เปิดเทคนิคกลยุทธ์จอมเจ้าเล่ห์บ.ประกันภัย และวิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง

เปิดเทคนิคกลยุทธ์จอมเจ้าเล่ห์บ.ประกันภัย

          ก่อนที่จะไปดูวิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็มีความรู้ดี ๆ ที่จะทำให้ผู้ติดตามของเราทุกท่านได้รู้ทันเทคนิคและกลยุทธ์จอมเจ้าเล่ห์ของบริษัทประกันภัยก่อนที่จะถูกบริษัทประกันภัยมาเอาเปรียบในอนาคต นอกจากนี้ยังนำเทคนิคเด็ดรู้ทันบริษัทประกันภัยที่คนมีรถต้องรู้หากรถยนต์ได้รับความเสียหายกับการรู้ทันกลโกงบริษัทประกันภัยประวิงการซ่อมอีกด้วย เรียกได้ว่าหากใครไม่อยากเสียรู้บริษัทประกันภัยต้องห้ามพลาดความรู้ดี ๆ ที่เรานำมาเสนอในวันนี้เลย

รถชนแล้วอย่าเสียสิทธิประโยชน์ ค่าเสียหายจากอุบัติเหตุรถชนมีอะไรบ้าง ?

รถชนแล้วอย่าเสียสิทธิประโยชน์

          รถชนแล้วอย่าเสียสิทธิประโยชน์ให้กับบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ที่หมกเม็ดไม่ยอมบอกว่าจ่ายค่าอะไรบ้าง และผู้เสียหายสามารถเรียกร้องอะไรบ้าง วันนี้เราจะพาทุกท่านมาดูกัน

1.ค่ารักษาพยาบาล ผู้เสียหายสามารถเรียกอะไรได้บ้าง ?

          1.1 ค่ารักษาพยาบาล ณ ปัจจุบัน เช่น สิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายในกรณีที่ผู้เสียหายมีประกันชีวิต และบริษัทประกันชีวิตเป็นคนจ่ายเงินให้ผู้เสียหายโดยตรง ในส่วนตรงนี้ผู้เสียหายสามารถนำมาเบิกค่ารักษาพยาบาลเอากับบริษัทประกันภัยได้

          1.2 ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต เช่น ผู้เสียหายถูกรถชนขาหักต้องผ่าตัดใส่เหล็กดาม และในอนาคตต้องมีการผ่าตัดเอาเหล็กออก หรือผู้เสียหายถูกรถชนขนใบหน้าได้รับความเสียหายอย่างหนักและในอนาคตต้องเลเซอร์ใบหน้าให้กลับมาเป็นเสมือนก่อนเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคตจากการประเมินได้

2.ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ มี 2 กรณี ได้แก่

          2.1 ในปัจจุบัน ในระหว่างที่รถชนจนหายดี

          2.2 ในอนาคต (หากมี) เช่น ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่นิ้ว และผู้เสียหายมีอาชีพที่ต้องใช้งานนิ้วในการทำงาน แล้วนิ้วใช้งานไม่ได้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเช่นก่อนเกิดเหตุ สิ่งนี้คือค่าขาดประโชน์จากการทำมาหาได้ต่อไปในอนาคต ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องได้ แต่ต้องมีหลักฐาน อาทิ รูปถ่าย หรือพยานมายืนยัน

3.ค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน/ค่าทุกขเวทนา

          ในกรณีนี้จะดูจากอาการบาดเจ็บ แต่สิ่งสำคัญผู้เสียหายต้องอย่าลืมถ่ายรูปขณะที่บาดเจ็บไว้ ซึ่งเราเข้าใจดีว่าเป็นภาพที่ไม่มีใครอยากมีความทรงจำ แต่จำเป็นต้องจำ เพราะถ้าไม่จำไม่มีรูปถ่ายผู้เสียหายอาจจะไม่ได้ค่าเสียหายในส่วนนี้นั่นเอง

4.ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้มีวิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ โดยกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถขั้นต่ำไว้ ดังนี้

– รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง สามารถเรียกค่าชดเชยไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท

– รถยนต์รับจ้างสาธารณะ สามารถเรียกค่าชดเชยไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท

– รถยนต์ขนาดเกิน 7 ที่นั่ง สามารถเรียกค่าชดเชยไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

รู้ทันกลโกงบริษัทประกันภัยในการประวิงการซ่อม

1.ประวิงการประเมินการซ่อม

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กำหนดไว้ว่ากรณีที่ถือว่าเป็นการประวิงค่าสินไหมทดแทนก็คือ ไม่ยอมประเมินการจัดซ่อมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 15 วัน หมายความว่าวันเกิดวินาศภัยวันใด วันนั้นบริษัทประกันภัยต้องทำการประเมินค่าเสียหายของทรัพย์สิน เพื่อแจ้งให้กับผู้เอาประกันภัยทราบ เช่น รถถูกไฟไหม้วันนี้ ภายใน 15 วันบริษัทประกันภัยต้องประเมินแจ้งผู้เอาประกัน เพราะการประเมินแจ้ง ผู้เอาประกันจะได้ตัดสินใจว่ารถคันนี้ต้องคืนทุนหรือไม่คืนทุน และหรือจะซ่อมต่อไปไม่ได้

2.บริษัทประกันภัยออกหลักฐานให้ แต่ไม่ซ่อมให้ โดยอาศัยเหตุสงสัย

          ประวิงที่ 2 บริษัทประกันภัยออกหลักฐานให้ผู้เอาประกันภัย แล้วบริษัทประกันภัยไม่ซ่อม โดยอาศัยเหตุสงสัย ในความเป็นจริงตามข้อเท็จจริงผู้เสียหายถูกชนบริษัทประกันภัยจะต้องเร่งรัดการจัดซ่อม เพราะกฎหมายต้องการให้คนที่เป็นเจ้าของทรัพย์ได้มีโอกาสได้ใช้สอยทรัพย์นั้นด้วยความรวดเร็ว ไม่เสียหาย และไม่ขาดประโยชน์ ไม่เกิดกระบวนการที่ล่าช้าหรือบั่นทอน เพราะฉะนั้นถ้าคุณเกิดเหตุคุณควรที่จะปรึกษาทนายเป็นอันดับแรกดีที่สุด  

วิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกอย่างไรให้ถูกต้องและได้จริง

           วิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ใครหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าหากเมื่อรถเกิดความวินาศภัยและรถยนต์ได้รับความเสียหาย เจ้าของรถและหรือผู้เอาประกันภัยสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัยได้ ซึ่งวิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถก็มีด้วยกันหลายวิธี เช่น ผู้เอาประกันภัยหรือเจ้าของรถสามารถไปเดินเรื่องเรียกร้องได้เอง ซึ่งในกรณีไปเดินเรื่องเรียกร้อง อาจใช้ระยะเวลาที่นานและหรือต้องเสียเวลาในการเดินทางเพื่อไปเดินเรื่องบ่อยครั้ง แต่วิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่จะสามารถทำให้ผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัยได้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างถูกต้องและเหมาะสมนั่นคือ การให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องให้ เพราะทนายความจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้มากกว่า อีกทั้งทนายความยังมีวิธีเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เป็นเทคนิคกลยุทธ์เฉพาะตัวของทนายเองในดำเนินคดีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ฯ ให้กับผู้เสียหายได้ และที่สำคัญคือผู้เสียหายไม่ต้องเสียเวลาในการไปเดินเรื่องเอง เพราะทนายความจะเป็นผู้ที่ดำเนินการแทนทุกขั้นตอนจนสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ฯ ให้กับผู้เสียหายได้ในระยะเวลาไม่นานนั่นเอง ดังนั้น เมื่อรถเกิดความวินาศภัยสามารถมีทนายความได้ทันทีไม่ต้องคิดนาน และหรือไม่ต้องรอให้บริษัทประกันภัยมาเอาเปรียบ ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ได้ที่เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

