เดินเรื่องเองได้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่มีทนายศาลพิพากษาให้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถกว่า 520,000 บาท

เดินเรื่องเองได้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่มีทนายศาลพิพากษาให้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถกว่า 520,000 บาท

          ว่าด้วยเรื่องการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่ารถยนต์หรือยานพาหนะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต การที่รถเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายและต้องเข้าศูนย์จัดซ่อมเป็นระยะเวลานานเกินควร ผลที่ตามมาย่อมสร้างความไม่สะดวก ความเสียหาย และความเดือดร้อนเป็นอย่างมากต่อผู้เอาประกันภัยและหรือเจ้าของรถ แต่จะทำอย่างไรเมื่อบริษัทประกันภัยไม่รับผิดชอบตามหน้าที่ที่ควรพึงกระทำ?

          วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาคุณไปรู้จักกับกรณีศึกษากรณีหนึ่งที่จะชี้ให้คุณเห็นถึงความสำคัญของการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ในการเรียกร้องสิทธิ์ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมาฝากกัน

เคสตัวอย่าง : เดินเรื่องเองถูกประกันภัยปัดซ่อมปัดรับผิดชอบ แต่มีทนายสุดท้ายได้รับความเป็นธรรม !

เคสตัวอย่าง : เดินเรื่องเองถูกประกันภัยปัดซ่อมปัดรับผิดชอบ

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าวันนี้เราจะพาคุณมาดูกรณีตัวอย่างว่าด้วยเรื่องของการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ ในเคสนี้รถเบนซ์ของผู้เสียหายถูกชนได้รับความเสียหายหนัก แต่ดันถูกบริษัทประกันภัย นิ่งใส่เป็นเหตุให้รถของผู้เสียหายถูกจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน โดยที่ไม่ได้จัดซ่อมใด ๆ ทั้งที่บริษัทประกันภัยควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ ผู้เสียหายทนไม่ไหวด้วยความรอนานที่บริษัทประกันภัยไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา เพื่อเดินเรื่องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถทันที เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

          แต่เรื่องราวก็ยังคงไม่จบกับพฤติกรรมจอมเจ้าเล่ห์และหัวแพทย์ของบริษัทประกันภัย นอกจากบริษัทประกันภัยจะใช้ความหัวแพทย์โดยการนิ่งใส่ไม่รับผิดชอบใด ๆ ต่อผู้เสียหายแล้วหลังจากที่มีทนายความเดินเรื่องให้ ในชั้น คปภ. บริษัทประกันภัยก็ยังไม่วายที่จะหากลยุทธ์มาเอาเปรียบ ยังอ้างว่ารถของผู้เสียหายเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน ส่งผลให้ผู้เสียหายจากที่ได้รับความเดือดร้อนมากพอตัว ก็ยิ่งได้รับความเดือดร้อนมากไปอีกเมื่อได้ยินข้ออ้างดังกล่าวจากบริษัทประกันภัย

          ในเมื่อถูกบริษัทประกันภัยทำกันถึงขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่บริษัทฯ ก็เป็นถึงบริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค แต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนขนาดนี้ ทนายอาร์ม ผู้จัดการสำนักงานฯ และทนายความประจำสำนักงานฯ จึงเดินเรื่องนี้เองทันที โดยตัดสินใจดำเนินการฟ้องบริษัทประกันภัยทันทีไม่รอช้า เพื่อเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่าหลังจากที่มีทนายความดำเนินการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและความเสียหายทั้งหมดจากบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ และหลังจากที่ผู้เสียหายต้องได้รับความเดือดร้อนเป็นเวลานาน ในวันนี้เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นได้จบลงแล้ว โดยศาลได้มีการพิพากษาให้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ วันละ 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 261 วัน รวมเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเงินกว่า 520,000 บาท ด้วยกัน

          จากกรณีดังกล่าวข้างต้น การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ผู้เสียหายและหรือผู้ประสบภัยควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินคดีทางด้านประกันภัย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกหลังเกิดอุบัติเหตุทันที เพราะบริษัทประกันภัยหลายแห่งก็มักใช้เล่ห์เหลี่ยม กลยุทธ์และการประวิงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงหรือชะลอการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายควรจะได้รับ และแน่นอนว่าการที่ผู้เสียหายต้องเดินเรื่องเองอาจทำให้ไม่สามารถรับมือกับกลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชี้สาเหตุ !! เดินเรื่องเองอาจได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง มีทนายความเดินเรื่องดีอย่างไร ?

          ในการเดินเรื่องเองอาจดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ง่ายและรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด การต่อสู้กับบริษัทประกันภัยที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องใช้ความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น การมีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

          การมีทนายความที่มีความรู้และประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของผู้เสียหายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะทนายความจะช่วยให้กระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับผลที่ยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุจึงเป็นการป้องกันตัวผู้เสียหายเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย และเป็นการรักษาสิทธิ์ของตัวผู้เสียหายได้อย่างเต็มที่ หากเกิดอุบัติเหตุสามารถปรึกษาทนายได้ตั้งแต่เกิดเรื่อง ไม่ต้องรอให้ถูกเอาเปรียบ ปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<<

สืบหามัลแวร์ปกป้ององค์กรของคุณจากการโจมตีทางเทคโนโลยี โดยสำนักงานกฎหมายที่เชี่ยวชาญในการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”

สืบหามัลแวร์ปกป้ององค์กรของคุณจากการโจมตีทางเทคโนโลยี

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น โดยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายให้กับองค์กรทั้งองค์กรเล็กหรือใหญ่ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกโจมตีด้วยมัลแวร์, การถูกขโมยข้อมูล, และหรือการถูกทำลายระบบและเว็บไซต์หลังบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้าเป็นอย่างมาก และวันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราพร้อมแล้วที่จะเป็นสำนักงานกฎหมายที่จะสามารถแก้ไขปัญหาจากเทคโนโลยีที่ได้เกิดขึ้นกับองค์กรของคุณได้

ทำความรู้จัก “มัลแวร์ตัวร้าย” กับกลไกการทำงานที่น่ากลัวต่อองค์กร

ทำความรู้จัก “มัลแวร์ตัวร้าย” กับกลไกการทำงานที่น่ากลัวต่อองค์กร

          มัลแวร์ (Malware) มาจากคำว่า “Malicious Software” เป็นซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของระบบนั้น ๆ  นอกจากนี้มัลแวร์ยังมีลักษณะและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป อาทิ การพยายามเอาชนะเข้ารหัสของไฟล์ข้อมูล, การทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง, การเปิดช่องโหว่ให้กับผู้ไม่ประสงค์ดีเพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กรนั้น ๆ รวมไปถึงความสามารถในการสร้างระบบที่ถูกควบคุมได้จากระยะไกลจากบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

          นอกจากนี้มัลแวร์ยังมักถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้ประสงค์ร้าย และมัลแวร์ยังสามารถแพร่กระจายได้ผ่านหลายช่องทาง เช่น การเข้าสู่ระบบที่ไม่ปลอดภัย, การคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์ที่ไม่น่าเชื่อถือจากอีเมลหรือเว็บไซต์ที่ติดตั้งมัลแวร์ไวรัสไว้, รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อถือไม่ได้อีกด้วย

          แน่นอนว่าความสามารถของเจ้า มัลแวรตัวร้าย นี้มีมากอย่างเหลือล้นเลยทีเดียว หากองค์กรใดไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ หากถูกเจ้ามัลแวร์ตัวร้ายนี้เข้าไปโจมตีระบบแล้ว รับรองเลยว่าไม่ใช่เรื่องราวที่ดีแน่นอน และที่มากไปกว่านั้นอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อธุรกิจหรือองค์กร์ของคุณได้อีกด้วย

