รถไม่มี พ.ร.บ. หวังใช้ของคู่กรณีได้ไหม? ทนายอาร์มเตือนพ.ร.บ. และประกันภัย เรื่องสำคัญที่ผู้ใช้รถทุกคนไม่ควรมองข้าม

พ.ร.บ.และการมีประกันภัยกับการใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวันไม่ได้มีเพียงหน้าที่ในการขับขี่อย่างระมัดระวังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบในการจัดให้มี พ.ร.บ. หรือประกันภัยภาคบังคับตามที่กฎหมายกำหนดด้วย เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ หรือรถประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การมี พ.ร.บ. ช่วยให้ผู้ประสบภัยจากรถมีหลักประกันในการได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นตามเงื่อนไขของกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสังคม

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้หยิบยกประเด็นที่เกิดขึ้นในกลุ่มเฟซบุ๊กมาให้ความรู้ หลังมีผู้สอบถามว่า หากขับรถซาเล้งแล้วเกิดอุบัติเหตุ โดยในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก จะสามารถใช้ พ.ร.บ. ของรถคู่กรณีได้หรือไม่ คำถามนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้รถบางส่วนอาจยังไม่เข้าใจหลักการของ พ.ร.บ. และความแตกต่างระหว่างการได้รับความคุ้มครองเบื้องต้นกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายที่ต้องรับผิด

ไม่มี พ.ร.บ. แล้วเกิดอุบัติเหตุ จะใช้ พ.ร.บ. ของคู่กรณีได้หรือไม่?

จากกรณีดังกล่าว มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายมุมมอง โดยทนายอาร์มได้ร่วมให้ความเห็นในประเด็นกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำว่าการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะคำแนะนำที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้ผู้ประสบเหตุเข้าใจสิทธิของตนเองผิดไป และส่งผลต่อการตัดสินใจในขั้นตอนต่อมา

ประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างการเป็นผู้ประสบภัยจากรถ กับการมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจาก พ.ร.บ. ของรถคันใดคันหนึ่ง แม้บุคคลจะได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุและเข้าข่ายเป็นผู้ประสบภัยจากรถ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำ พ.ร.บ. ของคู่กรณีมาใช้ได้โดยอัตโนมัติทุกกรณีได้ เพราะจะต้องดูข้อเท็จจริงด้วย เช่น ลักษณะของอุบัติเหตุ รถที่เกี่ยวข้อง และหลักเกณฑ์ตามกฎหมายประกอบกัน

พ.ร.บ. เป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของเจ้าของรถ

ทนายอาร์มเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนนำรถออกมาใช้งาน โดยเจ้าของรถที่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่จัดให้มีประกันภัยภาคบังคับตามกฎหมาย การละเลยเรื่องนี้อาจสร้างปัญหาเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และอาจส่งผลให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหรือความรับผิดตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ไม่ว่ารถที่ใช้จะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถซาเล้งที่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ใช้รถควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถมีเอกสารและประกันภัยที่จำเป็นครบถ้วน การอ้างว่าไม่ทราบวิธีซื้อ พ.ร.บ. หรือมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ขับขี่ แต่ยังรวมถึงผู้โดยสารและบุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายด้วย

สำหรับค่าเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. นั้น อัตราจะแตกต่างกันตามประเภทรถ ลักษณะการใช้งาน และหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องก่อนซื้อ ไม่ควรยึดตัวเลขราคาเดียวเป็นมาตรฐานสำหรับรถทุกประเภท

เกิดเหตุแล้วค่อยซื้อ พ.ร.บ. ได้หรือไม่?

อีกประเด็นที่ทนายอาร์มมองว่าควรทำความเข้าใจคือ หากเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว เจ้าของรถสามารถซื้อ พ.ร.บ. ในภายหลังได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติอาจสามารถดำเนินการซื้อประกันภัยฉบับใหม่ได้ แต่ พ.ร.บ. ที่เริ่มมีผลคุ้มครองภายหลัง ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มความคุ้มครองได้รับความคุ้มครองย้อนหลังโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนแล้วค่อยซื้อ พ.ร.บ. จึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

หากเกิดเหตุขึ้นแล้วและรถที่เกี่ยวข้องไม่มี พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยอาจมีสิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้ในบางกรณี โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย การพิจารณาว่ามีสิทธิหรือไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์ ไม่ควรสรุปว่าผู้ประสบภัยจะไม่ได้รับความช่วยเหลือทุกกรณีเพียงเพราะรถไม่มี พ.ร.บ.

