำซ้อน ทั้งจากบริษัทประกันภัย และจากหน่วยงานที่ควรคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ผู้บริโภคควรทำอย่างไร หากถูกปฏิเสธเพราะประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง?

อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ

หากบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้ขับขี่ “มีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดขณะขับขี่” แล้วปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ควรรีบปรึกษาทนายความทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อสู้ด้วยตัวเอง

หลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่เราอธิบายความจริง เขาก็น่าจะเข้าใจ” หรือ “เรามีผลตรวจจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว ก็น่าจะพอ” แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและทนายความอยู่เบื้องหลัง พวกเขารู้ช่องว่างของสัญญา รู้แนวทางตีความในชั้นศาล และรู้แม้กระทั่งว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่กล้า” ฟ้อง

หากคุณไม่มีทนายความที่เข้าใจระบบประกันภัยคอยวางรูปเรื่องตั้งแต่ต้น ไม่มีทางเลยที่คุณจะรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่มีทางที่จะไม่ถูกเอาเปรียบ

เพราะ ทุกถ้อยคำในสัญญา หรือ ทุกจุดเล็ก ๆ ในรายงานผลแอลกอฮอล์ สามารถถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดได้ทั้งสิ้น
บริษัทประกันภัยอาจใช้ถ้อยคำคลุมเครือในสัญญา เช่น “หากมีแอลกอฮอล์ในเลือด” โดยไม่ระบุชัดว่า “ต้องวัด ณ เวลาที่เกิดเหตุ” ซึ่งเปิดช่องให้บริษัทนำมาใช้ตีความย้อนเวลาเองได้

หากไม่มีทนายความมาเดินเรื่องตั้งแต่ต้น ผู้บริโภคมักจะ “ตกหลุม” ทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว  จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎหมายจริง

ไม่สนับสนุนให้ขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน

ทนายอาร์มยืนยันว่า

“เราไม่สนับสนุนให้ใครขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน”

การตีความผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนอกจากจะขัดต่อสัญญาประกันภัยแล้ว ยังเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่ผิด” ให้กับระบบคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะจะเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธค่าสินไหมโดยอ้างเหตุผลใดก็ได้

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองเพราะข้ออ้างเรื่อง “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง”
อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภคและประกันภัยเพื่อให้กฎหมายคุ้มครองสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะมีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?

หากถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่า “มีแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แล้วปฏิเสธค่าสินไหม อย่ารอให้เสียเวลาไปกับการไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายบริษัทจะใช้ข้อกฎหมายตีความให้คุณเสียเปรียบอยู่ดี รีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย
เพื่อให้ทนาย “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น เพราะเพียงแค่ก้าวแรกที่ผิดพลาด คุณอาจเสียสิทธิ์ทั้งหมดที่ควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย

การนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่หลักฐานที่กฎหมายยอมรับ บริษัทประกันภัยไม่มีสิทธิคำนวณย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่พึงได้ เพราะกฎหมายอยู่ข้างผู้บริโภคที่ถูกต้องเสมอและ “การมีทนายอยู่ข้างคุณ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกของสัญญาและการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนที่ไม่เป็นธรรม หากถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คลิก >>>ติดต่อเรา<<< หรือโทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661

เมื่อ “แอลกอฮอล์” กลายเป็นประเด็นในคดีประกันภัย : กรณีศึกษาและกลยุทธ์การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

ในโลกของ คดีประกันภัย หลายครั้งที่ผู้เอาประกันหรือลูกค้าต้องเผชิญกับเทคนิคทางกฎหมายและกลยุทธ์การตีความจากบริษัทประกันภัย ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เอาประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ แอลกอฮอล์ ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนึ่งในกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องราวของลูกความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยที่ใช้วิธี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อหาช่องทางปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้ในความเป็นจริงผู้เอาประกันจะไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ตาม

กรณีตัวอย่าง : อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดและประเด็นการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

ลูกความรายนี้ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถของการทางพิเศษในขณะขับรถกลับจากที่ทำงาน หลังเกิดเหตุได้ติดต่อบริษัทประกันภัยทันที แต่ทางบริษัทกลับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่เคลมไม่สามารถขึ้นมาบนทางด่วนได้ ต้องนัดหมายให้ผู้เสียหายลงมาพบที่ด้านล่าง ซึ่งทำให้เสียเวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง

เมื่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันมาถึง กลับยืนยันให้ผู้เสียหายไปตรวจวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ แม้ว่าผู้เสียหายจะแจ้งแล้วว่าไม่ได้ดื่มจนเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็ตาม ผลการตรวจพบว่ามีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายกำหนด และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งข้อหาเพียง “ขับรถโดยประมาท” เท่านั้น

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ หลังจากผู้เสียหายได้รับใบเคลมแล้วเกือบหนึ่งเดือน บริษัทประกันภัยกลับแจ้งปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างประเด็น แอลกอฮอล์ และยังให้ผู้เสียหายชดใช้ค่าเสียหายแทนส่วนที่บริษัทได้จ่ายไปให้คู่กรณีอีกด้วย

ประเด็นทางกฎหมาย : แอลกอฮอล์กับคดีประกันภัย

ตามกฎหมายจราจรทางบก กำหนดว่าผู้ขับขี่ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ต้องมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กรณีนี้ผู้เสียหายมีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันกลับใช้ประเด็นนี้เป็นเหตุผลในการ ปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทฯ พยายามใช้วิธี “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ การนำเวลาที่ผู้เสียหายเสียไปก่อนตรวจวัด (เกือบ 1 ชั่วโมง) มาคำนวณย้อนกลับว่าจริง ๆ แล้วตอนเกิดเหตุอาจมีค่าเกินที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าผลตรวจจริงในเวลาที่วัดจะไม่เกินก็ตาม

กลยุทธ์นี้กลายเป็นช่องทางให้บริษัทประกันใช้เพื่อเอาเปรียบลูกค้าในหลายกรณี ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมและอาจเข้าข่ายเป็นการเลี่ยงความรับผิดโดยไม่สุจริต

ตีแผ่กลยุทธ์การ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”ของบริษัทประกันภัย

