การเคลมประกันภัยทำอย่างไร และรู้จักกับประกันภัยประเภทต่างๆ 

เคลมประกัน copy

ในปัจจุบันอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางจราจรบนท้องถนนนั้นสูงมาก มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน ความเสียหายที่ตามมาขึ้นอยู่กับอุบัติเหตุนั้นรุนแรงแค่ไหน ดังนั้นการทำ ประกันภัย เอาไว้ ไม่ว่าจะรถเล็ก หรือรถใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะประกันภัยนั้นนอกจากจะคุ้มครองการบาดเจ็บแล้ว ประกันภัยภาคสมัครใจยังให้ความคุ้มครองค่าความเสียหายทรัพย์สินของเราอีกด้วย ดังนั้นทำประกันภัยเอาไว้เป็นดีที่สุด วันนี้เลยจะมาอธิบายขั้นตอนการเคลมประกันภัยนั้นว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยเราจะมาทำความเข้าใจว่าประกันภัยคืออะไร สำคัญอย่างไร และมีขั้นตอนการเคลมอย่างไรบ้าง ไปเริ่มกันเลยค่ะ

เคลมประกัน-2

การเคลมประกันคืออะไร?  

การเคลมประกัน คือ คำร้องขออย่างเป็นทางการที่คุณในฐานะผู้ถือกรมธรรม์ยื่นต่อผู้ให้บริการประกันภัยเพื่อขอค่าชดเชยสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่ครอบคลุมตามกรมธรรม์ของคุณ นอกจากนี้ยังมีความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือการบาดเจ็บทางร่างกาย การเคลมประกันอาจรวมถึงการเคลมความรับผิด ซึ่งผู้เอาประกันภัยอาจต้องรับผิดชอบต่อการก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น

ทำไมต้องเคลมประกัน?  

การเคลมประกันมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้คุณได้รับการชดเชยทางการเงินจากบริษัทประกัน และคุ้มครองความสูญเสียทางการเงินของคุณหากเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่ารักษาพยาบาล หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์  ผู้รับประกันภัยของคุณควรให้ค่าชดเชยที่เหมาะสมและตามระยะเวลาสำหรับทุกค่าใช้จ่ายที่ประกันคุ้มครอง ทั้งค่าซ่อมแซมหรือค่าเสียหาย

เคลมประกัน-1

ประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 

1. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 (ประกันภัยชั้น 1)

ครอบคลุมความคุ้มครองที่หลากหลายที่สุด รวมถึงความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดกับรถยนต์ของตนเอง การชนกันกับรถยนต์คันอื่น การสูญหายหรือถูกขโมย และอุบัติเหตุทางธรรมชาติ นอกจากนี้ยังครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  

2. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 (ประกันภัยชั้น 2)

คุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความเสียหายจากการถูกขโมย และไฟไหม้ แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ของตนเองจากการชน

3. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 (ประกันภัยชั้น 3)

ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ของตนเอง  

4. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ (ประกันภัยชั้น 2 บวก)

เป็นประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองจากประกันภัยประเภท 2 โดยรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการชน แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดจากการขโมยและไฟไหม้  

5. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ (ประกันภัยชั้น 3 บวก)

เป็นประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองจากประกันภัยประเภท 3 โดยรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการชน แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดจากการขโมยและไฟไหม้  นอกจากนี้ยังมีประกันภัยประเภทอื่น ๆ ที่เฉพาะเจาะจงเช่น ประกันภัยรถจักรยานยนต์ หรือประกันภัยเฉพาะกิจบางประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อความต้องการเฉพาะเจาะจงของผู้ใช้

เคลมประกัน-3

ขั้นตอนการเคลมประกันภัย

1. แจ้งเหตุ

ทันทีที่เกิดเหตุการณ์จะต้องเคลมประกันภัย ให้รีบทำการโทรแจ้งบริษัทประกันภัย โดยโทรศัพท์ไปยังหมายเลขติดต่อเคลมประกัน หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของบริษัทประกันภัยนั้นๆ ที่เราได้ทำประกันภัยเอาไว้

2. เก็บรวบรวมข้อมูล

บันทึกข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น วันที่ เวลา สถานที่ รวมถึงข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ (ในกรณีของประกันภัยรถยนต์) และถ่ายรูปหรือวีดีโอความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

3. กรอกแบบฟอร์มเคลม

กรอกแบบฟอร์มการเคลมประกันภัยที่บริษัทประกันภัยกำหนด แบบฟอร์มอาจมีการแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ (ในกรณีประกันภัยรถยนต์) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4. ส่งเอกสาร

ส่งแบบฟอร์มและเอกสารทั้งหมดไปยังบริษัทประกันภัย โดยสามารถส่งไปทางไปรษณีย์หรืออีเมลก็ได้ตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด

5. ตรวจสอบและประเมินความเสียหาย

เมื่อเราได้ทำการแจ้งบริษัทประกันภัยแล้ว บริษัทประกันภัยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และทำการประเมินมูลค่าความเสียหายยานพาหนะของผู้เอาประกัน

6. การพิจารณาการเคลม

บริษัทประกันภัยจะทำการพิจารณาว่าการเคลมครั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์หรือไม่ หากเป็นไปตามเงื่อนไข บริษัทประกันภัยก็จะดำเนินการจ่ายค่าเสียหายในขั้นตอนไป

7. การจ่ายค่าชดเชย

หากการเคลมได้รับการอนุมัติ บริษัทประกันภัยจะทำการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ทั้งนี้หากผู้เสียหายรู้สึกว่าค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยเสนอมาให้นั้นไม่เหมาะสม ผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในการยื่นเคลมประกันนั้น บริษัทประกันภัยแต่ละบริษัทอาจมีเงื่อนไขการใช้เอกสารที่แตกต่างกันตามแต่บริษัทประกันภัยนั้นๆ กำหนด หากอยากให้ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนแนะนำให้สอบถามจากบริษัทประกันภัยที่เราได้ทำประกันภัยเอาไว้ เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการยื่นขอการเคลมประกันภัยค่ะ

外国受害者的车被撞,颈椎骨折,右肩骨折!保险公司拖延不愿意赔偿,律师帮助搞定,索赔超过一百万泰铢!

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน

这是一个关于汽车保险的案例。当我们购买汽车保险时,自然希望保险公司能为我们的生命提供全面的保障,因为我们只有一条生命。但如果我们信任的保险公司,在发生事故后,却试图推诿支付赔偿,不履行自愿险和强制险合同中明确规定的责任,比如在这个案例中,Wongsakorn 律师事务所 受到了来自一位遭遇车祸的外国伤者的信任。事故导致这位外国伤者严重受伤,车辆被撞坏,肩膀骨折需要进行钢板手术!但保险公司却以被保险人是外国人,不懂得泰国的保险法以及不了解保护自己权益的流程为由,推脱赔偿。当保险公司试图拖延和解时,受害者不知如何应对,因此决定求助于 Wongsakorn  律师事务所来帮助他们维护正义。

车辆被撞,导致颈椎骨折和肩膀骨折,需休养超过三个月,却没有收到保险公司的任何赔偿。

此次事故发生时,受害者驾驶的车辆与一辆轿车发生擦碰,但随后受害者的车辆又被另一辆汽车从后方撞击,导致受害者的车辆严重损坏。受害者与保险公司投保的车辆内共有两名乘客受伤,其中一名受害者伤势严重,颈椎骨折及右肩骨折,不得不接受肩部钢板固定手术,并需休养3个月。手术取出钢板后,仍需进行物理治疗。目前,受害者仍在持续治疗,受伤处时常带来痛苦,严重影响日常生活。