รถมีประกัน จ่ายเงินซื้อประกัน แต่ประกันไม่ได้ช่วยอะไร ปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายผู้เชี่ยวชาญคือคำตอบ

รถมีประกัน จ่ายเงินซื้อประกัน

          หากใครที่ได้ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์คงจะทราบกันว่าสำนักงานฯ ของเรามีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์เป็นอย่างดี เนื่องจากมีผู้ประสบภัยหลายท่านที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุและได้เป็นผู้ประสบภัยหลังจากนั้นก็มักจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ได้ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง และรับรองได้เลยว่ามีผู้เสียหายและหรือผู้ประสบภัยหลายท่านอาจได้เคยเสียรู้หลงกลเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทประกันภัยไปไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” เมาแล้วขับถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ซึ่งเรื่องที่มีผู้ประสบภัยได้เข้ามาสอบถามและปรึกษามากที่สุดเรื่องหนึ่งเห็นทีจะไม่พ้นปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับ กับเรานั่นเอง สาเหตุหลักเลยก็คือผู้ประสบภัยเหล่านั้นได้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ และแสดงท่าทีไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นของผู้ประสบภัยหรือผู้เสียหายอย่างชัดเจนจนผู้เสียหายต้องเดือดร้อนจนปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

          หลังจากที่ทางสำนักงานฯ ของเราได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับมาระยะเวลานาน ก็ได้มีผู้เสียหายหรือผู้ประสบภัยอีกหลายท่านเช่นเดียวกันสอบถามเข้ามาว่า หากเมาแล้วขับ และถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไรต่อดี ? วันนี้เราจึงได้นำกรณีตัวอย่าง ซึ่งก็เป็นกรณีที่ผู้เสียหายถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาฝากกัน

ประกันภัยผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง สุดท้ายมาขอต่อรองจ่าย 50%

ประกันภัยผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

          อย่างเคสนี้บริษัทประกันภัยก็มีเรื่องเซอร์ไพร์สผู้ประสบภัยและหรือผู้เสียหายอย่างไม่น้อย ทำเอาผู้เสียหายรีบมาปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับ อย่างด่วน สำหรับเรื่องนี้ที่ประกันภัยทำผู้เสียหายงง ? ทนายงง ? ทุกคนงง ? เมื่อผู้เสียหายท่านนี้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับความเสียหายหนัก แต่ก็เป่าวัดแอลกอฮอล์ได้เพียง 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งตามหลักของแพทยสภาฯ แล้วนั้น หากเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหายทันที ไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังได้ แต่บริษัทประกันก็ยังไม่ยอมรับความจริง แถมยังงัดมุกกลยุทธ์เด็กที่ว่าผู้เสียหาย เมาแล้วขับ บริษัทฯ จึงนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังบอกว่าผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์มาปฏิเสธไม่รับผิดชอบ

           เท่านั้นยังไม่พอต่อมาได้มีการเจรจาในชั้นคปภ. บริษัทประกันภัยบอกว่าจะรับผิดให้ผู้เสียหายเพียง 50% ของค่าเสียหายทั้งหมดเท่านั้น ประเด็นตรงนี้ที่ทำเอาทุกคนถึงกับงง และสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยจะกล้าทำแบบนี้ ถึงกับต้องร้องว่า แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ??  ทั้งที่ตามหลักเงื่อนไขของกรรมธรรม์มีเพียง 2 ทาง คือ 1. ไม่จ่ายเลย และ 2. จะต้องจ่ายเต็มตามความเสียหายที่แท้จริง

          ดังนั้นจากเรื่องนี้ การที่บริษัทฯ มาบอกว่าจะขอรับผิดเพียง 50% นั่นหมายความว่า บริษัทฯ รู้อยู่แล้วแต่แรกว่ามีหน้าที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย แต่กลับยกเอาเรื่องที่อ้างว่าผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มาต่อรองเพื่อเสนอจ่ายแค่ 50% ซึ่งในตามเงื่อนไขกรมธรรม์ไม่มีข้อใดกำหนดว่า เป่าแอลกอฮอล์ได้เท่าไหร่ จะต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในความเป็นจริงหากผู้เสียหายเมาขับอย่างที่บริษัทฯ ว่าจริง ๆ ก็ไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่การที่บริษัทประกันภัยทำแบบนี้เรียกว่าตั้งใจเอาเปรียบประชาชนได้หรือไม่ ??? ด้วยเหตุนี้ยิ่งทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบริษัทประกันภัยใช้ความหัวหมอมาเพื่อเอาเปรียบประชาชน เพราะเหตุนี้จึงต้องปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายในที่สุด

 เป่าแอลกอฮอล์ได้ 19 Mg.% ประกันภัยรีบอ้างเอกสารคู่มือตีความ

          อีกเรื่องที่ผู้ประสบภัยนำมาปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับ กับมุกเดิม ๆ สเต็ปเดิม ๆ ของบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วรถยนต์ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้เพียง 19 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์และหรือหัวหมอของบริษัทประกันภัยที่ไม่อยากรับผิดชอบต่อผู้ประสบภัย จึงได้ทำพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการรับผิดต่อผู้เสียหาย คือ ได้อ้างเอกสารคู่มือตีความที่ยกเลิกใช้ไปแล้วมาคำนวณนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง  แล้วแบบนี้ผู้เสียหายจะต้องสู้สึกอย่างไรกับบริษัทประกันภัยที่กระทำพฤติกรรมแบบนี้

          รถมีประกัน จ่ายเงินซื้อประกัน แต่ประกันไม่ได้ช่วยอะไรแถมมาปฏิเสธจ่าย/รับผิดชอบ อ้างปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้ง ปัดจ่ายค่าเสียหาย ปัดการจัดซ่อมรถ ปัดความรับผิดชอบทุกอย่างแบบนี้  

เมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต้องทำอย่างไรต่อดี ?

เมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต้องทำอย่างไรต่อดี ?

          ด้วยเหตุนี้สำหรับผู้ประสบภัยหลายท่านที่ได้เข้ามาปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนาย ไม่ว่าจะทางอินบอกซ์ก็ดี ทางคอนเมนต์ก็ดี หากเกิดอุบัติเหตุในกรณีเมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ควรทำอย่างไรต่อไปดี คำตอบที่ชัดเจนสามารถที่จะช่วยได้ก็คือ การมีทนายความ ปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์เท่านั้นที่จะสามารถช่วยได้ หลังเกิดอุบัติเหตุควรมีทนายไว้ปรึกษาทันที ไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยงัดมุกเด็ดมาเอาเปรียบ เพราะคุณไม่ใช่เหยื่อของประกันภัยอีกต่อไป ปรึกษากฎหมาย เมาแล้วขับกับทนาย ติดต่อที่ กฎหมายและการประกันภัยรถยนต์  