วิธีการนี้คือ การอ้างหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าร่างกายใช้เวลาในการสลายแอลกอฮอล์เฉลี่ยชั่วโมงละ 10–15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากผู้เสียหายมีค่า 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในเวลาตรวจ อาจถูกตีความว่าตอนเกิดเหตุจริงมีค่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และถือว่าผิดกฎหมาย

แม้ในความจริง การคำนวณเช่นนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัว เพศ ช่วงเวลาที่ดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ที่บริโภค และระยะการเผาผลาญของร่างกาย แต่บริษัทประกันภัยกลับใช้วิธี นับย้อนหลัง โดยไม่สนใจความเป็นจริง เพื่อหาข้ออ้างในการไม่ชดใช้ค่าสินไหมให้ผู้เสียหาย

ผลกระทบต่อผู้บริโภค

ในมุมของผู้เสียหาย ถือว่าเสียเปรียบอย่างมาก เพราะในวันเกิดเหตุได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ทั้งแจ้งเหตุ ติดต่อบริษัทประกันภัย และยอมตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่กลับต้องรอเกือบ 1 เดือนเพื่อมาทราบว่าบริษัทปฏิเสธการซ่อมรถ

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • รถไม่ได้รับการซ่อมตามสัญญา
  • ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่บริษัทไปจ่ายให้คู่กรณี
  • เสียเวลาและโอกาสจากการรอคำตอบเกือบเดือน
  • เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจในบริษัทประกันภัย

นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคอาจตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ซับซ้อน หากไม่มีความรู้หรือไม่มี ทนายความ คอยให้คำปรึกษา

บทเรียนสำคัญจากคดีประกันภัยกรณีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

1.อย่าชะล่าใจ – แม้คิดว่าตนเองไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันอาจใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาตีความในทางเสียเปรียบ

2.ควรตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัดเจน – เงื่อนไขบางข้อเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธค่าสินไหม

3.ไม่ควรต่อสู้เพียงลำพัง – คดีประกันภัยที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์มักซับซ้อนและเต็มไปด้วยเทคนิคการตีความ ควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดำเนินการ

4.เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน – ตั้งแต่การแจ้งเหตุ การติดต่อบริษัท การตรวจวัดแอลกอฮอล์ ควรมีเอกสารหรือพยานยืนยันเพื่อใช้ต่อสู้หากเกิดข้อพิพาท

ปกป้องสิทธิด้วยความรู้และปรึกษาทนายคดีประกันภัย

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า คดีประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จบลงแค่ผลตรวจวัดในวันเกิดเหตุ แต่ยังมีกลยุทธ์ซ่อนอยู่ เช่น การ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ที่ทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม

ดังนั้น ผู้เอาประกันทุกคนควรตระหนักว่า การมี ทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแลตั้งแต่แรก จะช่วยให้การต่อสู้กับบริษัทประกันเป็นไปอย่างมั่นใจและมีโอกาสได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

เพราะในโลกของคดีประกันภัย “ความรู้ทางกฎหมาย” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด และ “ทนายความ” คือผู้ที่จะทำให้ผู้บริโภคไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมการเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยที่กำลังใช้กลยุทธ์นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาเอาเปรียบ อย่ารอช้า >>ติดต่อเรา<< เพื่อปรึกษาทนายความทันที

ทะแนะข้างบ้านบอก #รักษาตัวให้หายดีก่อน พ่อสั่ง!!! ต้องทนายที่นี่

ผู้เสียหายเจอประกันภัยงัดมุกเด็ด #รักษาตัวให้หายดีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เคสแรกที่ประกันภัยงัดกลยุทธ์นี้ใส่ เพราะมีผู้เสียหายไม่น้อยเลยที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องทุกข์ใจกับคำนี้ของประกันภัย ได้ยินคำนี้เมื่อไร รักษาตัวให้หายดีก่อน ให้รีบปรึกษาทนาย หรือมีทนายไว้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ อย่างกรณีต่อไปนี้เมื่อไม่สามารถตกลงค่าเสียหาย และประกันภัยเอาแต่พูดว่าให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” เจอแบบนี้ผู้เสียหายคิดหนัก จนต้องโร่ติดต่อสายตรงหาทนายอาร์ม

ผู้เสียหายเจอประกันภัยงัดมุกเด็ด #รักษาตัวให้หายดีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เคสแรกที่ประกันภัยงัดกลยุทธ์นี้ใส่ เพราะมีผู้เสียหายไม่น้อยเลยที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องทุกข์ใจกับคำนี้ของประกันภัย ได้ยินคำนี้เมื่อไร รักษาตัวให้หายดีก่อน ให้รีบปรึกษาทนาย หรือมีทนายไว้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ อย่างกรณีต่อไปนี้เมื่อไม่สามารถตกลงค่าเสียหาย และประกันภัยเอาแต่พูดว่าให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” เจอแบบนี้ผู้เสียหายคิดหนัก จนต้องโร่ติดต่อสายตรงหาทนายอาร์ม

เจอประกันบอก #รักษาตัวให้หายดีก่อน จนพ่อสั่ง!!! ต้องทนายที่นี่เท่านั้น

         เคสนี้ผู้เสียหายเป็นผู้โดยสาร รถที่โดยสารมาเกิดอุบัติเหตุไปชนกับรถขนอ้อย เรื่องราวเกิดขึ้นที่จังหวัดในแถบภาคอีสานตอนล่าง โดยผู้เสียหายท่านนี้ได้ติดต่อมาทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาก่อนแล้ว แต่เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจมากกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ของบริษัทประกันภัย จึงได้รีบโทรมาเล่าปรึกษาทนายอาร์ม

