ด่าแค่ไหนเรียกหมิ่นประมาท ? เข้าใจขอบเขตคำพูดก่อนโดนฟ้อง

การแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์บนโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องปกติในยุคนี้ แต่ ! การใช้คำพูดอาจกลายเป็นคดีหมิ่นประมาทได้หากเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ด่าหรือวิจารณ์แค่ไหนจึงเข้าข่ายหมิ่นประมาท” บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับข้อกฎหมายและแนวทางการพูดโดยไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องคดี

หมิ่นประมาทตามกฎหมายคืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 หมิ่นประมาท คือ การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามในลักษณะที่ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เช่น การกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงเพื่อทำให้บุคคลหนึ่งถูกมองในแง่ลบ รวมถึงการใช้ภาษาที่หยาบคายเกินควร โดยไม่จำเป็นต้องพูดคำหยาบเท่านั้น คำพูดธรรมดาที่มีเนื้อหาโจมตีหรือกล่าวให้บุคคลอื่นเสียหายก็ถือเป็นการหมิ่นประมาทได้เช่นกัน

อะไรคือจุดต่างระหว่าง “การวิจารณ์” และ “การหมิ่นประมาท”?

การวิจารณ์ที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล แต่หากคำวิจารณ์นั้นเป็นไปในลักษณะที่ดูหมิ่น หรือสร้างความเสื่อมเสียจนเกินควร ก็อาจจะถือเป็นการหมิ่นประมาทได้ จุดสำคัญอยู่ที่เจตนาของผู้พูดและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกล่าวถึง โดยการวิจารณ์อย่างสุจริตและไม่เจาะจงไปในทางที่ทำให้เสียหายเป็นการกระทำที่ยังอยู่ในขอบเขตที่ไม่ผิดกฎหมาย

ตัวอย่างของการวิจารณ์ที่ถือว่าไม่เป็นหมิ่นประมาท เช่น การวิจารณ์การทำงานของบุคคลสาธารณะหรือหน่วยงานราชการ แต่หากการวิจารณ์นั้นพาดพิงถึงบุคคลในลักษณะเสียหายโดยเจาะจง เช่น อ้างถึงพฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ก็อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท

“ด่า” แค่ไหนเข้าข่ายหมิ่นประมาท?

1. เจตนาทำลายชื่อเสียง : หากการด่าหรือวิจารณ์มีเจตนาทำลายชื่อเสียงหรือใส่ร้ายให้บุคคลนั้นถูกดูหมิ่นต่อสาธารณะ เช่น การใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือกล่าวหาให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ก็อาจถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้

2. การกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง : การพูดหรือเผยแพร่เรื่องที่ไม่เป็นความจริง โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าเป็นเท็จ และมีผลให้บุคคลถูกเกลียดชังหรือตกอยู่ในสภาวะที่ถูกมองในแง่ลบ เช่น กล่าวหาว่ามีประวัติทางอาญาทั้งที่ไม่เป็นความจริง

3. การใช้ถ้อยคำล่วงเกินเกินขอบเขต : การใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ มีลักษณะเหยียดหยาม เช่น การล้อเลียนรูปลักษณ์ หรือความสามารถ รวมถึงการใช้ถ้อยคำที่มีเจตนาทำลายศักดิ์ศรี

โทษของการหมิ่นประมาท

โทษของการหมิ่นประมาทตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ระดับหลักๆ คือ

1. หมิ่นประมาททั่วไป (มาตรา 326) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (มาตรา 328) เช่น การโพสต์ในโซเชียลมีเดีย หรือการออกสื่อสาธารณะ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งการโฆษณานี้หมายถึงการใช้สื่อออนไลน์หรือสื่อใดๆ ก็ตามที่มีผู้เข้าถึงได้มากและง่าย

หลักการป้องกันไม่ให้เกิดการหมิ่นประมาท

1. ใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง : ก่อนจะโพสต์หรือแสดงความคิดเห็น ควรตรวจสอบว่าข้อมูลที่แชร์เป็นความจริงหรือไม่ และพิจารณาคำพูดว่าเกินขอบเขตการวิจารณ์ที่สุจริตหรือไม่

2. หลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรืออ้างถึงผู้อื่นในลักษณะเสียหาย : หากต้องการพูดถึงพฤติกรรมของบุคคล ควรเลือกใช้คำที่เป็นกลาง และไม่ชี้นำไปในทางที่สร้างความเสียหาย

3. หลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ตรวจสอบ : การแชร์ข้อมูลที่ไม่ตรวจสอบอาจทำให้ตนเองเป็นผู้ร่วมเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นประมาทและถูกฟ้องได้

4. ปรึกษาทนายความ : หากรู้สึกว่าอาจได้รับความเสียหายจากการถูกหมิ่นประมาท หรือไม่แน่ใจว่าขอบเขตของการวิจารณ์ตนเองจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ การปรึกษาทนายถือเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมาย

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

กรณีหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยบนโซเชียลมีเดียคือ การกล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งในลักษณะเสียหาย เช่น “เขาคนนั้นเคยขโมยเงินบริษัทมาก่อน” หรือ “คนนี้ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นในที่ทำงาน” คำกล่าวเหล่านี้ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลเชิงเสียหายต่อบุคคลและอาจทำให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง ซึ่งหากไม่เป็นความจริง อาจเป็นเหตุให้บุคคลนั้นสามารถฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้

ปรึกษาทนายความทันที หากรู้สึกว่าได้รับความเสียหายจากการถูกหมิ่นประมาท


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาในกรณีหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการหมิ่นประมาทผ่านการพูดคุยส่วนตัวหรือการเผยแพร่ในสื่อสาธารณะ ทีมทนายของเราจะแนะนำและวางแนวทางการแก้ไขให้คุณอย่างดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรมและปกป้องสิทธิตนเองอย่างเต็มที่ ปรึกทนายความ

“ยักยอก” หรือ “ลักทรัพย์” ต่างกันอย่างไร? มีโทษทางกฎหมายอย่างไร?