มอบใบประกาศนียบัตรพนักงานฝึกประสบการณ์จากสภาทนายฯ ประจำปี 2567

เป็นพนักงานฝึกงานอีกรุ่นจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ได้ผ่านการฝึกประสบการณ์ด้านกฎหมายกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา วันนี้ 01/05/67 ขอแสดงความยินดีกับน้อง ศุภกฤษฎิ์ การเร็ว (แบงค์) จากสภาทนายความฯ ที่ได้เลือกมาฝึกประสบการณ์ความรู้ และทักษะในการทำงานต่าง ๆ กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรานะครับ ขอให้น้องโชคดี นำประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และพัฒนาอย่างเต็มที่ในสายวิชาชีพทนายความ และประสบความสำเร็จในวิชาชีพทุกประการครับ 

ฝึกประสบการณ์ความรู้ที่ได้ฝึกจริง ทำจริง ต้องที่ 

#สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

บ.ประกันลั่น “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ผู้เสียหายโร่ปรึกษากฎหมาย @สนง.กฎหมายวงศกรณ์ สุดท้ายศาลสั่งชดใช้ 4 แสนกว่า

บ.ประกันลั่น “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ผู้เสียหายโร่ปรึกษาฎหมาย

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้เสียหายได้เข้ามาปรึกษากฎหมายกับทนายความของเรา และเป็นคดีความที่ผลคดีออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่ประเด็นในวันนี้ที่เราต้องการนำเสนอหลัก ๆ คือ พฤติกรรมความเอาเปรียบอย่างใจดำของบริษัทประกันภัยหัวหมอ เมื่อนางสาว A หญิงสาวผู้โชคร้ายได้ขับขี่ จยย. ถูกรถกระบะเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้เธอต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกหักหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นข้อมือ แขน ขา และข้อเท้า อีกทั้งเธอยังต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก ทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จากเหตุการณ์อันแสนเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้นเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บ อีกทั้งยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่องเป็นปี ๆ ทั้งๆ ที่เธอต้องบาดเจ็บมากขนาดนี้ ในชั้นโรงพักบริษัทประกันภัยตัวดีเสนอจ่ายให้เธอเพียง 1 แสน 3 หมื่นบาท เท่านั้น จากเหตุการณ์ในครั้งเจรจาในชั้นโรงพัก เธอรับไม่ได้กับพฤติกรรมความเอาเปรียบของบริษัทฯ เธอจึงนำเรื่องราวมาปรึกษากฎหมายที่เราทันทีและท้ายที่สุดเรื่องราวของเธอจึงถึงมือทนายอาร์มในเวลาต่อมา

          ต่อมาหลังจากที่เธอปรึกษากฎหมายเรื่องราวดำเนินมาถึงชั้น คปภ. แต่บริษัทฯ ก็ยังเจ้าเล่ห์ไม่หยุดยืนยันเสนอจ่ายเท่าเดิม อีกทั้งยังมัดมือชกให้เธอเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความอีกด้วย นางสาว A ตัดสินใจปฏิเสธการรับผิดชอบของบริษัทฯ เพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรมกับความเจ็บปวดที่เธอได้รับ และบริษัทฯ ก็ยันไม่จ่ายไปมากกว่านี้แล้ว โบ้ยให้เธอไป “ฟ้อง” เรียกร้องเอากับคู่กรณีเอง เมื่อบริษัทฯ ทำกันถึงขนาดนี้แน่นอนว่าเราไม่รอช้าดำเนินการต่อในชั้นศาลทันที

          สุดท้ายเรื่องราวของนางสาว A จบลงที่ศาลสั่งพิพากษาให้ชดใช้ต่อเธอจำนวนสี่แสนกว่าบาทต่อความเจ็บปวดที่เธอต้องได้รับและยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการใช้ชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก็ยังดีกว่ายอมถูกบริษัทประกันภัยใช้เล่ห์เหลี่ยมเสนอจ่ายเพียงแสนกว่าบาทเพื่อจบทุกอย่าง

ตีแผ่ ! ประโยคเด็ดบ.ประกันภัยหลอกให้หลงเชื่อ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” ได้จริงหรือ ?

ตีแผ่ ! ประโยคเด็ดบ.ประกันภัยหลอกให้หลงเชื่อ

          ประโยคสุดฮิตประโยคเด็ดของบริษัทประกันภัยทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมากไปถึงบาดเจ็บสาหัส และในบางรายสาหัสมากไปถึง “สูญเสียอวัยวะ” , “ทุพพลภาพถาวร” อาทิ แขน, ขา, ตา, ฟัน ฯลฯ สิ่งแรกที่บริษัทฯ จะกล่าวหลังจากที่ผู้เสียหายได้มีการถามถึงเรื่อง “ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน” จากบริษัทฯ ประโยคที่ว่านั่นคือ “ไปรักษาตัวก่อน” , “รักษาตัวให้หายดีก่อน” “รักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลัง” ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประโยคที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทฯ จงใจจะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้เสียหาย แล้วคำว่า “เรียกร้องทีหลังก็ได้” มันได้จริงหรือ ?

          “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” หากผู้เสียหายท่านใดได้ประสบพบเจอเข้ากับประโยคนี้ ควรรีบปรึกษากฎหมายกับทนายทันที เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการ “เอาเปรียบ” อย่างใจดำของบริษัทประกันภัย หลักการง่าย ๆ ของปัญหาที่ว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” ก็คือ หากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วยอมไปทำตามคำพูดของบริษัทฯ กับคำว่า “ค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” นั่นเป็นเพราะบริษัทฯ ต้องการให้คุณไปรักษาตัวรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี แล้วเมื่อถึงคราวที่คุณไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่คุณต้องได้รับตามที่เคยได้ตกลงกันไว้ บริษัทฯ จะจ่ายให้ แต่จ่ายในจำนวนที่เห็นว่าคุณรักษาตัวหายดีแล้ว คุณก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนที่น้อยกว่าที่ควรจะได้รับ คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จึงเป็นมุกเด็ด กลยุทธ์ยอดฮิตของบริษัทฯ ที่มักนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้เสียหายนั่นเอง และที่น่ากลัวไปกว่านั้นประโยคนี้ยังสามารถสร้างความเดือดร้อนให้ผู้เสียหายได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

          หากผู้เสียหายท่านใดไม่อยากตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย อย่า ! หลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” เด็ดขาด เพราะหากหลงเชื่อไปแล้วนั่นหมายความว่าความเป็นธรรมที่ควรได้รับก็แทบจะหายไปเช่นเดียวกัน

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้ ปรึกษากฎหมายต้องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้

          เป็นความจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องที่ว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่ยังไม่เกิดเรื่อง แต่ประชาชนคนธรรมดาและหรือผู้บริโภคของบริษัทฯ เองไม่มีแม้แต่ผู้ให้คำปรึกษา บางคนไม่มีความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุรถชนต้องทำอย่างไรต่อ ด้วยซ้ำ อีกทั้งในบางรายยังต้องสูญเสียเวลาไปกับ “ทะแนะ” ผู้ที่มีความรู้แต่รู้ไม่จริงให้คำแนะนำต่าง ๆ นานาที่ผิดพลาดไปหมดจนผู้เสียหายต้องเสียเวลาไปเรื่อย ๆ และท้ายที่สุดก็หาทางออกของปัญหาไม่ได้ กว่าจะมาปรึกษากฎหมายกว่าจะถึงมือทนายความ เรื่องราวความเสียหายต่าง ๆ และการที่จะเรียกร้องค่าเสียหายก็ล่วงเลยไปมากแล้ว

          สิ่งที่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยากจะสื่อออกมาให้ทุกท่านที่ได้ติดตามเราได้ฉุกคิดก่อนที่จะหลงเชื่อบริษัทประกันภัย เพราะในความเป็นจริงบริษัทฯ มีทนายความที่พร้อมจะดำเนินคดีไม่ว่าเรื่องใด และสำหรับผู้บริโภคประชาชนคนธรรมดาเมื่อเกิดอุบัติเหตุตกสถานะเป็นผู้เสียหายก็สามารถมีทนายความได้เช่นเดียวกับบริษัทฯ หากมีทนายไว้ปรึกษากฎหมายก็ไม่ต้องยอม ไม่ต้องเสียรู้บริษัทฯ อีกต่อไป และยังได้รับค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมกับความบาดเจ็บที่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกด้วย ดังนั้น หลังเกิดเหตุปรึกษากฎหมายกับทนายได้ทันทีไม่ต้องรอ >>ติดต่อเรา<<

ทำความเข้าใจ “เมาแล้วขับ” กับประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาฉบับใหม่ ไม่ใช่ “กฎหมาย” ใหม่ !!