         โดยเรื่องมีอยู่ว่า ผู้เสียหายท่านนี้โดยสารมาในรถตู้ และรถตู้ได้ชนท้ายกับรถขนอ้อย ผู้เสียหายก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้เจ้าของรถก็ติดต่อมาดีในทิศทางที่ว่าจะช่วยผู้เสียหายดำเนินการเรียกค่าสินไหมให้ ปลอบใจผู้เสียหายตลอดไม่ต้องกลัว หรือไม่ต้องกังวลใด ๆ  ต่าง ๆ นานา แต่ภายหลังกลับคำต่อผู้เสียหาย กลายเป็นหนังคนละม้วนว่า “หากผู้เสียหายอยากได้เท่าไรให้ไปจัดการเอง” ต่อมาเรื่องถึงหูพ่อของผู้เสียหาย โดยพ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ไต้หวัน และบังเอิญว่าพ่อของผู้เสียหายได้ติดตามและได้ดู YOUTUBE ของทนายอาร์มมา จึงได้แนะนำบอกลูกสาว (ผู้เสียหาย) ว่าต้องทนายที่นี่เท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน

ทนายอาร์มกับคดีประกันภัยที่ดังไกลถึงไต้หวัน

         อย่างที่กล่าวไปพ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ต่างแดนในประเทศไต้หวัน เป็นแฟนคลับที่ติดตาม และรับชมดูทนายอาร์มจากใน YouTube บ่อย ๆ ไม่คิดว่าว่าวันหนึ่งเรื่องจะมาเกิดกับลูกสาวตนเอง จึงส่งลิงก์ YouTube ต่าง ๆ ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เกี่ยวกับรักษาตัวให้หายดีก่อน มาให้ลูกสาวดู และเน้นย้ำลูกสาวว่า “ต้องคนนี้นะ ทนายคนนี้เท่านั้น”

ทำไมต้องทนายที่นี่ ?

         หากย้อนไปดูคลิปเก่า ๆ จะเห็นว่าสำนักงานฯ เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับประกันภัยหัวหมอมากมาย เกี่ยวกับพฤติการณ์ของประกันที่จ้องจะเอาเปรียบประชาชน กับคำว่ารักษาตัวให้หายดีก่อน และยังมีหลายคลิปเกี่ยวกับเรื่องให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน และคดีนี้ก็เช่นเดียวกัน ประกันบอกผู้เสียหายว่าไปรักษาตัวให้หายดีก่อน เนื่องจากตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้ในชั้นโรงพัก ประกันบอกให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน และเมื่อเรื่องไปถึงชั้นศาล ประกันก็กลับมาพูดว่า “ก็คุณรักษาตัวหายดีแล้ว”

         ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในขั้นตอนของการขึ้นศาลก่อนว่า กว่าจะได้ขึ้นศาลก็ใช้เวลาพอสมควรแล้ว และตัวผู้เสียหายเองก็รักษาตัวให้หายดีก่อนรักษาตัวจนหายดีตามคำประกันบอก หากเรารอรักษาตัวให้หายดีก่อนค่อยไปขึ้นศาล อาการบาดเจ็บก็หายดีตามเวลาเห็นได้อย่างชัดเจน ก็จะทดเวลาไปอีก ตรงนี้จึงทำให้ผู้เสียหายเสียเปรียบทางรูปคดีกับคำว่ารักษาตัวให้หายดีก่อนของประกัน

เป็นไรอย่างไรเมื่อคนข้างบ้านอยากเป็นท(แนะ)นาย

         นอกจากนี้ก็ยังมีผู้เสียหายโทรมาปรึกษาทนายบอกกับทนายอาร์มว่า คนข้างบ้านบอกมาว่า “ถ้าเราไปเรียกค่าเสียหายแล้ว เราจะเรียกอะไรอีกไม่ได้นะ” ใครเจอแบบนี้ก็หลงเชื่อแบบผิด ๆ ไปหมด  ในทางกฎหมายกำหนดให้เราเรียกในอนาคต นอกจากนั้นแล้ว ถ้าไปถึงศาล ศาลยังสงวนสิทธิให้เรียกในอนาคตได้อีกด้วย คือ กฎหมายมุ่งเน้นที่จะให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ที่รวดเร็ว แต่เรากลับไม่รู้ทันประกัน ทนายอาร์มขอย้ำมองอีกมุมว่า  บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่รถยังไม่ชน แต่ผู้เสียหายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา หรือคนทั่วไป แม้แต่ทนายยังไม่มี มีแต่ทะแนะที่ชอบแนะนำให้เข้าใจไปอย่างผิด ๆ จนผู้เสียหายเกิดความเดือดร้อนตามมา

หลงเชื่อทะแนะ สุดท้ายโทรหา “ทนาย”

         ทนายความ อาชีพที่ไม่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่าย ๆ เพราะกว่าจะเป็นทนายความที่สามารถให้คำปรึกษา หรือดำเนินคดีความได้ ต้องผ่านอะไรมามากมายเลยทีเดียว แต่ก็ไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุใด มักมีผู้รู้ที่รู้ดี รู้ทุกอย่างไปมากกว่าทนายความมืออาชีพ หรือที่เรียกว่า #ทะแนะ อาชีพหนึ่งที่ใครก็เป็นได้ ขอเพียงแค่มีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก็สามารถเป็น ทะแนะ ได้แล้ว อย่างเรื่องอุบัติเหตุ การเรียกร้องค่าสินไหม ค่าเสียหายต่าง ๆ หรือเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับชีวิตของคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาข้อมูลที่ผิด ๆ มาแนะนำให้กับผู้เสียหายเลย เพราะเพียงแค่เกิดอุบัติเหตุผู้เสียหายก็ใจเสีย และมีความกังวลมากพออยู่แล้ว ยิ่งทะแนะสรรหาข้อมูลแบบผิด ๆ มาแนะนำกับผู้เสียหายอีก คราวนี้ก็เกิดความเชื่อ และเมื่อหลงเชื่อไปก็มีแต่ความเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้น หากใครเจอทะแนะ ควรรีบปรึกษาทนายตัวจริงจะดีกว่า