已支付超过 200,000 泰铢,但保险公司仍拒绝赔偿

受害者已经预先支付了超过 200,000 泰铢的必要医疗费用,还未包括因失去每月收入而造成的 150,000 泰铢的损失。受害者是公司高级管理人员,这次的严重受伤需要长时间治疗,导致收入损失巨大,并对公司管理产生了严重影响。受害者不得不进行右肩钢板固定手术,并需要再次手术取出钢板,手术及术后治疗费用高达 80,000 泰铢。这个金额是医生初步评估的费用,还不包括治疗过程中可能出现的其他并发症及其他医疗费用。

肩膀骨折未愈,需飞往国外治疗。

在受伤期间,受害者在泰国接受治疗时,频繁往返于家与医院之间,产生了不少治疗期间的费用。然而,受伤的肩膀状况并未好转,骨折的肩膀骨头未能愈合。因此,受害者不得不飞往台湾接受进一步治疗,并进行二次手术,手术费用为 158,080 台币,折合泰铢为 161,241 泰铢。此外,受害者还支付了 14,300 泰铢的机票费用,以前往国外接受治疗。手术后,受害者还需要持续进行长时间的物理治疗,治疗费用高昂。实际上,这些费用受害者完全可以向保险公司提出赔偿,即便受害者是在国外接受治疗。

ประกันเสนอจ่ายค่ารักษา 4

保险公司提出的赔偿金额低于实际损失!

在发生的事故中,保险公司(自愿险)和保险公司(强制险)尚未支付赔偿,而是试图进行调解。由于受害者是外国人,不了解保险法律,因此不敢索要过高的赔偿,担心会被保险公司反诉。尽管受害者右臂骨折,必须植入钢板,并根据医生建议需要休养超过90天。如果受害者能够正常工作,原本可以获得 450,000 泰铢的收入。然而,在 90 天的停工期间,保险公司仅提议支付 150,000 泰铢,而对方保险公司则提议支付受害者仅 100,000 泰铢。总的来说,保险公司仅提出了约 300,000 泰铢的赔偿,这远远低于实际损失,严重低估了受害者的损失和伤痛。这样的赔偿远不足以弥补受害者的伤害,也无法确定未来是否能够完全恢复正常。

在这种情况下,必须要有律师来防止被保险公司占便宜。

Wongsakorn 律师事务所认识到,不论受害者是泰国人还是外国人,如果他们在与保险公司的纠纷中被欺负,律师的帮助是至关重要的。就像这位受了重伤的中国受害者一样,他感到两家保险公司都不愿真诚承担责任,所提出的赔偿金额与实际伤害不符。此外,保险公司还试图通过要求调解和谈判赔偿金来拖延时间。因此,受害者委托 Wongsakorn 律师事务所为其提起诉讼,要求保险公司赔偿损失。由于 Wongsakorn 的法律团队意识到这位外国受害者所遭遇的不公正,遂决定向这两家保险公司提出超过百万泰铢的索赔金额,这个金额是保险公司最初提议的三倍多,以弥补受害者的损失并安慰其心理创伤。最终,法院判决这两家保险公司支付超过一百万泰铢的赔偿金给受害者!

无论是泰国人还是外国人,Wongsakorn 律师事务所都愿意提供服务。

Wongsakorn 律师事务所重视每一位受害者的权益,无论其是泰国人还是外国人。如果受害者感到没有得到保险公司的公正对待,Wongsakorn 律师事务所将乐意提供帮助。在发生事故时,拥有一位律师是非常重要的,不仅可以保护受害者免受保险公司各种手段的伤害,还能帮助受害者按照法律程序有效地提出索赔。Wongsakorn 律师事务所专注于处理与保险相关的诉讼案件,我们有一支专业的律师团队,随时准备提供咨询和服务。如果您正在面临保险公司不公的对待,请随时联系我们

ขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนกับการปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญหลังเกิดเหตุ

ขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน รู้ไว้ไม่เสียหาย…เมื่อเกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นการชนที่มีผู้บาดเจ็บหรือเพียงแค่ความเสียหายทางทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ ผู้ประสบอุบัติเหตุหลายท่านคงตั้งตัวกันไม่ถูกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ แต่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาทำความเข้าใจในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนกันว่าเมื่อเรื่องมาถึงมือทนายแล้วมีขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิที่ตนพึงมีอย่างไร ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ประสบภัยหรือประสบเหตุการณ์รถชนสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องและสามารถเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับท่านอื่น ๆ ที่ต้องการรู้เรื่องนี้อีกด้วย

ขั้นตอนการฟ้องคดีรถชน

1. รวบรวมหลักฐาน

หลังจากเกิดเหตุการณ์รถชน สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น

– ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ ภาพรถที่ชนกัน , ภาพความเสียหาย , และภาพบาดแผลความเจ็บปวด (ถ้ามี)

– เก็บข้อมูลของผู้ขับขี่ทุกฝ่าย รวมถึงพยานที่เห็นเหตุการณ์

– บันทึกเวลาที่เกิดเหตุและสภาพอากาศในขณะนั้น

– รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยของทุกฝ่าย

2. แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากรวบรวมหลักฐานเรียบร้อยแล้ว ควรแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เพื่อให้ตำรวจทำการบันทึกเหตุการณ์และหรือทำบันทึกรายงานประจำวัน ซึ่งเอกสารดังกล่าวที่ออกโดยเจ้าหน้าที่จะสามารถเป็นเอกสารสำคัญในการฟ้องคดีได้

3. ติดต่อบริษัทประกันภัย

หากผู้ประสบภัยมีการประกันภัย ควรติดต่อบริษัทประกันภัยของตนเองและของคู่กรณี เพื่อแจ้งเหตุการณ์และเริ่มกระบวนการเคลมประกัน ทั้งนี้ควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเช่น บันทึกประจำวัน ใบขับขี่ และบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย

4. การประเมินค่าเสียหาย

ประเมินค่าซ่อมแซมรถยนต์ , ค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญหรืออู่ซ่อมรถที่ได้รับการรับรองที่สามารถเชื่อถือได้

5. ติดต่อทนายความ

ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่ง เพราะสำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อจากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น การมีทนายความหลังเกิดอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงที่จะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ หรือพลาดไปเจอ ทะแนะก่อนเจอทนาย ดังนั้นจึงต้องรีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดีอุบัติเหตุรถยนต์ เพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนเพื่อเตรียมเอกสารการฟ้องคดี นอกจากนี้ทนายความจะสามารถประเมินคดีของคุณ รวมไปถึงดำเนินการรวบรวมหลักฐาน และเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้กับคดีของคุณได้

6. การฟ้องคดีในศาล

ทนายความจะดำเนินการตามขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน เพื่อยื่นฟ้องคดีในศาลที่มีเขตอำนาจ โดยการฟ้องคดีสามารถเป็นการฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือการฟ้องคดีทางอาญาหากมีความผิดทางอาญาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและความเชี่ยวชาญของทนายความด้วย

7. กระบวนการพิจารณาคดี

เมื่อยื่นฟ้องคดีแล้ว ศาลจะมีการพิจารณาคดี ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ เช่น

– การสอบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย

– การนำเสนอหลักฐานต่าง ๆ

– การไต่สวนข้อเท็จจริง

ทั้งนี้การพิจารณาคดีอาจใช้เวลานานขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และการตอบโต้จากฝ่ายจำเลย