ในวงการธุรกิจ กรณีการขโมยทรัพย์สินหรือการฉ้อโกงมักเกิดขึ้นโดยเฉพาะภายในองค์กร และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กรรมการหรือบุคลากรแอบถอนเงินจากบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการกระทำนั้นเข้าข่าย “ยักยอก” หรือ “ลักทรัพย์” ซึ่งทั้งสองการกระทำนี้มีความแตกต่างกันทั้งในด้านการกระทำและโทษทางกฎหมาย วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาไขข้อข้องใจนี้กัน

ความหมายของการยักยอกและลักทรัพย์

1. ยักยอก

   การยักยอกทรัพย์ คือการที่บุคคลที่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ก่อน เช่น ผู้ดูแลทรัพย์สิน กรรมการบริษัท หรือลูกจ้าง แอบนำทรัพย์ของบริษัทไปใช้เป็นของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าในเบื้องต้นบุคคลนั้นจะได้รับความไว้วางใจในการจัดการหรือครอบครองทรัพย์สินอยู่แล้ว แต่การกระทำนี้ยังถือว่ามีเจตนาทุจริตและผิดกฎหมาย

2. ลักทรัพย์

   การลักทรัพย์ คือการแอบขโมยหรือแอบนำทรัพย์สินของบุคคลอื่นไปโดยที่ไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ก่อน เช่น การลักขโมยของที่อยู่ในร้านค้า หรือนำสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน การลักทรัพย์มักเกิดจากการแอบเข้าไปในพื้นที่โดยไม่มีสิทธิ์และไม่ได้รับความไว้วางใจในการครอบครองทรัพย์นั้น ๆ

ความแตกต่างระหว่าง “ยักยอก” กับ “ลักทรัพย์”
-สถานการณ์ครอบครองทรัพย์สิน : ในการยักยอก ผู้กระทำมีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินอยู่ก่อน แต่แอบนำไปเป็นของตนโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่การลักทรัพย์ ผู้กระทำไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินนั้นเลย

-การกระทำ : การยักยอกเกิดจากความไว้วางใจแต่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ส่วนการลักทรัพย์เป็นการขโมยที่ไม่เกี่ยวกับการได้รับความไว้วางใจแต่อย่างใด

โทษทางกฎหมายของการยักยอกและลักทรัพย์

1. โทษของการยักยอก 

   ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 การยักยอกมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากเป็นการยักยอกทรัพย์ที่ได้รับไว้ตามหน้าที่หรืออาชีพ เช่น กรรมการบริษัท ผู้จัดการ หรือผู้ดูแลทรัพย์สิน โทษจะรุนแรงขึ้นตามมาตรา 353 คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. โทษของการลักทรัพย์

   ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 การลักทรัพย์มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากการลักทรัพย์เกิดขึ้นในสถานการณ์หรือสถานที่พิเศษ เช่น ในเวลากลางคืนหรือในบ้านเรือน จะมีการเพิ่มโทษตามมาตรา 335 ซึ่งโทษสูงสุดอาจเพิ่มขึ้นได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

กรณีมีคนแอบถอนเงินบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร?

เมื่อเกิดกรณีที่หนึ่งในกรรมการบริษัทซึ่งมีสิทธิ์จัดการทรัพย์สินของบริษัทแอบถอนเงินออกมาโดยที่บริษัทไม่ได้รับทราบและไม่ได้อนุญาต การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการ ยักยอกทรัพย์ มากกว่าลักทรัพย์ เนื่องจากกรรมการมีสิทธิ์ในการจัดการทรัพย์สินของบริษัทอยู่ก่อนแล้ว แต่เจตนาในการนำเงินออกมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและแสดงเจตนาทุจริต

การกระทำเช่นนี้ถือว่ามีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เพราะกรรมการบริษัทมีหน้าที่รับผิดชอบต่อทรัพย์สินของบริษัทอยู่แล้ว การที่นำทรัพย์สินออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทหรือเจ้าของผู้ถือหุ้นอื่นๆ จึงถือเป็นการกระทำทุจริต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้กรรมการถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งเพิ่มเติมได้อีกด้วย

วิธีป้องกันปัญหาการยักยอกหรือการทุจริตในองค์กร


1. การกำหนดระบบตรวจสอบภายในที่เข้มงวด : การมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มงวดช่วยลดโอกาสที่พนักงานหรือกรรมการบริษัทจะทุจริตได้ การกำหนดขั้นตอนอนุมัติการเบิกถอนเงินอย่างละเอียดจะช่วยให้บริษัททราบการเคลื่อนไหวของทรัพย์สินได้ตลอดเวลา

2. การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพย์สินให้ชัดเจน : การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงบัญชีและทรัพย์สินให้ชัดเจน เช่น การกำหนดให้ต้องมีการอนุมัติจากคณะกรรมการหรือตัวแทนทางกฎหมายก่อนการถอนเงินจะช่วยลดความเสี่ยงในการยักยอก

3. การตรวจสอบและติดตามการใช้ทรัพย์สินของบริษัท : การติดตามการใช้งานทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง การจัดทำรายงานการใช้ทรัพย์สินเป็นประจำจะทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติได้ทันที

4. การตรวจสอบบัญชีและรายงานทางการเงินโดยบริษัทภายนอก : การใช้บริการตรวจสอบบัญชีจากบริษัทภายนอกช่วยให้เกิดความโปร่งใสและเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่ข้อมูลทางการเงินของบริษัท

สรุปแล้วการกระทำทุจริตในองค์กรเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทควรให้ความสำคัญ การเข้าใจความแตกต่างระหว่างการยักยอกและลักทรัพย์จะช่วยให้สามารถระบุลักษณะความผิดได้ชัดเจนและดำเนินคดีได้อย่างถูกต้อง กรณีที่กรรมการบริษัทถอนเงินออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นถือเป็นการยักยอก ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การป้องกันการทุจริตในองค์กรสามารถทำได้ผ่านการกำหนดนโยบายการตรวจสอบและการจัดการทรัพย์สินอย่างเข้มงวด หากเกิดกรณีทุจริต การดำเนินคดีและการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจึงเป็นแนวทางสำคัญในการปกป้องสิทธิ์ขององค์กร หากสงสัยว่ากำลังมีผู้ไม่หวังดีกำลังทุจริตองค์กรอยู่ควรมีทนายที่ปรึกษาดีที่สุด >>ติดต่อเรา<< 

“หมิ่นประมาท”  ไม่ต้องหยาบคายก็ผิดกฎหมายได้

คำว่า “หมิ่นประมาท” อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า จะถือเป็นความผิดทางกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อมีคำพูดหยาบคายหรือใช้ถ้อยคำรุนแรงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การหมิ่นประมาทครอบคลุมมากกว่าที่คิด แม้จะไม่มีคำหยาบหรือการแสดงออกที่รุนแรง การใช้ถ้อยคำธรรมดาที่ส่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด และส่งผลเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติของบุคคลก็สามารถถือเป็นการหมิ่นประมาทได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่การส่งข้อความหรือแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องปกติ กฎหมายจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของแต่ละบุคคลจากการกระทำเช่นนี้

ความหมายของการหมิ่นประมาทตามกฎหมาย

การหมิ่นประมาทตามกฎหมายไทยระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 โดยกล่าวถึงการกระทำที่ “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ด้วยการทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง หรือถูกเหยียดหยาม” ซึ่งหมายความว่าการกระทำใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติยศนั้นถือเป็นการหมิ่นประมาทได้ แม้ว่าจะไม่มีคำหยาบคายเข้ามาเกี่ยวข้อง 

ตัวอย่างการหมิ่นประมาทที่ไม่ต้องใช้คำหยาบ เช่น การกล่าวถึงผู้อื่นในลักษณะที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือรู้สึกไม่ดีต่อบุคคลนั้น เช่น การใช้คำพูดที่ทำให้ผู้อื่นดูไม่ดีในสายตาของบุคคลที่สาม หรือการสร้างเรื่องที่ทำให้ผู้อื่นถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนไม่ดี เป็นต้น