ทำความเข้าใจ “เมาแล้วขับ”

          สำหรับกรณีเมาแล้วขับที่บริษัทประกันภัยมักใช้กลยุทธ์เด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” มาเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค และสำหรับปี 2567 นี้ราชกิจจานุเบกษาก็ได้ออกประกาศแพทยสภาล่าสุดฉบับที่ 25/2567 เรื่องแนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ประจำวันที่ 24 เมษายน 2567 ที่ผ่านมาล่าสุดนี้ ซึ่งหลังจากที่ประกาศฉบับนี้ได้ออกมาก็ส่งผลให้ประชาชนไม่น้อยเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้

 วันนี้ทนายอาร์มและสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้กันกับกรณีเมาแล้วขับว่าเป็นกฎหมายใหม่หรืออย่างไรกันแน่ วันนี้มีคำตอบ

ประชาชนเข้าใจผิดสนั่น ประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาล่าสุด เป็นกฎหมายใหม่หรือไม่ ?

ประชาชนเข้าใจผิดสนั่น ประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาล่าสุด

          การประกาศราชกิจจานุเบกษาของแพทยสภาที่มีการออกมาฉบับล่าสุดนั้นเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีนัยแอบแฝงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่  คำว่า “แนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด” เป็นตำราวิชาการทางการแพทย์ที่มีสูตรและวิธีการคำนวณ

          โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับคดีที่ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยคือคดีเมาแล้วขับ ซึ่งเหล่าผู้เสียหายได้ถูกบริษัทใช้เล่ห์เลี่ยมอาศัยเหตุว่า กรณีเมาแล้วขับขณะขับขี่ผู้ประสบภัยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

          ซึ่งถ้าหากตีความตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 9.3 ได้บอกไว้ว่าการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุรา ใช้คำว่า “ขณะขับขี่ ให้ถือว่าเมาสุรา” หรือของมึนเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ซึ่งก็หมายความว่า ขณะขับขี่แล้วเกิดเหตุ ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทฯ ไม่จ่าย บริษัทฯ จึงใช้วิธีและหรือเทคนิคที่ว่า ขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุรา

          ยกตัวอย่าง : หากคุณเกิดเหตุเวลา 21.00 น. หมายความว่าคุณขับรถก่อน 21.00 น. และแสดงว่าคุณดื่มแอลกอฮอล์ก่อน 21.00 น. คุณถึงมาเกิดอุบัติเหตุ ถ้ากรณีเกิดอุบัติเหตุในความเป็นจริงเมาแล้วขับไม่สามารถเป่าวัดแอลกอฮอล์ได้ทันที และหรือตรวจเลือดได้ทันที บริษัทประกันก็ได้อาศัยช่องว่าตรงนี้มาใช้กลยุทธ์หัวแพทย์ใส่ผู้ประสบภัย เพราะกว่าพนักงานสอบสวนจะมาที่เกิดเหตุ อีกทั้งกว่าเจ้าหน้าที่ประกันภัยจะมาที่เกิดเหตุ ในความเป็นจริงแล้วนั้นเพียงแค่บริษัทประกันภัยมาที่เกิดเหตุ ช้าไป 1 ชั่วโมง บริษัทฯ ก็ได้ฟรีไปแล้ว 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

แพทยสภาเป็นเครื่องมือให้กับบริษัทประกันภัยทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่ ?

          จากกรณีประกาศราชกิจจานุเบกษาแพทยสภาดังกล่าว ผู้ประสบภัยหรือประชาชนจะเกิดความเข้าผิดคิดว่าประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้เป็น “กฎหมาย”  แต่ในท่อนที่ว่า โดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมกำหนดวัตถุประสงค์ให้แพทยสภาเผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์ เพราะฉะนั้นราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้จึงถือว่า ไม่ใช่กฎหมายใช้บังคับนับแอลกอฮอล์ย้อนหลังอย่างแน่นอน

เตือน ! ก่อนเข้าใจผิด แพทยสภาประกาศราชกิจจานุเบกษา ท.อาร์มยืนยันไม่ใช่กฎหมายใหม่ !

เตือน ! ก่อนเข้าใจผิด แพทยสภาประกาศราชกิจจานุเบกษา ท.อาร์มยืนยันไม่ใช่กฎหมายใหม่

          ผู้ประสบภัยอย่าเข้าใจผิด หลงประเด็น หรือหลงกลในการต่อสู้ว่าประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าวคือกฎหมายใหม่ ไม่แม้แต่ประชาชนที่เข้าใจผิด แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ต่อสายเข้ามาสอบถามทนายอาร์มของเรา เข้าใจว่านี่คือกฎหมายใหม่ ทางทนายอาร์มจึงบอกไปว่าไม่ใช่ เพราะหากเป็นกฎหมายต้องเขียนระบุในพระราชบัญญัติที่ตราอย่างถูกต้องออกมาว่า ใครเมาแล้วขับเกิดเหตุแล้วนับย้อนหลังทุกคน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

          แต่ในความเป็นจริงสามารถทำได้ยาก เพราะเราไม่สามารถคิดได้ว่าคนไหนมีปริมาณลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเรื่องแนวทางการพิจารณาการคำนวณย้อนกลับเพื่อหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด มีวิธีการคำนวณ เหมือนกับสมการ อธิบายง่าย ๆ คือ นึกถึงว่าการหาพื้นที่ตารางเมตร คุณต้องใช้สูตร กว้างXยาว ก็เช่นเดียวกัน การคำนวณหาปริมาณแอลกอฮอล์ก็มีสมการ วิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังหมายถึงว่าคุณต้องมีข้อมูลเบื้องต้น และคุณต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด คุณถึงคำนวณย้อนหลังได้ แต่อย่างกรณีราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ชาวบ้านและประชาชนอาจเข้าใจผิดได้ว่าคือกฎหมายให้นับย้อนหลัง วันนี้ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงยืนยันว่าไม่ใช่กฎหมายใหม่ เป็นเพียงแนวทางทางการแพทย์ หากจะนำมานับย้อนหลังจริง เพราะเหตุใดประกันภัยถึงไม่เขียนระบุในกรมธรรม์เลยว่า เกิดเหตุแล้วประกันจะคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประชาชนจึงได้ไม่ต้องตีความเอาเองว่า หากไม่สามารถตรวจวัดแอลกอฮอล์ขณะเกิดเหตุได้ บริษัทฯ จะใช้วิธีการคำนวณย้อนหลัง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ การกระทำแบบนี้ของบริษัทญ จึงเรียกว่าหัวแพทย์

เมาแล้วขับ ถูกนับผลแอลฯ ย้อนหลัง ใครอยากรู้หลักการคำนวณปริมาณแอลฯ ที่ถูกต้อง รีบปรึกษาทนายทันที !

          วิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังคือคุณรู้ได้อย่างไรว่าว่าคนที่เมาแล้วขับ เมาสูงสุดที่เท่าไหร่ เช่น บางคนเมาแล้วขับ มีปริมาณสูงสุดเพียง 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ประกันภัยมานับย้อนหลัง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ไปเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ให้เขา เท่ากับว่า 15+48 = 63 หมายความว่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่จริงๆ ผู้ขับขี่ที่ว่าเขาเมาแล้วขับอาจจะไม่ถึงเลยก็ได้ หากบริษัทฯ ทำแบบนี้นำประกาศมาใช้หัวแพทย์กับประชาชน ทนายอาร์มขอยืนยันตรงนี้เลยว่า ไม่ใช่กฎหมาย ประกาศฉบับนี้เพียงให้แค่ทุกคนรับทราบเท่านั้น

          และสำหรับผู้ประสบภัยท่านใดเจอกรณีเมาแล้วขับถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หากอยากรู้ว่าวิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร รีบปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเหตุได้ทันที >>ติดต่อเรา<<

มอบใบประกาศนียบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปี 2567

เป็นนักศึกษาฝึกงานอีกรุ่นที่ผ่านการฝึกประสบการณ์ด้านกฎหมายกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ วันนี้ 11/04/67 ขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่ได้มาฝึกประสบการณ์ความรู้กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา

ทุกคนนะครับ ขอให้น้อง ๆ โชคดี นำประสบการณ์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และพัฒนาอย่างเต็มที่ และประสบความสำเร็จในวิชาชีพทุกประการครับ

ฝึกประสบการณ์ความรู้ที่ได้ฝึกจริง ทำจริง ต้องที่ #สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ประเด็นร้อนออกโหนกระแส ขับรถชนเสาไฟฟ้าอ้าง “เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย” ทั้งที่ตรวจเเล้วไม่ถึง

ประเด็นร้อนออกโหนกระแส ขับรถชนเสาไฟฟ้าอ้าง เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย

          สำหรับเรื่องเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่ายเป็นเรื่องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้มีการนำเสนออยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายท่านที่ได้ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยให้ในเรื่องที่ว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนได้ถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เสียหายเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ด้วยเหตุนี้ ได้ส่งผลให้ผู้เสียหายหลายท่านได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ใจเป็นอย่างมาก จึงได้โร่ปรึกษาทนายหลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและหรือค่าเสียหายต่าง ๆ นานา อย่างไม่ใยดี

          เช่นเดียวกันกับกรณีเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย กรณีต่อไปนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวถึงขั้นผู้เสียหายได้ร้องเรียนออกรายการโหนกระแสไปหมาด ๆ ในปีที่แล้ว (2566) โดยเรื่องราวนี้ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับความเสียหาย ทั้งในส่วนร่างกายและทรัพย์สินอย่างรถยนต์ และแม้ว่าจะต้องได้รับความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตจนแทบพลิกชีวิตแล้ว ยังต้องถูกบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ใช้กลยุทธ์ยอดฮิตอย่าง เมาแล้วขับนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธชดใช้ความเสียหายต่อผู้เสียหาย เรียกได้ว่าจากเรื่องราวนี้ที่ได้ออกรายการโหนกระแสทำให้ผู้บริโภครายอื่น ๆ ได้ตระหนักถึงเรื่องเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ความสำคัญของการซื้อประกันภัยและนอกจากนี้ยังมีการพิจารณาการซื้อประกันภัยกับบริษัทประกันภัยมากยิ่งขึ้นเลยทีเดียวจากเหตุการณ์นี้

ทนายความพร้อมผู้เสียหายนำทีมร้องโหนกระแส เหตุซื้อประกันภัยทิพย์ ถึงคราวเกิดเหตุปฏิเสธอย่างเดียว

ทนายความพร้อมผู้เสียหายนำทีมร้องโหนกระแส

          อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นนั้นเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายและครอบครัวสุดทนที่จะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบถึงขั้นต้องนำเรื่องร้องโหนกระแส โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของครอบครัวผู้เสียหายครอบครัวหนึ่ง ที่ได้ขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส และต่อมาได้มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุเป็นเวลา 5 ชม. โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ขึ้นมา 2 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และปรากฏว่าต่อมาบริษัทประกันภัยก็ได้นำผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ไปทำการพิสูจน์ต่าง ๆ นานา ภายหลังไม่นานก็ได้รีบใช้ข้ออ้างยอดฮิตที่ว่ากรณีนี้ผู้เสียหาย เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย จากเหตุนี้ทำให้ทางผู้เสียหายหรือเจ้าของรถ ภรรยา รวมถึงผู้สูงอายุและเด็ก ผู้โดยสารที่ได้โดยสารมาในขณะเกิดเหตุขณะนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยตั้งเกิดเหตุ  

คนขับยันไม่ได้ดื่ม ! บริษัทฯ ก็ยัน ! ตีความว่าเมาแล้วขับมีแอลกอฮอล์ขณะเกิดเหตุ 80 Mg.% แน่นอน

คนขับยันไม่ได้ดื่ม ! บริษัทฯ ก็ยัน ! ตีความว่าเมาแล้วขับมีแอลกอฮอล์ขณะเกิดเหตุ

           กับเรื่อง เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายเล่าอย่างเสียงสั่นเครือว่าเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น เกิดเหตุเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2564 เวลา 20.53 นาที ในวันดังกล่าวกำลังเดินทางกลับมาจากทำบุญกำลังเดินทางกลับบ้านไปส่งคุณแม่ เป็นถนนเลียบคลองก่อนหน้านั้นก็ได้มีฝนตก มีน้ำท่วมขังตามทางจึงได้ขับรถด้วยความระมัดระวังพอถึงทางที่จะเบี่ยงออก ขณะเดียวกันได้มีรถของคู่กรณีขับอยู่ด้านหน้า รถของผู้เสียหายจึงจะแซงออก ปรากฏว่าฝนตกถนนลื่น รถก็เลยปัดเสียหลักตกหลุม ล้อตะแคงล้อฟรี เป็นเหตุให้รถหมุนกระแทกเข้ากับเสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้ทั้งครอบครัวที่โดยสารมานั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