การโจมตีทางเทคโนโลยีและผลกระทบต่อองค์กร

การโจมตีทางเทคโนโลยีและผลกระทบต่อองค์กร

          การโจมตีด้วยมัลแวร์นั้นสามารถทำให้ข้อมูลสำคัญของบริษัทสูญหายหรือถูกทำลายได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท A ดำเนินธุรกิจขายเหล็ก ได้เผชิญกับการโจมตีทางเทคโนโลยีถูกโจมตีโดยคู่แข่งหรือบุคคลที่มีเจตนาร้าย ในการโจมตีครั้งนี้ได้ทำลายข้อมูลสำคัญในเว็บไซต์ของบริษัท A ทำให้เว็บไซต์ของบริษัท A เสียหายอย่างรุนแรง และผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงแค่การสูญเสียข้อมูลเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก เกิดความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงของบริษัทอย่างมาก การโจมตีเช่นนี้ทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ และยังสร้างความไม่ไว้วางใจในหมู่ลูกค้าและคู่ค้าอีกด้วย แม้ว่าการโจมตีทางเทคโนโลยีในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่การสืบหาผู้กระทำผิดเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน  

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นทางออกสำหรับการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้กับองค์กรของคุณ

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นทางออก

          สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่มีความสามารถด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแก้ไขปัญหาให้กับบริษัทที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีได้อย่างมืออาชีพ โดยเรามีทนายความที่มีความรู้และประสบการณ์ในการสืบสวน สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางจราจรคอมพิวเตอร์เพื่อติดตามแหล่งที่มาของการโจมตี และนำเสนอหลักฐานทางกฎหมายที่สามารถใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบมัลแวร์ หรือการสืบหาข้อมูลจากระบบเครือข่าย เพื่อให้ได้หลักฐานที่มีคุณภาพและสามารถนำมาใช้ในกระบวนการทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้สำนักงานฯ ของเรายังสามารถให้คำแนะนำในการป้องกันการโจมตีในอนาคตและการเสริมสร้างระบบความปลอดภัยขององค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ด้วย

อย่าพลาดโอกาสที่จะหาผู้กระทำความผิดให้กับองค์กรของคุณ ปรึกษาทนายด่วน!!!

อย่าพลาดโอกาสที่จะหาผู้กระทำความผิดให้กับองค์กรของคุณ

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น การสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สำนักงานฯ ของเรามีความพร้อมและประสบการณ์ในการสืบสวนและจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ว่าบริษัทหรือองค์กรของคุณจะเผชิญกับการโจมตีในรูปแบบใด เราพร้อมที่จะสืบหาผู้กระทำผิดและนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้บริษัทหรือองค์กรของคุณสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติและปลอดภัย เราจึงไม่อยากให้คุณพลาดโอกาสที่จะหาตัวผู้กระทำความผิด หรือหลาย ๆ คนอาจคิดว่าไม่สามารถสืบหรือตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดทางเทคโนโลยีได้ ให้สำนักงานฯ ของเราดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์ และสืบสวนระบุตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ >>ติดต่อเรา<<

ร่วมพัฒนาหลักสูตรคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

          เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้รับเกียรติจากคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะผู้ใช้บัณฑิตเข้าร่วมการพูดคุยสัมภาษณ์เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร ร่วมกับอาจารย์ศิริวรรณ สมนึก, อาจารย์ ดร.ชูเดช โลศิริ, คุณสุพัชชัย โรจนศิริพงษ์ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ และคุณกัญชพร วงษาหล้า จากหน่วยงาน สปช.

          ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรตามที่ผู้ประกอบการและหรือผู้ใช้บัณฑิตได้มีประสบการณ์ต่อบัณฑิตจากคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และทัศนคติที่มีต่อบัณฑิต เพื่อให้เป็นประโยชน์ในภายภาคหน้าเมื่อมหาวิทยาลัยได้ผลิตบัณฑิตออกมาแก่คนทั่วไปและหรือผู้ประกอบการทางสายอาชีพทนายความ

ประกันตัว ชั้นศาลต้องทำอย่างไร และการมีทนายความประกันตัวดีอย่างไร ?

ประกันตัว ชั้นศาลต้องทำอย่างไร

          ในการประกันตัว ชั้นศาล เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายท่านให้ความสนใจเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่ต้องมีขั้นตอน วิธีการ อีกทั้งเป็นเรื่องที่มีการดำเนินการต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และหรืออาจต้องใช้ประสบการณ์ ความชำนาญในการประกันตัว ชั้นศาล และหรือการประกันตัวในชั้นอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้

          การที่ผู้ต้องหาถูกจับในคดีอาญานั้น เมื่อถูกควบคุมตัวโดยเจ้าพนักงานครบกำหนดตามระยะเวลาควบคุมตัวแล้ว เจ้าพนักงานจะต้องนำตัวผู้ต้องหามาฝากขังไว้ที่ศาล และหากผู้ต้องหาไม่ต้องการถูกฝากขังก็สามารถประกันตัว ชั้นศาลออกมาได้ อาจดำเนินการโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องและหรือมีทนายในการดำเนินการก็ได้

ทำความเข้าใจการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว

          ประกันตัว ชั้นศาล หมายถึง การขอให้ศาลปล่อยตัวผู้ต้องหาจากการถูกควบคุมตัวของศาลในระหว่างสอบสวนและหรือระหว่างการพิจารณาคดีเป็นเวลาชั่วคราว โดยปกติแล้วผู้ต้องหาที่มีความประสงค์ต้องการได้รับการประกันตัวออกมา ก็เพื่อต้องการเตรียมตัวต่อสู้คดีความนั้น ๆ ไม่ว่าผู้ต้องหารายนั้นจะทำผิดจริงหรือไม่ แต่ก็สามารถประกันตัวออกมาเพื่อต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตนเองได้

กระบวนการประกันตัวชั้นศาล

การประกันตัว ชั้นศาล มีกระบวนการหรือขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

1.เริ่มต้นด้วยการยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหาเป็นอันดับแรก อาจดำเนินการโดยทนายความเพื่อความสะดวกและถูกต้อง โดยเนื้อความในคำร้องขอประกันตัวนั้นจะต้องระบุเหตุผลที่ผู้ต้องหาควรได้รับการประกันตัว ชั้นศาลอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังต้องระบุถึงหลักประกันที่จะเสนอต่อศาลได้ด้วย

2.ต่อมาหลังจากที่ทนายความของผู้ต้องหาและหรือผู้ดำเนินการได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวแล้ว ศาลจะมีการพิจารณาคำร้องดังกล่าว โดยศาลจะมีการพินิจพิจารณาซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ความเสี่ยงของผู้ต้องหาในการหลบหนี , การก่อเหตุซ้ำของผู้ต้องหา เป็นต้น

3.เมื่อศาลได้พิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ แล้ว และเมื่อศาลเห็นควรให้สามารถประกันตัว ชั้นศาลได้ ศาลก็จะมีการกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวมาอย่างชัดเจน อาทิ หลักทรัพย์ในการใช้ประกัน , ข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น การมารายงานตัวต่อศาลตามวันเวลาที่กำหนด , การติดอุปกรณ์ติดตามตัว เป็นต้น

4.หลังจากที่ทนายความของผู้ต้องหาและหรือผู้ดำเนินการได้มีการจัดหาหลักทรัพย์ตามที่ศาลกำหนดแล้ว ต่อมาศาลจะมีการออกคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวให้พร้อมเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดโดยศาลจะมีการระบุมาอย่างชัดเจน

ข้อควรระวังในการประกันตัว ชั้นศาล

          ในการประกันตัวผู้ต้องหาในชั้นศาล นอกจากจะมีขั้นตอนกระบวนการในการดำเนินเรื่องแล้ว การประกันตัว ชั้นศาลยังมีข้อควรระวังด้วย อาทิ

-ความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาจะหลบหนี

          โดยผู้ต้องหาบางรายหลังจากได้รับการประกันตัวแล้ว อาจมีแนวโน้มในการหลบหนีหลังได้รับการประกันตัวได้

-การก่อเหตุซ้ำของผู้ต้องหา

          ในกรณีที่ผู้ต้องหามีการก่อเหตุที่เป็นอันตรายต่อสังคม ในการขอประกันตัว ชั้นศาลอาจทำให้ศาลท่านมีการพิจารณาที่ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น เหตุเพราะกลัวว่าผู้ต้องหาจะก่อเหตุซ้ำอีกหลังได้รับการประกันตัว เพราะอาจส่งผลกระทบอันเลวร้ายต่อสังคมและบุคคลอื่น ๆ ได้

          จากข้อควรระวังในการประกันตัว ชั้นศาลที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงข้อควรระวังเบื้องต้นในการขอประกันตัวเท่านั้น เพราะนอกจากนี้อาจมีหลายเหตุ หลายปัจจัยออกไปแล้วแต่กรณี โดยการที่ต้องคำนึงถึงเหตุต่าง ๆ นั้นก็เนื่องจากเหตุในการขอประกันตัวของผู้ต้องหามีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น ในการขอประกันตัว ชั้นศาลจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยและความเป็นไปได้ในแต่ละกรณีของผู้ต้องหาด้วย

มีทนายความดำเนินการประกันตัวดีอย่างไร?

มีทนายความดำเนินการประกันตัวดีอย่างไร

          ในการที่จะประกันตัว ชั้นศาลและหรือประกันตัวผู้ต้องหานั้น นอกจากจะต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายและหรือการมีประสบการณ์ร่วมด้วยแล้ว ในขั้นตอนการดำเนินการประกันตัวนั้นยังต้องใช้เวลาเป็นตัวช่วยอีกด้วย การมีทนายความในการเดินเรื่องประกันตัว ชั้นศาล รวมไปถึงประกันตัวอื่น ๆ จะสามารถช่วยให้ผู้ที่ต้องการการประกันตัว ผู้ที่เดือดร้อนได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทนายความจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย และมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์การเดินเรื่องประกันตัว ชั้นศาลและหรืออื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น การมีทนายความในการเดินเรื่องประกันตัว จะสามารถช่วยให้ผู้ที่เดือดร้อน หรือต้องการประกันตัวด่วนมีผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเป็นคนเดินเรื่อง อีกทั้งยังไม่ต้องรับความเสียงในการเสียรู้และหรือดำเนินการที่ผิดพลาดด้วย ต้องการทนายความสำหรับประกันตัวผู้ต้องหา คลิก >>ติดต่อเรา<<

รถชนดันเจอทะแนะก่อนเจอทนาย สุดท้ายไม่รอดจะให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ ทนายยันไม่ทำให้เด็ดขาด !

รถชนดันเจอทะแนะก่อนเจอทนาย

          สำหรับเรื่องฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หลายท่านที่ได้ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงจะทราบกันแล้วว่าค่าขาดประโยชน์คืออะไร ? สำคัญอย่างไร ? และทำไมเราถึงต้องฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ รวมไปถึงคงจะทราบถึงวิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กันแล้วว่าเมื่อรถชนเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียหายและหรือผู้เอาประกันภัยจะต้องฟ้องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างไร ? วันนี้ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราก็ได้นำเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของเรื่องการฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ที่ได้เกิดขึ้นกับผู้เสียหายท่านหนึ่งที่ได้มาปรึกษาทนายความ แต่สุดท้ายทนายยืนยันว่าไม่ทำคดีให้เด็ดขาด เรื่องราวและเหตุผลที่ไม่ทำคดีให้ผู้เสียหายท่านนี้จะเพราะอะไรมาดูกัน 

ทะแนะ ! แนะจนได้เรื่องผู้เสียหายช้ำหนัก โร่มาปรึกษาทนาย

ทะแนะ ! แนะจนได้เรื่องผู้เสียหายช้ำหนัก โร่มาปรึกษาทนาย

          อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้นสืบเนื่องมาจากมีผู้เสียหายท่านหนึ่งในที่นี้ขอเรียกว่าคุณ A คุณ A ได้ทักมาปรึกษาทนายอาร์มผ่านช่องทาง Line Official ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เมื่อไม่นานมานี้ในเรื่องที่ว่าจะให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ และได้ปรึกษามาว่า คุณ A ได้เกิดอุบัติเหตุรถชนและรถได้รับความเสียหายหนักต้องจัดซ่อมรถเป็นระยะเวลาเกือบ 100 วัน ซึ่งคุณ A เองก็ได้รับความเดือนร้อนจากเหตุการณ์นี้เป้นอย่างมาก เนื่องจากต้องใช้รถเป็นพาหนะในการทำงาน

          ต่อมาก็ได้มี “ทะแนะ” ผู้รู้ที่รู้ทุกเรื่อง แต่รู้ไม่จริงสักเรื่องได้มาแนะนำข้อมูลผิด ๆ กับคุณ A บอกว่าให้คุณ A ไปเดินเรื่องร้องเรียนได้เลยที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งเป็นสำนักงานที่คอยควบคุมและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยอยู่ในขณะเดียวกัน ซึ่งในมุมมองของทนายอาร์มมองว่า การทำงานของธุรกิจประกันภัยกับหน่วยงานของรัฐนั้นจะมีสมาคมประกันวินาศภัย ซึ่งสมาคมประกันวินาศภัยจะการส่งรายชื่อ โดยบริษัทประกันภัยจะส่งรายชื่อเข้ามาเป็นกรรมการสมาคมฯ ดังกล่าว ซึ่งการมาเป็นกรรมการสมาคมฯ หน้าที่หลักก็คือคอยถ่วงดุลระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือคปภ.กับภาคธุรกิจนั่นเอง

          แต่ถ้าสมมติว่าภาคธุรกิจมาขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ต่อมาจึงได้มีการสร้างสมาคมขึ้นมา ชื่อสมาคมว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมนี้ก็ได้มีการออกกฎกติกาในเรื่องของการกำหนดอัตราการจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมาว่า กำหนดให้ค่าขาประโยชน์ฯ วันละ 500 บาท แต่ไม่ได้ระบุว่า เพราะเหตุใดจึงกำหนดให้วันละ 500 บาท นอกจากนี้ก็ยังไม่ได้ระบุชัดเจนอีกว่าที่กำหนดมาวันละ 500 บาทนั้น กำหนดจ่ายให้ทุกวันหรือไม่อย่างไร

ทนายยืนยันหากไปหาทะแนะมาแล้ว ไม่ต้องมาหาทนาย ร้องคปภ.แล้ว ไม่รับทำคดีเด็ดขาด !

