ความเสี่ยงทางกฎหมายและการจัดการเมื่อถูกดำเนินคดีนอมินีในประเทศไทย

ประเทศไทยในปัจจุบันหรือในยุคไหน ๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีการพบเห็นการตั้งบริษัทที่มีบุคคลถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งมักเป็นชาวต่างชาติในหลายกรณี การตั้งนอมินีถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายการถือหุ้นโดยชาวต่างชาติที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทไทยได้เพียงสัดส่วนไม่เกิน 49% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัทที่มีการถือหุ้นแทนหรือ “นอมินี” อาจนำไปสู่ความผิดทางกฎหมายและมีโทษทางอาญา โดยเฉพาะเมื่อมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือการถูกดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงและปัญหาทางกฎหมายของการตั้งนอมินี

การตั้งบริษัทในรูปแบบที่มีบุคคลถือหุ้นแทนเจ้าของจริง หรือที่เรียกว่า “นอมินี” เป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะในส่วนของกฎหมายธุรกิจและกฎหมายอาญา การถือหุ้นแทนหรือทำหน้าที่เป็นนอมินีของชาวต่างชาติที่ต้องการเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติในธุรกิจบางประเภทสามารถนำไปสู่ความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการชำระเงินค่าหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรือมีการโอนเงินเข้าบัญชีของนอมินีโดยไม่ได้มีการชำระเงินค่าหุ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อมีการตั้งนอมินี บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นนอมินีถือหุ้นอาจไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจจริงๆ ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท แต่ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนหรือหน้าม้าในการถือหุ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่จำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ

นอกจากนี้การไม่ชำระเงินค่าหุ้นอย่างถูกต้อง หรือการชำระเงินในลักษณะที่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากทางการ เช่น การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหรือไม่ชำระเงินเลย อาจนำไปสู่การถูกกล่าวหาว่ามีการฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางการเงิน ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง หากมีการพิสูจน์ว่ามีการตั้งนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายหรือมีเจตนาทุจริต นอมินีและเจ้าของจริงอาจถูกดำเนินคดีทั้งในแง่ของกฎหมายธุรกิจและกฎหมายอาญา

การดำเนินคดีทางอาญาและกระบวนการกฎหมาย

หากพบว่ามีการถือหุ้นแทนที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาอาจเกิดขึ้นได้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีอำนาจในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในกรณีที่พบว่ามีการตั้งนอมินีหรือมีการชำระเงินค่าหุ้นที่ไม่ถูกต้อง บริษัทและผู้ถือหุ้นอาจได้รับหมายเรียกจากตำรวจหรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ เพื่อให้เข้ารับการสอบสวน

ในกรณีที่ถูกหมายเรียกจากตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญที่ควรทำทันทีคือการติดต่อทนายความเพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง การเพิกเฉยหรือพยายามหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เนื่องจากการไม่เข้ารับการสอบสวนหรือการไม่ตอบหมายเรียกอาจทำให้มีการออกหมายจับหรือการบังคับคดีที่รุนแรงขึ้น

การมีทนายความที่เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายธุรกิจและกฎหมายอาญาจะช่วยให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทนายความจะช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และดำเนินการต่อสู้คดีอย่างมืออาชีพ นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยในการเจรจากับหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหา

โทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง

การถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือการทำหน้าที่เป็นนอมินีในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายสามารถถูกดำเนินคดีและมีโทษทางอาญาหลายประการ โทษที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายในลักษณะนี้อาจรวมถึง

1. โทษจำคุก : หากพบว่ามีการหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อาจถูกจำคุกเป็นเวลาหลายปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำผิด

2. โทษปรับ : นอกเหนือจากการจำคุก ผู้กระทำผิดอาจถูกสั่งปรับเงินจำนวนมากตามที่กฎหมายกำหนด

3. การเพิกถอนใบอนุญาต : ในกรณีของบริษัท หากพบว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับการตั้งนอมินี บริษัทอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

4. ความรับผิดในความเสียหาย : หากการกระทำของนอมินีหรือผู้ถือหุ้นแทนก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถือหุ้นรายอื่น หรือบุคคลที่สาม อาจต้องรับผิดชอบในความเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญา

การจัดการปัญหาและแนวทางการป้องกัน

เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตั้งนอมินี สิ่งที่สำคัญคือการปฏิบัติตามกฎหมายธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นของชาวต่างชาติอย่างเคร่งครัด หากต้องการลงทุนในประเทศไทยในธุรกิจที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ควรพิจารณาใช้ช่องทางที่ถูกกฎหมาย เช่น การลงทุนผ่านกิจการร่วมค้า (joint venture) หรือการขออนุญาตการลงทุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส หรือการชำระเงินค่าหุ้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตหรือฉ้อโกง การใช้บริการทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์ในการจัดตั้งบริษัทและการลงทุนจะช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงในการเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

โดยสรุปแล้ว การถือหุ้นแทนหรือการตั้งนอมินีในประเทศไทยเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงตามกฎหมาย และการถูกดำเนินคดีอาจนำไปสู่โทษทางอาญาที่รุนแรง ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้งบริษัทควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องและมีที่ปรึกษากฎหมายที่เชี่ยวชาญเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างปลอดภัย

รถชน…แต่ใบขับขี่หมดอายุ ประกันคุ้มครองหรือไม่?

1-3 ใบขับขี่หมดอายุ

การขับขี่ยานพาหนะสิ่งที่ทุกคนจำเป็นจะต้องมีและพกติดตัวไว้เสมอคือ “ใบขับขี่” เพราะถ้าหากถูกเรียกตรวจแล้วไม่มี หรือถ้าหากใบขับขี่ของเรานั้นหมดอายุอาจโดนโทษปรับ 1,000 – 2,000 บาท หรืออาจโดนโทษทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังมีในส่วนของเรื่อง พ.ร.บ. และประกันภัยรถยนต์ ซึ่งอาจมีหลายคนสงสัยว่า ถ้าหากเราขับขี่ยานพาหนะแบบที่ไม่มีใบขับขี่ หรือมีแต่ใบขับขี่หมดอายุ แล้วไปเกิดอุบัติเหตุบริษัทประกันจะคุ้มครองหรือไม่ วันนี้จะมาให้ความรู้กันค่ะ

ใบขับขี่หมดอายุ แล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันคุ้มครองหรือเปล่า?

กรณีที่หากขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดอุบัติเหตุแต่บังเอิญว่าใบขับขี่ดันหมดอายุพอดิบพอดี จะต้องบอกว่าประกันจะยังคุ้มครองแต่ว่าเงื่อนไขในกรมธรรม์จะต้องครอบคลุมกรณีนี้ด้วย ซึ่งหากประกันครอบคลุมกรณีนี้ก็สามารถเคลมประกันได้ แต่ว่าประกันที่ครอบคลุมในส่วนนี้มักจะเป็นประกันภัยประเภท 1 หรือ ประกันภัยชั้น 1 ตามความเข้าใจของคนทั่วไปนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทประกันภัยจะมีเงื่อนไขครอบคลุมกรณี ฉะนั้นควรศึกษารายละเอียดของกรมธรรม์ให้ดีก่อน แล้วถ้าขณะเกิดเหตุไม่มีใบขับขี่ประกันจะยังคุ้มครองอยู่หรือไม่ จะแยกออกเป็น 2 กรณีดังนี้

คนขับไม่มีใบขับขี่ แต่เป็นฝ่ายถูก

กรณีนี้ หากทำประกันประเภท 1 2+ หรือ 3+ เอาไว้ แม้ไม่มีใบขับขี่ เราจะยังได้รับการชดเชยค่าเสียหายจากบริษัทประกันเพื่อซ่อมรถเราเอง และยังเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดได้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความผิดโทษฐานที่ไม่พกใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุขณะขับรถตามกฎหมายยังคงมีอยู่

คนขับไม่มีใบขับขี่ และเป็นฝ่ายผิด

คำว่าไม่มีใบขับขี่นี่ก็มีที่มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งแต่ละสาเหตุก็จะส่งผลถึงความคุ้มครองของประกันแตกต่างกันไป เช่น

มีใบขับขี่ แต่ไม่ได้พก: บริษัทประกันจะจ่ายให้ทั้งรถเรา รถเขา 

ไม่มีใบขับขี่เลย ไม่ได้ทำไว้ แต่มาขับรถ: บริษัทประกันจะจ่ายให้เฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ส่วนรถเราบริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบทุกกรณี 

มีใบขับขี่แต่หมดอายุ: ยังได้รับความคุ้มครองตามปกติ 

ถูกยึดใบขับขี่: กรณีนี้เราจะยังได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันอยู่ เพียงแต่ว่าเราต้องมีหลักฐานเป็นการคัดลอกสำนวนว่าถูกยึดใบขับขี่จริง ๆ

2 ใบขับขี่หมดอายุ

หากไม่มีใบขับขี่ สามารถเบิก ... ได้หรือไม่?