หมิ่นประมาทบนโลกออนไลน์ เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายๆ ใกล้ตัว


ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะทำให้ข้อมูลถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว ผู้คนสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาหมิ่นประมาทในลักษณะของการแสดงความคิดเห็นที่ส่อให้เกิดความเข้าใจผิด

กรณีที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำหยาบคายแต่ถือเป็นการหมิ่นประมาท เช่น การแสดงความคิดเห็นที่ส่อให้เห็นว่าผู้อื่นไม่มีคุณธรรม มีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็นที่มีวาจาอ่อนโยน แต่หากทำให้บุคคลที่ถูกพาดพิงเสียหาย ก็สามารถนำไปสู่คดีหมิ่นประมาทได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น โพสต์ในโซเชียลมีเดียที่กล่าวถึงบุคคลหนึ่งในลักษณะที่สร้างความเสียหายทางชื่อเสียง เช่น “เห็นเขาใช้ของแพง ไม่รู้ว่ามีรายได้จากไหนมาจ่าย” แม้จะไม่มีคำหยาบแต่ก็สามารถทำให้คนอื่นสงสัยถึงแหล่งที่มาของทรัพย์สินหรือความประพฤติของบุคคลนั้นได้ นี่ถือเป็นการหมิ่นประมาทในเชิงสื่อสารแบบเบาแต่มีนัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวถึงเสียหาย

ความรับผิดชอบทางกฎหมายสำหรับการหมิ่นประมาท
หากผู้เสียหายรู้สึกว่าได้รับความเสียหายจากการหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเกิดจากคำพูด การโพสต์ หรือการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตน ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำได้ 

การหมิ่นประมาทมีบทลงโทษทางกฎหมาย โดยโทษจำคุกสำหรับการหมิ่นประมาททั่วไปอาจมีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่หากเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เช่น การโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียที่มีผู้เข้าถึงจำนวนมาก อาจถูกลงโทษสูงถึงจำคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

คำแนะนำในการแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียเพื่อป้องกันการหมิ่นประมาท
1. หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงบุคคลโดยเฉพาะ : การเอ่ยชื่อบุคคลหรือบอกใบ้ถึงลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นอาจทำให้ข้อความมีแนวโน้มที่จะถูกตีความเป็นการหมิ่นประมาทได้ 

2. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้อง : หากจะกล่าวถึงผู้อื่น ควรตรวจสอบข้อมูลให้มั่นใจก่อนว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความคิดเห็นที่อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดได้

3. งดใช้ถ้อยคำส่อเสียดหรือเสียดสี : แม้ถ้อยคำจะไม่มีความหยาบคาย แต่หากมีนัยที่จะทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียก็อาจถูกตีความเป็นการหมิ่นประมาทได้เช่นกัน 

4. แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นกลาง : หากต้องการวิจารณ์ควรใช้ภาษาที่เป็นกลางและไม่ชี้ชัดในทำนองลบหลู่

ปกป้องสิทธิและชื่อเสียงจากการถูกหมิ่นประมาทด้วยการปรึกษาทนายความ


เมื่อได้รับผลกระทบจากการหมิ่นประมาท บุคคลที่เสียหายสามารถติดต่อทนายความเพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินคดีได้ โดยสิทธิในการดำเนินคดีหมิ่นประมาทนี้ไม่จำกัดเพียงแค่การใช้คำหยาบคายเท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมถึงข้อความที่สื่อถึงความเสียหาย หรือข้อความที่ทำให้บุคคลอื่นถูกเกลียดชัง 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความพร้อมในการช่วยเหลือคดีหมิ่นประมาททุกรูปแบบ พร้อมด้วยทีมทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และดำเนินคดีด้านนี้โดยเฉพาะ โดยไม่ว่าคุณจะได้รับผลกระทบจากการหมิ่นประมาทในโซเชียลมีเดียหรือในชีวิตประจำวัน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมยืนเคียงข้างคุณเพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของคุณ

สุดท้ายนี้อย่างที่กล่าวไปการหมิ่นประมาทไม่จำเป็นต้องมีคำหยาบคาย แต่สามารถเกิดจากถ้อยคำหรือข้อความที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายได้ และกฎหมายมีบทลงโทษที่ชัดเจน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการและคำแนะนำสำหรับทุกกรณีหมิ่นประมาท เพื่อให้คุณได้รับการปกป้องและความยุติธรรมตามสิทธิ คลิก ติดต่อเรา เพื่อดำเนินคดีหมิ่นประมาท

หมิ่นประมาท VS ไขข่าว แตกต่างทางกฎหมายอย่างไร?

อย่างที่ทราบกันดีในโลกยุคดิจิทัลที่ข้อมูลถูกเผยแพร่และแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว การแสดงความคิดเห็นหรือการเผยแพร่ข่าวสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว คำว่า “หมิ่นประมาท” และ “ไขข่าว” เป็นสองคำที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันหรือคล้ายกัน แต่ในทางกฎหมายแล้ว ทั้งสองคำนี้มีความหมายและความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของเจตนา เนื้อหาของการกระทำ และโทษที่เกี่ยวข้อง

วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาอธิบายให้เห็นความแตกต่างระหว่างการหมิ่นประมาทและการไขข่าว พร้อมทั้งเจาะลึกถึงโทษทางกฎหมายที่ทั้งสองกรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้กระทำผิดกัน

ความหมายของ “หมิ่นประมาท”

หมิ่นประมาท หมายถึง การแสดงความคิดเห็น การกล่าวหา หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือถูกลดความน่าเชื่อถือในสังคม การหมิ่นประมาทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเท็จเสมอไป หากเป็นความจริงแต่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ก็อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้เช่นกัน
ในประมวลกฎหมายอาญาของไทย หมิ่นประมาทถูกกำหนดใน มาตรา 326 ซึ่งระบุว่า :

> “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท”

หมิ่นประมาทสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การพูด การเขียน การโพสต์บนโซเชียลมีเดีย การส่งข้อความ รวมไปถึงการแชร์หรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นการใส่ความบุคคลอื่น

ความหมายของ “ไขข่าว”

ไขข่าว หรือบางครั้งเรียกว่า “เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง” หมายถึง การเผยแพร่ข่าวสารหรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แต่ในกรณีของการไขข่าว ความแตกต่างหลักคือผู้กระทำอาจไม่ได้มีเจตนาให้เกิดความเสียหาย หรืออาจเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ

ไขข่าวอาจเกิดจากการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การไม่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ หรือการนำเสนอข่าวสารที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาดออกไปในวงกว้าง อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม และสร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