ทนายยืนยันหากไปหาทะแนะมาแล้ว

          สำหรับเรื่องราวของคุณ A ที่จะให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ โดยรถของคุณ A ได้จัดซ่อมไปประมาณ 90 วัน หรือเกือบ 100 วัน ซึ่งตามที่กล่าวไปคือคุณ A ดันโชคร้ายไปเจอทะแนะแล้วก็ดันหลงเชื่อทะแนะ หลังจากไปเดินเรื่องร้องคปภ. ปรากฏว่าคปภ. ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือหรือจะบังคับให้บริษัทประกันภัยจ่ายได้ตามระยะเวลาจัดซ่อมหรือ 100 วัน แต่สามารถบังคับให้บริษัทประกันจ่ายได้วันละ 500 บาท เท่านั้น ซึ่งก็ขัดแย้งกันโดยชัดเจนว่า เพราะเหตุใดจึงสามารถบังคับให้บริษัทฯ จ่ายได้วันละ 500 บาทเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความเสียหายรถของคุณ A เสียหายเกินกว่านั้นกลับไม่สามารถบังคับให้บริษัทฯ จ่ายให้ผู้เสียหายได้

          ต่อมาเมื่อคุณ A เห็นท่าไม่ดี เพราะได้รับความเสียหายเดือนร้อนมากกว่าเดิมหลังจากหลงเชื่อทะแนะ และคปภ.ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ คุณ A จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายให้ช่วยฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ในเวลาต่อมา และหลังจากที่คุณ A ได้มาปรึกษาทนาย ทนายจึงต้องตอบอย่างจริงใจและตรงไปตรงมายืนยันทันทีว่า “ไม่สามารถดำเนินคดีให้ได้” เนื่องจากคุณ A ได้นำข้อมูลทั้งหมดที่มีไปบอกให้กับบริษัทประกันภัย และหรือนำไปบอกกับคปภ.จนหมดแล้ว และการที่คุณ A ได้ทำอย่างนั้นไม่ว่าจะข้อมูลที่ถูกบ้าง และหรือผิดบ้าง แต่หากได้นำไปบอกคปภ.จนหมดแล้ว และเมื่อเรื่องได้มาถึงมือทนายความ ก็กลับกลายเป็นว่าทนายความจะไปรวบรวมข้อมูลและหรือลำดับเหตุการรณ์ที่คุณ A เคยไปเดินเรื่องก็ไม่ส่ามารถทำได้แล้ว และหากทำได้ก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร

เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากทนายอาร์ม รู้ทันประกันภัยเรื่องการจัดซ่อมรถ

          สำหรับกรณีของคุณ A ทำให้ได้เห็นว่าประชาชนยังขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องของประกันภัยพอสมควร เมื่อเกิดเหตุก็มักจะถูกเอาเปรียบได้ง่าย เพราะความ “ไม่รู้” กว่าเรื่องจะถึงมือทนายมาให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ ก็ถูกเอาเปรียบไปมากแล้ว วันนี้ทนายอาร์มจึงได้นำเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเรียกค่าขาดประโยชน์ฯ มาฝากกัน

          ยกตัวอย่าง พอรถซ่อมเสร็จประกันบอกอู่ที่ไปซ่อมซ่อมล่าช้า ทำไมถึงไม่ไปซ่อมอีกอู่หนึ่ง สมมติว่าอู่ที่คุณไปซ่อมคือเอการาจ ซ่อมล่าช้า แต่ไปซ่อมอู่บี ซึ่งเป็นอู่ในเครือของบริษัทประกัน ซ่อม 10 วันก็เสร็จแล้ว ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นำมาฝากให้คิดกันเพื่อรู้ทันประกันภัย

เพราะเหตุใดจึงควรมีทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง ?

          เหตุผลที่ผู้เสียหายและหรือผู้ประสบภัยไปฟังทะแนะก่อนที่จะมาหาทนาย เพราะผู้เสียหายอาจกลัวเสียค่าทนาย แต่ถ้าหากผู้เสียหายเลือกที่จะมาปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง ยืนยันเลยว่าบริษัทประกันภัยไหนที่สามารถจ่ายได้มากกว่าวันละ 500 บาท ได้ ยืนยันเลยว่าไม่มี และจริง ๆ แล้วค่าเสียหายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือต้องได้เท่ากับค่าเสียหายที่รถเสียหายจริง ถ้ารถเสียหายมากกว่าวันละ 500 บาท ก็จะได้มากกว่าวันละ 500 บาท ถ้าเราซ่อมรถ 100 วัน บริษัทฯ ก็ต้องจ่าย 100 วัน ดังนั้น หากไม่อยากเสียรู้ทะแนะจนนำไปสู่การเสียรู้บริษัทประกันภัยหัวแพทย์เหมือนอย่างกรณีคุณ A ที่เสียรู้ทะแนะไปแล้ว และค่อยมาหาทนายให้ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ กว่าเรื่องจะถึงมือทนายก็เสียเรื่องและเสียรู้ไปแล้ว จึงเป็นที่มาที่ว่าเพราะเหตุใดจึงควรมีทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง ย้ำ ! เมื่อรถชนปรึกษาทนายทันทีดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

ค่าเสียหายทางแพ่ง คืออะไร สามารถเรียกอะไรได้บ้าง ? สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีคำตอบ

ค่าเสียหายทางแพ่ง คืออะไร

          สำหรับคำว่า “ค่าเสียหายทางแพ่ง” หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจว่า ค่าเสียหายทางแพ่งนี้คืออะไร คือค่าเสียหายแบบใดบ้าง และค่าเสียหายทางแพ่งนี้สามารถเรียกได้อย่างไร และเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาไขข้อข้องใจและให้ความรู้กันในแบบฉบับที่เข้าใจง่ายอีกตามเคยในเรื่องของค่าเสียหายทางแพ่ง

ทำความรู้จักค่าเสียหายทางแพ่งคืออะไร ?

ทำความรู้จักค่าเสียหายทางแพ่งคืออะไร ?

          ค่าเสียหายทางแพ่ง ก็คือค่าเสียหายในคดีแพ่งนั่นเอง ส่วนคดีแพ่งนั้นก็คือ คดีที่มีการโต้แย้งสิทธิ หรือหน้าที่กันเกิดขึ้นของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของบุคคล 2 ฝ่าย ที่มีการผิดสัญญากัน หรือต้องการโต้แย้งสิทธิหน้าที่กัน หรือเป็นคดีที่มีการร้องขอต่อศาลให้รับรองสิทธิบางอย่างให้ เช่น การขอให้อีกฝ่ายชดใช้เงิน คืนของ หรือจ่ายค่าเสียหายต่าง ๆ หรือต้องการให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมไปถึงการฟ้องร้องให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญากู้ หรือการฟ้องเรียกให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายให้

ค่าเสียหายทางแพ่ง มีอะไรบ้าง และเรียกอะไรได้บ้าง ?

ค่าเสียหายทางแพ่ง มีอะไรบ้าง และเรียกอะไรได้บ้าง

          ค่าเสียหายทางแพ่ง มีอะไรบ้าง และหรือสามารถเรียกอะไรได้บ้าง คำตอบคือ ค่าเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับตามความเสียหายข้างต้นที่ได้ยกตัวอย่างมานั่นเอง โดยหากผู้เสียหายได้รับความเสียหายเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็สามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ทุกอย่างตามความเสียหายที่แท้จริง

          ซึ่งสำหรับค่าเสียหายทางแพ่งนี้ หลายคนอาจไม่คุ้นหูกับคำนี้สักเท่าไร เนื่องจากโดยปกติแล้วค่าเสียหายทางแพ่งจะถูกเรียกว่า “ค่าสินไหมทดแทน” นั่นเอง ซึ่งก็คือการเรียกค่าเสียหายทดแทนเงินและหรือทดแทนค่าเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับตามความเสียหายในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด

ยกตัวอย่างเช่น

          รถชนได้รับบาดเจ็บ รถชนได้รับความเสียหาย รถชนบาดเจ็บสาหัส ต้องตกเป็นบุคคลทุพพลภาพถาวร รถยนต์ได้รับความเสียหาย ไม่มีรถใช้หลายเดือน และหรือได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ ฯลฯ สำหรับความเสียหายต่าง ๆ นานาที่ผู้เสียหายได้รับมานั้น ในส่วนเหล่านี้ ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งและหรือค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย และหรือคู่กรณีได้ และจากที่กล่าวไปสำหรับกรณีที่รถชนจนไรถได้รับความเสียหายหนัก ต้องเข้าจัดซ่อมที่ศูนย์นานหลายเดือน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่มีรถใช้ในการประกอบอาชีพหรือใช้ประโยชน์จากรถได้  ในส่วนตรงนี้ผู้เสียหายก็สามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในส่วนของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ และหรือค่าเสียโอกาสในการใช้รถ ได้นั่นเอง เพราะถือว่าเป็นค่าเสียหายทางแพ่งด้วย นอกจากนี้ค่าซ่อมรถต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นค่าเสียหายทางแพ่งเช่นกัน มาถึงตรงนี้หลายท่านที่ได้อ่านคงจะมองเห็นภาพของค่าเสียหายทางแพ่งกันมาบ้างแล้ว เพราะค่าเสียหายทางแพ่งในแบบฉบับเข้าใจได้ง่าย ก็คือ ค่าสินไหมทดแทนนั่นเอง

          ในอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าในกรณีแบบนี้ก็สามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ นั่นก็คือในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตนั่นเอง หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าในเมื่อเป็นกรณีที่มีผู้เสียชีวิตจะสามารถเรียกคาเสียหายทางแพ่งได้หรือ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นคดีอาญา โดยเราจะสามารถเรียกค่าเสียหายในค่าเสียหายส่วนนี้ได้ ก็คือต้องนำมาฟ้องในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา จึงสามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ อาทิ

-ค่าทำศพ

-เงินค่าเสียโอกาสในการทำงานของผู้เสียชีวิต

-ค่าอุปการะเลี้ยงดู หากผู้เสียชีวิตมีภรรยาและลูกและหรือครอบครัวที่ต้องดูแล เป็นต้น

ค่าเสียหายต่าง ๆ ตามตัวอย่างเหล่านี้คือค่าเสียหายทางแพ่งที่สามารถเรียกได้นั่นเอง

          จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นสำหรับเรื่องค่าเสียหายทางแพ่งนั้น สรุปใจความอย่างอธิบายเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ค่าเสียหายทางแพ่ง = ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง สามารถคิดคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้ และที่สำคัญคือจะต้องสามารถสืบให้ศาลมท่านเห็นและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าค่าต่าง ๆ เหล่านั้นคือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และเมื่อสามารถสืบให้ศาลท่านเห็นได้อย่างชัดเจนอย่างตรงไหนตรงมาแล้ว ศาลท่านก็จะพิจารณาและตัดสินให้ตามค่าเสียหายทางแพ่งที่ผู้เสียหายได้ขอไปนั่นเอง

          และไม่ว่าคดีใดเรื่องใด คดีแพ่ง คดีอาญา และหรือคดีความอื่น ๆ รวมไปถึงบริการทางกฎหมายอื่น ๆ อาทิ ประกันตัวเร่งด่วน , ปรึกษากฎหมายในเรื่องต่าง ๆ คดีประกันภัยรถยนต์ , เมาแล้วขับถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง และหรือความเดือดเนื้อร้อนใจอื่น  ๆ อย่ารอให้ถูกเอาเปรียบหรือรอให้ความเสียหายที่ได้รับเสียหายไปมากกว่าเดิม เดินเรื่องตั้งแต่แรกให้ถูกจุดคือสิ่งสำคัญ อย่าหลงไปเจอทะแนะ ก่อนเจอทนาย สามารถมีทนายได้ตั้งแต่เกิดเรื่องโดยไม่ต้องลังเล เพราะหากว่ามัวแต่ลังเล ความเสียหายหรือเรื่องเดือดร้อนก็บานปลายไปใหญ่แล้ว ปรึกษากฎหมายได้ที่ >>สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์<<

เกือบแล้ว !!! เช่าหลักทรัพย์ประกันตัวเสียเงินซ้ำซ้อน โชคดีปรึกษาทนายก่อน

เกือบแล้ว !!! เช่าหลักทรัพย์ประกันตัวเสียเงินซ้ำซ้อน โชคดีปรึกษาทนายก่อน

          ประกันตัวเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ช่วงนี้มีคนเข้ามาปรึกษาทนายอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องประกันตัวผู้ต้องหา ซึ่งแน่นอนว่าสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราก็มีบริการทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องประกันตัว ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย และหรือรวมไปถึงการรับประกันตัวผู้ต้องหาด้วยเช่นเดียวกัน และวันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการประกันตัวที่น่าสนใจ จึงอยากหยิบยกมานำเสนอให้ผู้ติดตามของเราได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องประกันตัวเพื่อเป็นประโยชน์และเป็นวิทยาทานที่ดีต่อทุกท่าน

เดือดร้อนหนักโร่ปรึกษาทนาย เกือบเสียรู้เช่าหลักทรัพย์ประกันตัว

เดือดร้อนหนักโร่ปรึกษาทนาย เกือบเสียรู้เช่าหลักทรัพย์ประกันตัว

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่มีผู้เดือดร้อนได้โทรหาปรึกษาทนายความ เรื่องเช่าหลักทรัพย์ประกันตัว เรื่องราวน่าสนใจตรงที่ว่าหากผู้เดือดร้อนคนนี้ไม่ได้โทรหาทนายก่อน คงได้เงินซ้ำซ้อนหลายครั้งในการจะประกันตัวเป็นแน่

          ผู้เดือดร้อนท่านนี้ได้โทรมาปรึกษาทนาย ในที่นี้ขอใช้คำว่า นางสาว A นามสมมติ โดยนางสาว A บอกว่า “จะเช่าหลักทรัพย์ประกันตัว ทนายพอจะมีคนหาให้ได้ไหม เป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์” ทางทนายจึงได้ถามไปว่า ศาลได้สั่งประกันตัวเท่าไร และเป็นคดีรูปแบบใดลักทรัพย์นายจ้างหรือลักทรัพย์กลางคืน ด้านนางสาว A จึงตอบมาว่าศาลสั่งประกันตัวในจำนวน 45,000 บาท ศาลตัดสินตอนนี้  1 ปี และผู้ต้องหาอยู่ในเรือนจำแล้ว โดยเป็นคดีลักทรัพย์เพื่อน และประกันตัวชั้นอุทธรณ์แล้ว

          ทางทนายจึงได้แนะนำนางสาว A ไปว่าไม่ต้องไปเสียเงินในการเช่าหลักทรัพย์ประกันตัว แต่ทางที่ดีควรจะมีทนายไว้ปรึกษาในการเขียนอุทธรณ์ดีกว่า เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องไปเสียเงินซ้ำซ้อนและหลายรอบ นอกจากนี้นางสาว A ยังเล่าต่อถึงปัญหาที่พบอีกว่า หลังจากที่เธอไปเดินเรื่องที่ศาลเอง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับและหรือการตามเรื่องจากเจ้าหน้าที่ให้  อีกทั้งเธอยังถามทนายต่ออีกว่า เธอต้องจ้างงานใหม่แล้วเขียนอุทธรณ์ใหม่ใช่หรือไม่ ทนายจึงแนะนำนางสาว A ต่อว่ามาปรึกษาทนายให้ทนายเขียนอุทธรณ์ให้เป็นทางที่ดีกว่า และไม่ต้องใช้หลักทรัพย์อีกด้วย เพราะหากนางสาว A เอาเงินไปเช่าหลักทรัพย์ประกันตัว หลังจากนั้นเธอก็ต้องเสียเงินในการจ้างทนายอีก ซึ่งเป็นการเสียเงินที่ซับซ้อน ซึ่งนาสาว A จึงได้เข้าใจในหลักการและขั้นตอนวิธีการมากขึ้น หากไม่เจอทนายก่อนก็คงต้องเสียเงินในการเช่าหลักทรัพย์ประกันตัว และอาจเสียเงินมากกว่านั้นอีกหลายครั้ง และหลังจากที่เธอได้ปรึกษากับทนายความแล้ว เธอจึงเลือกที่จะมีทนายความสำหรับการเดินเรื่องประกันตัวผู้ต้องหาดังกล่าว เพราะการมีทนายความในการเดอินเรื่องจะสร้างความสะดวก รวดเร็ว ที่สำคัญคือถูกต้องตามวิธีการและหลักการที่ควรจะเป็น และยังทำให้เธอไม่ต้องเสียเงินซ้ำซ้อนในการเดินเรื่องเองอีกด้วย

ก่อนพลาดเจอทะแนะ ปรึกษาทนายก่อนอันดับแรกดีที่สุด !