ประกันภัยภาคสมัครใจต่างจาก พ.ร.บ. อย่างไร?

นอกจาก พ.ร.บ. ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับแล้ว เจ้าของรถยังสามารถ ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม โดยประกันภัยแต่ละประเภทมีขอบเขตความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นแตกต่างกัน การมีประกันภัยภาคสมัครใจจึงอาจช่วยเพิ่มความคุ้มครองในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์หรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่ซื้อไว้

ผู้ใช้รถจึงควรตรวจสอบทั้งวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดความคุ้มครอง รวมถึงรายละเอียดในกรมธรรม์ ไม่ควรเข้าใจว่าการมี พ.ร.บ. หมายถึงมีความคุ้มครองครบทุกประเภท เพราะ พ.ร.บ. มุ่งคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ประกันความเสียหายของรถทุกกรณี

เกิดอุบัติเหตุแล้วควรเริ่มต้นอย่างไร?

หากประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการรักษาพยาบาลเป็นอันดับแรก จากนั้นรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลรถและคู่กรณี รายละเอียดกรมธรรม์ พ.ร.บ. เอกสารทางการแพทย์ และหลักฐานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พร้อมบันทึกข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบสิทธิและการเรียกร้องค่าเสียหาย

หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีสิทธิใช้ พ.ร.บ. ของรถคันใด หรือควรดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไร ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงครบถ้วนหรือมีข้อโต้แย้งเรื่องความรับผิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านคดีความที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือรถหรือรถจักรยานยนต์ รวมถึงสิทธิผู้ประสบภัยจากรถ พ.ร.บ. และการเรียกร้องค่าเสียหาย เพื่อให้ผู้ประสบเหตุเข้าใจสิทธิและวางแผนดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้ ผลการพิจารณาในแต่ละกรณีย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐานด้วย นอกจากนี้หากเจอกรณีที่บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงความรับผิด เช่น ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาเรียกค่าเสียหายภายหลัง หากเจอกรณีแบบนี้สามารถปรึกษาทนายความได้ทันที

หากคุณกำลังประสบปัญหาจากอุบัติเหตุและไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาและประเมินแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ระยะแรก

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

คลิก >> ติดต่อเรา <<

พ.ร.บ. จ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างไร หากประสบภัยจากรถจนนิ้วขาด

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนที่ประมาทแต่ก็อาจมีบุคคลอื่นที่ไม่ระวังขับขี่มาชนเราได้ และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบางครั้งบริษัทประกันตัวดีมักหาเหตุผลบ่ายเบี่ยงในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยการยกเหตุผลต่างๆ นานาขึ้นมาอ้างเพื่อปัดการจ่ายค่าเสียหายนั้น หรือเพื่อให้จ่ายน้อยลง ซึ่งความจริงแล้ว พ.ร.บ. นั้นคุ้มครองการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และการสูญเสียอวัยวะ หรือที่เรียกว่า “ทุพพลภาพ” รวมถึงกรณีการเสียชีวิต แต่วันนี้จะขอมาพูดถึงกรณี “ทุพพลภาพ” ว่ามีลักษณะอย่างไร

โดยทุพพลภาพ คือการสูญเสียอวัยะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ หรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง จนถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานได้เหมือนปกติได้ ในทางประกันภัยมีด้วยกัน 4 รูปแบบดังนี้

1. ทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง

เป็นอาการทุพพลภาพที่หนักที่สุด คือต้องเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยอย่างหนัก จนสูญเสียอวัยวะ หรือร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่จะประกอบอาชีพเดิม รวมถึงประกอบอาชีพอื่นได้ตลอดไป เช่น เกิดอุบัติเหตุรถชนจนสูญเสียมือเท้าทั้งสองข้าง, สูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิง, เป็นอัมพาตต้องนอนติดเตียงไปตลอด สมองได้รับความกระทบกระเทือนไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอีกต่อไป