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมาคู่กับการมีรถก็คือ พ.ร.บ. ซึ่งย่อมาจาก “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” นับเป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับที่ผู้มีรถทุกคนจะต้องทำเอาไว้ นั่นหมายความว่า หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น เราสามารถเรียกร้องความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ได้ ขณะที่ประกันตามบริษัทต่าง ๆ จัดเป็นประกันแบบภาคสมัครใจ สำหรับ พ.ร.บ. หากไม่ทำก็จะถือว่าผิดกฎหมาย เจ้าของรถที่ไม่ทำ พ.ร.บ. จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และปรับการใช้รถที่ไม่มี พ.ร.บ อีก 10,000 บาท นั่นหมายความว่าหากเราเป็นทั้งเจ้าของรถและขับรถคันที่ไม่มี พ.ร.บ. ก็จะถูกปรับรวมกันไม่เกิน 20,000 บาท แล้วถ้าหากเราขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ พ.ร.บ. จะยังคุ้มครองเราไหม? คำตอบคือ พ.ร.บ. จะยังคงให้ความคุ้มครองเหมือนเดิมเพราะเป็นประกันภาคบังคับ โดยเราจะได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ดังนี้ 

  • ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยยังไม่ต้องพิสูจน์ว่าเราผิดหรือเขาผิด แต่ต้องแจ้งภายใน 180 วันหลังเกิดอุบัติเหตุ  

– ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง) สูงสุดคนละ 30,000 บาท 

– กรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะ ได้รับเงินชดเชยคนละ 35,000 บาท 

  • ค่าสินไหมทดแทน เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก เราสามารถเรียกเงินในส่วนนี้ได้อีก  

– ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง)สูงสุดคนละ 80,000 บาท 

– กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ได้รับเงินชดเชยคนละ 500,000 บาท 

– กรณีสูญเสียนิ้ว ตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยคนละ 200,000 บาท 

– กรณีสูญเสียอวัยวะ 1 ส่วน ได้รับเงินชดเชยคนละ 250,000 บาท 

– กรณีสูญเสียอวัยวะ 2 ส่วนขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยคนละ 500,000 บาท 

– กรณีนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จะได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท แต่จะต้องไม่เกิน 20 วัน 

จะเห็นได้ว่าพ.ร.บ.นั้นมีความสำคัญมาก ที่เป็นประกันภาคบังคับก็เพราะว่าเราจะเรียกร้องค่าเสียหายได้เลย แม้ว่าจะมีหรือไม่มีใบขับขี่ก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใบขับขี่ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมีผลทางกฎหมายด้วย ต่อให้เราได้รับความคุ้มครองจากพ.ร.บ. แต่หากไม่มีใบขับขี่ ยังไงก็ต้องถูกปรับอยู่ดี  

3 ใบขับขี่หมดอายุ

กรณีไหนบ้างที่ประกันรถยนต์ไม่คุ้มครอง แม้จะมีใบขับขี่ก็ตาม 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ใบขับขี่รถยนต์ ประกันรถยนต์ และพ.ร.บ.จะเป็นสิ่งที่ต้องมีติดรถเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุอย่างเต็มที่ แต่ก็จะมีบางกรณีที่บริษัทประกันรถยนต์จะไม่คุ้มครองแม้เราจะมีใบขับขี่อยู่ก็ตาม  

1. ใช้รถอย่างผิดกฎหมาย  
แน่นอนเลยว่าหากเรานำรถไปใช้อย่างผิดกฎหมาย ต่อให้มีใบขับขี่ บริษัทประกันก็คงไม่ยอมจ่ายให้เป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็น  กรณีเมาแล้วขับ เพราะกฎหมายก็บอกไว้อยู่แล้วว่าห้ามดื่มสุราขณะขับรถ การขับรถขณะครองสติไม่อยู่ นับเป็นการเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้อื่น อย่าดื่มแล้วขับกันเชียว เพราะเกิดอะไรขึ้นมาคงไม่คุ้ม ขนของผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะยาเสพติด หรืออะไรก็ตามที่ผิดกฎหมายแล้วมาอยู่ในรถเรา บริษัทจะไม่คุ้มครองรถที่ขนสิ่งของผิดกฎหมายทุกกรณี การดัดแปลงสภาพรถเพื่อแข่งขันความเร็ว เพราะบริษัทประกันมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุโดยใช่เหตุ 

2. กรณีบรรทุกของน้ำหนักเกิน 
หากเรานำรถไปบรรทุกของจนเกิน แล้วรถเกิดเสียหาย กรณีนี้บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง แต่หากบรรทุกน้ำหนักเกินแล้วเกิดอุบัติเหตุ ก็อาจจะยังได้รับความคุ้มครองซึ่งจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทอีกที  

3. ตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ 
การตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ แสดงถึงเจตนาชัด ๆ เลยว่าเราจงใจจะเอาเงินประกัน ซึ่งหากเป็นอย่างนี้เท่ากับบริษัทประกันได้รับความเสียหายไปเต็ม ๆ ดังนั้นบริษัทประกันจึงมีสิทธิฟ้องร้องค่าเสียหายจากเราได้ นอกจากจะต้องจ่ายค่าเสียหายเองแล้ว ยังเสี่ยงติดคุกอีก แบบนี้ไม่คุ้มเลย  

4. เหตุก่อการร้าย หรือสงคราม 
ไม่ว่าจะเหตุระเบิด สงครามกลางเมือง หรือความเสียหายจากอาวุธ ฯลฯ แน่นอนว่าหากรับประกันกรณีนี้ด้วย บริษัทประกันคงมีแต่เสียกับเสีย แต่ก็อาจจะมียกเว้น เช่น ประกันชั้น 1 บางกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองอยู่บ้าง อาจจะต้องตรวจสอบแผนประกันให้ดีก่อนซื้อ  

5. การใช้รถผิดประเภท 
กรณีนี้ก็นับว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น จดทะเบียนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล แต่เอาไปใช้เป็นรถสาธารณะ แบบนี้บริษัทประกันก็มองว่าเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นเหมือนกัน  

6. รถเก่าหรือรถที่ไม่ได้ใช้นาน 
รถที่เก่าเกินไป หรือจอดทิ้งไว้จนสึกหรอไปเอง แบบนี้มีโอกาสที่บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง โดยส่วนมากแล้วอายุรถที่จะยังได้รับความคุ้มครองอยู่คือ 1-5 ปี บางบริษัทอาจเพิ่มไปถึง 10 ปี  จะเห็นได้ว่าการขับขี่รถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้เราใช้สิทธิ์ตามประกันรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ที่เราทำไว้ได้อย่างอุ่นใจ หากใครที่ยังไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ ก็ควรไปจัดการให้เรียบร้อย เดี๋ยวนี้การทำใบขับขี่ หรือต่ออายุทำได้ง่ายขึ้นมาก จะได้ไม่ต้องทำผิดกฎหมาย แถมยังได้รับความคุ้มครองจากประกันรถยนต์อย่างอุ่นใจ ควรจำไว้เลยว่าใบขับขี่ ประกันรถยนต์ และพ.ร.บ. นับเป็น 3 สิ่งที่ควรจะต้องมี และขาดไม่ได้สำหรับคนมีรถ

เห็นไหมคะว่าการมี พ.ร.บ. และประกันภัยรถนั้นสำคัญมากค่ะ เพราะถึงแม้ว่าใบขับขี่ของเราจะหมดอายุ แต่ พ.ร.บ. ยังคงคุ้มครองความบาดเจ็บของเราอยู่ และประกันภัยบางประเภทก็ยังคงให้ความคุ้มครองอยู่คะในกรณีที่เราเป็นทั้งฝ่ายถูกและฝ่ายผิดยกเว้นแต่ในกรณีที่ระบุเอาไว้ตามในกรมธรรม์ว่าไม่คุ้มครอง อย่างไรเสียควรหมั่นตรวจสอบใบขับขี่อยู่เสมอเพื่อไม่ให้หมดอายุ เพราะถึงอย่างไรก็มีความผิดต้องเสียค่าปรับอยู่ดีหากถูกเจ้าหน้าที่ขอเรียกตรวจ และควรพกติดตัวอยู่เอาไว้ตลอดเวลาค่ะ หากท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับประกันไม่ยอมจ่ายอ้างว่าใบขับขี่หมดอายุ ปรึกษาเราค่ะ

บริการสืบหารถหาย สืบหาข้อมูลและติดตามข้อมูลครบวงจร โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในโลกที่การเข้าถึงข้อมูลและการสืบสวนมีความสำคัญมากขึ้น สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มุ่งเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมในด้านการสืบสวนและติดตามข้อมูลบุคคล รวมถึงการสืบหาทรัพย์สินและบุคคลสูญหาย ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ที่กำลังประสบปัญหาต้องการให้ใครสักคนมาช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ อาทิ  ไม่ว่าจะเป็นการตามหารถหาย สืบหาทรัพย์สิน หรือการติดตามหาบุคคล สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามีความพร้อมในการให้บริการด้วยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญและกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

บริการสืบหาข้อมูลบุคคล

หนึ่งในบริการที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญคือ การสืบหาข้อมูลบุคคล ซึ่งครอบคลุมการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเป้าหมาย เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หรือประวัติการทำงานและพฤติกรรมต่าง ๆ การสืบหาข้อมูลบุคคลเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการฟ้องร้อง การติดตามหนี้สิน หรือการดำเนินการทางกฎหมายอื่น ๆ

การสืบหาข้อมูลบุคคลของเราดำเนินการภายใต้หลักการความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้มาใช้บริการกับเรา ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายหรือธุรกิจตามที่คุณต้องการ

บริการสืบหารถหาย

การที่รถหายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความวิตกกังวลและความสูญเสียทางการเงินอย่างมาก หากเดินเรื่องเองกับหน่วยงานอื่น ๆ แล้วไม่เป็นผล หรือไร้ระสิทธิภาพ ให้บริการ สืบหาเรื่องรถหาย จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะสามารถแก้ไขปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าเราจะช่วยตามหารถของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเครือข่ายข้อมูลที่กว้างขวางและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทีมงานสืบสวนของเรามีความสามารถในการติดตามและค้นหารถที่ถูกขโมยหรือหายไป