ก่อนพลาดเจอทะแนะ ปรึกษาทนายก่อนอันดับแรกดีที่สุด !

          จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น อย่างกรณีของนางสาว A ถ้าเธอไม่ได้โทรมาปรึกษาทนายก่อน และไม่ได้รับคำแนะนำและหรือเข้าใจวิธีการทางกฎหมายก่อน เธอก็อาจจะดำเนินการผิด และเสียเงินในการเช่าหลักทรัพย์ ที่จะทำให้ในอนาคตเธอต้องเสียเงินอีกหลายต่อหลายครั้งในการเดินเรื่องที่จะประกันตัวผู้ต้องหานั่นเอง กรณีนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง เพราะเชื่อว่ายังมีกหลายคนที่ยังไม่รู้ และอาจดำเนินการผิดขั้นตอนได้ สำหรับผู้เสียหายและหรือผู้ที่มีเรื่องเดือดร้อนไม่ว่าจะเรื่องใด ควรมีทนายความเพื่อปรึกษาเป็นอันดับแรกดีที่สุด ก่อนที่จะพลาดไปเจอ “ทะแนะ” ก่อนเจอทนาย เพราะถ้าหากเกิดเรื่องแล้วไปเจอทะแนะ ผู้รู้ที่รู้ไม่จริงแนะนำการเดินเรื่องที่ผิดตั้งแต่ต้น วิธีการของเรื่องนั้น ๆ ก็จะผิดตั้งแต่ต้นเช่นกัน ยกตัวอย่างคล้ายกับโดมิโน่ ถ้าตัวแรกล้มตัวต่อไปก็จะล้มเช่นเดียวกัน การไม่รู้กฎหมายไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่การมีทนายความจะช่วยให้ผู้เสียหายและหรือผู้ที่เดือดร้อนรู้และเข้าใจขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และมีผู้ที่รู้เรื่องไปดำเนินการให้ได้อย่างที่ต้องการ เรียกได้ว่าการมีทนายตั้งแต่ต้นเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทนายความเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่หากมีไว้ไม่เสียหาย ถึงคราวเดือดร้อนก็สามารถปรึกษาทนายได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอให้ทะแนะมาแนะนำการเดินเรื่องที่ผิด ๆ ปรึกษาทนายความได้ทันทีที่ >>ติดต่อเรา<<

หลักการ/ความสำคัญ/กระบวนการในการประกันตัว ผู้ต้องหา

หลักการ/ความสำคัญ/กระบวนการในการประกันตัว ผู้ต้องหา

          ประกันตัว ผู้ต้องหา เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นสิทธิอย่างหนึ่งของมนุษยชน ซึ่งการประกันตัว ผู้ต้องหานี้มีบทบาทที่สำคัญในระบบยุติธรรม การประกันตัว ผู้ต้องหา จึงหมายถึงการขออนุญาตให้ผู้ต้องหาถูกปล่อยตัวและหรือปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างดำเนินคดีหรือระหว่างการสอบสวน หรือระหว่างการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์/ฎีกาของเจ้าพนักงานและหรือจากศาล โดยจะมีหลักประกันหรือไม่มีก็ได้

          การที่ประกันตัว ผู้ต้องหานั้นจะสามารถช่วยให้ผู้ต้องหามีเวลาและหรือการเตรียมตัวเพื่อจะต่อสู้คดีได้ในชั้นศาล โดยที่ตัวผู้ต้องหานั้นจะเป็นอิสระและไม่ต้องถูกควบคุมตัวในระหว่างรอพิจารณาคดีตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยวันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็จะมาพูดถึงหลักการ ความสำคัญ และกระบวนการในเรื่องประกันตัว ผู้ต้องหาให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าในการประกันตัว ผู้ต้องหานั้นมีวิธีการและหรือกระบวนการอย่างไรบ้าง

หลักการในการประกันตัวผู้ต้องหา

          ตามกฎหมายแล้วนั้นหลักการในการประกันตัว ผู้ต้องหา มีจุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับโอกาสในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน และได้รับอิสระจากการถูกควบคุมตัวจนกว่าศาลจะพิพากษาแล้วว่าผู้ต้องหามีความผิดจริง นอกจากนี้หลักการในการประกันตัว ผู้ต้องหายังแสดงให้สังคมได้เห็นและตระหนักถึงเรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันด้วย

          นอกจากที่กล่าวไปในข้างต้นถึงหลักการในการประกันตัว ผู้ต้องหาแล้วนั้น นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์หลักอีก 2 ประการ ได้แก่

1.ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาที่ถูกประกันตัวหลบหนีและหรือก่อเหตุซ้ำอีก

2.เป็นการรับประกันว่าผู้ต้องหาจะมาปรากฏตัวและหรือรายงานตัวในศาลตามที่ได้นัดหมาย

และที่สำคัญการประกันตัว ผู้ต้องหา นั้นไม่ใช่ผู้ต้องหาทุกคนที่จะได้สิทธิได้รับการประกันตัวเสมอไป แต่ผู้ต้องหาทุกคนสามารถใช้สิทธิในการร้องขอการประกันตัว แต่ในการอนุมัติการประกันตัวนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลในการพิจารณาว่าผู้ต้องหานั้นหากได้รับการประกันตัวไปแล้วมีความเสี่ยงต่อการหลบหนีหรือไม่อย่างไร

ความสำคัญของการประกันตัวผู้ต้องหา

          1.การประกันตัว ผู้ต้องหา จะช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัว โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอและการประกันตัวผู้ต้องหานี้จะช่วยให้ผู้ต้องหาสามารถมีเวลาในการเตรียมตัวเพื่อจะสู้คดีเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเองอย่างเต็มที่

          2. การประกันตัว ผู้ต้องหาไม่ว่าจะชั่วคราวหรืออย่างไร การที่ผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวจะเป็นหนึ่งในการช่วยลดจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณผู้ต้องหาแล้ว ยังสามารถลดปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเรือนจำได้ด้วย

          3.การที่ผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว ทำให้ผู้ต้องหาได้รับอิสระไม่ว่าจะชั่วคราวหรืออย่างไรก็ตาม แต่สิ่งนั้นทำให้ผู้ต้องหามีความเท่าเทียมและมีโอกาสที่จะป้องกันตัวเอง อีกทั้งผู้ต้องหายังสามารถสร้างความยุติธรรมให้กับตนเองได้ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของความยุติธรรมและการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

          4.การที่เจ้าพนักงานและหรือศาลท่านได้พิจารณาให้ผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว จะสามารถช่วยกระตุ้นให้กระบวนการพิจารณาได้คดีดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ต้องหามีเสรีภาพในการติดต่อทนายความและเตรียมหลักฐานในการต่อสู้คดีได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ปัญหาและข้อจำกัดในการประกันตัว

       อย่างที่กล่าวไปข้างต้นถึงความสำคัญของการประกันตัว แม้ว่าการประกันตัวจะมีความสำคัญ แต่การประกันตัว ผู้ต้องหา ก็จะมีปัญหาและข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน อาทิ การกำหนดหลักทรัพย์และหรือหลักประกันที่สูงเกินไปเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาไม่สามารถขอประกันตัวได้ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาบางรายเกิดการก่อเหตุซ้ำและหรือหลบหนีระหว่างการได้รับการประกันตัว  