8. การตัดสินคดี

หลังจากกระบวนการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น ศาลจะมีการตัดสินคดี โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานที่นำเสนอ แล้วออกคำพิพากษาตามข้อกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นการสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย หรือสั่งลงโทษทางอาญา

9. การปฏิบัติตามคำพิพากษา

หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ชนะคดีสามารถดำเนินการตามคำพิพากษาได้ เช่น การเรียกเก็บเงินชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายที่แพ้คดี หรือการนำคำพิพากษาไปใช้ในการเรียกร้องเงินประกัน

10. การอุทธรณ์ (ถ้ามี)

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจกับคำพิพากษาของศาล ในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนก็สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องทำภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยการอุทธรณ์จะต้องมีเหตุผลที่สมควรและมีหลักฐานเพิ่มเติม

ข้อควรระวัง

ในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน สำหรับทนายความมือใหม่ควรระมัดระวังเรื่องระยะเวลาฟ้องคดีและการจัดเตรียมหลักฐานที่ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อให้การฟ้องคดีเป็นไปอย่างราบรื่นและเพื่อให้ผู้ประสบภัยหรือลูกความได้รับความยุติธรรมที่สมควร นอกจากนี้ก็ยังมีข้อควรระวังอีกมาก หากไม่มีความเชี่ยวชาญก็อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายหรือลูกความได้เช่นเดียวกัน

ปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญ

สุดท้ายแล้วขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการความรู้และความเข้าใจในกฎหมาย การปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณได้รับความยุติธรรมและสิทธิที่พึงมี แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ทนายจะช่วยในการเจรจาและดำเนินการฟ้องคดีอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณได้รับสิทธิและความยุติธรรมที่สมควรและการปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินคดีอย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จ หากต้องการปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ต้องปรึกษาทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ >> ติดต่อเรา << 

ทำความรู้จัก identity theft คืออะไร? กับการป้องกันและวิธีการจัดการ

Identity theft คืออะไร? วันนี้มีคำตอบ identity theft (ไอเด็นทิตี้ เธฟ) หรือ การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึงการที่ผู้เสียหายถูกคนร้ายหรือมิจฉาชีพแอบเอาข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่เป็นความลับไปแอบอ้างใช้ เพื่อหาผลประโยชน์บางอย่าง เช่น นำข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ หรือนำชื่อของผู้เสียหายไปใช้ก่อเหตุที่จะสร้างความเสียหายอื่น ๆ ตามมาภายหลัง เป็นต้น

และในยุคดิจิทัลแบบนี้ identity theft คือ ปัญหาที่จะสร้างความเดือดร้อนให้คุณอย่างไม่คาดคิด แน่นอนว่าอย่างที่ทราบกันดีและเราก็เคยได้นำเสนอไปว่าเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมีผลในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หรือ identity theft คืออีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากขึ้น เพราะการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลคือการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแอบอ้างตัวตนหรือทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกันว่า identity theft คืออะไร? และมีการป้องกันหรือวิธีการจัดการที่ถูกต้องอย่างไรบ้าง

Identity theft คืออะไร?

Identity theft คือ การขโมยตัวตน หมายถึงการที่มิจฉาชีพโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวเพื่อนำข้อมูลไปแอบอ้างหรือปลอมแปลงเป็นเจ้าของข้อมูลเพื่อหลอกลวงบุคคลอื่นให้โอนเงินหรือส่งข้อมูลส่วนบุคคลให้ โดยมีเทคนิคหลัก ๆ 2 ประการในการขโมยข้อมูลได้ ดังนี้

1. การฟิชชิ่ง (Phishing) ใช้อีเมลหรือหน้าเว็บปลอมเพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนตัว เช่น ประวัติส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หมายเลขประจำตัวประชาชน หมายเลขบัญชีธนาคาร ข้อมูลบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน ซึ่งมิจฉาชีพสามารถนำไปแฮ็กโซเชียลมีเดียและหลอกลวงผู้อื่นได้

2. การปลอมแปลงเว็บไซต์ (Spoof Site) ใช้เว็บไซต์ปลอมที่เชื่อมโยงกับอีเมลปลอม โดยมักปลอมเป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานต่าง ๆ หรือสถาบันการเงินเพื่อขโมยข้อมูลทางการเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น เลขประจำตัวประชาชน เป็นต้น

รูปแบบของ Identity theft ในการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นทุกท่านคงจะทราบกันแล้วว่า Identity theft คืออะไร? และมีเทคนิคหลักในการโจรกรรมข้อมูลอย่างไร แต่วันนี้เราจะพาทุกท่านมาดูกันว่า identity theft ที่ว่านี้มักมีรูปแบบการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไรบ้าง

1. ขโมยข้อมูลการเงิน

   การแอบอ้างใช้ข้อมูลบัตรเครดิต บัญชีธนาคาร หรือข้อมูลการเงินอื่น ๆ เพื่อทำการซื้อสินค้า โอนเงิน หรือทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

2. ขโมยข้อมูลสุขภาพ

   การแอบอ้างใช้ข้อมูลทางการแพทย์ เช่น หมายเลขประกันสุขภาพ หรือประวัติการรักษาพยาบาล เพื่อรับบริการทางการแพทย์หรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ 

3. ขโมยข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป

   การแอบอ้างใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลการสมัครงาน เพื่อสมัครงาน เปิดบัญชี หรือทำสัญญาต่าง ๆ

4. ขโมยข้อมูลออนไลน์

   การแอบอ้างใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย หรืออีเมลเพื่อหลอกลวงผู้อื่น การฟิชชิ่ง (Phishing) เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการขโมยข้อมูลออนไลน์ โดยการส่งอีเมลปลอมที่ดูเหมือนเป็นบริษัทหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือเพื่อหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล

ผลกระทบจากการถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

Identity theft คือสิ่งที่สร้างปัญหาและความเดือดร้อนได้อย่างมาก เนื่องจากการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลสามารถสร้างความเสียหายทั้งในด้านการเงินและชื่อเสียง ผู้เสียหายอาจต้องเผชิญกับหนี้สินที่เกิดจากการแอบอ้างใช้บัตรเครดิต หรือถูกใช้ชื่อในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องใช้เวลาและความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

How to ป้องกันการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

1. รักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

   – ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในที่สาธารณะหรือบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น

   – ใช้รหัสผ่านที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ

   – ระมัดระวังการเก็บข้อมูลสำคัญในอุปกรณ์ที่ไม่มีความปลอดภัย

2. ตรวจสอบข้อมูลการเงินอย่างสม่ำเสมอ

   – ตรวจสอบรายการในบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตอย่างสม่ำเสมอ

   – แจ้งธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตทันทีหากพบความผิดปกติ

3. ใช้เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย

   – ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสและมัลแวร์

   – ใช้ระบบยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication) ในการเข้าถึงบัญชีออนไลน์

4. ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนบุคคล

   – ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ

   – หลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือหรือไม่ได้รับการป้องกันความปลอดภัย

วิธีการจัดการเบื้องต้นเมื่อเกิดการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

1. แจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

   – แจ้งธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตทันทีเพื่อระงับบัญชีหรือบัตรที่ได้รับผลกระทบ

   – แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค

2. ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล

   – ตรวจสอบรายงานเครดิตและแจ้งหน่วยงานเครดิตหากพบข้อมูลที่ผิดปกติ

   – อัปเดตข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกแอบอ้างใช้เพื่อป้องกันการขโมยข้อมูลเพิ่มเติม

3. ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

   – หากมีความซับซ้อนในการจัดการปัญหา ควรขอคำปรึกษาจากทนายความมืออาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของข้อมูล

แต่หากท่านใดที่เกิดเหตุการณ์ identity theft หรือถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล อย่ารอให้ตัวเองต้องได้รับความเสียหายไปมากกว่านี้ ควรมีทนายความเพื่อปรึกษาดีที่สุดเพราะที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามีความเชี่ยวชาญในการสืบหามิจฉาชีพออนไลน์หรือจัดการคดี identity theft การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หากคุณหรือคนในครอบครัวต้องตกเป็นเหยื่อของ identity theft การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายในเรื่องที่สำคัญกับตัวคุณแบบนี้ เราพร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการทางกฎหมายในการดำเนินคดีเพื่อทวงคืนและสร้างความยุติธรรมให้กับคุณ

ทำความรู้จักคดีอาญา ยักยอกทรัพย์กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในสังคมที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคดีความเกี่ยวกับคดีอาญา ยักยอกทรัพย์กลายเป็นปัญหาที่พบบ่อยครั้งไม่ว่าจะในองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ การยักยอกทรัพย์ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางการเงินแก่ผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจและความเชื่อมั่นต่อบุคคลอื่นหรือองค์กรที่ต้องมีการประสานงาน ร่วมงาน หรือคู่ค้ากันอีกด้วย

วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ให้มากขึ้นว่าคืออะไร และสำนักงานกฎหมายของเราก็มีทีมทนายความที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำท่านในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของท่านในทุกสถานการณ์

ความหมายและประเภทของคดียักยอกทรัพย์

คดียักยอกทรัพย์ คืออะไร

คดียักยอกทรัพย์ คือ คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา โดยความผิดฐานยักยอกนี้จัดอยู่ใน ม. 352 ที่ว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก” 

การยักยอกทรัพย์จึงหมายถึง การนำทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การยักยอกทรัพย์สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น

1. การยักยอกเงินจากองค์กร : พนักงานหรือผู้บริหารในองค์กรที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการยักยอกเงินหรือทรัพย์สินขององค์กรมาเป็นของตนเอง

2. การยักยอกทรัพย์ในครอบครัว : การยักยอกทรัพย์สินในครอบครัวโดยสมาชิกในครอบครัวเอง เช่น การยักยอกมรดกหรือทรัพย์สินร่วม

3. การยักยอกทรัพย์สินของลูกค้า : การยักยอกทรัพย์สินของลูกค้าโดยผู้ที่ให้บริการ เช่น นายหน้าหรือตัวแทนจำหน่าย

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ความรู้ที่สำคัญสำหรับการป้องกันและดำเนินคดี


การยักยอกทรัพย์อย่างที่กล่าวไปคือเป็นความผิดทางอาญาที่มีองค์ประกอบความผิดที่สำคัญที่ต้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถป้องกันและดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. การครอบครอง

การครอบครองทรัพย์ต้องเป็นการครอบครองอย่างแท้จริง โดยเจ้าของได้สละการครอบครอง เช่น กรณีผู้เช่าเช่าบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์ และได้รับมอบหมายให้ดูแลเฟอร์นิเจอร์ หากผู้เช่านำเฟอร์นิเจอร์ไปจะถือเป็นการยักยอกทรัพย์ แต่หากการครอบครองเป็นเพียงชั่วคราว เช่น ฝากกระเป๋าไว้ชั่วคราว การเอากระเป๋านั้นไปจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์

2. ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

ความเป็นเจ้าของทรัพย์ยึดตามหลักกรรมสิทธิ์ในทางแพ่ง เช่น ใครซื้อมา คนนั้นเป็นเจ้าของ หรือหากทรัพย์มีทะเบียนก็จะดูชื่อในทะเบียนว่าใครเป็นเจ้าของ

3. การเบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

การเบียดบังทรัพย์คือการแสดงตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม เช่น การแปรสภาพทรัพย์ ขายทรัพย์ เอาไปซ่อน หรือใช้ทรัพย์นั้นเหมือนเป็นของตัวเองโดยไม่คืนเจ้าของ

เจตนาพิเศษ การกระทำโดยทุจริต

การยักยอกทรัพย์จะต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ “โดยทุจริต” กล่าวคือ ต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เช่น การหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การดำเนินคดีและการรวบรวมหลักฐาน

หากครบองค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมา ท่านสามารถปรึกษาทนายความฟ้องคดียักยอกได้ โดยการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารที่เกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกยักยอก เอกสารที่แสดงว่ามีการส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้กระทำ และหลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สาม

อายุความฟ้องคดียักยอกทรัพย์

คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัวและยอมความได้ ผู้เสียหายต้องแจ้งความหรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำ หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด คดีจะหมดอายุความ

คดียักยอกทรัพย์ต้องฟ้องศาลไหน?

คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดอาญา โดยหลักฟ้องต่อศาลที่ความผิดเกิด หากความผิดเกิดขึ้นในเขตศาลใด ฟ้องต่อศาลในเขตนั้นได้ หรือหากจำเลยมีที่อยู่ ถูกจับ หรือถูกสอบสวนนอกเขตศาลที่ความผิดเกิด ก็สามารถฟ้องในเขตเหล่านี้ได้เช่นกัน

กระบวนการดำเนินคดีและบทลงโทษ

การยักยอกทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษที่รุนแรง ผู้กระทำผิดอาจถูกจำคุก ปรับเงิน หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำและมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอก การดำเนินคดีการยักยอกทรัพย์มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องการความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความสามารถในการดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ

บริการรับดำเนินคดีอาญา ยักยอกทรัพย์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามีทีมทนายความที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ โดยเราให้บริการคดีดังกล่าวในหลากหลายด้าน ดังนี้

1. การให้คำปรึกษา  สำนักงานกฎหมายของเราให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการรวบรวมหลักฐานจนถึงการวางรูปคดีตลอดจนการดำเนินคดีในชั้นศาล

2. การรวบรวมหลักฐาน เรามีการใช้เทคโนโลยีและวิธีการสืบสวนที่ทันสมัยในการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการเงิน การตรวจสอบบัญชี และหรือการสืบสวนข้อมูลจากเอกสารและพยานหลักฐาน

3. การดำเนินคดีในชั้นศาล  ทีมทนายความของเรามีเทคนิคในการวางแผนและดำเนินคดีในชั้นศาล โดยใช้ความรู้และประสบการณ์เตรียมการต่อสู้ในชั้นศาลและการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกความ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้ให้บริการทางกฎหมายที่ไว้วางใจได้

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่มุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ พร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้รับความยุติธรรมและมีการวางรูปคดีความอย่างถูกต้องตามกระบวนการในคดียักยอกทรัพย์

หากท่านต้องการคำปรึกษาหรือต้องการรับบริการในคดีอาญา ยักยอกทรัพย์ อย่ากลัวที่จะติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและเป็นสำนักงานกฎหมายที่ผู้มาใช้บริการไว้วางใจได้ ปรึกษาทนายความคดียักยอกทรัพย์ >>>ติดต่อเรา<<<

ทุพพลภาพ”จากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน แทนค่านิ้วที่ถูกตัด!

ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา หากว่าเราประมาทก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติจนได้รับบาดเจ็บได้ แต่ถ้าหากเราขับขี่อย่างระมัดระวังแล้ว แต่บุคคลอื่นกลับไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากพอ ขับขี่ยานพาหนะอย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดอุบัติแก่บุคคลอื่น นั่นเป็นการหยิบยื่นความเดือดร้อนไปให้แก่บุคคลอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นต้นเหตุควรมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียหายที่ต้องมาเดือนร้อนจากการกระทำของเราด้วย เฉกเช่นกับผู้บาดเจ็บท่านนี้ที่ประสบอุบัติเหตุจากความประมาทของผู้อื่น จนต้องถูกตัดนิ้วต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ ทุพพลภาพ ไปอย่างถาวร เรื่องราวของผู้เสียหายจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันเลยค่ะ 

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ”

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ก่อ!

โดยอุบัติเหตุไม่คาดฝันนี้ที่ต้องทำให้ผู้บาดเจ็บกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ เริ่มจากผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างดีแล้ว แต่ได้ถูกรถยนต์ซึ่งขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังมาเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ ทำให้รถของผู้บาดเจ็บเสียหลักล้มลงตัวกระเด็นไปอยู่บริเวณใต้ท้องรถของคู่กรณี จนได้รับบาดเจ็บหนักหลายแห่ง แต่ที่หนักที่สุดคือต้องถูกตัดนิ้ว! กลายเป็นผู้ทุพพลภาพไปอย่างถาวร ซึ่งหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของคู่กรณีผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว และผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่าเป็นความผิดของตนเองจริง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง! จากความประมาทของผู้อื่น

จากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วก้อยข้างซ้าย กระดูกนิ้วหายไปบางส่วนลึกเข้าข้อนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้าง แพทย์ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายทิ้งไป ทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บยังมีบาดแผลฉีกขาดลึกบริเวณข้อมือซ้าย ฟันล่างโยก รวมทั้งมีบาดแผลถลอกขนาดใหญ่และลึกอีกหลายแห่ง และผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อทำการล้างแผลและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง สร้างความลำบากให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

ผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ ก็เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนในให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมากแล้ว ผู้บาดเจ็บยังต้องสูญเสียรายได้จากการพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท เพราะผู้บาดเจ็บเป็นคนขยัน นอกจากอาชีพประจำทำแซนวิสขายแล้ว ผู้บาดเจ็บยังทำอาชีพเสริมมีรายได้อีกกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่งผลกระทบต่อการขาดรายได้ตรงนี้ไป และยังไม่สามารถคาดได้ว่าจะยังสามารถกลับมาทำแบบเดิมได้อีกหรือไม่ เนื่องจากความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ค่าเสียหายหลักแสนก็แทนนิ้วที่หายไปไม่ได้

แต่กระถึงกระนั้น บริษัทประกันภัยของคู่กรณียังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก โดยพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้ผู้บาดเจ็บที่ต้องสูญเสียนิ้วมือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไปมาก บริษัทประกันภัยของคู่กรณีเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าสูญเสียรายได้ ค่าอนามัย ค่าทุขเวทนาให้แก่ผู้บาดเจ็บ รวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และเสนอค่าสินไหมทดแทนให้เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วบริษัทประกันภัยของคู่กรณีนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (ภาคบังคับ) เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งบริษัทประกันภัยเองยังพยายามประวิงเวลาไม่ยอมแจ้งผลการพิจารณาค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ปัจจุบันนี้ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีเลย

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย เพราะตนเองต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ตัวเองต้องเป็นผู้ประสบเหตุ จึงทำการติดต่อให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการฟ้องร้องคดีบาดเจ็บมาแล้วหลายคดี เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัย ทีมงานกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มองเห็นแล้วว่าคดีนี้ผู้บาดเจ็บยังได้รับค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทีมทนายจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับค่าเยียวยาอย่างเหมาะสมที่สุด เมื่อเทียบกับนิ้วที่ต้องถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นความเสียหายร้ายแรงไม่อาจกลับคืนมาได้ และยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างถาวร

ในปัจจุบันนี้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักพยายามเล่นแง่กับผู้บาดเจ็บ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตัวเองจนลืมเรื่องความมีมนุษยธรรมไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อยุติธรรมต่อผู้เสียหาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องคดีประกันภัย เพราะเรามีทีมทนายที่แข็งแกร่งพร้อมดำเนินการทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้นให้แก่ผู้เสียหาย หากท่านกำลังประสบปัญหาถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย ติดต่อเรา

การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องเล่น มีทนายจัดการคือคำตอบ ! 

การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่น ! อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าแทบจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตก็ว่าได้ การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัญหาที่แพร่หลายและมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงทางการเงิน การถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล หรือการหลอกลวงในการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ จากปัญหาที่กล่าวมานั้นทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราก็มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการจัดการคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างมืออาชีพเช่นเดียวกัน และเราก็พร้อมที่จะให้คำปรึกษา, คำแนะนำ ตลอดจนรับให้บริการกับท่านเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของท่านในทุกสถานการณ์บนโลกดิจิทัลแบบนี้

บริการรับทำคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตโดยทนายความมืออาชีพ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามีทีมทนายความที่มีความรู้ความสามารถที่เชี่ยวชาญในการดำเนินคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยเราให้บริการการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตหลากหลายด้าน ดังนี้

1. การหลอกลวงทางการเงิน : การหลอกลวงทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง เช่น การหลอกลวงให้ลงทุนในโครงการที่ไม่มีอยู่จริง หรือการแฮ็กบัญชีธนาคาร ทีมทนายของเรามีความเชี่ยวชาญในการติดตามและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พร้อมทั้งให้คำปรึกษาในการเรียกคืนความเสียหายที่เกิดขึ้น

2. การถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล : การถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลหรือถูกแฮ็กข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการหลอกลวงหรือข่มขู่เป็นปัญหาที่สามารถสร้างผลกระทบรุนแรงได้ตั้งแต่ระดับบุคคลและองค์กร แต่ทีมทนายของเราสามารถให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิของท่านและเรียกร้องความยุติธรรมจากการที่ท่านได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้น

3. ถูกหลอกลวงในการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ : การหลอกลวงในการซื้อขายออนไลน์ เช่น การขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง หรือการส่งสินค้าที่ไม่ตรงกับที่โฆษณา หากพบปัญหาดังกล่าวควรมีทนายความดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและหรือการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

4. การหลอกลวงในโซเชียลมีเดีย : การหลอกลวงในโซเชียลมีเดีย อาทิ การปลอมแปลงตัวตนเพื่อหลอกลวงให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนบุคคล

ขั้นตอนดำเนินคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต
การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในการดำเนินคดีมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความสามารถในการดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ

1. การรวบรวมหลักฐาน : เราใช้เทคโนโลยีและวิธีการสืบสวนที่ทันสมัยในการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เช่น การติดตามเส้นทางการเงิน การวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล และการสืบสวนข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

2. การวางแผนและการดำเนินคดี : ทีมทนายของเรามีความเชี่ยวชาญในการวางแผนและดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ในการเตรียมการต่อสู้ในชั้นศาลและการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้เสียหายทุกท่าน

3. การให้คำปรึกษาและการสนับสนุน : เราให้คำปรึกษาและการสนับสนุนตลอดกระบวนการดำเนินคดี เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงสิทธิและทางเลือกต่าง ๆ ที่มีอยู่ และสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ความสำคัญของการปกป้องสิทธิในยุคมิจฉาชีพออนไลน์ระบาดหนัก