เพราะเราดำเนินการตามขั้นตอนที่ซับซ้อนและรอบคอบ ทั้งการใช้เทคโนโลยีติดตาม การสืบหาผ่านช่องทางที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีโอกาสสูงในการตามหารถคืนได้อย่างรวดเร็ว

บริการตามสืบหาคน

ไม่ว่าจะเป็นการตามหาบุคคลในคดีความ หรือการค้นหาญาติพี่น้องหรือบุคคลที่ขาดการติดต่อเป็นเวลานาน บริการตามสืบหาคนของเราจะช่วยคุณค้นหาคำตอบที่ต้องการ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมสืบสวนที่มีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ เราจะดำเนินการติดตามข้อมูลและตรวจสอบเบาะแสทุกช่องทางที่เป็นไปได้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและชัดเจน

ทีมงานของเราทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในด้านการติดตามบุคคล และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการค้นหาข้อมูล ทั้งนี้ เรามุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามมาตรฐานทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บริการสืบทรัพย์สินของบุคคล

อีกหนึ่งบริการสำคัญจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์คือ การสืบทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งมีความสำคัญมากในกรณีที่มีข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สินหรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การสืบทรัพย์สินเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการประเมินความสามารถของคู่กรณีในการชำระหนี้หรือปฏิบัติตามคำสั่งศาล

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความสามารถในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อยู่ในครอบครองของบุคคล เช่น อสังหาริมทรัพย์ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ การสืบทรัพย์ของเราจะดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยอิงตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการตรวจสอบที่แม่นยำ

กรณีตัวอย่าง: ออกรถให้แทนกันแล้วตามหารถไม่ได้ ประกันภัยก็ไม่จ่าย

นาย A รู้จักกับนางสาว B มานาน 20 ปี จึงไว้ใจและช่วยออกรถยนต์ให้ตามคำขอของนางสาว B  โดยนางสาว B รับปากว่าจะจ่ายค่างวดและไม่ทำให้นาย A เดือดร้อน นอกจากนี้ยังเสนอให้นาย A ใช้รถหรือวิ่งงานได้เมื่อต้องการรายได้พิเศษ แต่ต่อมานางสาว B ไม่จ่ายค่างวดตามที่สัญญา และเมื่อนาย A ขอรถคืน นางสาว B กลับเลื่อนการคืนรถออกไปหลายครั้ง สุดท้ายพบว่าเธอได้หลอกขอยืมรถจากผู้อื่นอีกหลายรายแล้วไม่จ่ายค่างวดและไม่ยอมนำรถไปคืน นอกจากนี้ เมื่อคุณ A พยายามติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย แต่ประกันภัยกลับปฏิเสธไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

จากกรณีนี้ การปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทนายความจะช่วยให้คำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิ์และแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมถึงวิธีเรียกร้องค่าชดเชยที่เหมาะสมตามกฎหมาย การได้รับความช่วยเหลือจากทนายความจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

ทำไมถึงควรเลือกใช้บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

1. ทีมงานมืออาชีพ: ทีมสืบสวนของเรามีความเชี่ยวชาญในด้านการติดตามและสืบหาข้อมูล ด้วยประสบการณ์ในการทำงานทางกฎหมายและความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2. ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว: เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้มาใช้บริการในการดำเนินการทุกขั้นตอน

3. ความถูกต้องและแม่นยำ: การสืบสวนของเรามีความแม่นยำและถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและทันสมัย

หากคุณกำลังมองหาบริการสืบสวนที่ครบวงจรและมืออาชีพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสืบหาข้อมูลบุคคล การติดตามหารถหาย การสืบหาคน หรือการสืบทรัพย์ ให้เราเป็นผู้ดำเนินการแทนคุณ เราพร้อมให้บริการด้วยทีมงานมืออาชีพและการทำงานที่แม่นยำ ปลอดภัย ติดต่อเราเพื่อรับคำแนะนำและรับบริการจากเราได้ทันที

คำว่า “บาดเจ็บสาหัส” ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งเป็นอย่างไร บริษัทประกันภัยจ่ายค่าเสียหายส่วนไหนให้บ้าง

1 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

ถ้าหากกล่าวถึงในกรณี “บาดเจ็บสาหัส” แล้ว ในทางกฎหมายนั้นมีข้อกฎหมายรองรับทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง เพราะในทางอาญานั้นเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิด ส่วนในทางแพ่งนั้นเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำความผิดนั่นเอง ดังนั้นเราจะมากล่าวถึงการบาดเจ็บสาหัสในทางกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งกันค่ะ

2 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

บาดเจ็บสาหัสในกฎหมายอาญา

หากกล่าวกันในทางอาญานั้นมีไว้เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษฐานทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ อัตราของโทษขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุนั้น ๆ โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560) โดยตามแนวฎีกา “บาดเจ็บสาหัส” นั้นจะต้องรักษาตัวไม่น้อยกว่า 20 วัน เพราะถือว่าเป็นอันตรายสาหัส ตัวอย่างเช่น กระโหลกศีรษะร้าว ปวดศีรษะในระยะเวลา 1 เดือน นั่งขายของปกติไม่ได้เกิน 20 วันเป็นทุขเวทนา ถือว่าเป็นการเจ็บป่วยด้วยอาการทุขเวทนาเกินกว่า 20 วันเป็นอันตรายสาหัส ซึ่งความผิดฐานทำให้บาดเจ็บนั้นจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบภายนอก และ องค์ประกอบภายใน

ซึ่งองค์ประกอบภายนอกมีดังนี้ 1.กระทำการโดยประการใด ๆ 2. เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

ส่วนองค์ประกอบภายในคือ การกระทำความผิดตามมาตรานี้ มีลักษณะเช่นเดียวกับการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 291 แต่ต่างกันตรงที่ผลของกระทำ ในมาตรานี้เอาผิดถ้ากระทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญาได้แก่ ตาบอด หูหนวก เสียอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น 

ฎีกา 491/2507 รถยนต์โดยสารสองคันแล่นตามหลังกันมา คันหนึ่งขอทางจะแซงขึ้นหน้า อีกคันหนึ่งไม่ยอมกลับเร่งความเร็วเพื่อแกล้งรถยนต์คันที่ขอทาง รถยนต์ทั้งสองคันจึงได้แล่นแข่งกันมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดในถนนซึ่งแคบและเป็นทางโค้ง เป็นการเสี่ยงอันตราย รถยนต์คันขอทางเฉี่ยวกับรถบรรทุกคันหนึ่ง ซึ่งจอดแอบข้างทางและเซไปปะทะกับรถยนต์คันที่แข่งกันมานั้นตกถนนพลิกคว่ำ คนโดยสารได้รับอันตรายสาหัส ต้องถือว่าคนขับรถยนต์โดยสารของทั้งสองคันนั้นกระทำโดยประมาท

การขับรถโดยประมาทมีโทษตามกฎหมาย ดังนี้คือ

1. ชนกันธรรมดา ไม่มีคนบาดเจ็บหรือคนตาย ผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400 บาท ถึง 1,000 บาท ตามพระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (4) และมาตรา 157

2. ชนกันบาดเจ็บนิดหน่อย ผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390

3. ชนกันจนคู่กรณีบาดเจ็บสาหัส พิการ สูญเสียอวัยวะ หรือต้องรักษาตัวเกิน 20 วัน ผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

4. ชนกันจนคู่กรณีถึงแก่ความตาย ผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น  ถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

3 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

บาดเจ็บสาหัสในกฎหมายแพ่ง

นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ผู้กระทำความผิดยังต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายแก่ผู้บาดเจ็บทางแพ่งด้วย เช่นความเสียหายต่อร่างกาย ต่อบุคคลอื่น ตลอดจนทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งตามมาตรา 240 “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ทั้งนี้ การจะเข้าข่าย “ประมาท” ต้องมิใช่ “เจตนา” ขับรถชนคู่กรณี (ข้อมูลจาก: พระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (4) และมาตรา 157 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มาตรา 300 และมาตรา 390)

4 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

ค่าเสียหายที่สามารถเบิกได้จาก พ.ร.บ. รถยนต์ (ภาคบังคับ) 

พ.ร.บ. รถยนต์นับเป็นประกันภัยภาคบังคับที่รถยนต์ทุกคันต้องทำเอาไว้ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนและต้องเบิกค่าชดเชย สามารถเบิกค่าชดเชยจาก พ.ร.บ. รถยนต์ได้ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งค่าชดเชยของ พ.ร.บ. รถยนต์นั้นจะคุ้มครองเฉพาะคน ก็คือในกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเท่านั้น สามารถเบิกค่าชดเชยได้ดังนี้ 

สำหรับค่าเสียหายเบื้องต้น จะได้รับทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ดังนี้ 

– ค่ารักษาพยาบาล พ.ร.บ. จะจ่ายให้ตามจริง โดยจ่ายให้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท หากต่อมาพิการหรือทุพพลภาพ จะจ่ายเพิ่มเติมโดยรวมแล้วไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน – ในกรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพถาวรทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อคน 

– ในกรณีที่เกิดการเสียชีวิต หากเสียชีวิตทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายค่าทำศพเป็นจำนวน 35,000 บาทต่อคน 

– แต่หากเสียชีวิตภายหลังจะจ่ายให้แบบเหมารวมกับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน 