          หลังจากที่รถชนยังไม่มีทนายก็ได้มีใบให้ตรวจแอลกอฮอล์โดยการตรวจเลือด และได้นำส่งให้บริษัทประกัน ต่อมาบริษัทฯ ก็ได้มีหนังสือปฏิเสธส่งมา โดยผู้ขับขี่มีผลแอลกอฮอล์เพียง  2.920 Mg.% เท่านั้น ในหนังสือปฏิเสธได้ระบุ ตีความว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 80.7 Mg.% ทั้ง ๆ ที่ผู้ขับขี่ยืนยันว่าไม่ได้มีการดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใด เมื่อบริษัทประกันได้มีการปฏิเสธมาดังกล่าว เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมผู้เสียหายและครอบครัวจึงได้เข้าปรึกษาทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ช่วยดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ให้ สุดท้ายเรื่องราวได้จบลงโดยการที่บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายอย่างเหมาะสมตามความเสียหายที่ได้รับ ซึ่งเป็นที่หน้าพึงพอใจเหมาะสมกับความเสียหายที่ได้รับและความลำบากอย่างหาสิ่งใดมาเปรียบไม่ได้ ราวกับชีวิตพลิกผัน แต่เป็นการพลิกผันที่ไม่ดีนัก เนื่องจากผู้เสียหายและครอบครัวหลังเกิดอุบัติเหตุไม่มีรถใช้และชีวิตต้องทนทุกข์มทรมานต่ออาการบาดเจ็บทั้งผู้สูงอายุและเด็กหญิงวัยเพียง 8 ขวบ อีกทั้งผู้ขับขี่และภรรยายังต้องสูญเสียรายได้และดำเนินกิจวัตรประกอบอาชีพประจำวันอย่างลำบาก จึงสมควรอย่างยิ่งที่บริษัทประกันภัยต้องชดใช้ในทุกส่วนของความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ นอกจากที่บริษัทฯ จะต้องชดใช้ให้กับค่าเสียหายอันแสนสาหัสของผู้เสียหายแล้ว บริษัทฯ ยังต้องชดใช้กับคำพูดของบริษัทฯ ที่ว่า เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย อย่างสมน้ำสมเนื้ออีกด้วย เพราะจากประโยคนี้ก็ทำให้ผู้บริโภคและชาวบ้านทั่วไปอดคิดไม่ได้ว่า นี่หรือความคิดผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยที่มีต่อผู้บริโภคตาดำ ๆ แล้วแบบนี้ใครจะกล้าซื้อประกันภัยด้วย เพราะคิดว่าซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองยามเกิดอุบัติเหตุ สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุก็เหมือนซื้อประกันภัยทิพย์ที่ไม่มีอยู่จริง

อย่าคิดว่ารถมีประกันภัยแล้วจะอุ่นใจ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรีบปรึกษาทนายทันที

          สำหรับการซื้อประกันภัยรถยนต์กับอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน เพราะเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นวันไหนหรือตอนไหน อีกทั้งการที่คิดว่ารถมีประกันภัยไม่ว่าจะชั้น 1 หรือชั้นไหน อย่าคิดว่ามีประกันภัยแล้วจะได้เงินหลังจากเกิดอุบัติเหตุมาง่าย ๆ เพราะบริษัทประกันภัยคงไม่ยอมให้คุณง่าย ๆ หากไม่มีทนายอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่จะได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือ การมีทนายความเพื่อดำเนินคดีเรียกร้องเอาผิดกับบริษัทประกันภัยเท่านั้น หลังเกิดอุบัติเหตุไม่ต้องโทรหาประกัน สามารถโทรหาทนายเป็นอันดับแรกได้ทันที คลิก >>ติดต่อเรา<<

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ? เรื่องที่คนมีรถต้อง “รู้” ก่อนเสียรู้ประกันภัย

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ? เรื่องที่คนมีรถต้อง “รู้” ก่อนเสียรู้ประกันภัย

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร ?? หากใครที่ได้ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา คงจะทราบกันแล้วว่าค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร เพราะเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้มีรถยนต์หลาย ๆ ท่านต้องทราบไว้ เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในวันหนึ่งหรือวันไหนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับรถของคุณได้บ้าง การมีความรู้เกี่ยวกับประกันภัย และหรือค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับรถของคุณอย่างไรนั้นเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นมาจะได้ไม่เสียรู้บริษัทประกันภัย รวมไปถึงทะแนะผู้ที่ให้ความรู้ผิด ๆ กับผู้ที่ไม่มีความรู้ด้วย  

คนมีรถต้องรู้ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ?”

คนมีรถต้องรู้ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าสินไหมทดแทนหรือที่เรียกว่าเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝ่ายถูกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้ ค่าขาดประโยชน์ฯ ถือเป็นค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าเดินทาง , ค่าเช่ารถระหว่างที่รถจัดซ่อมอยู่ที่อู่ ตามหลักแล้วผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าขาดประโยชน์ฯ จากการที่ทำให้เจ้าของรถฝ่ายถูกไม่มีรถใช้ก็คือ “บริษัทประกันภัย” ของรถคู่กรณีฝ่ายผิด แต่ถ้ารถของคู่กรณีไม่มีประกันเจ้าของรถฝ่ายถูกก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ฯ กับตัวคู่กรณีได้โดยตรงนั่นเอง

ไม่อยากเสียเปรียบบริษัทประกันภัยหัวแพทย์อย่าหลงเชื่อทะแนะ ! หลังเกิดอุบัติเหตุปรึกษาทนายได้ทันที

          สำหรับใครที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อหรือไม่อยากเสียเปรียบบริษัทประกันภัยหัวแพทย์เหมือนอย่างผู้เสียหายท่านอื่น ๆ หลังเกิดอุบัติเหตุสามารถปรึกษาทนายและหรือมีทนายได้ทันที ไม่ต้องรอคำแนะนำจากทะแนะ หรือผู้รู้/ผู้มีประสบการณ์ท่านอื่น ๆ เพราะเหตุการณ์หรือกรณีที่แต่ละคนได้ประสบพอเจอมาไม่เหมือนกัน ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือสิ่งที่จำเป็นต้องรู้อย่างยิ่ง และวันนี้เราก็ได้ยกตัวอย่างกรณีผู้เสียหายได้เกิดอุบัติเหตุรถชน แล้วรถ/ทรัพย์สินได้รับความเสียหนักมาฝากให้ทุกท่านได้ดูเป็นอุทาหรณ์กัน

เดินเรื่องเรียกร้องเอง ประกันปฏิเสธค่าซ่อม

          เคสนี้รถของผู้เสียหายถูกชนท้ายยับเรียกได้ว่าได้รับความเสียหายไม่น้อยเลยทีเดียว จากอุบัติเหตุนี้ส่งผลทำให้ผู้เสียหายไม่มีรถใช้นานเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน เนื่องจากรถต้องจอดซ่อมอยู่ที่อู่ และแม้ว่าคู่กรณีจะรับผิดว่าประมาทแล้ว แต่บริษัทประกันภัยตัวดีของคู่กรณีก็ยังไม่สนใจใยดี จนผู้เสียหายทนไม่ไหวตัดสินใจเดินเรื่องเรียกร้อง #ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เอง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย แต่ผลที่ออกมาหลังจากที่ผู้เสียหายได้ดำเนินการเรียกร้องไปนั้นกลับถูกบริษัทประกันภัยใช้ข้ออ้างสาระพัดมาปัดความรับผิดชอบ อาทิ “บริษัทไม่ได้เป็นผู้สั่งซ่อม” บ้างล่ะ , “ตามความเสียหายใช้เวลาซ่อมไม่เกิน 64 วัน” บ้างล่ะ และหากพูดถึงเรื่องค่าเสื่อมสภาพบริษัทประกันภัยยังอ้างอีกว่า “ไม่สามารถพิสูจน์ได้เนื่องจากไม่มีเอกสารประเมินของหน่วยงานที่เชื่อถือได้” เจอแบบนี้ผู้เสียหายก็ถึงกับไปไม่เป็น เพราะถูกบริษัทจ้องจะเอาเปรียบในทุกทางและในเมื่อเดินเรื่องเองแล้วไม่เป็นผลจึงต้องให้ #ทนายอาร์ม เข้าดำเนินคดีจัดการให้ทันที จากกรณีดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าการที่ไปเดินเรื่องเรียกร้องเองนั้น นอกจากจะทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังถูกบริษัทประกันภัยนำข้ออ้างต่าง ๆ นานา มาปัดความรับผิดชอบอีก และยิ่งบริษัทฯ เห็นว่าคุณไม่มีความรู้ใด ๆ ก็ยิ่งหาเรื่องมาปฏิเสธความรับผิดชอบที่มากกว่าเดิม จนสุดท้ายคุณแทบจะไม่ได้อะไร และหรือเท่ากับศูนย์เลยก็ว่าได้ การมีทนายความในการดำเนินการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือสิ่งที่ควรทำ เพราะจะสามารถช่วยคุณเรียกร้องค่าของความเสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปรึกษาทนายตัวจริงไม่ใช่ทะแนะ ต้องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