ในยุคดิจิทัลที่มีการระบาดของมิจฉาชีพออนไลน์และทุกอย่างเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อน การปกป้องสิทธิและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าใจถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่ท่านอาจเผชิญหน้าเป็นอย่างดี และเราพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและผู้แทนทางกฎหมายที่ท่านสามารถเชื่อถือและไว้วางใจได้

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับความมุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพ

เรามุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ ทีมทนายของเรามีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการจัดการคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เราจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความเป็นอย่างดี หากท่านหรือคนในครอบครัวของท่านกำลังเผชิญกับปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ พร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้รับความยุติธรรมจากการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต หากท่านต้องการคำปรึกษาหรือต้องการให้ทนายความดำเนินเรื่องในคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต อย่าลังเลหรืออย่าคิดว่าไม่เป็นไร สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อพูดคุยหรือปรึกษาทนายความได้ทันทีหลังรู้ตัวว่าถูกหลอก เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของท่านในยุคที่มิจฉาชีพระบาดหนักเช่นนี้

ทนายความผู้เชี่ยวชาญสืบคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์

บริการรับสืบคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายความที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเราให้บริการในหลากหลายด้าน ดังนี้

1. การแฮ็กข้อมูลและการละเมิดระบบความปลอดภัย : การแฮ็กข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางธุรกิจถือเป็นอาชญากรรมที่มีความเสียหายอย่างรุนแรง ทีมทนายของเรามีความเชี่ยวชาญในการติดตามและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พร้อมทั้งให้คำปรึกษาในการเสริมสร้างระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันการแฮ็กในอนาคต

2. การโจรกรรมทางการเงินและการฉ้อโกงออนไลน์ : การโจรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นอาชญากรรมที่พบได้บ่อยครั้ง ทีมทนายของเราสามารถให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเพื่อเรียกคืนความเสียหายที่เกิดขึ้น และดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของท่าน

3. การละเมิดความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล : การละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลได้ ทีมทนายของเรามีความเชี่ยวชาญในการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

4. การละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ : การละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาผ่านทางออนไลน์เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในยุคดิจิทัล ทีมทนายของเราสามารถดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิของท่านและเรียกร้องการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

ขั้นตอนการดำเนินคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์

การดำเนินคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความสามารถในการดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ

1. การรวบรวมหลักฐาน

 เราใช้เทคโนโลยีและวิธีการสืบสวนที่ทันสมัยในการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น การติดตามเส้นทางการเงิน การวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล และการสืบสวนข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

2. การวางแผนและการดำเนินคดี

 ทีมทนายของเรามีความสามารถในการวางแผนและดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ในการเตรียมการต่อสู้ในชั้นศาลและการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกความ

3. การให้คำปรึกษาและการสนับสนุน

 เราให้คำปรึกษาและการสนับสนุนตลอดกระบวนการดำเนินคดี เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงสิทธิและทางเลือกต่าง ๆ ที่มีอยู่ และสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ความมุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพ
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ ทีมทนายของเรามีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการจัดการคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ เราจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความ และพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและผู้แทนทางกฎหมายที่ท่านสามารถไว้วางใจได้อย่างดี

หากท่านหรือคนในครอบครัวของท่านกำลังเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้รับความยุติธรรมและความพึงพอใจสูงสุด

ความสำคัญของการปกป้องสิทธิในยุคดิจิทัล

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและซับซ้อน การปกป้องสิทธิและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าใจถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่ท่านอาจเผชิญ และพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและผู้แทนทางกฎหมายที่ท่านไว้วางใจ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คู่คิดทางกฎหมายในโลกดิจิทัล

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เราเป็นสำนักงานทนายความที่มีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ พร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้รับความยุติธรรมและความพึงพอใจสูงสุดในทุกคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์

หากท่านต้องการคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือในคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ อย่าลังเลที่จะติดต่อปรึกษาทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและผู้แทนทางกฎหมายที่ท่านไว้วางใจ เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของท่านในยุคดิจิทัลแบบนี้

บรรยายพิเศษความรู้ด้านกฎหมายประกันภัยกับนักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “กฎหมายเกี่ยวกับประกันภัย” ที่คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในการบรรยายครั้งนี้ ทนายอาร์มได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในหัวข้อสำคัญต่าง ๆ แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 กว่า 200 คน

หัวข้อที่ #ทนายอาร์ม ได้บรรยายประกอบไปด้วย อาทิ

– พ.ร.บ.กรมธรรม์ภาคบังคับและภาคสมัครใจ

– กลยุทธ์เรียกค่าเสียหาย

– กลยุทธ์เรียกค่าบริการทางกฎหมาย

ทนายอาร์มยังได้แบ่งปันความรู้เชิงลึกและแนวทางปฏิบัติที่สำคัญในด้านกฎหมายประกันภัย เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เหล่านักศึกษา โดยมีอาจารย์มุกกระจ่าง จรณี อาจารย์ประจำคณะฯ ร่วมเป็นผู้ฟังบรรยายด้วย

นอกจากนี้ คุณณัฐ พลการ ทนายความและผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เข้าร่วมบรรยายในฐานะศิษย์เก่าของคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยได้เล่าถึงประสบการณ์การทำงานตั้งแต่เรียนจบจนถึงปัจจุบัน รวมถึงแนวทางในการประกอบอาชีพทนายความ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริง

ในโอกาสนี้ยังมี น.ส.พนิตตา เฮวภูเขียว พนักงานทดลองงานจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และศิษย์เก่าที่เพิ่งจบการศึกษาในปีนี้ล่าสุดของคณะฯ ก็ได้ร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์การทำงานจริงที่สำนักงานทนายความ โดยเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการเรียนในห้องเรียนและการปฏิบัติงานในชีวิตจริง เพื่อให้นักศึกษาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในครั้งนี้ หวังว่าเนื้อหาการบรรยายจะเป็นประโยชน์แก่เหล่านักศึกษาในการเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วิชาชีพทนายความ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาและผู้แทนทางกฎหมายที่คุณไว้วางใจ หากคุณหรือคนในครอบครัวต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เราพร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและให้คำปรึกษาเพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมและความพึงพอใจสูงสุด

“ร่วมก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”

สืบหามัลแวร์อย่างมืออาชีพกับ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

สืบหามัลแวร์อย่างมืออาชีพกับ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”

ในปัจจุบันอาชญากรรมทางไซเบอร์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นแค่บุคคลธรรมดา ผู้มีชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งบริษัทห้างร้าน หรือองค์กรขนาดใหญ่ ก็อาจตกเป็นเหยื่อภัยของการโจมตีจาก “มัลแวร์” ได้เช่นกัน ฉะนั้นการเตรียมรับมือกับการโจมตีจากอาชญากรที่ใช้มัลแวร์เป็นเครื่องมือนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากไม่มีการเตรียมรับมือที่ดี ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจมหาศาลมากกว่าที่คุณคิด หรือทางที่ดีควรรับหาผู้เชี่ยวชาญไว้คอยให้คำปรึกษาจะดีที่สุด

“Malware (มัลแวร์)” คืออะไร? ส่งผลอย่างไรต่อคอมพิวเตอร์ของเรา

Malware (มัลแวร์) ย่อมาจากคำว่า  Malicious Software หมายถึงโปรแกรมที่ประสงค์ร้ายถูกเขียนขึ้นมาเพื่อทำอันตรายต่อข้อมูลในระบบ เช่น ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราทำงานผิดปกติ ขโมย หรือทำลายข้อมูล หรืออาจจะเปิดช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาควบคุมเครื่องของเราได้ มัลแวร์นั้นอาจเป็นรูปแบบโค้ดชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปอาจอยู่ในรูปแบบของซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อจงใจส่งผลกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อมัลแวร์ถูกติดตั้งลงในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ก็สามารถเข้าถึงทรัพยากรของระบบคอมพิวเตอร์ อาจแชร์ข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ระยะไกลได้ โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผู้ใช้งาน หรืออาจติดตามรายละเอียดของผู้ใช้งานได้