สำหรับค่าเสียหายส่วนเกินที่สามารถเบิกได้จาก พ.ร.บ. รถยนต์ หลังจากพิสูจน์ความผิดแล้ว โดยบริษัทประกันของฝ่ายที่กระทำผิดจะชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัยหรือทายาท ดังนี้ 

– ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บ จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมค่าสินไหมทดแทนให้ไม่เกิน 80,000 บาท 

– ในกรณีสูญเสียอวัยวะ ได้แก่ หูหนวก เป็นใบ้ เสียความสามารถในการพูด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ มือ แขน ขา เท้า ตา หนึ่งอย่างหรือหนึ่งข้าง จะจ่ายชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท 

– ในกรณีสูญเสียอวัยวะ ได้แก่ มือ แขน เท้า ขา ตา ตั้งแต่สองอย่างหรือสองข้างขึ้นไป หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จะมีการจ่ายชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท 

– ในกรณีทุพพลภาพถาวร จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท กรณีเสียชีวิต จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีเสียชีวิตภายหลัง) สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท 

– นอกจากนี้จะมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) โดยจ่ายชดเชยให้วันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 20 วัน 

ค่าเสียหายที่สามารถเบิกได้จากประกันภัยรถยนต์ (ภาคสมัครใจ) 

หากผู้บาดเจ็บ หรือคู่กรณีได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมเอาไว้ในส่วนนี้ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจไม่ว่าจะเป็น ประกันภัยชั้น 1, ชั้น 2, ชั้น 3 หรือประกันภัยประเภท 1, ประเภท 2, ประเภท 3 นั้น ในกรมธรรม์ประกันภัยของแต่ละบริษัทจะให้ความคุ้มครองในรายละเอียดหลักเหมือนกัน แต่ในเรื่องของจำนวนวงเงินอาจต่างกัน ซึ่งค่าชดเชยที่สามารถเบิกได้ในกรณีรถชนนั้น มีดังนี้ 

– ค่ารักษาพยาบาล ในส่วนที่เกินจากวงเงินของ พ.ร.บ. รถยนต์ จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บ จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าชดเชยจากสินทรัพย์ที่เสียหรือสูญหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าชดเชยความเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นขณะรักษาตัว เช่น ค่าขาดโอกาสในการเดินทางหรือการทำงาน ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าชดเชยรายได้ ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

สำหรับประกันประเภท 1 หรือประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นั้น นอกจากค่าชดเชยข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังสามารถเบิกค่าชดเชยเนื่องจากอุบัติเหตุรถชนได้เพิ่มเติม ดังนี้ 

– ค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในกรณีที่ถูกควบคุมตัวจากความผิด 

– ค่าซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์คันที่เอาประกัน ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ก็ตาม 

ในส่วนของรายละเอียดเพิ่มเติมและวงเงินคุ้มครองนั้น สามารถเช็กได้กับกรมธรรม์ประกันภัยที่คุณทำเอาไว้ว่าได้รับความคุ้มครองในวงเงินเท่าไร และจะได้ค่าชดเชยแต่ละส่วนเท่าไรถ้าหากเกิดอุบัติเหตุรถชน ซึ่งค่าชดเชยดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับจำนวนเบี้ยประกันที่คุณจ่ายไปว่าได้รับวงเงินที่เท่าไร

จะเห็นได้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยนั้นมีเนื้อหาที่ค่อนข้างละเอียด ซึ่งคนทั่วไปน้อยมากที่จะสามารถเข้าใจเนื้อหาของกรมธรรม์ได้อย่างเข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อเกิดปัญหาการเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมธรรม์จึงควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในเนื้อหาของสัญญากรมธรรม์ หรือข้อกฎหมายอย่างทนายความดีกว่า นอกจากทนายความจะอำนวยความสะดวกในด้านการดำเนินการในทุกขั้นตอนแล้ว ยังช่วยเรียกร้องค่าเสียหายที่เราควรจะได้รับอย่างเหมาะสมให้อีกด้วย ปรึกษาทนาย

อนุญาโตตุลาการคืออะไร มาทำความรู้จักกับ “การอนุญาโตตุลาการ” ว่าแตกต่างจากศาลอย่างไร

1 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

การดำเนินการในกระบวนการทางกฎหมายนั้นนอกจากศาลแล้วยังมีกระบวน การอนุญาโตตุลาการ ที่เป็นการระงับข้อพิพาทกันนอกศาลโดยคณะอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดที่คู่กรณีสามารถเลือกคณะผู้ชี้ขาดได้ ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลการนี้นิยมใช้กันในแวดวงของนักธุรกิจเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ก่อนอื่นเรามาเริ่มทำความรู้จักกันค่ะว่า อนุญาโตตุลาการ คืออะไร 

อนุญาโตตุลาการคืออะไร ต่างจากศาลอย่างไร

อนุญาโตตุลาการ (arbitration) เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางแพ่ง โดยคู่กรณีตกลงกันไว้ด้วยการทำเป็นสัญญาเรียกว่า “สัญญาอนุญาโตตุลาการ” (arbitration agreement) มีใจความเป็นการเสนอข้อพิพาทของตนที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ไม่ว่าจะมีการกำหนดตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการไว้ในคราวนั้นด้วยหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการจึงเกิดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยการมอบอำนาจให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ส่วนการมอบอำนาจเช่นว่าอาจกระทำกันโดยตกลงกันในสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเลยหรือในสัญญาอื่น ๆ ต่างหาก เช่น สัญญาที่คู่สัญญานั้นตกลงทำขึ้นเพื่อกิจการระหว่างกัน และจะถือว่าข้อสัญญาต่างหากนี้นับเข้าเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการเช่นกัน 

หากกล่าวแบบเข้าใจโดยง่าย “การอนุญาโตตุลาการ” เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยไม่ต้องไปสู่กระบวนการฟ้องร้องกันในชั้นศาล โดยหน่วยงานอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาล แต่จะใช้คณะอนุญาโตตุลาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่มีข้อพิพาทกันอยู่ให้เป็นผู้ดำเนินการชี้ขาดในข้อพิพาทนั้นแทน โดยไม่ต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดแทน และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลาการมักใช้ในแวดวงพ่อค้าหรือนักธุรกิจ เป็นต้น เพื่อเอาไว้ระงับข้อพิพาทระหว่างพ่อค้าด้วยกัน ทั้งการค้าในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

การอนุญาโตตุลาการต่างจากศาลตรงที่ขั้นตอนของกระบวนการรวดเร็วและจบเร็วกว่ากระบวนการศาลที่จะต้องมีกระบวนการศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และศาลฎีกาซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะจบคดี แต่การอนุญาโตตุลาการนั้นเมื่อมีคำตัดสินชี้ขาดจากคณะอนุญาโตตุลาการนั่นถือว่าเป็นอันจบข้อพิพาทนั้นๆ จะไม่มีการยื่นฟ้องกันต่อในศาลอีก นอกจากนี้ การอนุญาโตตุลาการนั้นจะมีค่าธรรมเนียมแพงกว่าศาลขึ้นอยู่กับเรื่องที่มีการพิพาทกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดำเนินการจะสะดวกเลือกกระบวนการแบบไหน

2 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

คณะอนุญาโตตุลาการมาจากไหน

คณะอนุญาโตเป็นคณะที่คู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี ซึ่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีความเป็นกลางและเป็นอิสระ โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือเกี่ยวข้องกับคู่กรณี โดยคัดเลือกมาจากบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่มีการพิพาทกันอยู่ ซึ่งที่มาของอนุญาโตตุลาการมีดังนี้

1. คู่กรณีต้องกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้คือ ให้คณะอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วย อนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีแต่งตั้งฝ่ายละเท่ากันเป็นจำนวนเลขคี่ 

2. ถ้าคู่กรณีกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการเป็นจำนวน เลขคู่ ให้อนุญาโตตุลาการร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ 

3. ถ้าคู่กรณีไม่สามารถตกลงกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการได้ ให้มีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว

4. ถ้าคู่กรณีไม่อาจร่วมกันตั้งคนกลางเป็นอนุญาโตตุลาการอีกคนหนึ่งได้ คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนกลาง

คณะอนุญาโตตุลาการมีกี่ประเภท

1. การอนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่คู่พิพาทเลือกที่จะดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเอง  

– ไม่ใช้บริการของสถาบันใด  

– ตกลงจัดทำระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเองด้วย 

– อาจประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการบริการโดยสถาบัน แต่คู่พิพาทต้องมีความรอบรู้ ด้านกระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างดี

2. การอนุญาโตตุลาการโดยสถาบัน (Institutional Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่การดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการทำโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการ  

– โดยคู่สัญญาอาจมีการตกลงระบุสถาบันที่จะดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ 

– แต่ละสถาบันมีข้อบังคับและระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่แตกต่างกันออกไป

3 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

สัญญาอนุญาโตตุลาการคืออะไร 

สัญญาอนุญาโตตุลาการ คือสัญญาที่คู่กรณีที่พิพาทกันได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกันไว้ ว่าจะให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทนั้น โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการมีลักษณะดังต่อไปนี้ 

1. คู่สัญญาอาจกำหนดข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก หรือคู่สัญญาอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแยกออกมาเป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหากจากสัญญาหลักก็ได้ 

2. คู่กรณีอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันไว้ก่อนที่จะมีข้อพิพาทเกิดขึ้น หรือตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันภายหลังจากที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นได้ 