กระบวนการของการประกันตัวผู้ต้องหา

          สำหรับกระบวนการในการประกันตัว ผู้ต้องหานั้น มีด้วยกันหลายวิธี ดังนี้

  1. ผู้ต้องหาและหรือทนายของผู้ต้องหา สามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลได้ แต่ศาลจะเป็นผู้พิจารณาคำร้องและตัดสินใจว่าในคำร้องยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหานั้น ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวหรือไม่อย่างไร
  2. เมื่อศาลเห็นควรพินิจพิจารณาแล้วว่าสามารถให้ผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวได้ ต่อมาศาลจะกำหนดเงื่อนไขและจำนวนเงินประกันและหรือหลักประกันที่ผู้ต้องหาและทนายความของผู้ต้องหาจะต้องชำระให้
  3. เมื่อผู้ต้องหาและหรือทนายความชำระเงินประกันหรือจัดหาหลักประกันตามที่ศาลกำหนดแล้ว ขั้นตอนต่อไปศาลจะมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหา โดยก็จะมีเงื่อนไขระบุชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัวนั้น ต้องมารายงานตัวที่ศาลตามวันเวลาที่นัดหมาย รวมไปถึงผู้ต้องหาจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดอย่างเคร่งครัดด้วย
  4. นอกจากนี้ในบางกรณีสำหรับผู้ต้องหาบางรายศาลท่านอาจมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ อาทิ อาจต้องมีการติดตั้งเครื่องติดตาม (กำไล EM) เป็นต้น เพื่อเป็นการรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งการป้องกันการออกนอกประเทศ

          อย่างที่กล่าวไปข้างต้นถึงการประกันตัว ผู้ต้องหา นั้น หากไม่อยากเดินเรื่องเองให้ยุ่งยากหรือวุ่นวายบริการทางกฎหมายอีกหนึ่งบริการที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรายินดีให้บริการก็คือบริการรับประกันตัว ผู้ต้องหา , ประกันตัวด่วน และหรือคดีความนอกเหนือจากนี้ก็สามารถเข้ามาปรึกษาและเข้ามาพูดคุยกับทนายความของเราได้เพราะที่เรายินดีให้บริการทางด้านกฎหมายครอบคลุมทุกเรื่องทุกคดีความปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เคสนี้ ! ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เหตุประกันภัยคิดเอาเปรียบโมเมเวลาตรวจแอลฯ

เคสนี้ ! ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เหตุประกันภัยคิดเอาเปรียบโมเมเวลาตรวจแอลฯ

          การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ คืออะไรนั้น ก่อนอื่นถ้าใครยังไม่รู้จักกับค่าเสียหายเชิงลงโทษ ก็ต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่าค่าเสียหายเชิงลงโทษ คือ ค่าเสียหายเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง เป็นค่าเสียหายที่ศาลได้มีการกำหนดนให้เพิ่มเติมนอกจากค่าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ผู้ถูกกระทำละเมิดได้รับ โดยการที่ศาลมีการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้น มีจุดประสงค์เพื่อลงโทษผู้กระทำละเมิดให้เกิดความเข็ดหลาบไม่กระทำละเมิดอีกนั่นเอง อีกทั้งการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษยังเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นกล้าที่จะกระทำละเมิดในลักษณะเช่นเดียวกันในอนาคต

          และการที่ศาลได้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้น ก็เพื่อกำหนดขึ้นมาคุ้มครองสิทธิและป้องปรามการกระทำละเมิดไม่ให้เกิดขึ้นอีกในภายภาคหน้า และการที่ศาลจะมีการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้นไม่ใช่ทุกกรณี แต่จะพิจารณาถึงความชั่วร้ายของพฤติกรรมที่ผู้ทำละเมิดได้กระทำลงไปมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จึงไม่ใช่ทุกเคสที่ศาลจะพิจารณากำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้กับผู้เสียหาย

ประกันภัยหัวแพทย์คิดเอาเปรียบชัด ! จนศาลถึงขั้นกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้

ประกันภัยหัวแพทย์คิดเอาเปรียบชัด

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าไม่ใช่ทุกเคสหรือทุกกรณีที่เมื่อดำเนินคดีเรื่องถึงชั้นศาลแล้ว ศาลท่านจะพิจารณากำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้ แต่ในคดีที่จะกล่าวเล่าถึงต่อไปนี้ ศาลท่านได้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้มากถึง 50,000 บาท ด้วยกัน

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขึ้น ผู้เสียหายได้เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย เนื่องจากมีสัญญาประกันภัยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ ในกรณีนี้ โจทก์ (ผู้เสียหาย) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายได้ยื่นฟ้องบริษัทประกันภัยเพื่อเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          โจทก์ที่หนึ่งและโจทก์ที่สองซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ ได้ทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัย (จำเลย) โดยสัญญามีระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรมจนถึงวันที่เกิดเหตุ แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น บริษัทฯ ปฏิเสธการคุ้มครองเนื่องจากมีการตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่สามารถรับประกันได้ตามเงื่อนไข

          อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณาแล้วว่า การตัดสินใจของบริษัทประกันภัยในการปฏิเสธการคุ้มครองไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่สามารถใช้ปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อคำนวณย้อนหลังได้ การกระทำนี้เป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงและไม่ปฏิบัติตามสัญญาอย่างเป็นธรรม ดังนั้น ศาลจึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยต้องคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ทั้งสองได้เรียกร้อง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ ค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยอื่น ๆ

          นอกจากนี้ ศาลยังได้พิจารณากำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มเติม เนื่องจากการกระทำของบริษัทประกันภัยเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงและไม่ปฏิบัติตามสัญญาอย่างเป็นธรรม การตัดสินนี้ทำให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเชิงลงโทษเพื่อเป็นการลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การตัดสินครั้งนี้ส่งผลให้บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงค่าเสียหายเชิงลงโทษ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังบริษัทประกันภัยอื่นๆ ว่าต้องปฏิบัติตามสัญญาและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถือกรมธรรม์ทุกกรณี

          คดีนี้จำเลยหรือบริษัทประกันภัยความหัวแพทย์ของบริษัทฯ คือไปใช้คำนวณเวลาที่ผลตรวจเลือดออก แต่ไม่ได้เอาเวลาที่เจาะเลือดจริง ๆ คือ เจาะเลือดเวลาหนึ่ง แต่ผลเลือดไปออกอีกเวลาหนึ่ง บริษัทประกันภัยจึงหัวแพทย์นำเวลาที่ผลเลือดออกมาคำนวณย้อนกลับ ซึ่งห่างจากเวลาเกิเหตุเป็นเวลานานพอสมควร ศาลจึงมองว่า บริษัทฯ ก็ได้ใบเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ไปแล้ว ซึ่งบริษัทฯ ก็เป็นบริษัทประกันวินาศภัย ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ แม้เอกสารจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่บริษัทฯ ก็เป็นถึงบริษัทระดับใหญ่ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ถึงจะไม่อ่านภาษาอังกฤษเลยหรือว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ตรวจ แต่บริษัทฯ ก็ยังจะเอาเวลานี้มาบอกว่าเป็นเวลาที่ผลออกมาเป็นเวลาที่ตรวจ ทั้งที่ความจริงตรวจวัดตอน 07.00 น. แต่ผลตรวจออกตอน 13.00 น. แต่บริษัทฯ กลับเอาเวลาบ่ายโมงย้อนกลับมาเป็นเวลาเกิดเหตุ ทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์เพิ่มขึ้นเยอะความเป็นไปได้ ทั้งที่จริงถ้าบริษัทฯ เอาเวลาตรวจวัดที่ตรวจตั้งแต่ตอนแรก ปริมาณแอลกอฮอล์ของโจทก์หรือผู้เสียหายก็จะไม่เกิน ด้วยเหตุนี้ศาลจึงได้บอกว่า บริษัทฯ ทำไม่ถูกต้องต่อผู้เสียหาย อีกทั้งยังดูเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัดเจน จากกรณีดังกล่าวศาลจึงได้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่ผู้เสียหายหรือโจทก์ในจำนวน 50,000 บาท

          จากเหตุการณ์ดังกล่าวหากผู้เสียหายไม่ได้นำเรื่องมาปรึกษาทนายความ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องถูกบริษัทประกันภัยหัวแพทย์เอาเปรียบมากเพียงไหน และเมื่อเรื่องมาถึงชั้นศาลก็ยิ่งทำให้เห็นความเอาเปรียบของบริษัทฯ ที่มีต่อผู้เสียหายยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก ว่าบริษัทฯ ตั้งใจที่จะเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคมากขนาดนี้เลยหรือ ? สำหรับใครที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยอย่างกรณีของผู้เสียหายท่านนี้สามารถทักมาปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเรื่อง ไม่ต้องรอเดินเรื่องเอง สามารถปรึกษาทนายได้ตั้งแต่ต้น รู้ทันประกันภัยไว้ก่อนเป็นเรื่องดีที่สุด ปรึกษาทนายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ต้องที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทำความรู้จักคดีแพ่ง จะฟ้องคดีแพ่ง ต้องทำไรอย่างไร ?