ลักษณะและการทำงานของมัลแวร์ประเภทต่างๆ  

Virus (ไวรัส)

มัลแวร์ประเภทนี้สามารถแพร่กระจายตัวเองไปยังเครื่องอื่น ๆ ผ่านไฟล์ที่ส่งต่อกันระหว่างเครื่อง เมื่อมันแอบเข้ามายังคอมพิวเตอร์ได้แล้ว มันก็จะเข้าไปก่อกวนการทำงานจนทำให้เกิดผลเสียต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ เหมือนเวลาที่เราป่วยเพราะไวรัส ร่างกายของเราก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่เท่าเดิม คอมพิวเตอร์เองก็เช่นเดียวกัน

 Worm (เวิร์ม)

สามารถแพร่กระจายตัวเองไปยังเครื่องอื่น ๆ ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้เองโดยอัตโนมัติ มัลแวร์ประเภทนี้คล้ายกับตัวหนอนที่ชอนไชไปยังเส้นทางต่าง ๆ จนทำให้เครือข่ายล่มหรือใช้งานไม่ได้ 

Trojan (โทรจัน)

มัลแวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเราว่ามันเป็นโปรแกรมทั่วไปที่ไม่มีพิษภัย แล้วให้ผู้ใช้หลงเชื่อและนำไปติดตั้ง หลังจากนั้นมันก็จะสามารถเข้าไปเล่นงานระบบของเราได้ง่าย ๆ 

Backdoor (แบ็กดอร์) 

เป็นมัลแวร์ชนิดที่มีความสามารถในการเปิดช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้ามาควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ และสามารถทำอะไรก็ได้กับเครื่องของเรา เช่น สั่งลบหรือโอนย้ายข้อมูลของเราก็ได้ 

Spyware (สปายแวร์) 

มัลแวร์ชนิดนี้จะคอยแอบดูพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ของเรา เป้าหมายในการโจมตีของอาชญากรสามารถใช้ Spyware ในการบันทึกการกดแป้นพิมพ์ของผู้ใช้งาน ทำให้สามารถเข้าถึงรหัสผ่านหรือรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ได้ สปายแวร์เป็นโปรแกรมที่ทำการลบออกไปได้ง่าย เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายเท่ากับมัลแวร์ประเภทอื่น

Ransomware (แรนซัมแวร์)

มัลแวร์ชนิดนี้จะทำการเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์ ผู้ใช้จะไม่สามารถเปิดไฟล์หรือคอมพิวเตอร์ได้ จากนั้นก็จะส่งข้อความเรียกค่าไถ่ เพื่อแลกกับการถอดรหัสเพื่อกู้ข้อมูลคืนมา

Adware (แอดแวร์) 

มัลแวร์ชนิดนี้จะพยายามเปิดเผยผู้ใช้ปลายทางที่ถูกโจมตีไปยังโฆษณาที่อาจเป็นอันตราย โปรแกรมแอดแวร์ทั่วไปอาจเปลี่ยนเส้นทางการค้นหาเบราว์เซอร์ของผู้ใช้งาน ไปยังหน้าเว็บที่มีลักษณะเหมือนการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งสร้างความรำคาญแก่ผู้ใช้งานทั่วไป

Malvertising (มัลเวอร์ไทซิ่ง) 

มัลเวอร์ไทซิ่ง คือการใช้โฆษณาหรือเครือข่ายโฆษณาที่ถูกกฎหมาย เพื่อส่งมัลแวร์ไปยังคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานที่ไม่มีความสงสัยใดๆ ตัวอย่างเช่น อาชญากรไซเบอร์อาจจ่ายเงินเพื่อวางโฆษณาบนเว็บไซต์ที่ถูกกฎหมาย เมื่อผู้ใช้คลิกที่โฆษณาโค้ดในโฆษณาจะเปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย หรือติดตั้งมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ ในบางกรณีมัลแวร์ที่ฝังอยู่ในโฆษณาอาจทำงานโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ จากผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่าถูกบังคับให้ดาวน์โหลด เป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ที่ใช้มัลเวอร์ไทซิ่งในการโฆษณาคือการสร้างรายได้ที่แน่นอน มัลแวร์โฆษณาสามารถส่งมัลแวร์ทำเงินทุกชนิด รวมไปถึง มัลแวร์เรียกค่าไถ่ สคริปต์ การทำเหมืองข้อมูล หรือโทรจันจากธนาคาร

Hybrids and Exotic Forms (ลูกผสมและแบบรูปแบบที่แปลกใหม่)  

มัลแวร์ส่วนใหญ่เป็นการรวมกันของโปรแกรมที่เป็นอันตราย ซึ่งมักจะรวมถึงบางส่วนของโทรจันและเวิร์ม และบางครั้งก็เป็นไวรัส โดยปกติแล้วโปรแกรมมัลแวร์ จะปรากฏแก่ผู้ใช้ปลายทางว่าเป็นโทรจัน แต่เมื่อดำเนินการแล้วมันจะโจมตีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรายอื่นผ่านเครือข่าย เช่น เวิร์ม โปรแกรมมัลแวร์ในปัจจุบันหลายแห่ง ถือว่าเป็นรูทคิทหรือโปรแกรมที่ซ่อนตัว โดยพื้นฐานแล้วโปรแกรมมัลแวร์จะพยายามปรับเปลี่ยนการตั้งค่าต่างๆ ในระบบปฏิบัติการเพื่อควบคุมและซ่อนตัวจากโปรแกรมป้องกันมัลแวร์ 

Fileless Malware (มัลแวร์แบบไฟล์เลสส์) 

Fileless Malware จะแตกต่างจากมัลแวร์ระบบเดิมในเรื่องของการเดินทาง และการแพร่กระจายไปยังระบบใหม่ โดยใช้ระบบไฟล์มัลแวร์แบบไฟล์เลสส์ ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของมัลแวร์ทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เป็นมัลแวร์ที่ไม่ได้ใช้ไฟล์หรือระบบไฟล์โดยตรง แต่จะใช้ประโยชน์ และแพร่กระจายในหน่วยความจำเท่านั้น หรือใช้ผ่าน OS อื่นที่ไม่ใช่ไฟล์ เช่น รีจิสตรีคีย์ API หรือ งานที่กำหนดเวลาไว้ การโจมตีของไฟล์เลสส์จำนวนมาก เริ่มต้นด้วยการใช้ประโยชน์จากโปรแกรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย มักใช้เป็น  “กระบวนการย่อย (sub-process)” ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ หรือโดยการใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีอยู่ในระบบปฏิบัติการ ผลลัพธ์ที่ได้คือการโจมตีแบบไฟล์เลสส์นั้นยากที่จะตรวจจับและหยุดมันลง 

Phishing and Spear Phishing (ฟิชชิ่ง และสเปียร์ฟิชชิ่ง)