3. สัญญาอนุญาโตตุลาการต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญา หรือคู่สัญญาอาจจะตกลงกันไว้ในแบบอื่น เช่น การโต้ตอบกันทางจดหมาย แฟ็กซ์ เป็นต้น

คู่สัญญาที่จะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นใครได้บ้าง 

คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นจะต้องมีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย  กล่าวคือจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ และต้องมีความสามารถในการทำสัญญาตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับสถานะของคู่สัญญานั้นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเป็นหน่วยงานของทางราชการกับเอกชนก็ได้ หรือคู่สัญญาจะเป็นเอกชนทั้งสองฝ่ายก็ได้ ภายหลังจากที่คู่สัญญาได้ทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว หากต่อมาคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นก็ไม่เสียไป ยังคงมีผลใช้บังคับได้อยู่

ข้อพิพาทที่คู่กรณีจะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเกิดจากกรณีใดบ้าง 

1. ข้อพิพาทเกิดจากการที่คู่กรณีทำสัญญากัน เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาว่าจ้างก่อสร้างสัญญาเช่า เป็นต้น และคู่กรณีเกิดมีข้อขัดแย้งระหว่างกันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า “สัญญาหลัก” หรือ 

2. ข้อพิพาทเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การ กระทำโดยละเมิดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

4 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

ข้อดีของการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ 

ความรวดเร็ว เนื่องจากการฟ้องคดีต่อศาลนั้นมีขั้นตอนมากและคู่ความยังสามารถอุทธรณ์ ฎีกาต่อไปได้ทำให้เสียเวลามาก แต่กระบวนการอนุญาโตตุลาการจะสิ้นสุดรวดเร็วและไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก 

อนุญาโตตุลาการมีความสามารถ-เชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาท เนื่องจากโดยปกติผู้ที่เป็นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีเลือกมักจะเป็นผู้ที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่พิพาทเป็นอย่างดี ทำให้เข้าใจเรื่องที่พิพาทและพยานหลักฐานต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ช่วยให้การชี้ขาดข้อพิพาททำได้รวดเร็วและยุติธรรม ต่างกับการดำเนินคดีในศาลที่คู่พิพาทไม่อาจคัดเลือก “ผู้ตัดสิน” (ผู้พิพากษา) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้พิพากษาศาลจะตัดสินตามข้อกฎหมายหรือตามแนวฎีกาที่เคยมีเป็นหลัก บางเรื่องผู้พิพากษาศาลจึงอาจไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาทอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง 

การรักษาชื่อเสียงและความลับ วิธีอนุญาโตตุลาการกระทำเป็นความลับเฉพาะคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมการพิจารณา บุคคลภายนอกไม่มีโอกาสรู้ข้อเท็จจริงโดยตรง จึงไม่รู้ว่าคู่กรณีมีข้อพิพาทกันหรือไม่ จึงสามารถช่วยรักษาชื่อเสียงของคู่พิพาทและความลับทางธุรกิจของคู่กรณีได้อย่างตอบโจทย์ ต่างจากหลักการพิจารณาคดีของศาลที่ต้องทำโดยเปิดเผย

จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน มีระบบและกระบวนการในการทำงานต่างกัน หากผู้ที่ไม่รู้เรื่องข้อกฎหมายแล้วตัดสินใจเลือกที่จะไปดำเนินการทางกฎหมายเองถือว่าเป็นเรื่องยากและเสี่ยงต่อการดำเนินขึ้นตอนหรือเลือกวิธีการที่ผิดพลาด กว่าจะมาหาทนายให้แก้ไขก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นการเลือกใช้บริการทนายความในการเดินเรื่องทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะทนายความคือผู้ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจการดำเนินขั้นตอนในทางกฎหมายเป็นอย่างดี ปรึกษาทนาย ดีที่สุดค่ะ

ทนายความสำคัญอย่างไร ปรึกษาทนายฟรี กับ ทนายเอกชน แบบไหนดีกว่ากัน?

Cover ปรึกษาทนายฟรี -1

อาชีพทนายความถือว่ามีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในสังคม เนื่องจากหน้าที่ของพวกเขาเกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่บุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ ทนายความจึงจะต้องสอบเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความจากสภาทนายความเสียก่อน จึงจะสามารถประกอบอาชีพทนายความได้ ซึ่งทนายความเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายมีหน้าที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษา และดำเนินการทางกฎหมายให้กับบุคคลหรือองค์กรณ์ โดยหลักอาชีพทนายความมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

 1. ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย

ทนายความมีหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำบุคคลหรือองค์กร เกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายเกิดขึ้น เพื่อให้ดำเนินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ทำให้บุคคลหรือองค์กรเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย

2. ปกป้องสิทธิในศาล

เป็นตัวแทนของลูกความในขั้นตอนกระบวนการทางศาล มีหน้าที่ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความ เพราะทนายความเป็นผู้มีความรู้และทักษะในด้านการจัดการรวบรวมหลักฐาน การสืบพยาน และการโต้แย้งในศาล เพราะกระบวนการการดำเนินการในศาลนั้นมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านกฎหมายอย่างทนายจึงจะสามารถดำเนินการขั้นตอนแหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง

3. การเจรจาและการต่อรอง

ทนายความมีหน้าที่ช่วยลูกค้าในการเจรจาและต่อรองข้อตกลงต่าง ๆ ที่เป็นเอกสารที่มีผลทางด้านกฎหมาย หรือข้อตกลงภายในสัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าจากสัญญาหรือข้อตกลงให้ได้มากที่สุด อาทิเช่น ข้อตกลงทางธุรกิจ ข้อตกลงการหย่าร้าง หรือข้อตกลงทางการค้า เป็นต้น

4. การร่างเอกสารทางกฎหมาย

เนื่องจากทนายความเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของข้อกฎหมาย ทนายความจึงสามารถช่วยจัดทำและตรวจสอบเอกสารสำคัญๆ ต่าง เช่น สัญญา พินัยกรรม หรือข้อตกลงทางกฎหมายต่าง ๆ เพื่อความครอบคลุมในด้านของข้อกฎหมายให้ไม่มีความคลุมเครือ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามกฎหมายและปกป้องสิทธิของลูกค้าอย่างเต็มที่ 

5. การแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย

เมื่อมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งทางกฎหมายเกิดขึ้น หรือลูกค้าอาจมีปัญหาในด้านของกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ทนายความมีหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำทางเลือกและหาวิธีการแก้ไขที่เหมาะสมและถูกต้องในทางกฎหมาย เพื่อยุติหรือระงับปัญหาข้อพิพาท ข้อขัดแย้งเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

6. การรักษาความยุติธรรม

เมื่อทนายความเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของกฎหมายแล้ว ดังนั้นอาชีพทนายความจึงเป็นอาชีพที่เข้าใจข้อกฎหมายต่างๆ มากกว่าบุคคลทั่วไป ทนายความจึงมีบทบาทในการรักษาความยุติธรรมในสังคม ช่วยให้กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกคน

Cover ปรึกษาทนายฟรี 2

ทนายเพื่อประชาชนฟรีคืออะไร? ปรึกษาทนายฟรีได้ที่ไหนบ้าง?

ทนายเพื่อประชาชนฟรี คือทนายความที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ทนายอาสาคลายทุกข์” ที่จะต้องติดต่อผ่านสภาทนายความ โดยทนายอาสานั้นจะนั่งเวรให้คำปรึกษาประจำอยู่ที่สภาทนายความ หรือศาล ตามที่สภาทนายความได้มอบหมาย เพื่อให้บริการคอยให้คำปรึกษาในเรื่องของข้อกฎหมายฟรีแก่ประชาชนผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความ และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณาเป็นรายบุคคลไป โดยสามารถขอเข้ารับคำปรึกษาได้ดังนี้

1. สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ 

อย่างที่เราอธิบายไปข้างต้นกรณีทนายอาสาคลายทุกข์ เป็นทนายความที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายฟรี โดยคุณจะต้องติดต่อผ่านสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ทางสภาทนายความพิจารณาว่าคุณเข้าเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการได้รับบริการทนายเพื่อประชาชนฟรีคือ ต้องเป็นคนยากไร้ ไม่มีเงินจ้างทนาย และไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันสภาทนายความได้เปิดช่องทางใหม่ให้ประชาชนได้ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรีผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ช่วงเวลา 8:30-16:30 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

2. สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 

เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) จัดให้มีทนายอาสาคอยให้คำปรึกษาทุกวันในเวลาราชการ 8:30-16:30 น. โดยสามารถมาขอรับคำปรึกษาด้วยตนเองที่อาคารอาคารของเนติบัณฑิตยสภาชั้น 1 หรือติดต่อทางโทรศัพท์ 02-887-6801-7 ต่อ 104, 108, 109 หรือ 02-887-6811

3. ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย 

เพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน ศูนย์ดำรงธรรมได้จัดตั้งขึ้นในศาลากลางจังหวัดของทุกจังหวัด หรือสามารถติดต่อผ่านสายด่วน 1567 โทรฟรีได้ตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ดำรงธรรมเป็นหน่วยงานที่คอยรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากประชาชน อีกทั้งยังให้บริการประชาชนในด้านอื่น ๆ เป็นบริการที่ให้บริการทางกฎหมายเบ็ดเสร็จภายในหน่วยงานเดียว

Cover ปรึกษาทนายฟรี 3

ปรึกษาทนายฟรี กับ ทนายเอกชน แบบไหนดีกว่ากัน?