รู้ทันประกันภัย ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน

ผลของการรักษาตัวให้หายดีก่อน สุดท้ายประกันไม่จ่าย

        หลงเชื่อคำประกันภัยที่บอกว่า #รักษาตัวให้หายดีก่อน พอรักษาตัวหายดีแล้ว ประกันกลับนำมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล บอกว่าเราเดินได้หายเป็นปกติแล้ว แบบนี้จงใจหลอกลวง และคิดจะเอาเปรียบแต่แรกเลยใช่หรือไม่ผู้เสียหายทุกท่านต้องลองคิดกันดู เกิดอุบัติเหตุเมื่อไร อย่ารอช้า อย่าเพิกเฉย หรือเชื่อคำพูด #ทะแนะ มากกว่า #ทนาย ผู้รู้กฎหมาย รีบปรึกษาทนายความเพื่อป้องกันการถูกประกันภัยเอาเปรียบ ประวิงเวลา บิดพลิ้วการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือค่าขาดประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายควรได้รับ ให้มองในมุมนี้เสมอว่าผู้เสียหายเป็นผู้บริโภครักษาตัวให้หายดีก่อน ทำไมต้องรอ รอแล้วได้อะไร รอแล้วประกันก็ไม่จ่าย ต้องปรึกษาทนายด่วน

         ทนายอาร์มขอย้ำ อย่าฟังทะแนะข้างบ้าน หรือหลงเชื่อคำประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์บอกรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยไปเรียกค่าเสียหาย คำนี้สร้างบทเรียนราคาแพงให้ผู้เสียหายมานักต่อนักแล้ว อย่างกรณีตัวอย่างที่เล่าไปข้างต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์อย่า หลงเชื่อประกัน จนคุณพ่อต้องสั่งทางไกลให้ปรึกษาทนายที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เท่านั้น

เป่าแอลกอฮอล์ ผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

เป่าผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความนี้ไม่มีผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดที่อยากจะโดนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ เมาแล้วขับ จริง ๆ แต่คงเป็นเพียงความคิดเท่านั้น เพราะทุกวันนี้เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุรถชน แน่นอนว่าก็ไม่วายที่จะถูกมองว่าเมาแล้วขับ จากการที่คุณถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้คุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกกล่าวว่า

 เป็นเหตุให้ต้องโดนคดีเมาแล้วขับอย่างแน่นอน จากการทำคดีเมาแล้วขับของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 90% ของผู้เสียหายที่มาให้เราทำคดีความให้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้กลายเป็นบุคคลที่เมาแล้วขับไปโดยปริยาย และแม้ว่าคุณจะยืนกรานอย่างไรว่าไม่ได้เมาแล้วขับก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ้นคดีเมาแล้วขับไปได้ และเมื่อคุณถูกแจ้งว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นั่นคือแน่นอนแล้วว่าคุณจะไม่ได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างแน่นอน

กรณีตัวอย่าง : ผู้เสียหายถูกประกันปัดจ่ายกับข้ออ้างเดิม ๆ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความที่ไม่มีใครอยากโดน ผู้เสียหายท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่คงไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อประกันภัยหัวแพทย์หยิบยื่นคดีเมาแล้วขับมาให้ถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุรถชน ภายหลังเกิดเหตุตัวแทนประกันได้มาและผู้เสียหายได้เป่าแอลกอฮออล์ได้ผลเพียง 13 Mg.% เท่านั้น แต่กลับโดนบริษัทประกันปัดจ่ายไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ  ยืนยันอ้างว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง ผู้เสียหายจึงโร่เดินทางร้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่ไม่เป็นผลเมื่อบริษัทประกันยังยืนยันไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น จนผู้เสียหายสุดทนกับการที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม เคสนี้จึงได้ถึงมือ #ทนายอาร์ม  ในที่สุด ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ได้ดำเนินคดีเมาแล้วขับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายท่านนี้ 

หากเจอกรณีแบบเคสตัวอย่างนี้ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำว่า ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีดีกว่า ดีกว่าเดินเรื่องเอง หรือถูกบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอที่ไม่ธรรมให้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงแล้ว การมีคดีเมาแล้วขับยังเสียเวลาและเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอีกด้วย คดีเมาแล้วขับทนายอาร์มช่วยคุณได้

4 กรณี ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% ก็ถือว่า “เมาสุรา”

อย่างที่ทราบกันในคดีเมาแล้วขับหากผู้ใดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 Mg.% ถือว่า เมาสุรา อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีนี้ที่หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 Mg.% ถือว่าเมาสุรา มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
  • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรือเป็นผู้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

           คดีเมาแล้วขับตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 Mg.% แต่ในความเป็นจริงแล้วในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก คือ การมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่นั้นปลอดภัยที่สุด หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านสามารถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก คดีเมาแล้วขับก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

คดีเมาแล้วขับ

คดีเมาแล้วขับ คดีความสุดฮิตที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

คดีเมาแล้วขับ เรียกได้ว่าเป็นคดีสุดฮิตที่มีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้จะเป็นข่าวดังถึงขั้นออกรายการ “#โหนกระแส กันมาแล้ว แต่บริษัทประกันภัยก็ยังทำแสบไม่หยุด จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สำนักงานของเราได้รับทำคดีเมาแล้วขับมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลเม็ดเด็ดจากบริษัทประกันภัย

คดีเมาแล้วขับ กลเม็ดเด็ดของที่ประกันภัยมักนำมาใช้ นั่นก็คือการประวิงเวลาให้ผู้เสียหายตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทิ้งระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุ หลังจากนั้นจะหยิบยกเอาทฤษฎีว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนเราจะลดลง 15 Mg.% ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง แล้วจะนำมาคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นระหว่างตอนเกิดเหตุจนถึงตอนที่ได้ตรวจวัด คดีเมาแล้วขับจึงเป็นเรื่องที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยพากันออกมาร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ว่าการที่บริษัทประกันภัยใช้วิธีการแบบนี้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายเอาเสียเลย แถมยังดูเป็นการจงใจ ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแรกอีกด้วย

           ผู้เสียหายหลายท่านเจอแบบนี้ก็ถึงกับไปไม่เป็น บางรายเจอคดีเมาแล้วขับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เมาแล้วขับ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย ก็ดันถูกทำให้กลายเป็นบุคคลเมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ซะอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังดูปัดความรับผิดชอบไม่สมกับเป็นบริษัทประกันที่ควรจะเป็นมิตรแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้เสียหายถูกเอาเปรียบนานเข้า ก็เริ่มทนไม่ไหว จากที่ไม่ได้ต้องการที่จะมีสถานเป็นโจทก์ หรืออยากมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ต้องมาให้ทนายอาร์มดำเนินคดีความให้ เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยทำให้ต้องดำเนินคดี หากรับผิดชอบตั้งแต่แรก คงไม่มีคดีเมาแล้วขับ หรือการดำเนินคดีความกับบริษัทประกัรนภัยเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้

           หากผู้เสียหายท่านใด เกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วถูกบริษัทประกันใช้กลยุทธ์ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธการจ่าย ปัดความรับผิดชอบเช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ทนายอาร์ม และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอง ไม่ต้องเจรจาให้เสียเวลา เสียการ เสียงาน  หาทนายความปรึกษาคดีเมาแล้วขับทันที สามารถทักมาปรึกษาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือ เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้หรอ?

ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้หรอ

กลับคำ!!! ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม

ทั้งที่ตอนแรกประกันบอกรับผิดชอบ

และลูกความได้เอารถเข้าซ่อมระยะเวลาเป็นเดือน

สุดท้ายประกันโทรมา อ้างเรื่องการวัดผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ลูกความเป่าได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันอ้างว่าก่อนที่จะเป่าปริมาณแอลกอฮอล์จะต้องมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และไม่รับผิดชอบอะไรเลย แถมประกันยังให้ลูกความหาทนายไปฟ้องร้องเอาถ้าอยากจะสู้คดี…

 นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหลายเคสหลายเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายหลายท่านเจอบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นำมาอ้างปฏิเสธการจ่าย เรียกได้เป็นกลยุทธ์เด็ดกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทที่มักนำมาใช้อ้างหลังจากเกิดอุบัติเหตุเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แต่กรณีในคลิปด้านล่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยที่ดูมีความน่าเชื่อถือ ที่เขาเชื่อใจซื้อประกันนภัยกับที่นี่ จะตอบแทนเขาด้วยการปฏิเสธการรับผิดชอบอย่างไม่ใยดีเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

https://www.youtube.com/watch?v=kkpKlsRIjrw

เหตุการณ์ คือ ผู้เสียหายท่านนี้ไปเที่ยวและขับรถกลับประมาณ 03.00 น.  โดยขับรถออกจากสถานที่เที่ยวมาได้เพียง 100 เมตรเท่านั้น ด้วยความที่ถนนเป็นวันเวย์ไม่มีเลนสวน ประกอบกับบริเวณข้างทางได้มีรถกระบะคันหนึ่งท้ายกระบะยื่นออกมาจอดขวางอยู่ จึงทำให้รถผู้เสียหายเกี่ยวเข้ากับท้ายของรถกระบะคันดังกล่าว โดยตรงที่เบียดโดนรถกระบะคู่กรณีไม่เป็นอะไรเลย แต่รถของผู้เสียหายมีการครูดจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง และครูดด้านข้าง และตัวรถไม่ได้มีรอยยุบแต่อย่างใดปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซ่อมไปแล้วเดือนนึง อยู่ ๆ มาปฏิเสธกันดื้อ ๆ

หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว บริษัทประกันก็ได้ดำเนินการจัดซ่อมรถของผู้เสียหายตามปกติ และรถของผู้เสียหายได้ซ่อมไปแล้วเป็นเวลา 1 เดือน แต่หลังจากนั้นประกันภัยได้โทรกลับมาบอกกับผู้เสียหายว่า “ไม่รับผิดชอบการซ่อมรถให้ผู้เสียหายแล้วนะ” นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังผู้เสียหายถึงกับงงจากที่ตอนแรกประกันภัยรับผิดชอบแล้ว อยู่ ๆ ก็โทรมาบอกว่าไม่รับผิดชอบแล้วซะอย่างนั้น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ข้ออ้างที่ประกันโทรมาปฏิเสธผู้เสียหายอย่างดื้อ ๆ ก็คือ ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ภายหลังนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันดันโทรมากลับคำบอกว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ซึ่งตามกฎหมายและผู้เสียหายก็ทราบดีและเข้าใจว่าห้ามเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และตัวผู้เสียหายเองก็มีปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเกิดอาการงงและตั้งคำถามว่า นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันภัยนึกจะปฏิเสธก็ปฏิเสธกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ประกันภัยยันไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา

หลังจากโทรมาแจ้งปฏิเสธไม่รับผิดชอบนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต่อผู้เสียหายยังไม่พอ ทางประกันจอมเจ้าเล่ห์หักหลังบอกกับผู้เสียหายว่า “ให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา” และยืนยันไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ซ้ำยืนยันปฏิเสธอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินไปแล้ว บอกว่าเหตุเกิดจากความประมาท เจอแบบนี้ผู้เสียหายถึงกับเงิบเลยทีเดียวเมื่อเจอบริษัทประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธความรับผิดชอบ

ความรู้สึกของผู้เสียหายหลังถูกประกันปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

หากถามถึงความรู้สึกหลังถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนั้น การที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายผู้เสียหายตอบว่าตนไม่เข้าใจการกระทำของบริษัทประกันภัยอย่างมาก อีกทั้งก็ได้มีการโทรไปต่อว่าทางประกันภัยเหมือนกันว่า “ทำไม เราซื้อประกันภัยกับเขา บริษัทต้องคุ้มครองดูแลเรา”  ณ ตอนนั้นผู้เสียหายรู้สึกว่า ตนก็เป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามหลักแล้วบริษัทประกันต้องดูแลคุ้มครอง แต่ดันกลับมานับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังปฏิเสธลูกค้า และทิ้งลูกค้าเผชิญหน้าทิ้งกันกลางทางอยู่คนเดียว ในส่วนรถของผู้เสียหายจากที่ตอนแรกบริษัทเอาไปดำเนินการซ่อมก็กลับมาทิ้งให้ผู้เสียหายแบกรับภาระและจัดการเองทั้งหมด  ทั้ง ๆ ที่ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน

หลังเจอประกันท้าหาทนายฟ้อง ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อเรา