ความแตกต่างระหว่างหมิ่นประมาทและไขข่าว

1. เนื้อหาของการกระทำ

– หมิ่นประมาท : การกระทำที่มีเจตนาทำให้บุคคลเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เช่น การใส่ความ การวิจารณ์ในลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นเสื่อมเสีย

– ไขข่าว: การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือบิดเบือนความจริง ซึ่งอาจไม่ได้มีเจตนาทำให้บุคคลเสียหาย แต่ส่งผลกระทบทางลบต่อบุคคลหรือสังคมโดยรวม

2. เจตนา

– หมิ่นประมาท : มักเกิดจากการกระทำที่มีเจตนาชัดเจนเพื่อทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวถึงเสียหาย การกระทำนี้จงใจทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน

– ไขข่าว : อาจเกิดขึ้นจากความไม่รู้ ความผิดพลาด หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยไม่ตั้งใจ อาจไม่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายโดยตรง

3. ผลกระทบ

– หมิ่นประมาท : มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึง ทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง หรือถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ

– ไขข่าว : ผลกระทบอาจกว้างขึ้น โดยส่งผลกระทบต่อสังคม หรือกลุ่มบุคคลอื่นที่ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องสำคัญ

โทษทางกฎหมายของหมิ่นประมาท
การหมิ่นประมาทนั้นมีบทลงโทษที่ชัดเจนตามประมวลกฎหมายอาญาไทย โดยโทษจะแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะของการกระทำ

– มาตรา 326 : หมิ่นประมาทโดยทั่วไป จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– มาตรา 328 : หากเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านสื่อ เช่น หนังสือพิมพ์ โซเชียลมีเดีย หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษทางกฎหมายของไขข่าว
สำหรับการไขข่าวที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือสังคมโดยรวม อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดทางอาญา หรือความผิดทางแพ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือความประมาทเลินเล่อในการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การไขข่าวที่สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญอาจนำไปสู่การฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาท หรือความผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้เช่นกัน

ตัวอย่าง

1. กรณีหมิ่นประมาท : บุคคลที่โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียกล่าวหาผู้อื่นว่าโกงเงิน โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน การกระทำนี้มีเจตนาเพื่อทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง และผู้ถูกกล่าวหาสามารถฟ้องร้องได้
2. กรณีไขข่าว : สื่อหรือบุคคลที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือบุคคลอื่นโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม หากข้อมูลนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ถูกกระทบสามารถฟ้องร้องได้ในฐานะที่เป็นผู้ถูกเผยแพร่ข้อมูลเท็จ


การป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท


1. ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ : การตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่แน่ใจในความถูกต้องของข้อมูล ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่

2. ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็น : การแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายควรหลีกเลี่ยง ควรใช้คำพูดที่เป็นกลางและไม่โจมตีบุคคล3. ปรึกษาทนายความ : หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นหรือการเผยแพร่ข้อมูล ควรปรึกษาทนายความเพื่อความมั่นใจว่าการกระทำของตนไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

แม้ว่า “หมิ่นประมาท” และ “ไขข่าว” จะดูคล้ายกันในแง่ของการกระทำที่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องของเจตนาและผลกระทบ หมิ่นประมาทมีเจตนาทำให้บุคคลเสียชื่อเสียงโดยตรง ขณะที่ไขข่าวเป็นการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาดที่อาจเกิดจากความไม่รู้หรือความประมาท โทษทางกฎหมายของทั้งสองกรณีนี้ก็มีความแตกต่างกัน การระมัดระวังและการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้อง

“หมิ่นประมาท” เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ปรึกษาทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสื่อสารพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การแสดงความคิดเห็นหรือการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดียกลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป แต่การใช้สิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ก็มักพ่วงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว การหมิ่นประมาทหรือการพูดให้ร้ายในเชิงเสียหายบนโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและผลกระทบให้กับผู้ที่ถูกละเมิดอย่างมาก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เล็งเห็นถึงปัญหานี้และยินดีให้บริการดำเนินคดีในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการหมิ่นประมาทผ่านสื่ออื่น ๆ เรามีทีมทนายความที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในการรับมือกับคดีหมิ่นประมาทในทุกระดับ

การหมิ่นประมาทคืออะไร ?

การหมิ่นประมาท คือ การกล่าวหรือพิมพ์ข้อความที่ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง หรือถูกดูหมิ่นจากสังคม การหมิ่นประมาทสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางคำพูดและการเขียน หรือแม้กระทั่งการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย

ในประเทศไทย กฎหมายได้กำหนดโทษการหมิ่นประมาทไว้ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 326 และมาตรา 328 ซึ่งมีบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดในกรณีที่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียในทางชื่อเสียงหรือความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหมิ่นประมาทผ่านสื่อโซเชียลที่สามารถกระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

คดีหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์

เมื่อเกิดการหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์ เช่น บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การฟ้องร้องดำเนินคดีอาจดูซับซ้อนมากกว่าการหมิ่นประมาททั่วไป เนื่องจากหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์หรือแชร์ข้อความนั้นอาจสูญหายหรือถูกลบออกไป การเก็บรวบรวมหลักฐานให้ทันการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อความที่ถูกโพสต์ หรือการจัดการกับหลักฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในการนำไปใช้ในศาล ทีมของเรามีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจัดการกับหลักฐานเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการดำเนินคดีหมิ่นประมาท

การดำเนินคดีหมิ่นประมาทนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งหากไม่เข้าใจอาจทำให้การฟ้องร้องไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยทั่วไปแล้วขั้นตอนการดำเนินคดีหมิ่นประมาทประกอบไปด้วย

1. รวบรวมหลักฐาน : การเก็บรวบรวมหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในคดีหมิ่นประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย หลักฐานที่ใช้ได้รวมถึงข้อความ บันทึกการโพสต์ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท

2. การเจรจาและการไกล่เกลี่ย : ในบางกรณี คู่ความอาจต้องการแก้ปัญหาผ่านการเจรจาหรือไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องฟ้องร้อง การไกล่เกลี่ยสามารถช่วยลดความขัดแย้งและทำให้คู่กรณีสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างรวดเร็ว

3. การฟ้องร้องในชั้นศาล : หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล การฟ้องร้องในชั้นศาลจะเป็นขั้นตอนต่อไป ทีมทนายความของเราจะเป็นผู้ดูแลการยื่นคำฟ้องต่อศาลและดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม

4. การดำเนินคดีในศาล : เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาล ทนายความของเราจะเป็นผู้แทนคุณในการนำเสนอหลักฐาน และต่อสู้คดีในนามของคุณเพื่อให้ศาลตัดสินคดีอย่างยุติธรรม

ทำไมต้องเลือกสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เราเป็นหนึ่งในสำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคดีหมิ่นประมาททั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เรามีทีมทนายความที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงในการจัดการคดีหมิ่นประมาทที่มีความซับซ้อน และเรายังมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรวบรวมและจัดการหลักฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในคดีที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหาการถูกหมิ่นประมาทไม่ว่าจะเป็นทางโซเชียลมีเดียหรือสื่ออื่น ๆ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมหลักฐาน การเจรจาไกล่เกลี่ย ไปจนถึงการดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างสูงสุด