การเลือกใช้บริการทนายความเพื่อให้คำปรึกษาในด้านของกฎหมายนั้นสามารถเลือกได้ตามความสะดวก หรือตามกำลังความสามารถของตนเอง หากท่านงบน้อยก็สามารถขอคำปรึกษาหรือใช้บริการกับทนายอาสาที่คอยให้คำปรึกษาฟรีได้ที่ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย แต่หากท่านใดมีกำลังทรัพย์พอที่จะว่าจ้างทนายความเอกชน ท่านก็สามารถเลือกใช้บริการสำนักงานกฎหมายเอกชนที่ท่านวางใจ หรือเชื่อถือได้ ซึ่งหากเลือกใช้บริการทนายความจากบริษัทเอกชนท่านจะได้การให้บริการอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอน เพราะหากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีเคสจำนวนมากทำให้บางครั้งอาจไม่สามารถทำงานให้ท่านได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร การเลือกใช้บริการทนายความจากเอกชนอาจมีข้อดีในเรื่องของการทำงานให้ได้อย่างเต็มที่มากกว่า

Cover ปรึกษาทนายฟรี 4

ทำไมควรเลือกใช้บริการ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”

ความสะดวกสบาย บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา ให้บริการและดำเนินการให้คุณในทุกขั้นตอนโดยที่คุณไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเดินเรื่องเองทุกอย่าง ที่นี่เรามีทีมทนายความมากด้วยประสบการณ์คอยให้บริการคุณไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เราพร้อมบริการทั่วราชอาณาจักร

เดินเรื่องรวดเร็วว่องไว ทีมทนายของเราดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วว่องไว ตั้งแต่คุณให้ความไว้วางใจเลือกเข้ามาปรึกษา ขอให้คุณมั่นใจได้เลยว่าเราจะคอยอัพเดทขั้นตอนการทำงานให้ทราบอย่างสม่ำเสมอ

ชัดเจน จริงใจ และตรงไปตรงมา ที่นี่เราให้คำปรึกษาอย่างชัดเจนจริงใจและตรงไปตรงมาเสมอ เพื่อให้คุณรู้สึกมั่นใจได้ว่าำนักงานของเรานั้นเต็มไปด้วยทนายความที่มากประสบการณ์ และมีเทคนิควิธีการเฉพาะตัวในการทำคดีที่แตกต่างกันด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน 

ไปศาลแค่ครั้งเดียว เมื่อเลือกใช้บริการกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คุณไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเสียเวลาในการเดินทางไปขึ้นศาลหลาย ๆ ครั้ง เพราะที่นี่คุณมีหน้าที่ไปศาลเพียงแค่ครั้งเดียว นอกจากนั้นกระบวนการอื่น ๆ ทีมทนายความของเราจะเป็นผู้ดูแลและดำเนินการให้ทุกอย่าง คุณรอแค่เพียงเวลาไปศาลเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานของรัฐที่คอยให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายให้ฟรี แต่อย่างไรเสีย ทนายความอาสาก็อาจไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่หรือครอบคลุม บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องใช้บริการทนายความเอกชนซึ่งให้บริการได้อย่างเต็มกำลังมากกว่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายบางส่วนก็ยังถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน หากท่านไหนที่กำลังมีปัญหาหรืออยากปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายด้านใด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีพร้อมให้บริการด้วยทนายความมืออาชีพที่มากไปด้วยประสบการณ์ เราจะดำเนินการให้ท่านทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพที่สุด ติดต่อเรา

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ทำประกันภัยรถยนต์แบบนี้ดีหรือไม่?

ค่าเสียหายส่วนแรก 1

ค่าเสียหายส่วนแรก คือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเพิ่มให้บริษัทประกันภัยตามที่ คปภ. กำหนด เพื่อป้องกันกรณีแจ้งเคลมรถโดยไม่มีอุบัติเกิดขึ้นจริง หรือเกิดจากการที่ผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาท สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess และ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกทั้งสองประเภทนี้จะมีความแตกต่างกัน

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess

คือค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ ใช้กับเฉพาะประกันภัยชั้น 1 เป็นค่าเสียหายส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันเมื่อต้องการเอารถเข้าซ่อมในศูนย์ หรืออู่ โดยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เหตุการณ์ ในกรณีผู้เอาประกันแจ้งอุบัติเหตุรถชนไม่ทราบคู่กรณี, ไม่สามารถแจ้งรายละเอียดของคู่กรณีได้, ประมาทเอง หรือมีสาเหตุที่ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น

– รอยขูดขีด รอยของแข็งกระเด็นใส่ ที่ไม่มีที่มา รอยที่ไม่ได้เกิดจากการชนหรือรถคว่ำ 

– รถเสียหายจากการชนวัตถุ สิ่งของ แต่ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ ไม่รู้วัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความเสียหาย 

– ขับรถตกท่อ ตกขอบถนนแล้วเกิดความเสียหาย ในขณะเดียวกันแม้ไม่มีคู่กรณีที่เป็นรถยนต์ แต่ถ้าหากสามารถระบุได้ว่า รถเสียหายจากอะไร มีข้อมูลลักษณะการเกิดเหตุ วันเวลา มีสถานที่ชัดเจน เช่น รั้ว ต้นไม้ สัตว์ ก้อนหิน หรือ ความเสียหายที่ทำให้ตัวรถ บุบ แตก ร้าว กรณีแบบนี้เจ้าของรถที่ทำประกันไว้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible

คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันยินยอมจ่ายให้กับบริษัทประกันด้วยความสมัครใจ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุและต้องการเคลมรถ โดยที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดและทั้งแบบมีคู่กรณีตามข้อตกลงในกรมธรรม์ โดยค่าเสียหายแบบ Deductible นี้จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท แต่หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูกก็จะไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible เลย และค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible นี้สามารถนำไปลดเบี้ยประกันได้ด้วย เราสามารถเลือกให้มีค่า Deductible ในกรมธรรม์หรือไม่ก็ได้ ถ้าหากเรามีความมั่นใจในการขับขี่ของเราว่าจะไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็สามารถกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกไว้สูงหน่อยก็ได้ เพราะมีผลทำให้ค่าเบี้ยประกันรถ ราคาถูกลงไปตามนั้นด้วย ในขณะที่โอกาสในการที่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกนี้ก็ไม่มาก เพราะเราเป็นคนขับรถตามกฎระเบียบและไม่ประมาท ดังนั้นค่าเสียหายส่วนแรก Deductible เหมาะสำหรับเจ้าของรถที่มั่นใจในความสามารถและการขับขี่ของตัวเอง หรือมั่นใจว่าจะตนเองจะสามารถขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท

การซื้อประกันภัยรถยนต์แบบค่าเสียหายส่วนแรกดีอย่างไร

ข้อดีของการซื้อประกันรถยนต์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกคือ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเบี้ยประกันต่อปีให้จ่ายได้ถูกลง เช่น เจ้าของรถที่มีความชำนาญ ขับรถมานานแล้วไม่เคยมีอุบัติเหตุใดๆ ประวัติดีมาตลอด ก็อาจเหมาะกับการเลือกประกันรถยนต์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพื่อจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกนั้นเองและลดเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายต่อปีลง ยกตัวอย่างเช่น ซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายคือ 14,800 บาท หากเลือกแผนประกันที่มีค่าเสียหายส่วนแรก โดยเลือกเป็นคนจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง 3000 บาท ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอาจลดลงเหลือ 11,800 บาทต่อปี หรือเลือกจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง 5000 บาท ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอาจลดลงเหลือ 9,800 บาทต่อปี แบบนี้เป็นต้น

ทั้งนี้นอกเหนือจากเรื่องของส่วนลดเบี้ยประกันแล้ว นิสัยการใช้รถ ทักษะการขับรถ และเส้นทางเดินทางก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ หากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หลายคนก็มักเลือกจ่ายรวมกับเบี้ยประกันไปเลยโดยการซื้อประกันที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพราะคุ้มกว่าการต้องมาคอยจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองในทุกๆ ครั้ง ตัวอย่างเช่น 

• เป็นมือใหม่หัดขับ ยังขับรถไม่คล่อง เคยมีเหตุเฉี่ยวชน 

• เส้นทางที่ขับมักเป็นเส้นที่ใช้ความเร็วสูง เกิดอุบัติเหตุบ่อย 

• ขับรถกลางคืนประจำ ขับรถข้ามจังหวัดถี่ๆ 

• ใช้รถประจำ ขับรถทุกวัน มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุสูง

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ในแต่ละประเภท ควรคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้รถเป็นหลักว่าอยากได้การคุ้มครองแบบไหน หรือว่าจะเลือกประกันภัยที่เหมาะกับการขับขี่ของเรา แต่ทั้งนี้อย่าลืมดูกรมธรรม์ให้ดีนะคะว่ามีเงื่อนไขอย่างไร ทางที่ดีควรเลือกบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม ? ทำความเข้าใจเรื่องประกันตัวหลังคำพิพากษา

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หากใครที่กำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน สำหรับบางท่านอาจจะทราบกันมาบ้างแล้วว่าการประกันตัวเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ให้สิทธิกับผู้ต้องหาในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างรอการพิจารณาคดี หรือหลังจากที่มีคำพิพากษาในศาลแล้ว แต่ก็มีคำถามที่หลายคนสงสัยคือ เมื่อศาลตัดสินแล้วจะยังสามารถขอประกันตัวได้หรือไม่? คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายประการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและดุลยพินิจของศาล บทความนี้จากสำนักงานของเราจะพามาทำความเข้าใจและอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หรือการประกันตัวหลังจากศาลมีคำพิพากษา รวมไปถึงขั้นตอนและปัจจัยที่ต้องพิจารณาด้วย