หลังจากผู้เสียหายถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทิ้งกลางทางแบบดื้อ ๆ อีกทั้งยังท้าให้หาทนายฟ้องร้องเอาเองอีก จึงไม่รอช้ารีบติดต่อหาทนายทันทีแบบไม่คิด เพราะที่เจอมาทั้งหมด เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่มาเจอเหตุการณ์และบริษัทประกันภัยแบบนี้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุก็เจ็บช้ำใจมากพออยู่แล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย หลงอุ่นใจว่ามีบริษัทประกันดี อุ่นใจว่ารถมีประกันภัย และเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่า บริษัทต้องช่วยเหลือคุ้มครองเราเหมือนอย่างตอนที่เขาให้เราซื้อประกันด้วย เจอประกันทิ้งกลางทาง แถมท้าให้ฟ้องก็จัดการให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ทันที หากเจอมุกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ต้องปรึกษาทนายเท่านั้น

มีทนายไว้อุ่นใจกว่า

 ไม่ต้องรอให้ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังงัดมุกไหนมาหัวหมอใส่ หลังเกิดเหตุรีบปรึกษาทนายทันที เพราะมีทนายไว้ตั้งแต่แรกอุ่นใจ และสะดวกกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

-ไม่ต้องคุยหรือเจรจากับประกัน จึงไม่ต้องไปเสียรู้กับกลยุทธ์ของประกัน เพราะทนายจะคุยให้เอง

-ไม่ต้องเดินเรื่อง ติดตามผลเอง และไม่ต้องเสียเวลา เพราะทนายจะดำเนินการเดินเรื่องเรียกร้องให้ทั้งหมด

-ทนายจะเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรกเริ่มของการเดินเรื่องจนวินาทีสุดทท้ายที่คดีความสิ้นสุด  

เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ ต้องโดนปรับ แถมประกันก็ไม่จ่าย


เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ

 สาเหตุที่บริษัทประกันปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายปฏิเสธการรับผิดชอบต่อผู้เสียหายนั้น ก็เพราะว่าบริษัทประกันจะมีข้อกำหนดว่า “จะไม่จ่ายค่าเสียหายให้ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการแจ้งข้อหากรณีเมาแล้วขับ ถึงแม้จะทำประกันชั้น 1 ทางประกันก็ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียหายต่อผู้เอาประกันหรือคู่กรณี

แต่ถ้าถามว่า กรณีเมา แล้วประกันภัยรถยนต์ของคุณเป็นภาคสมัครใจไม่จ่าย แล้วประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ล่ะ จ่ายให้หรือไม่ ?

          คำตอบ คือ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ ไม่ว่าคุณจะเมาไม่มีใบขับขี่ หรือทำผิดกฎหมายจราจรข้อใด พ.ร.บ.ก็จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้หมดเมื่อเกิดเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้กับคู่กรณี และจ่ายแค่ความเสียหายต่อบุคคลเท่านั้น ส่วนความเสียหายต่อรถของคู่กรณีคุณต้องจ่ายค่าเสียหายชดใช้ให้แก่คู่กรณีเองทั้งหมด

          ดังนั้น หากเมาแล้วอย่าขับเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน เสียประวัติ แถมยังเสียเงิน มีแต่เสียกับเสียแบบนี้ไม่ดีแน่

ผลแอลกอฮอลล์ไม่ถึง 50 mg แต่ประกันอ้างผลย้อนหลัง

ประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์หงายการ์ด ก่อนเกิดเหตุต้องเมาแน่

 แบบนี้ก็มีด้วยหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วโดนจับเป่าแอลกอฮอล์ แต่ผลออกมาไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กลับถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังอ้าง…ก่อนเกิดเหตุ ต้องเกินจากนั้นแน่นอน หัวหมอใส่ผู้เสียหายทันทีรีบหงายการ์ดทีเด็ดยกสูตรคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธการชดใช้ อ้างว่าก่อนเป่าผู้ขับขี่ต้องเมากว่านี้แน่    กลยุทธ์แบบนี้นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังรีบรู้ไว้แล้วจำให้ขึ้นใจ หากเจอบริษัทกันภัยทำแบบนี้ใส่ อย่าไปยอมเสียรู้ตกเป็นเหยื่อเด็ดขาดปรึกษาทนายด่วน  

          ฝากถึงผู้เสียหายทุกท่านที่ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์มือหนึ่งยินดีให้บริการ

โดนหลอกอีกแล้ว!!! รักษาตัวให้หายดีก่อน

โดนหลอกอีกแล้ว รักษาตัวให้หายดีก่อน

รักษาตัวให้หายดีก่อน ประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ ที่ฟังแล้วดูแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจและหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นประโยคเริ่มต้นของการหวังดีแต่ประสงค์ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เมื่อไรที่ถูกบริษัทประกันภัยพูดคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วง แต่เป็นเพราะเขาจะประวิงเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งหลายนั่นเอง

https://www.youtube.com/watch?v=cabULQ49phw

ประกันภัยหรือผี หลอกผู้เสียหายรักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

ผู้เสียหายท่านนี้ประสบอุบัติเหตุคู่กรณีมาชนท้าย ได้บาดเจ็บสาหัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 เจอประกันภัยแสดงความหวังดีทันทีว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน โดยผู้เสียหายท่านนี้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนอนรพ. นานร่วมสัปดาห์ด้วยอาการกระดูกก้นกบหัก รักษาอาการบาดเจ็บที่รพ. ยังไม่พอ ต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลากว่า 2 เดือน

ครั้งที่ 2

ผู้เสียหายยังเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนนั้นนอนพักรักษาตัวที่รพ. บริษัทประกันภัยไม่มีการติดต่อใด ๆ มายังผู้เสียหายเลย เรียกได้ว่าเงียบสนิทหลังจากบอกให้ผู้เสียหายไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ผู้เสียหายก็รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด ผู้เสียหายทนไม่ไหวเห็นเงียบหายนาน จนต้องเป็นผู้พยายามติดต่อหาประกันเองทั้งที่ตนยังบาดเจ็บและยังต้องรักษาตัว หลังจากที่ติดต่อประกันได้ จึงได้นัดคุยกันที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อได้พบปะพูดคุยกัน ประกันภัยยังย้ำต่อผู้เสียหายอีกครั้งว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  ผู้เสียหายก็หลงเชื่อคำประกันบอกจึงไม่ได้เอะใจอะไร