          เกิดอุบัติเหตุรถชนทรัพย์สินเสียหายแล้วถูกบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ปฏิเสธการรับผิดชอบค่าเสียหายใด ๆ อย่ายอมหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อข้ออ้าง 108 ของบริษัทประกันภัยหัวแพทย์เด็ดขาด เพราะนอกจากคุณจะถูกอ้างว่า “คุณเมาแล้วขับ” ไม่ว่าจะเมาแล้วขับจริงหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้คุณยังจะไม่ได้รับการแสดงความรับผิดชอบใด ๆ จากบริษัทประกันภัยเลยก็ว่าได้ ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุรถชน รถได้รับความเสียหาย อย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ และข้อสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอย่าลืมเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ และความรู้เรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไรเป็นสิ่งที่ทุกท่านควรรู้เพื่อในอนาคตจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อเสียรู้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบจนไม่ได้รับค่าเสียหายใด ๆ เลย และที่สำคัญหากเกิดอุบัติเหตุไม่ต้องรอช้าหลังเกิดเหตุสามารถปรึกษาทนายตัวจริงได้ทันทีที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายฟ้องธนาคารได้ ไม่ต้องรอให้เสียเวลา !

ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายฟ้องธนาคารได้ ไม่ต้องรอให้เสียเวลา !

          ว่าด้วยเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกดูดเงินในบัญชีธนาคาร ทนายอาร์มก็ได้มีโอกาสอ่านคำพิพากษาศาลฎกาอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวธนาคารสีม่วงธนาคารหนึ่ง เมื่อลูกค้าได้มีการเปิดบัญชีเพื่อฝากเงินกับธนาคารสีม่วงดังกล่าวนี้ ต่อมาก็ได้มีการเปิดใช้แอปพลิเคชันของธนาคารตามปกติ เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ภายหลังเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งลิงก์มา และผู้เสียหายได้มีการกดลิงก์ดังกล่าวไป ต่อมาปรากฏว่าผู้เสียหายถูกดูดเงินออกจากบัญชีไปจนหมด จึงได้มีการดำเนินคดีเกิดขึ้น และเรื่องราวก็ได้เดินทางไปถึงยังชั้นศาลจนถึงขั้นมีคำพิพากษาออกมา โดยในคำพิพากษาได้มีการตัดสินว่า ให้ธนาคารสีม่วงดังกล่าวนั้นร่วมรับผิดชอบต่อเงินที่ถูกดูดออกไปจากบัญชีของผู้เสียหายด้วย และภายหลังก็ได้สืบทราบว่ามีผู้เสียหายที่ได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพออนไลน์นี้ดูดเงินไปหมดบัญชีจำนวนมาก อีกทั้งยังพบว่ามีผู้เสียหายหลายท่านเช่นเดียวกันที่ถูก “ปล่อยรอเวลา” , “ไม่ได้รับการดูแลเรื่องคดีความอย่างเต็มที่เท่าที่ควร” นอกจากนี้ยังได้รับการบ่ายเบี่ยงจากเจ้าหน้าที่ในด้านการดำเนินคดี อาทิ ให้ดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ร้ายเอง และหรือให้ดำเนินคดีกับบัญชีม้าบ้าง เป็นต้น แล้วผลสุดท้ายผู้เสียหายก็ไม่ได้เงินสูญไปคืนมา เมื่อถึงเวลาที่เกิดปัญหาก็ไม่มีใครสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้

เปิดทริควิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดูดเงินหมดบัญชี

เปิดทริควิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดูดเงินหมดบัญชี

          สำหรับผู้เสียหายท่านใดหรือใครที่กำลังคิดว่าหากวันหนึ่งได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพ ภัยร้ายออนไลน์ที่กำลังมีการระบาดอย่างหนักในขณะนี้หลอกลวงจนได้ตกเป็นเหยื่อ “ถูกดูดเงินหมดบัญชี” แน่นอนว่าหลายท่านคงจะรีบดำเนินคดีอย่างเร็วที่สุด นั่นคือการเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็ว ก็จริงอยู่ที่เมื่อเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้การแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจคือสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นกับผู้เสียหายจริง ความเป็นจริงนั้นการดำเนินคดีให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือนำเงินที่ถูกมิจฉาชีพดูดออกจากธนาคารไปมาคืนนั้น มีขั้นตอนการดำเนินงานเป็นขั้นเป็นตอนซึ่งเป็นวิธีการขั้นตอนเฉพาะทางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

          แต่กว่าที่ผู้เสียหายจะได้รับเงินคืนเรียกได้ว่าต้องใช้เวลาและต้องรอเป็นเวลานานพอสมควร บางรายถูกปล่อยดองคดีความ บางรายถูกปล่อยให้ดำเนินคดีเองหากต้องการเงินคืนที่รวดเร็ว หรือบางรายถูกเจ้าหน้าที่บ่ายเบี่ยงการดำเนินคดีความให้อย่างเต็มที่ นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนหลายท่านถอดใจไปกับการทวงคืนเงินที่สูญไป วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาเปิดทริคง่าย ๆ ในการแก้ปัญหาทวงคืนเงินที่สูญไปจากการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพออนไลน์ดูดเงินหมดบัญชี นั่นคือ “ปรึกษาทนายฟ้องธนาคาร เอาเงินที่สูญไปคืนคือคำตอบ

ถูกมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายฟ้องธนาคารทวงคืนเงินที่สูญไปคือทางออกที่ดีที่สุด !!

ถูกมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี

          อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อข้างต้น ทริคการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดหลังจากที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกดูดเงินหมดบัญชี คือ การปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องธนาคารเอาผิดในการทวงเงินที่ต้องสูญเสียไปคืนมา เพราะการมีทนายความเพื่อปรึกษาคดีดำเนินคดีความฟ้องธนาคารหลังเกิดเรื่องทันทีนั้น จะสามารถทำให้ผู้เสียหายเดินเรื่องอย่างถูกทางตั้งแต่เริ่มต้น หมายความว่าการมาปรึกษาทนายผู้เสียหายจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็นตามหลักของกฎหมายและตามหลักความเป็นจริง

ปรึกษาทนายเพื่อความสะดวกรวดเร็วต้องที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ปรึกษาทนายเพื่อความสะดวกรวดเร็วต้องที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