คืออาชญากรรมทางไซเบอร์ที่มีการติดต่อเป้าหมาย หรือหลอกล่อเป้าหมายทางอีเมล โทรศัพท์ หรือข้อความโดยบุคคลที่วางตัวเป็นสถาบันที่ถูกกฎหมาย เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อให้ข้อมูลอย่างเช่น ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางธนาคาร ข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่านเป็นต้น ในทางเทคนิคกล่าวได้ว่าฟิชชิ่งอาจไม่ใช่มัลแวร์ แต่เป็นวิธีการที่อาชญากรใช้กระจายมัลแวร์หลายประเภท บ่อยครั้งที่การโจมตีแบบฟิชชิ่งเป็นการล่อลวงให้ผู้ใช้งานคลิกเข้าไปที่ URL ที่ติดมัลแวร์ จากนั้นเว็บไซต์อันตรายดังกล่าวก็จะรวบรวมข้อมูลไอดี รหัสผ่านของเหยื่อ  

ส่วน Spear Phishing (สเปียร์ฟิชชิ่ง) คือการโจมตีที่กำหนดเป้าหมายบุคคล หรือกลุ่มบุคคล เช่น CFO ขององค์กรเพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน แต่ฟิชชิ่งจะมุ่งไปที่กลุ่มคนจำนวนมาก

Bots and Botnets (บอทและบอทเน็ต)

บอทเป็นโปรแกรมที่อันตรายถูกออกแบบมาเพื่อแทรกซึมคอมพิวเตอร์และตอบสนองโดยอัตโนมัติ จะปฏิบัติตามคำสั่งกลางและเซิร์ฟเวอร์ควบคุม บอทสามารถทำสำเนาซ้ำของตัวเองได้ (Worm) หรือทำซ้ำผ่านการกระทำของผู้ใช้งาน (Virus, Trojan) เครือข่ายทั้งหมดที่ถูกบุกรุกเรียกว่าบอทเน็ต หนึ่งในการใช้งานทั่วไปของบอตเน็ตคือการโจมตีแบบกระจาย Denial of service (DDoS) เพื่อทำให้เครื่องหรือโดเมนทั้งหมดไม่พร้อมใช้งาน

Fake-Antivirus Malware (มัลแวร์แอนตี้ไวรัสปลอม) 

แอนตี้ไวรัสฟรีปลอมที่หลอกให้เราเชื่อว่าเครื่องเรากำลังติดไวรัสจำนวนมาก เพื่อให้เราเสียเงินเพื่อซื้อแอนตี้ไวรัสในเวอร์ชั่นเต็ม แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสของจริง เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเป็น Fake-Antivirus หรือ Scareware วัตถุประสงค์คือหลอกให้ผู้ใช้งานเชื่อว่าเครื่องของตนเองติดไวรัส เพื่อหลอกให้คุณเสียเงิน

Rootkits (รูทคิต)

จะทำการปิดระบบกระบวนการที่แปลกปลอมเอาไว้ และมัลแวร์ประเภทนี้จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยจุดประสงค์ของมัลแวร์ประเภทนี้คือการซ่อนโปรแกรมที่เป็นอันตรายที่กำลังทำงานอยู่ ทำให้เมื่อคุณติดมัลแวร์ประเภทนี้แล้ว คุณอาจไม่รู้เลยว่าในเครื่องของคุณกำลังมีไวรัส หากคุณไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสตราบจนเมื่อเครื่องของคุณมีปัญหา

มัลแวร์ตัวร้ายเป้าหมายคือโจมตีและขโมยข้อมูลของเรา

จะเห็นได้ว่าเจ้ามัลแวร์ตัวร้ายเหล่านี้มักจะถูกให้บริการในรูปแบบเช่า แก่อาชญากรไซเบอร์คนอื่น ๆ ที่ใช้มันเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่ดีระหว่างที่เราใช้คอมพิวเตอร์ รวมถึงสมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต เจ้าพวกมัลแวร์จะพยายามเจาะเข้ามาในเครื่องของเรา โดยอาจจะหลอกล่อให้เราเปิดไฟล์ที่ส่งมาทางอีเมล หลอกให้เราคลิกลิงก์แปลกปลอม หรืออาจจะเป็นการหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมบางอย่าง ซึ่งถ้าหากเราไม่ระวังตัวเผลอกดตกลงเปิดไฟล์หรือติดตั้งโปรแกรมนั้น ๆ ลงไปในเครื่อง ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้มัลแวร์บุกเข้ามาโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

เมื่อเหล่ามัลแวร์เข้ามาได้สำเร็จ มัลแวร์บางตัวอาจจะเข้ามาสอดส่องข้อมูลของเรา ก่อนที่มันจะส่งข้อมูลสำคัญของเรากลับไปยังเจ้านายของมัน ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นอาจมีตั้งแต่รหัสผ่านของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เราใช้อยู่ หรือถ้ามากกว่านั้นอาจจะเป็นรหัสบัตรประชาชน บัญชีธนาคาร หรือรหัสบัตรเครดิตของเรา 

อาชญากรไซเบอร์สามารถนำข้อมูลของเราไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น อาจจะนำรหัสบัตรเครดิตของเราไปทำบัตรเครดิตปลอม แล้วนำไปจับจ่ายใช้สอยโดยที่เราไม่รู้ตัวจนกระทั่งกลายเป็นหนี้บัตรเครดิตไปแล้ว หรือเราอาจจะถูกสวมรอยแฮก Facebook เพื่อกลั่นแกล้ง เพื่อหลอกเอาเงินจากบรรดาเพื่อนเรา หรือเพื่อประโยชน์อื่น แล้วทำให้บัญชีของเราไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป  

จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันมัลแวร์ตัวร้ายเหล่านี้

  • ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส และต่อต้านมัลแวร์ และควรอัพเดตโปรแกรมอยู่เสมอ เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่พยายามจะเข้ามาโจมตี 
  • อัพเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์อยู่เสมอ เนื่องจากการอัพเดทและปรับปรุงระบบปฏิบัติเหล่านี้มักจะมีการปรับปรุงระบบเพื่อการตรวจจับมัลแวร์เหล่านี้ 
  • ไม่ติดตั้งซอฟต์แวร์ หรือแอปพลิเคชั่นจากแหล่งที่ไม่รู้จัก หากต้องการติดตั้งควรดาวน์โหลดมาจากแหล่งที่มาที่รู้จักหรือเชื่อถือได้เท่านั้น
  • ไม่คลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์ในอีเมลที่น่าสงสัย หากไม่แน่ใจควรติดต่อกลับไปยังผู้ส่งอีเมลโดยตรงทางโทรศัพท์ หรือช่องทางอื่นที่ไม่ใช่การส่งอีเมลกลับไป
  • หมั่นสำรองข้อมูลอยู่เสมอ และเก็บข้อมูลสำรองเหล่านั้นไว้ในอุปกรณ์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครือข่ายอื่น ๆ 

หากถูกมัลแวร์โจมตี ควรหาทนายมือดีไว้คอยช่วยดำเนินการ

การถูกโจมตีด้วยมัลแวร์สามารถกล่าวได้ว่าอันตราย หากข้อมูลที่ถูกโจมตีนั้นเป็นข้อมูลที่สำคัญ ดังนั้นเบื้องต้นจึงควรหมั่นอัพเดทระบบปฏิบัติการเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือระบบซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมัลแวร์โจมตี แต่หากถูกโจมตีแล้วควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือหาทนายความที่เชี่ยวชาญในด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์เพื่อดำเนินการ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นอกจากจะเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายประกันภัยแล้ว เรายังเชี่ยวชาญในด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์อีกด้วย เรามีทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญในด้านการสืบหาข้อมูลที่มีประสบการณ์ ติดต่อเรา

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!