ครั้งที่ 3

จนระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้เสียหายรอจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 64 ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อหาประกันภัยอีกครั้ง และได้นัดพูดคุยกับประกันภัยอีก แต่คราวนี้ผู้เสียหายอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สามารถนั่งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 – 20 นาทีได้แล้วจากที่นั่งไม่ได้เลย แต่อาการยังไม่ดี 100% พอประกันภัยทราบดังนั้นว่าผู้เสียหายเริ่มอาการดีขึ้นตามคำบอกรักษาตัวให้หายดีก่อน จึงได้ออกกลอุบายต่อผู้เสียหายอีกครั้ง ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายอีกว่า “หมอยังนัดดูอาการอยู่เลย” , “เรียกเท่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนะ” , “อาจได้ไม่คุ้ม” และตบท้ายด้วยคำพูดยอดฮิตว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” กับผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 3 จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

ผู้เสียหายไหวตัวทันเจอประกันภัยหลอก รักษาตัวให้หายดีก่อน

หลังจากได้นัดพูดคุยกันและถูกประกันภัยบอก รักษาตัวให้หายดีก่อน ถึง 3 ครั้งผู้เสียหายยังเล่าอีกว่าตั้งแต่เกิดเหตุมานี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ที่ไม่มีผลตอบรับหรือการติดต่อโทรถามแต่อย่างใดจากประกันภัยอีกเลย ผู้เสียหายเอะใจถึงพฤติกรรมของประกันภัย เพราะระยะเวลาก็ล่วงเลยมายาวนานพอสมควรหลังเกิดเหตุ จึงไหวตัวคิดว่าต้องพึ่งสำนักงานทนายความข้าช่วยเหลือ จนได้ไปเจอเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และช่อง YOUTUBE ที่เคยทำวิดีโอให้ความรู้ไว้ เมื่อศึกษาข้อมูลจากทั้งเพจและ YouTube ของสำนักงานทนายความ จึงได้ถึงบางอ้อว่า ตนถูกประกันหลอกให้รักษาตัวให้หายดีก่อนเหมือนเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่ทางสำนักงานของเราเคยดำเนินคดีความให้  ผู้เสียหายท่านนี้จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายทันทีโดยไม่รอประกันแล้ว

3 ข้อเสีย เมื่อประกันภัยบอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน

รักษาตัวให้หายดีก่อน หากจากคำนี้เมื่อไร ควรรีบปรึกษาทนายทันทีไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยหลอกแล้วหลอกเล่าเหมือนกรณีเคสตัวอย่างข้างต้นที่ถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้งด้วยกันในระยะเวลากว่าครึ่งปี เพราะคำพูดหรือข้ออ้างต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย มักจะใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงเป็นข้อระวังสำคัญที่ไม่ควรหลงเชื่อ

  • คดีอาจขาดอายุความ

 ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องได้  เป็นเพียงกลยุทธ์ตื้นๆ ที่พอเมื่อเราเสียเวลาในการไปรักษาตัวให้หายดีแล้วจึงให้ไปติดต่อขอเคลมประกัน แต่บางกรณีต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน จึงทำให้คดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องใด ๆ ได้เลย

  • อาจหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราขาหักแล้วต้องใส่เหล็กดาม ทางประกันภัยก็ตีความว่าการรักษาพยาบาลเป็นอันสิ้นสุด จึงได้อนุมัติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และทำการเซ็นสัญญาประนีประนอม เป็นอันจบคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางแพทย์ก็ได้นัดให้ทำการผ่าเอาเหล็กดามออก ทีนี้เราจึงไม่สามารถกลับไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้อีกแล้ว

  • บริษัทประกันอาจอนุมัติจ่ายค่าสินไหมให้น้อยกว่าเท่าที่ควร

เนื่องจากเห็นว่าเรารักษาตัวหายดีแล้ว เมื่อรักษาตัวให้หายดีแล้วตามที่ประกันบอก ก็ไม่มีบาดแผล หรือความเจ็บปวดใดที่จะไปเรียกร้อง เมื่อประกันเห็นว่าหายดีแล้ว ก็จึงจ่ายค่าสินไหมให้ตามสภาพอาการบาดเจ็บนั่นเอง

 3 ข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสียเบื้องต้นเท่านั้น แต่มุกเด็ด หรือกุลยุทธ์เด็ด ๆ ของประกันภัยอีกมากมายที่บริษัทประกันภัยมักหยิบมาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เจอแบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อรีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยหาทางออกให้ดีที่สุด ยืนยันสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ช่วยคุณได้

ต้องทำอย่างไร? เมื่อเจอประกันภัยอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย !

ต้องทำอย่างไร เมื่อเจอประกันภัยอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย !

หลายกลวิธีเหลือเกินที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้หลอกลวงผู้บริโภค เกี่ยวกับ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มีหลายเคสแล้วที่ประกันภัยเหมือนไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อผู้บริโภค พอทำทีว่าจะรับผิดชอบก็อ้าง นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ซะอย่างนั้น จนทำให้ผู้บริโภคต้องมาปรึษาทนายให้ช่วยเหลือ กรณีเคส ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายก็หลงอุ่นใจคิดว่าได้ใบเคลมแล้วประกันจะรับผิดชอบ จัดการให้เอารถเข้าอู่เรียบร้อย แถมบอกว่าติดต่อกับอู่ให้แล้วรอซ่อมได้เลย อยู่ในขั้นตอนการประเมินผลแอลกอฮอล์ จนทำให้รถของผู้เสียหายในกรณีเคส ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ต้องนอนเฝ้าอู่ไปเลยร่วม 2 เดือน แล้วก็ยังไม่ซ่อมให้อีก สุดท้ายประกันงัดมุกอ้าง #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ผู้เสียหายเป่าได้เพียง 27 Mg.% เท่านั้น ผู้เสียหายได้ติดต่อหาทนายทันที เจอแบบนี้ทนายเองก็ไม่คิดว่าประกันจะใช้มุก นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นี้เพราะไม่ถึงเกณฑ์ ผู้เสียหายก็เดือดร้อนเพราะโดนประกันเอาเปรียบแล้วยังยื้อเวลาแบบนี้ เรื่องก็ต้องถึงมือ #ทนายอาร์ม ดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายอย่างไม่รอช้า