หลักการทั่วไปของการประกันตัว

ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นเกี่ยวกับการประกันตัวในเรื่องที่หลายคนกำลังสงสัยศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หลังจากที่ศาลตัดสินแล้ว เราควรเข้าใจหลักการของการประกันตัวในภาพรวมเสียก่อนว่าการประกันตัวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีโอกาสที่จะต่อสู้คดีโดยไม่ต้องถูกควบคุมตัวตลอดระยะเวลาของกระบวนการพิจารณาคดี และเป็นการรักษาสิทธิพื้นฐานในการมีเสรีภาพของบุคคลจนกว่าจะได้รับการพิพากษาว่ามีความผิด

แต่การประกันตัวไม่ได้เป็นสิทธิที่ได้รับโดยอัตโนมัติ เพราะศาลจะต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ อาทิ ความเสี่ยงที่จำเลยจะหลบหนี ความเสี่ยงต่อการก่อเหตุซ้ำ หรือความปลอดภัยของสังคม นอกจากนี้ศาลยังอาจกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว เช่น การชำระเงินประกัน การห้ามออกนอกประเทศ หรือการติดตามตัวด้วยเครื่องติดตาม เป็นต้น

การประกันตัวหลังศาลตัดสินแล้วเป็นอย่างไร

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หัวข้อนี้จะมาตอบข้อสงสัยนี้ให้ฟัง หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดยังสามารถขอประกันตัวได้ในบางกรณี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสถานการณ์ของคดี โดยทั่วไปแล้วการประกันตัวหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษามักเกิดขึ้นในกรณีที่จำเลยประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษานั้น และหากศาลเห็นว่ามีเหตุผลที่สมควรและจำเลยไม่เป็นภัยต่อสังคม ศาลท่านก็อาจจะอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างรอการพิจารณาอุทธรณ์หรือฎีกานั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในเรื่องศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหมนั้น นอกจากนี้ศาลยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ด้วย เช่น

1. ความเสี่ยงต่อการหลบหนี : หากศาลพิจารณาว่าจำเลยมีแนวโน้มที่จะหลบหนีหลังจากได้รับการประกันตัว ศาลอาจปฏิเสธการขอประกันตัว

2. ความเสี่ยงต่อการก่อเหตุซ้ำ : ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมหรือมีแนวโน้มที่จะก่อเหตุซ้ำ ศาลอาจไม่ให้ประกันตัวก็เป็นได้

3. ความปลอดภัยของสังคม : ศาลจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อสังคมและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปด้วย

ขั้นตอนการขอประกันตัวหลังคำพิพากษา

อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะคลายข้อสงสัยกันไปบ้างแล้วในหัวข้อที่ว่าศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม วันนี้เราจะพามาดูขั้นตอนการขอประกันตัวหลังคำพิพากษากันด้วยว่ามีขั้นตอนอย่างไร หากจำเลยต้องการขอประกันตัวหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. การยื่นคำร้องขอประกันตัว: จำเลยหรือทนายความจะต้องยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลที่มีคำพิพากษา โดยระบุเหตุผลที่จำเลยสมควรได้รับการประกันตัว เช่น การอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษา

2. การกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว: หากศาลเห็นควรให้ประกันตัว ศาลจะกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น จำนวนเงินประกัน หรือเงื่อนไขอื่น ๆ เพื่อป้องกันการหลบหนีหรือการก่อเหตุซ้ำ

3. การปล่อยตัวชั่วคราว: เมื่อจำเลยชำระเงินประกันหรือจัดหาหลักทรัพย์ตามที่ศาลกำหนด ศาลจะออกคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างรอการพิจารณาอุทธรณ์หรือฎีกา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพิจารณาให้ประกันตัวหลังคำพิพากษา

จากกรณีเรื่องศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหมนั้น ทุกท่านต้องทราบก่อนว่าการประกันตัวหลังจากศาลตัดสินแล้วไม่ได้เป็นสิทธิที่จำเลยจะได้รับอย่างอัตโนมัติ เนื่องจากศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัยเพื่อประเมินว่าจำเลยสมควรได้รับการประกันตัวหรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญที่ศาลจะประกอบการพิจารณา ได้แก่

-ความรุนแรงของคดี: ในกรณีที่คดีมีความรุนแรงสูง เช่น คดีฆาตกรรม หรือคดีอาชญากรรมร้ายแรง ศาลอาจปฏิเสธการให้ประกันตัวเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อสังคม

-พฤติกรรมและประวัติอาชญากรรม:  จำเลยที่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อนหรือมีพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความไม่รับผิดชอบ อาจถูกปฏิเสธการขอประกันตัว

-ความสามารถในการหาหลักทรัพย์: การที่จำเลยมีหลักทรัพย์เพียงพอในการประกันตัวถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ศาลใช้พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคดีนั้นมีโทษร้ายแรง ศาลอาจกำหนดวงเงินประกันสูง

การปฏิเสธการประกันตัวและทางเลือกของจำเลย

ศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหม หากศาลปฏิเสธคำร้องขอประกันตัว จำเลยยังคงมีทางเลือกอื่น ๆ เช่น การยื่นคำร้องขอประกันตัวใหม่ต่อศาลชั้นสูงขึ้น หรือการขอความช่วยเหลือจากทนายความในการอุทธรณ์คำสั่งของศาล อย่างไรก็ตาม จำเลยควรพึงระลึกว่าการยื่นคำร้องใหม่อาจไม่รับประกันว่าจะได้รับการประกันตัวเสมอไป การปฏิเสธจากศาลอาจขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ที่รุนแรงหรือข้อเท็จจริงของคดีที่ชัดเจน

สุดท้ายนี้ทุกท่านคงจะคลายข้อสงสัยในเรื่องศาลตัดสินแล้วประกันตัวได้ไหมไปไม่น้อย สรุปแล้วการประกันตัวหลังศาลตัดสินแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลและเหตุผลที่จำเลยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา คำร้องขอประกันตัวจะได้รับการพิจารณาโดยคำนึงถึงความเสี่ยงในการหลบหนี ความเสี่ยงต่อการก่อเหตุซ้ำ และความปลอดภัยของสังคม ดังนั้น หากจำเลยต้องการขอประกันตัวหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว หรือหากคุณหรือคนใกล้ชิดต้องการรับบริการทางกฎหมายในการดำเนินการประกันตัวผู้ต้องหา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนทางกฎหมาย ด้วยทีมทนายความที่มีประสบการณ์ ควรปรึกษาทนายความเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามกฎหมายดีที่สุด 

การเรียกค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีต้องทำอย่างไร และเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง

เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง copy

อุบัติเหตุทางจราจรสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเราสามารถเรียก ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายได้หากเราเป็นผู้เสียหายจากอุบัตินั้น เพราะประกันภัยจะให้ความคุ้มครองในเรื่องของความบาดเจ็บทางร่างกาย ค่าพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ รวมถึงความเสียหายในเรื่องของทรัพย์สิน และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เหล่านี้เราสามารถเรียกร้องเอาจากประกันของฝ่ายคู่กรณีได้ มาดูกันว่าค่าสินไหมทดแทนคืออะไร และนอกจากเราจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีแล้ว เรายังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายอะไรจากคู่กรณีอีกได้บ้าง 

เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง1 copy

ค่าสินไหมทดแทนคืออะไร

ค่าสินไหมทดแทน หมายถึง “เงินที่ต้องชดใช้เพื่อทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินหรือแก่บุคคลอันเนื่องมาจากการละเมิด หรือการผิดสัญญา รวมทั้งทรัพย์สินที่ต้องคืนให้แก่ผู้เสียหายด้วย เช่น ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้” และตามหลักของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ระบุไว้ว่า ค่าสินไหมทดแทน คือการชดใช้ความเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยการคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายได้เสียหายไปหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น ในเมื่อไม่อาจคืนทรัพย์สินได้รวมทั้งค่าเสียหายอย่างใด ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือใกล้เคียงกับฐานะเดิมเท่าที่จะสามารถทำได้

เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง2 copy

สามารถเรียกร้องค่าเสียหายอะไรได้บ้างจากคู่กรณี

1. ค่าเสียหายต่อตัวรถ

เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแน่นอนว่ายานพาหนะต้องเกิดความเสียหายอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนนี้คู่กรณีที่เป็นฝ่ายถูกจะเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ ถ้าหากมีประกันก็สามารถตกลงกันง่ายกว่ารถที่ไม่มีประกัน เพราะกรณีรถที่ไม่มีประกันก็ต้องมาคุยกันว่าฝ่ายผิดจะทำการชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร เมื่อเรียกประกันมาเพื่อคุยกันแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นตอนในการนำรถเข้าซ่อม โดยการส่งรถเข้าซ่อมจากความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุสามารถทำได้ 2 ช่องทางคือ

– นำรถไปซ่อมกับอู่ที่บริษัทประกันคู่กรณีกำหนด หรืออู่ในเครือบริษัทประกัน

– นำรถไปซ่อมกับอู่ที่ติดต่อเอง แต่จะต้องแจ้งรายละเอียดการซ่อมต่างๆ ให้กับบริษัทประกันคู่กรณีก่อน เพื่อให้บริษัทประเมินราคาเบื้องต้น หรือให้ทางบริษัทเข้ามาดูสภาพความเสียหายของรถด้วยตัวเอง เพื่อพิจารณาค่าซ่อมที่เหมาะสม