ทำความรู้จักคดีแพ่ง จะฟ้องคดีแพ่ง ต้องทำไรอย่างไร ?

          คำว่า “ฟ้องคดีแพ่ง” หลายคนคงเคยยินคำนี้กันมาบ้างแล้ว และแน่นอนว่าก็ยังมีอีกหลายคนเช่นกันที่ยังไม่รู้ว่าคดีแพ่งคืออะไร ? คดีแพ่งมีอะไรบ้าง ? จะฟ้องคดีแพ่งในกรณีไหนได้บ้าง ? ถ้าจะฟ้องคดีแพ่งต้องเกิดเรื่องกรณีแบบไหน ? และหรือกรณีแบบนี้สามารถฟ้องคดีแพ่งได้ไหม ? คำตอบของคำถามเหล่านี้ที่หลายคนสงสัย วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รวบรวมคำตอบสำหรับทุกคำถามในแบบเข้าใจง่าย ๆ มาฝากทุกท่านกัน

ทำความเข้าใจ “คดีแพ่ง” คืออะไรในแบบฉบับเข้าใจง่าย

ทำความเข้าใจ “คดีแพ่ง” คืออะไรในแบบฉบับเข้าใจง่าย

          สำหรับใครที่อยู่ในแวดวงกฎหมายและหรือทนายความคงรู้จักคดีแพ่งอยู่แล้วว่าคือคดีแบบไหน กรณีไหนสามารถฟ้องคดีแพ่งได้บ้าง และหรือใครที่จะฟ้องคดีแพ่ง ก็ต้องรู้จักกันก่อนว่าคดีแพ่งนั้นคืออะไร

          คดีแพ่ง คือ คดีที่มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่กันเกิดขึ้นของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของบุคคล 2 ฝ่ายที่มีการผิดสัญญากันนั่นเอง รวมไปถึงความต้องการโต้แย้งสิทธิหน้าที่กัน หรือเป็นคดีที่มีการร้องขอต่อศาลให้รับรองสิทธิบางอย่างให้ เช่น เรื่องชู้สาว , การฟ้องชู้ , ฟ้องหย่า , เรียกค่าเลี้ยงดูบุตร , การกู้ยืมเงิน , การขอให้อีกฝ่ายชดใช้เงินค่าเสียหาย , การให้อีกฝ่ายคืนคืนของ หรือให้อีกฝ่ายจ่ายค่าเสียหายต่าง ๆ ให้ หรือต้องการให้อีกฝ่ายทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมไปถึงการฟ้องคดีแพ่งฟ้องร้องให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญากู้ หรือการฟ้องเรียกให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายให้ เป็นต้น

ตัวอย่างเหตุการณ์

          เช่น นาย A ได้เกิดอุบัติเหตุรถชน และรถของนาย A ได้รับความเสียหาย ต่อมาบริษัทประกันภัยของนาย A ปฏิเสธการรับผิดชอบในการจัดซ่อมรถ โดยมีหนังสือปฏิเสธความรับผิดมาให้ เมื่อนาย A ไม่ได้รับการรับผิดชอบต่อบริษัทประกันภัย ดังนั้น นาย A จึงสามารถปรึกษาทนายเพื่อฟ้องคดีแพ่ง ในการฟ้องคดีผู้บริโภคเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยได้ เป็นต้น

ข้อควรรู้ ! ในการว่าจ้างทนายฟ้องคดีแพ่ง

          ในการว่าจ้างทนายในการฟ้องคดีแพ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าคดีแพ่งมีหลายเรื่องและหลายกรณีออกไป และผู้เสียหายและหรือผู้ที่ต้องการว่าจ้างทนายในการฟ้องคดีแพ่ง จะต้องมีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไร และต้องรู้ข้อควรรู้อะไรบ้าง วันนี้มีคำตอบ

1.รวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่มี เนื่องจากการตัดสินในคดีแพ่งส่วนใหญ่แล้วตัดสินจากเอกสารและหรือหลักฐานที่มีเป็นหลัก 

2.หลังจากได้มาพบทนายเพื่อปรึกษาคดี ควรบอกเล่าเรื่องราว และหรือถ่ายทอดเรื่องราวที่ผู้เสียหายประสบพบเจอให้ทนายความฟังอย่างละเอียด และต้องเป็นความจริงทั้งหมด

3.หลังจากที่ทนายความได้ประเมินเรื่องราวของผู้เสียหายแล้ว หลังจากนั้นจะมีการตกลงและหรือเซ็นสัญญาว่าจ้างทนายความในการฟ้องคดีแพ่งเกิดขึ้น และหลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของทนายความในการดำเนินการฟ้องคดีแพ่งทั้งหมด

บริการรับทำคดีแพ่งของเรา มีอะไรบ้าง ?

-คดีที่มีข้อพิพาทกัน

-คดีเกี่ยวกับที่ดิน

-คดีเกี่ยวกับสัญญา

-คดีเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน

-คดีเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน/บริษัท

-การฟ้องให้ชำระหนี้

-การผิดสัญญาซื้อขาย

และคดีความอื่น ๆ ที่ถือเป็นคดีแพ่ง

ทำไมต้องให้เราดำเนินคดีแพ่งให้ ?

          สำหรับคดีแพ่งแล้วนั้น เป็นคดีความที่มีอยู่ในมือของสำนักงานของเราเป็นจำนวนมาก และมีคดีความที่ผู้เสียให้ให้ดำเนินคดีหลากหลายกรณีออกไปเช่นกัน และไม่ว่าจะเป็นการรับปรึกษาคดีเบื้องต้นเกี่ยวกับคดีแพ่ง หรือทำคดีเกี่ยวกับที่ดิน คดีเกี่ยวกับการผิดสัญญา คดีเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน และคดีอื่น ๆ อีกมากมายที่เรารับทำเกี่ยวกับคดีแพ่งนี้ ก็สามารถเรียกได้ว่าสำนักงานของเรามีประสบการณ์ทางด้านการฟ้องคดีแพ่งอยู่มากพอสมควร และนอกจากนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังยินดีรับปรึกษาคดีต่าง ๆ อีกด้วย

       และแน่นอนว่าหากผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการจะใช้บริการทางด้านกฎหมายกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นอกจากจะเข้ามาปรึกษาทนายในรูปแบบวอล์กอินที่สำนักงานฯ ของเราแล้ว ยังสามารถปรึกษาทนายความของเราได้ทุกที่ในรูปแบบออนไลน์ในทุกช่องทางอีกด้วย อาทิ เฟซบุ๊ก : สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เฟซบุ๊ก : กฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ และไลน์แอด @Wongsakorn หรือคลิก ติดต่อเรา ได้ทันทีเมื่อท่านต้องการทนายความดี ๆ ไว้ปรึกษากฎหมาย

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!