รู้ทันประกันภัยเพื่อไม่หลงตกเป็นเหยื่อ


https://www.youtube.com/watch?v=V5E_5IS3y9w

ปัญหาร้อยแปดข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับคดีเมาขับ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ว่าถ้าหากในอนาคตเราต้องตกเป็นผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับต้องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือวันหนึ่งขับรถไปแล้วเจอด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วกลัวว่าจะทำตัวไม่ถูก หรือกลัวเจอประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เรามีข้อมูลความรู้ดี ๆ จากทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาให้ฝากกัน

ผ่านด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ เรามีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ตรวจวัดได้หรือไม่?

ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ คือ เรามีสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเรามีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ทำตามได้  แต่ !!! ต้องเข้าใจก่อนว่าอาจมีผลอย่างอื่นตามมาด้วย ซึ่งในทางกฎหมาย มีอยู่ว่า ถ้ากรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกให้เราเป่าแอลกอฮอล์ แต่เราเลือกที่จะไม่เป่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมองว่าเราขัดขืนคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ และอาจจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเรามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถือว่าเราขับรถในขณะเมาสุรา  แน่นอน

หากเราบริสุทธิ์ใจ แต่ไม่เป่าแอลกอฮอล์ควรทำอย่างไร ?

หากเราบริสุทธิ์ใจจริง ๆ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ มั่นใจว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50  มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แน่ ๆ แนะนำว่า ให้เป่าเลย เพราะว่าการเป่าหรือการที่เราได้ผลแอลกอฮอล์ออกมานั้น จะนำไปสู่ขั้นตอนในทางกฎหมาย ซึ่งเราสามารถนำไปเป็นข้อต่อสู้ของเราได้หากเกิดกรณี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หรืออ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

แอลกอฮอลล์เกิน 50mg แล้วทำไมประกันต้องจ่าย

ในกรณีที่เราดื่มแอลกอฮอล์และเมาจริง ๆ

ในกรณีนี้ก็จะเป็นไปตามกฎหมาย คือ เราขับรถในขณะเมาสุรา จะมีโทษจำคุก โทษปรับ และต้องดูด้วยว่า ความร้ายแรงของข้อหาที่ขับรถในขณะเมาสุราด้วย เพราะอาจจะไปเชื่อมโยงในกรณีอาจเป็นความประมาทเลินเล่อ โดยประกันสามารถอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้นจะเป็น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซึ่งจะเชื่อมไปอีกว่าผลของการกระทำของเรา เป็นความผิดร้ายแรงมากน้อยขนาดไหน เช่น ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส , มีผลต่อทรัพย์สิน หรือว่าทำให้ถึงตายหรือไม่ หลักสำคัญคือเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่

เมาแล้วขับควรทำอย่างไร ?

การที่รับสารภาพ ในทางอาญาก็จะเป็นผลดีกับเราเพราะว่าเป็นเรื่องของการลดโทษได้ แต่การที่เราประวิงเวลา หรือว่าไม่ยอมเป่า รอเวลาให้ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลง หากมองในทางคดีความอาจจะทำให้เห็นว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์ใจจริง ๆ หรือไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเราหวังผลว่าการที่เรารอเวลาเพื่อที่จะให้แอลกอฮอล์ลดน้อยลง ก็จะทำให้ไม่เป็นประโยชน์ในรูปคดีได้ สุดท้ายเราก็จะโดนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวเราเอง

ต้องการประวิงเวลาจริง ไม่มั่นใจผลแอลกอฮอล์ในร่างกาย เราสามารถทำได้ไหม ?

เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ต้องลองมองก่อนว่าอย่างแรกที่ต้องสำรวจตัวเองก่อน คือ เรากินไปเท่าไร มากน้อยเพียงไหน สมมติว่าเราดื่มไปในปริมาณ 1-2 แก้ว ดื่มเป็นกระป๋อง กระป๋องเล็กหรือกระป๋องใหญ่ ตัวอย่างเช่น เราดื่มขวดใหญ่ 3 ขวด ซึ่งเป็นไปได้ยากว่าแอลกอฮอล์จะน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ถ้าปฏิเสธไม่เป่าแอลกอฮอล์ จะโดนข้อหาอะไรบ้าง ?

แน่นอนเลยว่าโดนข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้ทำการทดสอบผู้ขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2542 มาตรา 142 วรรคสอง ซึ่งเป็นในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรเจ้าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 อนุ 1 หรือ อนุ 2 ให้เจ้าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือเมาอย่างอื่นหรือไม่ โดยบทกำหนดโทษเป็นไปตามมาตรา 154 อนุ 3 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรเจ้าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 142 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท

            ทั้งนี้พระราชบัญญัติจราจรทางบกมาตรา 142 วรรคสอง ก็ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่กิจการอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือว่าของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมให้ทดสอบตามวรรค 3 โดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคุณนั้นฝ่าฝืนมาตรา 43 อนุ 2 นั้นก็คือสันนิษฐานไว้ว่าขับรถขณะเมาสุรานั่นเอง

เป่าแอลกอฮอล์ไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อขับรถชนแต่ประกันปฏิเสธไม่จ่ายทำอย่างไรได้บ้าง ?

เวลาเราเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย เป่าแอลกอฮอล์ผลออกมาว่าไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แล้วประกันยังอ้างปฏิเสธว่าเกินนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพราะว่าในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยระบุไว้ว่าถ้าปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายให้แก่เรา ดังนั้นหากมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น จะเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ส่วนถ้าเป่าแอลกอฮอล์ไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และถูกประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย หรือหยิบยกข้ออ้างสาระพัดมาเพื่อหาเรื่องปฏิเสธ หากคุณไม่อยากตกเป็นเหยื่อ หรือถูกประกันภัยเอาเปรียบต้องติดต่อหาเราดำเนินการทันที สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์