อย่าปล่อยให้การหมิ่นประมาทมาทำลายชื่อเสียงและความเป็นอยู่ของคุณ ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาจากทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้บริการดำเนินคดีหมิ่นประมาททุกประเภท รับมือทุกกรณีอย่างมืออาชีพ

เตือนภัยวัยรุ่นสายโพสต์ ระวังเจอคดีหมิ่นประมาท ไม่รู้ตัว

ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ การแชร์ประสบการณ์หรือเรื่องราวส่วนตัวบนแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่การโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่ถูกต้องสามารถนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้ โดยเฉพาะกรณีที่เข้าข่าย หมิ่นประมาท หรือการคุกคามทางออนไลน์ เรื่องราวที่เราจะนำมาเตือนในวันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการตระหนักถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นอย่างไม่ระมัดระวังบนโซเชียลมีเดีย 

กรณีตัวอย่าง : จุดเริ่มต้นของดราม่าบนโลกออนไลน์ 

ผู้เสียหายในกรณีนี้เป็นลูกความของเรา ซึ่งเป็นแฟนคลับตัวยงของศิลปินชื่อดังคนหนึ่ง วันหนึ่งเขาได้โพสต์รูปของตนเองลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมบอกว่าเขาได้มีโอกาสวิดีโอคอล (คอลไซน์) กับศิลปินที่เขาชื่นชอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยินดีสำหรับเขา แต่การโพสต์นี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดราม่าใหญ่ เมื่อมี “เกรียนคีย์บอร์ด” จากกลุ่มแฟนคลับเดียวกันมารีโพสต์รูปของผู้เสียหายพร้อมกับแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ 

ในคอมเมนต์นั้น เกรียนคีย์บอร์ดได้กล่าวหาว่าผู้เสียหายเคยไปสร้างความรำคาญในคอนเสิร์ต โดยบอกว่าผู้เสียหายเป็นคนเสียงดังและทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง หลังจากนั้น เกรียนคีย์บอร์ดยังได้โพสต์ในลักษณะที่เป็นการโจมตีผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยใช้คำพูดที่เป็นการดูหมิ่นและส่งเสริมให้ผู้อื่นเข้ามาด่าทอหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้เสียหายในทางที่เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างไม่ยุติธรรมในโลกออนไลน์ 

การข่มขู่และการโพสต์คุกคามอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากการโพสต์แขวนผู้เสียหายในเชิงเสียหายหลายครั้งแล้ว เกรียนคีย์บอร์ดและกลุ่มแฟนคลับที่เข้ามาแสดงความเห็นร่วมกัน ยังเริ่มขยายการโจมตีไปถึงขั้นที่พูดถึงการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย เช่น การบอกว่าจะจับตาดูผู้เสียหายในคอนเสิร์ตที่กำลังจะมาถึง และแสดงท่าทีข่มขู่ในเชิงสนุกปาก ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะไปเข้าร่วมคอนเสิร์ตนั้น ความกลัวนี้ทำให้ผู้เสียหายต้องพลาดโอกาสสำคัญที่เขารอคอยมานาน 

นอกจากความกลัวที่จะเกิดขึ้นจากการข่มขู่ทำร้ายร่างกายแล้ว การพูดถึงในทางที่เสียหายยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้เสียหายอย่างมาก เขาต้องปิดล็อกโปรไฟล์ในโซเชียลเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกคุกคามเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เกรียนคีย์บอร์ดก็ยังไม่หยุดการโจมตี ยังคงนำเรื่องราวของผู้เสียหายไปแขวนต่อในเชิงลบ ทำให้เขาต้องเผชิญกับความกดดันและความเครียดที่รุนแรงขึ้น

ผู้เสียหายสุดทน ขอใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นทางออก

หลังจากที่ผู้เสียหายพยายามหลีกเลี่ยงการถูกคุกคามทางโซเชียลแล้ว แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโจมตีได้ เขาจึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายความ เพื่อให้ความเป็นธรรมและแก้ไขสถานการณ์ตามกฎหมาย 
กรณีนี้เข้าข่ายการหมิ่นประมาทและการคุกคามทางออนไลน์ ซึ่งตามกฎหมายไทย การหมิ่นประมาทหรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ถือเป็นความผิดที่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ การพูดถึงหรือโพสต์ข้อมูลในทางที่ทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียงโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งตามกฎหมายอาญา มาตรา 326 ระบุว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 
นอกจากความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว การข่มขู่ที่จะทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียยังถือเป็นความผิดทางอาญาฐานข่มขู่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 โดยผู้กระทำผิดจะต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน 

ในกรณีของผู้เสียหาย การฟ้องร้องและการดำเนินคดีอาจไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาส่วนตัว แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้สังคมออนไลน์ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นหรือการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย 

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย 
การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ แม้จะดูเป็นเรื่องง่ายและไม่มีผลกระทบในทันที แต่การโพสต์หรือคอมเมนต์ในทางที่ไม่ระมัดระวังสามารถนำไปสู่การถูกฟ้องร้องได้ นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคนในการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์และไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น การที่มีทนายความคอยให้คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือการถูกละเมิดสิทธิ์ในอนาคต 

หากคุณตกเป็นเหยื่อของการหมิ่นประมาทหรือการคุกคามในโลกออนไลน์ อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายความเพื่อปกป้องสิทธิ์ของคุณ 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทและการคุกคามทางโซเชียลมีเดีย เพื่อความยุติธรรมและความเป็นธรรมสำหรับผู้เสียหายทุกคน >> ติดต่อเรา << 

นอมินี ผิดกฎหมายไหม?

คำว่า “นอมินี” หรือ Nominee เป็นคำที่มักได้ยินบ่อย ๆ ในแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างชาติในประเทศไทย หลายครั้งที่เราพบเห็นชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศ ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้คนต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือหุ้นในบริษัทบางประเภท ดังนั้นบางคนจึงใช้วิธีหาคนไทยมาเป็น “ตัวแทน” หรือ “นอมินี” เพื่อเข้ามาถือหุ้นแทนพวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย แต่การกระทำนี้ถือว่ามีความเสี่ยงและอาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นอมินี คืออะไร?