2. ทุพพลภาพอย่างถาวรบางส่วน

เป็นการทุพพลภาพที่ร่างกายไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตลอดไป แต่ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้ เช่น การสูญเสียแขนหนึ่งข้างจนไม่สามารถประกอบอาชีพขับรถได้เหมือนเดิม แต่สามารถใช้อวัยวะอื่นทำอาชีพอื่นทดแทนได้

3. ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง

คืออาการทุพพลภาพจนสามารถประกอบอาชีพเดิมหรืออาชีพอื่นได้อย่างสิ้นเชิงในระยะเวลาชั่วคราว เมื่อได้รับการรักษาจนสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้ เช่น การได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าเฝือกทั้งตัวจนไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้เป็นระยะเวลา 3 เดือนเป็นต้น

4. ทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน

คือการทุพพลภาพจนเป็นอุปสรรคกระทบต่อการทำงานประจำ แต่เมื่อทำการรักษาแล้วสามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ เช่น อุบัติเหตุรถล้มขาหักจนต้องเข้าเฝือก ไม่สามารถไปทำงานตามปกติได้ แต่ยังสามารถหารายได้อยู่ที่บ้านได้เป็นต้น

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด 2

กรณีนิ้วขาดจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเท่าไหร่

กรณีที่ประสบอุบัติเหตุทางจราจรแล้วเป็นฝ่ายถูก หากนิ้วขาดเกิน 1 ข้อขึ้นไปไม่ว่าจะนิ้วเดียวหรือหลายนิ้ว บริษัทที่รับประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท/คน แต่หากสูญเสียนิ้วไม่เกิน 1 ข้อสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 80,000 บาท โดยต้องเตรียมเอกสาร คือ 1.ใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าได้ถูกตัดนิ้ว 2.ฟิล์มเอ็กซเรย์ 3.บัตรประชาชน

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด 3

คำว่าทุพพลภาพอยู่ในประกันประเภทไหนบ้าง?

1. ประกันอุบัติเหตุ มักปรากฎคำว่าทุพพลภาพในรูปแบบแผนประกันภัยนั่นคือ

  • ประกันอุบัติเหตุแบบ อ.บ.1 ที่จะให้คุ้มครองทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง, ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง, และทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน
  • ประกันอุบัติเหตุแบบ อ.บ.2 จะให้ความคุ้มครองเพิ่มจาก อบ. 1 ในส่วนของการทุพพลภาพถาวรบางส่วน อย่างการสูญเสียนิ้ว การสูญเสียการรับฟัง เป็นต้น

2. พ.ร.บ. รถยนต์/พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ จะปรากฎเงื่อนไขทุพพลภาพในรูปแบบของเงินชดเชยเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้แก่

  • เงินชดเชยเบื้องต้น(ไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด) เมื่อทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง เป็นจำนวนเงิน 35,000 บาท
  • เงินชดเชยส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น เมื่อทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท
  • เงินชดเชยส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น เมื่อทุพพลภาพถาวรบางส่วน  เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท

3. ประกันการเดินทาง จะปรากฏคำว่าทุพพลภาพอยู่ในเงื่อนไขของเงินชดเชย เมื่อผู้ทำประกันได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขณะเดินทาง โดยส่วนมากประกันเดินทางมักจะคุ้มครองกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงตามวงเงินที่ระบุไว้ ซึ่งผู้ทำประกันต้องอ่านรายละเอียดให้ดีก่อนทำประกัน

4. ประกันทุพพลภาพ บางบริษัทฯ ได้ออกแผนประกันทุพพลภาพมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพจากสาเหตุต่าง ๆ 

เห็นไหมคะว่า พ.ร.บ ประกันภัยรถนั้น นอกจากจะคุ้มครองต่อการบาดเจ็บแล้วยังคุ้มครองกรณีที่ต้องสูญเสียอวัยวะด้วย ซึ่งเราควรจะต้องศึกษาและทราบข้อมูลเหล่านี้เอาไว้เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองไม่ให้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ หรือหากเกิดประสบอุบัติเหตุแนะนำให้มีทนายความเอาไว้ดีกว่า เพราะทนายความผู้เชี่ยวชาญจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายให้เราได้มากกว่าที่เราจะต้องไปดำเนินการด้วยตัวเอง ปรึกษาทนาย

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!