          นอกจากจะได้รับแนวทางคำแนะนำที่ถูกต้องในการดำเนินคดีความเพื่อจะฟ้องธนาคารหรืออะไรก็ตามแต่ การดำเนินงานของทนายความยังมีความรวดเร็วและสะดวกต่อผู้เสียหายเป็นยิ่ง เนื่องจากทนายความจะมีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมดำเนินงานในคดีความของคุณในทุกขั้นตอน ดังนั้น ผู้เสียหายที่มีทนายความไว้ดำเนินคดีกับธนาคารในการฟ้องธนาคาร เพื่อทวงเงินที่ถูกมิจฉาชีพหลอกดูดเงินออกจากไปคืนนั้นจะได้รับการดูแลในเรื่องคดีความอย่างเต็มที่และดำเนินงานด้วยความรวดเร็วอย่างสุดความสามารถเพื่อดำเนินคดีทวงคืนเงินที่สูญไปกลับมาให้ผู้เสียหายได้ ฉะนั้นแล้ว ผู้เสียหายท่านใดที่ตอนนี้กำลังเดินเรื่องด้วยตนเองและพบว่าต้องรอนาน การเดินเรื่องล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ต้องเดินทางไปหน่วยงานต่าง ๆ บ่อย และยังไม่ได้เงินคืน แนะนำให้ปรึกษาทนายเพื่อเดินเรื่องฟ้องธนาคารทวงเงินที่สูญไปเพื่อความสะดวกและรวดเร็วทั้งในด้านการดำเนินงานและได้รับเงินคืนที่รวดเร็วคือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อเราเชื่อว่าหากเดินเรื่องถูกทางและถูกต้องตั้งแต่แรกจะนำพาไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องตามเวลาที่ควรจะเป็นอย่างแน่นอน ถูกมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชีรีบปรึกษาทนายด่วนฟ้องธนาคารเพื่อทวงเงินที่สูญไปคืนได้ง่าย ๆ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ป้องกันก่อนถูกโกง ภัยร้ายออนไลน์ดูดเงินหมดบัญชี 2024

ป้องกันก่อนถูกโกง ภัยร้ายออนไลน์ดูดเงินหมดบัญชี 2024

          กรณีภัยร้ายออนไลน์ประชาชนถูกมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ยังเป็นที่ระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีประชาชนหลายท่านได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพหลอกดูดเงินหมดบัญชี ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เรียกได้ว่าขณะนี้ภัยร้ายใกล้ตัวมากที่สุดก็คือภัยร้ายที่มาในรูปแบบออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือนั่นเอง วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็ได้มีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีป้องกันการถูกดูดเงินหมดบัญชีเบื้องต้นมาฝากเป็นความรู้กัน หากทำตามคำแนะนำที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ได้ ก็ทำให้คุณไม่เสี่ยงถูกมิจฉาชีพออนไลน์ดูดเงินหมดบัญชีได้แน่นอน

4 วิธีป้องกันก่อนถูกมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี

4 วิธีป้องกันก่อนถูกมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี

          อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าปัจจุบันนี้ภัยร้ายจากพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพระบาดเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะได้รับการถูกกวาดล้าง และมิจฉาชีพบางส่วนได้ถูกจับกุมไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่วายที่จะยังมีผู้เสียหายถูกดูดเงินหมดบัญชีอยู่ วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ก็ได้นำวิธีการป้องกันก่อนถูกดูดเงินในบัญชีมาฝากกัน ในเมื่อมิจฉาชีพพวกนี้ยังไม่หมดไป ประชาชนอย่าเรา ๆ ก็ต้องมีวิธีการเพื่อรู้ทันไม่ถูกมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชีไป

-ไม่รับเบอร์แปลก อาจถูกหลอกล็อกอินดูดเงินหมดบัญชี

          อย่างกรณีข่าวดังเมื่อช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเตือนเรื่องเบอร์แปลก ระบุเบอร์อันตราย 082-810-3575  โดยมิจฉาชีพได้ใช้เบอร์ดังกล่าวแอบอ้างเป็นเจ้าหน้ากระทรวงการคลังโทรหาประชาชนหลอกให้ล็อกอินและให้กดยกเลิกสิทธิ์โครงการของรัฐ จนผลสุดท้ายได้ถูกดูดเงินหมดบัญชีในที่สุด

-ไม่กดเข้าลิงก์ใด ๆ ที่มาจาก SMS หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ

          ไม่ว่าจะช่องทาง SMS , E-mail , Line , Facebook และหรือช่องทางอื่น ๆ ก็ได้มีผู้เสียหายหลายท่านได้ถูกแก๊งมิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี สูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนไม่น้อย ดังนั้น ไม่ว่าจะมีลิงก์ข้อความที่เข้ามาในทำนองที่ว่า “คุณเป็นผู้โชคดี” หรือ “คุณมียอดค้างชำระ” รวมไปถึงข้อความใด ๆ ก็แล้วแต่ที่ส่งมาพร้อมกับลิงก์ให้กดเข้าไป อย่ากดเข้าไปเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกมิจฉาชีพหลอกดูดเงินหมดบัญชีได้ โดยขั้นตอนในการดูดเงินหมดบัญชีของมิจฉาชีพก็มีหลายรูปแบบด้วยกันจากการที่กดคลิกลิงก์เข้าไป เพราะแต่ลิงก์ของมิจฉาชีพมีปลายทางแตกต่างกัน บางลิงก์กดเข้าไปแล้วให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ แต่บางลิงก์กดเข้าไปแล้วก็สามารถเจาะข้อมูลธุรกรรมทางธนาคารได้ทันที ในภายหลังคุณอาจถูกดูดเงินหมดบัญชีได้ง่าย ๆ จากการกดลิงก์เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น

-ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันผ่าน App Store หรือ Play Store เท่านั้น

          สำหรับใครที่เล่น Social media คงคุ้นตากันมาบ้างสำหรับโฆษณาแอปพลิเคชันที่มักแปะลิงก์มาพร้อมให้ดาวน์โหลดตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วก็มักมาในรูปแบบของแอปพลิเคชันเกมออนไลน์ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าลิงก์ที่แปะมานั้นเป็นลิงก์สำหรับดาวน์โหลดแอปพลิเคชันหรือไม่ หรือแอปพลิเคชันนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากพวกมิจฉาชีพมักใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อหลอกให้กดลิงก์เข้าไปเจาะข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของคุณ หรืออาจมากไปกว่านั้นคือเจาะเข้าระบบธนาคารและดูดเงินหมดบัญชีไปได้ ดังนั้น หากต้องการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใด ควรดาวน์โหลดผ่านแอปสำหรับดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถืออย่าง App Store หรือ Play Store จะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของคุณ

-ไม่ควรใช้ Free Wifi ในการทำธุรกรรมทางการเงิน

          สำหรับใครที่ต้องการทำธุรกรรมทางการเงินแล้วโทรศัพท์มือถือไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต แนะนำว่าหากเป็นธุรกรรมที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แนะนำว่าควรไปที่ธนาคาร และหรือหากไม่เหนือบย่ากว่าแรงก็อาจเติมอินเทอร์เน็ต หรือใช้ Wifi ที่บ้านจะปลอดภัยกว่า สืบเนื่องมาจากขณะนี้มิจฉาชีพทางรูปแบบออนไลน์ระบาดหนักเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ การป้องกันตัวเองโดยการไม่ใช้ Free Wifi ตามที่สาธารณะก็เป็นการป้องกันข้อมูลของคุณได้อย่างหนึ่ง เพราะระบบ Free Wifi อาจเป็นหนึ่งในวิธีการของพวกแก๊งมิจฉาชีพที่จะมาดูดเงินหมดบัญชีของคุณ โดยระบบ Free Wifi อาจนำมาซึ่งมิจฉาชีพสามารถเข้ามาเจาะข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของคุณได้นั่นเอง และหากแก๊งมิจฉาชีพเข้ามาเจาะข้อมูลจากมือถือของคุณได้นั้นความสูญเสียอาจตามมาในจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!