นอมินี คือบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนถือหุ้น หรือทรัพย์สินในนามของบุคคลอื่น โดยเฉพาะกรณีที่คนไทยทำหน้าที่ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วหุ้นดังกล่าวเป็นของชาวต่างชาติ แต่ใช้ชื่อคนไทยในการถือครองหุ้น ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินกิจการได้ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอมินี ไม่มีอำนาจในการควบคุมหรือดำเนินธุรกิจ และการทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อกฎหมายไทย แต่ยังมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงอีกด้วย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนอมินี

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนอมินีในประเทศไทยนั้นคือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายในการควบคุมการลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ชาวต่างชาติไม่สามารถถือหุ้นเกิน 49% ในธุรกิจบางประเภทได้ หากถือหุ้นมากกว่านี้ จะต้องมีใบอนุญาตพิเศษจากรัฐบาล และหากมีการใช้นอมินีมาเป็นตัวแทนถือหุ้นก็จะถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

กฎหมายยังมีการระบุโทษไว้อย่างชัดเจน หากพบว่ามีการใช้นอมินีในการทำธุรกิจ หรือการถือหุ้นแทนคนต่างชาติ การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีโทษทางอาญา

โทษทางกฎหมายของการใช้นอมินี

การใช้นอมินีในการดำเนินธุรกิจหรือถือหุ้นแทนคนต่างชาตินั้นมีโทษทางกฎหมาย ซึ่งประกอบด้วยทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ หากถูกตรวจพบว่ามีการใช้นอมินี บริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษดังนี้

1. โทษจำคุก : ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้นอมินีอาจถูกจำคุกได้สูงสุดถึง 3 ปี ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

2. โทษปรับ : นอกจากโทษจำคุกแล้ว ยังมีโทษปรับที่อาจสูงถึง 1,000,000 บาท และหากพบว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องก็อาจมีการปรับเพิ่มเติมอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าผู้กระทำผิดจะยุติการกระทำดังกล่าว

3. การถูกยึดทรัพย์สิน : ทรัพย์สินหรือหุ้นที่ถูกถือครองโดยนอมินีอาจถูกยึดได้ตามกฎหมาย หากพบว่ามีการใช้นอมินีในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

4. การยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ : ธุรกิจที่ใช้นอมินีในการดำเนินการอาจถูกยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจทันที ซึ่งส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการในประเทศไทยได้อีกต่อไป

ทำไมการใช้นอมินีถึงผิดกฎหมาย?

การใช้นอมินีในการดำเนินธุรกิจนั้นถูกมองว่าเป็นการละเมิดหลักความโปร่งใสทางธุรกิจ เพราะเป็นการปกปิดข้อมูลที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นที่เป็นชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ การใช้นอมินียังส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมทางธุรกิจ เพราะอาจทำให้ธุรกิจที่มีการใช้นอมินีได้รับสิทธิพิเศษที่ไม่ควรได้ และส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม

วิธีป้องกันการถูกหลอกให้เป็นนอมินี
หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกใช้เป็นนอมินี ดังนั้นการตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายและการป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกให้เป็นนอมินีจึงเป็นเรื่องสำคัญ นี่คือข้อควรระวังบางประการ

1. ตรวจสอบข้อตกลงในการทำธุรกิจ : หากมีคนชวนคุณเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจ ต้องทำความเข้าใจในข้อตกลงและเงื่อนไขให้ชัดเจน อย่าลงนามในเอกสารใด ๆ หากคุณไม่เข้าใจความหมายหรือไม่มั่นใจในข้อตกลงนั้น ๆ

2. ปรึกษาทนายความ : การปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสามารถช่วยให้คุณเข้าใจข้อกฎหมายและป้องกันไม่ให้คุณถูกใช้เป็นนอมินีโดยไม่รู้ตัว3. ระวังคำชักชวนที่ดูดีเกินจริง : หากมีข้อเสนอทางธุรกิจที่ดูดีเกินจริง เช่น มีการเสนอให้คุณถือหุ้นโดยไม่ต้องลงทุน หรือมีการสัญญาว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงมาก ๆ คุณควรพิจารณาให้ดี เพราะอาจเป็นการหลอกลวงให้คุณเป็นนอมินี

ถูกดำเนินคดีเรื่องนอมินี ควรทำอย่างไร?

หากคุณถูกหมายเรียกเกี่ยวกับคดีนอมินี หรือถูกดำเนินคดีในข้อหานอมินี สิ่งที่ควรทำคือการปรึกษาทนายความทันที เพื่อให้คำแนะนำและดำเนินคดีอย่างถูกต้อง ทนายความจะช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และเตรียมการป้องกันตนเองในกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้คุณได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ของคุณเอง

การเป็นนอมินี หรือการใช้นอมินีในการทำธุรกิจถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย และมีโทษทางอาญาที่รุนแรง ดังนั้น ผู้ที่ทำธุรกิจควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือทนายความเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายความทันที !!

มิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ปัญหาที่ถูกพบมากเป็นอันดับต้นๆในขณะนี้ อย่างที่เคยกล่าวไปในหลายๆบทความของเรา ไม่ว่าจะเป็น ถูกดูดเงินหมดบัญชี ปรึกษาทนายฟ้องธนาคารได้ ไม่ต้องรอให้เสียเวลา ! หรือ ปรึกษาทนายด่วนอย่ายอม !! หาเงินแทบตาย สุดท้ายถูกแอปดูดเงินหมดบัญชีและบทความอื่นๆที่เกี่ยวกับการดูดเงินของมิจฉาชีพ ในยุคดิจิทัลที่ธุรกรรมทางการเงินออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ปัญหาการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงทางการเงินและการสูญเสียเงินในบัญชีธนาคารก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนพบว่าตัวเองกลายเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการถูกล้วงข้อมูลบัญชีผ่านฟิชชิ่ง (Phishing) การปลอมตัวเป็นบุคคลสำคัญ หรือการใช้โปรแกรมสอดแนมข้อมูล (Spyware) ที่อาจดูดเงินจากบัญชีโดยไม่รู้ตัว

เหตุการณ์เช่นนี้อาจสร้างความตกใจและทำให้ผู้เสียหายไม่รู้จะทำอย่างไรดี ดังนั้น การรีบปรึกษาทนายความเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำทางกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดการกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ

รูปแบบการหลอกลวงทางการเงินที่พบบ่อย

1. ฟิชชิ่ง (Phishing)

   ฟิชชิ่งเป็นการหลอกลวงที่ใช้วิธีส่งอีเมล ข้อความ หรือการโทรปลอมตัวเป็นธนาคารหรือองค์กรที่เชื่อถือได้ เพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เข้าถึงบัญชีและดูดเงินออกจากบัญชีอย่างรวดเร็ว

2. มัลแวร์และสปายแวร์ (Malware & Spyware)

   มิจฉาชีพอาจใช้โปรแกรมมัลแวร์หรือสปายแวร์ที่ถูกฝังในอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว โปรแกรมเหล่านี้จะคอยเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลบัญชีธนาคาร และรหัส OTP เพื่อให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีของเหยื่อและทำธุรกรรมการเงินได้

3. การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ

   มิจฉาชีพมักจะโทรศัพท์มาหลอกลวงเหยื่อ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคาร หน่วยงานรัฐ หรือบริษัทบัตรเครดิต เพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ และขอข้อมูลสำคัญจากเหยื่อ เช่น หมายเลขบัตรประชาชนหรือรหัสผ่าน

4. การหลอกให้ลงทุนปลอม

   มิจฉาชีพบางกลุ่มจะใช้วิธีการชักชวนให้เหยื่อลงทุนในธุรกิจหรือโปรแกรมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วเมื่อเหยื่อโอนเงินเพื่อการลงทุน เงินจะถูกดูดออกจากบัญชีทันทีและไม่สามารถติดตามได้

ทำไมการปรึกษาทนายความจึงสำคัญ?

1. ปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

   การถูกมิจฉาชีพดูดเงินออกจากบัญชีธนาคารเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและทรัพย์สิน การปรึกษาทนายความจะช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจถึงสิทธิ์ของตนเอง รวมถึงแนวทางในการเรียกร้องความเสียหายจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2. การติดตามและดำเนินคดี

   ทนายความสามารถช่วยในการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีที่ถูกโจมตีและดำเนินการทางกฎหมายต่อมิจฉาชีพ การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกหลอกลวงทางการเงินนั้นจำเป็นต้องมีการจัดการที่ซับซ้อน ซึ่งการมีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืนหรือเรียกร้องค่าเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ

   เมื่อคุณพบว่าบัญชีธนาคารถูกดูดเงิน ทนายความสามารถประสานงานกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเร่งรัดการสืบสวนและติดตามมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำได้ในอนาคต

4. การให้คำปรึกษาและการวางแผนในการดำเนินคดี

   ทนายความจะช่วยให้คุณวางแผนการดำเนินคดีและรวบรวมหลักฐานที่จำเป็นในการฟ้องร้อง โดยจะมีการแนะนำเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียม การติดตามบัญชีทางการเงิน และวิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออีกในอนาคต

วิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์

-อย่าคลิกลิงก์จากแหล่งที่ไม่รู้จักหรือไม่ควรคลิกที่ลิงก์ที่ได้รับทางอีเมล ข้อความ หรือสื่อสังคมออนไลน์ หากไม่แน่ใจว่าเป็นแหล่งที่มาจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้

-ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันสำหรับทุกบัญชี นอกจากนี้ ควรเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

-ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมการเงินอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจสอบยอดเงินและธุรกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีธนาคารอย่างสม่ำเสมอ และแจ้งธนาคารทันทีหากพบความผิดปกติ

ดูดเงินหมดบัญชี มีทนายได้ทันทีไม่ต้องรอ

เมื่อคุณเผชิญกับเหตุการณ์ที่มิจฉาชีพดูดเงินหมดบัญชี ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด ทนายความจะช่วยคุณปกป้องสิทธิ์ ติดตามคดี และเรียกร้องความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การได้รับความช่วยเหลือจากทนายความจะเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้คุณตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง

หากคุณตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางการเงินและต้องการคำปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการและให้คำแนะนำทางกฎหมายอย่างครบวงจร โดยทนายความมืออาชีพ 

ตามให้ทันมุกใหม่!! แก๊งคอลเซ็นเตอร์

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ตัวร้ายในยุค 2024 ที่เทคโนโลยีและการสื่อสารยิ่งมีความก้าวหน้า การหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงและวิธีการที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อถือและให้ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาให้คุณเข้าใจมุกใหม่ๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำวิธีป้องกันและรับมือหากคุณถูกหลอกโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาฝากกัน

รูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่เพียงแต่หลอกด้วยวิธีเดิมๆ ที่ใช้การข่มขู่ผ่านโทรศัพท์เท่านั้น คาดว่าเพราะคนไทยรู้ทันมุกต่างๆของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้อยู่บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่วาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้พัฒนาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เหยื่อเชื่อถือมากขึ้น วันนี้เรามาดูมุกรูปแบบที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้ในปัจจุบันกัน

1. แกล้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานทางกฎหมาย

หนึ่งในมุกใหม่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้คือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาล หรือหน่วยงานรัฐ โดยจะข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน คดียาเสพติด หรือคดีอาญาร้ายแรง หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น การโอนเงินเพื่อปิดคดีหรือจ่ายค่าปรับ อาจถูกจับกุมหรือถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังมักสร้างหลักฐานปลอม เช่น หมายจับหรือเอกสารทางกฎหมายเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

2. แกล้งเป็นพนักงานธนาคารหรือบริษัทการเงิน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะอ้างว่ามาจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน แจ้งเตือนว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายถูกแฮกหรือมีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยขอให้ผู้เสียหายยืนยันตัวตนผ่านการบอกรหัส OTP หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงบัญชีหรือข้อมูลทางการเงินได้

3. การหลอกว่าได้รับรางวัลใหญ่

อีกหนึ่งมุกยอดฮิตคือการโทรแจ้งว่าผู้เสียหายถูกรางวัลจากบริษัทใหญ่ หรือได้รับของรางวัลมีมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เงินสด หรือโทรศัพท์มือถือ โดยขอให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าภาษีหรือค่าดำเนินการเพื่อรับรางวัล การหลอกลวงในรูปแบบนี้ทำให้หลายคนเสียเงินโดยที่ไม่เคยได้รับรางวัลตามที่อ้าง

4. หลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากมุกที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังได้ขยายการทำงานไปยังสื่อสังคมออนไลน์ โดยสร้างโปรไฟล์ปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคาร เจ้าหน้าที่รัฐ หรือบริษัทใหญ่ๆ จากนั้นจะติดต่อผู้เสียหายเพื่อให้ตกหลุมพราง โอนเงิน หรือให้ข้อมูลสำคัญส่วนตัวนั่นเอง

วิธีป้องกันและรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

1. ตั้งสติและอย่ารีบเชื่อทันที

หากคุณได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขแปลกหรือมีคนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ควรตั้งสติและอย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลที่ได้รับทันที ไม่ควรทำตามคำสั่งหรือให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน รหัส OTP หรือเลขบัญชีธนาคาร เพราะเจ้าหน้าที่จริงๆ จะไม่มีการขอข้อมูลเหล่านี้ทางโทรศัพท์

2. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

หากคุณสงสัยว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นความจริงหรือไม่ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่าติดต่อไปยังหมายเลขที่คนโทรเข้ามาให้ เพราะอาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้คุณหลงเชื่อ

3. ไม่โอนเงินตามคำขู่

การข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อปิดคดีหรือหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมเป็นเรื่องที่ผิดปกติ หากมีกรณีเกี่ยวกับกฎหมายจริงๆ เจ้าหน้าที่จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างชัดเจน และจะไม่มีการขอให้โอนเงินเพื่อยุติคดีทางโทรศัพท์

4. บล็อกและรายงานหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย

หากคุณได้รับโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรบล็อกหมายเลขดังกล่าว และรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือธนาคารที่ถูกแอบอ้าง เพื่อให้สามารถติดตามและดำเนินคดีกับมิจฉาชีพได้