2. ค่าลากรถ/ขนย้ายรถไปที่อู่ซ่อมรถ

เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ นอกจากเงื่อนไขที่ประกันต้องชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแล้ว ยังเป็นหน้าที่ของประกันที่ต้องชดใช้ค่าขนย้าย และค่าดูแลรักษาในระหว่างที่ซ่อมด้วย ตามจำนวนที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อมแซม เช่น รถยนต์เกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ พนักงานสอบสวนลากรถไปสถานีตำรวจ เมื่อใช้เป็นหลักฐานทางคดีเสร็จแล้ว ได้ลากรถไปที่อู่เพื่อซ่อมแซม ค่าลากรถทั้งสองช่วงนี้ บริษัทประกันเป็นคนจ่ายหรือรับผิดชอบตามที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อม 

กรณีใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบเกิน 20%

ลากไปอู่หนึ่งแล้ว ทางประกันคุมราคาค่าซ่อมต่ำกว่าความจริง (เกิดจากประกันเอง) ทำให้ต้องลากไปอีกอู่ ค่าลากไปที่อื่นตรงนี้ประกันก็ต้องรับผิดชอบแม้รวมกับครั้งแรกจะเกิน 20% ของค่าซ่อม  

ข้อควรรู้ 

– ค่าดูแลขนย้ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ประกันต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินเอาประกันที่ระบุไว้ 

– ค่าซ่อม จะทราบจำนวนค่าซ่อมที่แท้จริง เมื่อซ่อมรถเสร็จ เพราะตอนเกิดเหตุยากที่จะตีราคาค่าซ่อมได้ทันที 

3. ค่าเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย

– ค่ารักษาพยาบาล

– เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ

– ทุพพลภาพ

– ค่าปลงศพ (กรณีเสียชีวิต)

– ค่าขาดประโยชน์ในการหารายได้ (กรณีต้องพักรักษาตัวนาน)

– ค่าขาดได้อุปการะ (กรณีเสียชีวิตและเกิดผลกระทบต่อการเลี้ยงดูบุตร)

4. ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน

ในที่นี้หมายถึงทรัพย์สินสิ่งของมีค่าที่อยู่ภายในรถ เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าเงิน โน้ตบุ๊ค หรือสิ่งของมีค่าอื่นๆ ที่อยู่ภายในรถ ซึ่งถ้าเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุบริษัทประกันของคู่กรณีจะต้องจ่ายชดเชยให้ด้วย แต่จะพิจารณาเป็นในส่วนของค่าเสื่อมสภาพแทนไม่ใช่มูลค่าของทรัพย์สินที่เราซื้อมาในตอนแรก และทรัพย์สินนั้นผู้เสียหายจะต้องเป็นเจ้าของตัวจริงเท่านั้น โดยจะได้รับการชดเชยไม่เกินวงเงินที่ระบุเอาไว้ในประกัน

5. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ/ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมรถ

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.62 เป็นต้นมา คปภ.ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำในการชดเชยค่าขาดประโยชน์ (สำหรับรถยนต์ที่มีการทำประกันตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.62 ดังนี้)

– รถยนต์ที่มีที่นั่งไม่เกิน 7 คน (รวมคนขับ) อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท

– รถยนต์รับจ้างสาธารณะที่มีที่นั่งไม่เกิน 7 คน (รวมคนขับ) อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท

– รถยนต์ที่มีที่นั่งเกิน 7 คน (รวมคนขับ) อัตราไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

อย่างไรก็ดี หากกรณีเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วอย่างไรควรหาทนายความผู้เชี่ยวชาญเอาไว้คอยแนะนำขั้นตอนในการเรียกร้องค่าเสียหาย หากอุบัติเหตุนั้นมีความเสียหายไม่ว่าจะร่างกายหรือทรัพย์สิน เพราะการมีทนายความช่วยเดินเรื่องให้ช่วยให้เรารู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทประกันภัยได้เพื่อรักษาสิทธิ์ที่พึงมีของเรา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของคดีประกันภัย หากท่านใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องของประกันภัย หรือข้อกฎหมายในเรื่องอื่นๆ ติดต่อเรา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการในทุกปัญหากฎหมายของคุณ

คดียักยอกทรัพย์เป็นอย่างไร? แบบไหนถึงเรียกว่าเข้าข่าย “ยักยอกทรัพย์”

คดียักยอกทรัพย์ copy

คดียักยอกทรัพย์ คือคดีความที่โจทก์ทำการฟ้องจำเลยในฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 หลักว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่หากทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิด โดยผู้อื่นส่งมอบให้ หรือเป็นทรัพย์สินหายและผู้กระทำผิดเก็บได้ ผู้กระทำจะต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง

คดียักยอกทรัพย์1 copy

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1. ครอบครอง

การครอบครองนี้จะต้องเป็นการครอบครองอย่างแท้จริง โดยที่เจ้าของสละการครอบครองหรือส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้น เช่น การเช่าบ้านหากผู้เช่าบ้านเช่าพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ ผู้ให้เช่าบอกให้ผู้เช่าช่วยดูแลเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเช่าด้วย เท่ากับเป็นการมอบหมายให้ผู้เช่าครอบครองเฟอร์นิเจอร์ในบ้านแล้ว หากผู้เช่าเอาเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไปถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์

แต่ถ้าหากเป็นการแค่ยึดถือเอาไว้ชั่วคราว และเจ้าของไม่ได้ทำการสละการครอบครองทรัพย์นั้น ก็จะไม่ถือว่ายักยอกทรัพย์ แต่จะเข้าข่ายเป็นการลักทรัพย์แทน เช่น การฝากของเอาไว้ชั่วคราวอย่างกระเป๋าเงิน เป็นต้น

2. ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

เรื่องเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น เป็นไปตามกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในทางแพ่ง เช่น ใครซื้อมาคนนั้นก็เป็นเจ้าของ หรือหากเป็นทรัพย์มีทะเบียน ก็ให้ดูว่าทะเบียนของทรัพย์นั้นมีชื่อใครคนนั้นก็เป็นเจ้าของ

3. เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

คือการที่เราแสดงตนเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม อาจจะโดยการแปลสภาพทรัพย์นั้น ขายทรัพย์นั้นให้คนอื่น หรือเอาไปซ่อนเพื่อจะเก็บไว้ใช้เอง หรืออ้างกับคนอื่นว่าเป็นของตน หรือพูดง่ายก็คือเอาทรัพย์นั้นไปใช้ตามใจเหมือนตัวเองซื้อมาโดยไม่คิดจะคืนเจ้าของ และจะต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจโดยทุจริต กล่าวคือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องการหาประโยชน์จากสิ่งที่เรามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

หากองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นครบก็สามารถจ้างทนายฟ้องยักยอกทรัพย์ได้ แต่หากไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจเรื่องของกฎหมายสามารถหาทนายเพื่อปรึกษาก่อนได้ เมื่อเข้าข่ายการยักยอกทรัพย์ให้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวกับการยักยอก เช่น เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกยักยอก เอกสารที่แสดงว่ามีการส่งมอบการครอบครองไปสู่ผู้ที่ทำการยักยอก หลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำนั้นเอาทรัพย์ไปเป็นของตน หรือหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถจะรวบรวมมาได้ถ้าหากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้อง โดยสามารถนำเอาหลักฐานที่รวบรวมมาได้นำไปปรึกษาทนายก่อนว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้นเพียงพอในการดำเนินการฟ้องร้องยักยอกทรัพย์หรือไม่ 

อายุความในการฟ้องร้องคดียักยอกทรัพย์

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ แต่ผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกยักยอกจะต้องทำการแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลา 3 เดือนนับตั้งแต่รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้เรื่องผู้กระทำ หากไม่แจ้งความหรือแจ้งความในระยะเวลาดังกล่าวคดีก็จะหมดอายุความ และถึงแม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีความส่วนตัวที่สามารถยอมความกันได้ แต่ทั้งนี้ต้องให้ผู้ฟ้องทำการถอนฟ้องด้วย

คดียักยอกทรัพย์2 copy

คดียักยอกทรัพย์ต้องฟ้องศาลไหน? ใช้หลักประกันตัวเท่าไหร่?

ตรงนี้จะต้องดูว่าได้กระทำความผิดที่ไหน ตามหลักแล้วจะต้องฟ้องต่อศาลที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ๆ กระทำความผิด แต่ถ้าหากจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับกุมถูกสอบสวนนอกเขตศาลที่ความผิดเกิดขึ้น สามารถดำเนินการฟ้องในเขตพื้นที่นั้นได้เช่นกัน ส่วนวงเงินในการประกันตัวนั้น หากถูกดำเนินการแจ้งความคดียักยอกทรัพย์วงเงินในการประกันตัวนั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไป ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของความเสียหายที่ผู้เสียหายแจ้งมา แต่ทั้งนี้เงินประกันในชั้นศาลและชั้นตำรวจไม่เท่ากัน ดังนั้นควรโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลที่รับผิดชอบคดีอีกครั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาการประกันตัวไม่ได้

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ถึงอย่างไรก็ควรมีทนายเอาไว้คอยให้คำแนะนำ หรือคอยให้คำปรึกษาไว้จะดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์พร้อมให้บริการในทุกปัญหาในด้านของกฎหมาย หากคุณมีปัญหาต้องการคำปรึกษา หรือคำแนะนำ ติดต่อเรา

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!