5. ใช้แอปพลิเคชันป้องกันการหลอกลวงทางโทรศัพท์

   ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่สามารถตรวจสอบและบล็อกหมายเลขที่น่าสงสัยได้ เช่น Truecaller หรือ Whoscall แอปเหล่านี้จะช่วยกรองสายโทรเข้าที่มีความเสี่ยง และแจ้งเตือนเมื่อคุณได้รับสายจากมิจฉาชีพ

หากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก รีบปรึกษาทนายความด่วน

อย่างที่ทราบกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ไม่ควรมองข้าม แต่ด้วยการป้องกันและรับมือที่ถูกต้อง คุณสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ อย่าลืมตั้งสติทุกครั้งเมื่อได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก และหมั่นตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจทำสิ่งใด หากคุณสงสัยว่าคุณตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบและป้องกันความเสียหายต่อไป แตสำหรับเหยื่อหรือผู้เสียหายที่ถูกหลอกโดยมิจฉาชีพอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปแล้วเราขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อการเดินเรื่องที่รวดเร็วดีที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินเรื่องเอง เพราะในปัจจุบันมีผู้เสียหายที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเป็นจำนวนมาก การเดินเรื่องจากหน่วยงานต่างๆ อาจล่าช้าไปตามกัน การปรึกษาทนายความเพื่อการเดินเรื่องที่รวดเร็วและนำมาซึ่งได้ได้รับเงินที่ถูกหลอกไปคืนคือทางออกที่ดีที่สุดปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<

หรือหากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการจัดการกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่นๆ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการ ให้คำปรึกษา และยินดีให้บริการทางกฎหมายกับคุณในทุกสถานการณ์

โดนหมายเรียกนอมินี อย่า! ตกใจ รีบปรึษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคที่การลงทุนและการทำธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยสนใจเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในประเทศไทย แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการหรือทรัพย์สินบางประเภท จึงเกิดการใช้ “นอมินี” ซึ่งหมายถึงการใช้คนไทยเป็นตัวแทนในการถือครองหุ้นหรือทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ กรณีนี้อาจทำให้บุคคลที่เป็นนอมินีต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมาย ซึ่งบางคนอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังละเมิดกฎหมายหรือไม่

การเป็นนอมินีชาวต่างชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไทย และหากคุณได้รับหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินีชาวต่างชาติ อย่าเพิ่งตกใจ ควรรับรู้ถึงขั้นตอนและวิธีการแก้ไขปัญหากรณีถูกหมายเรียกนอมินีชาวต่างชาติที่ถูกต้อง รวมถึงผลกระทบทางกฎหมายที่อาจตามมาได้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา

นอมินีคืออะไร?

นอมินี (Nominee) หมายถึง บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการถือครองทรัพย์สิน หุ้น หรือกิจการแทนบุคคลอื่น โดยเฉพาะในกรณีที่ชาวต่างชาติซึ่งไม่สามารถถือครองทรัพย์สินหรือเป็นเจ้าของธุรกิจบางประเภทตามกฎหมายไทยใช้คนไทยเป็นตัวแทน นอมินีในที่นี้อาจถูกตั้งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของในบางกิจการ เช่น การเป็นเจ้าของที่ดิน การถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การใช้คนไทยเป็นนอมินีชาวต่างชาติเพื่อเลี่ยงกฎหมายถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

เมื่อได้รับหมายเรียกในกรณีเป็นนอมินีควรทำอย่างไร?

1. อย่าตกใจ และอย่าเพิกเฉยต่อหมายเรียก : หากคุณได้รับหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินี ควรตั้งสติและเตรียมตัวอย่างเหมาะสม อย่าละเลยหรือเพิกเฉยต่อหมายเรียก เพราะอาจทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โตขึ้น ควรอ่านรายละเอียดในหมายเรียกให้ครบถ้วนเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

2. รวบรวมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : เมื่อได้รับหมายเรียก คุณควรรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหรือทรัพย์สินที่ถูกกล่าวหา เช่น สัญญาหุ้น ข้อตกลงการดำเนินธุรกิจ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานในการชี้แจงกรณีต่อไป

3. ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ : การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือการปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของนอมินีและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทนายความที่มีความรู้และประสบการณ์ในการจัดการปัญหากรณีการเป็นนอมินีชาวต่างชาติ ทนายความจะสามารถให้คำปรึกษาและวางแผนการแก้ไขปัญหาในแต่ละกรณีอย่างเหมาะสม

4. เตรียมพร้อมในการชี้แจงต่อหน่วยงานรัฐ : หากคุณถูกเรียกไปชี้แจงกับหน่วยงานของรัฐ ควรเตรียมพร้อมทั้งข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้คุณสามารถชี้แจงสถานการณ์และลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีได้

ผลทางกฎหมายของการเป็นนอมินี

การเป็นนอมินีชาวต่างชาติถือเป็นความผิดตามกฎหมายไทย ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรง ทั้งการถูกปรับและจำคุก ทั้งนี้ หากพบว่าคุณมีความผิดในการเป็นนอมินี คุณอาจต้องรับโทษ

โดยมีโทษดังนี้

มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่า ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้คนต่างด้าวไปประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาต ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายของพระราชบัญญัตินี้ โดยที่คนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือกรณีถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (ที่เรียกว่า นอมินี) ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นแทนในห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใดๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ หนึ่งแสนถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลยังจะสั่งเลิกการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือสั่งให้เลิกการร่วมประกอบธุรกิจ หรือ สั่งให้เลิกการถือหุ้น หรือการเป็นหุ้นส่วนนั้นเสียแล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะยุติการฝ่าฝืนกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การใช้คนไทยเป็นนอมินีชาวต่างชาติเพื่อเลี่ยงกฎหมายถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีบทลงโทษทางอาญา

ทั้งนี้นอกจากบทลงโทษทางกฎหมายแล้ว ผลกระทบที่ตามมายังอาจรวมถึงการสูญเสียทรัพย์สิน หรือการถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การป้องกันตัวเองด้วยการไม่รับเป็นนอมินีหรือหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมที่อาจเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษา
หากคุณได้รับหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินีชาวต่างชาติ ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและการให้บริการทางกฎหมายที่ถูกต้อง ทนายความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรามีความเข้าใจลึกซึ้งในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนอมินีชาวต่างชาติ และพร้อมให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร การชี้แจงต่อหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย

การได้รับการให้บริการทางกฎหมายที่ถูกต้องจากทนายความผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดี และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นนอมินีชาวต่างชาติได้

สุดท้ายนี้การถูกหมายเรียกในข้อหาเป็นนอมินีชาวต่างชาติอาจดูน่ากลัว แต่คุณสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญ อย่าละเลยปัญหาหรือปล่อยให้เหตุการณ์ลุกลาม สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำในการแก้ไขปัญหานอมินีอย่างรอบคอบและถูกต้อง หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่ารอช้า ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อให้เราได้ให้บริการทางกฎหมายแก่คุณ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!