รถชนบาดเจ็บสาหัสขาหักต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ประกันภัยบอกให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” สุดท้ายได้ค่าเสียหายเป็นล้าน

รถชนบาดเจ็บสาหัสขาหักต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ประกันภัยบอกให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” สุดท้ายได้ค่าเสียหายเป็นล้าน

          “รักษาตัวให้หายดีก่อน” วลีเด็ดของบริษัทประกันภัย ที่เมื่อฟังกี่ทีก็เหมือนจะรู้สึกดีที่ดูเหมือนว่าประกันภัยจะดูเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายเมื่อประสบอุบัติเหตุรถชน แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นประโยคที่ทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนไม่ใช่น้อย จนต้องติดต่อทนายให้เข้าช่วยเหลือ วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ก็มีเรื่องราวหนึ่งที่ผู้เสียหายเดือดร้อนหนัก เนื่องจากประสบอุบัติเหตุถูกรถชน ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างร้ายแรง แต่ก็ดันถูกบริษัทประกันภัยหัวหมอใช้วลีเด็ดมาปฏิเสธที่ว่าให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” แล้วค่อยมาเรียกร้อง แต่ในความโชคร้ายของผู้เสียหายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เมื่อผู้เสียหายเจอคลิปวิดีโอของทนายอาร์ม จึงรู้ทันประกันภัยและไม่รอรักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันบอก รีบติดต่อหาทนายทันที สุดท้ายผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ เมื่อศาลพิพากษาให้ค่าเสียหายในจำนวนเกือบ 2 ล้าน…

ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสหนักทั้งคู่ ไม่รอรักษาตัวให้หายดีก่อน โร่ปรึกษาทนาย

ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสหนักทั้งคู่ ไม่รอรักษาตัวให้หายดีก่อน โร่ปรึกษาทนาย

          สำหรับเคสต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของผู้เสียหาย 2 ท่านที่กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์แต่ดันถูกรถยนต์คู่กรณีฝ่าไฟแดงมาชน เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ วันนี้เราจะมาเล่าให้ผู้ติดตามทุกท่านฟังกันเป็นอุทาหรณ์ว่าผู้เสียหายทั้ง 2 ท่านนี้ได้รับบาดเจ็บอย่างไร การที่ไปรักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันบอกมีผลเสียอย่างไร และศาลได้พิพากษาค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้ง 2 ท่านอย่างไรบ้าง

ผู้เสียหายคนที่ 1

          สำหรับผู้เสียหายคนแรกนี้ เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสกว่าคนที่ 2 เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บหนักที่เท้า คือ ขาขวาหัก , กระดูกเท้าแตกละเอียด , กระดูกเท้าหัก , มีแผลเปิดที่หลังเท้า อีกทั้งยังต้องใส่เหล็กเพื่อดาม แต่เป็นเหล็กชนิดที่ต้องเสียบเข้าไปในเนื้อเพื่อดาม และเมื่อมีการเสียบใส่เหล็กดามก็ต้องมีการดึงเอาเหล็กออก โดยเป็นวิธีการพิเศษเฉพาะแพทย์ สำหรับผู้เสียหายคนที่ 1 นี้ ศาลก็ได้พิพากษาค่าเสียหายให้ในจำนวน 1 ล้านกับอีก 3 หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 และสำหรับผู้เสียหายท่านนี้ศาลได้เชื่อว่าเขามีอาการบาดเจ็บที่สาหัสจริง ๆ เนื่องจากมีหลักฐาน และแนวทางการรักษาที่ชัดเจน ส่งผลให้ทั้งหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกับอาการบาดเจ็บยิ่งมีน้ำหนักต่อศาล

          สำหรับเรื่องของหลักฐานภาพถ่ายขณะเกิดเหตุ หรือขณะบาดเจ็บ การรักษาต่าง ๆ ทนายอาร์มขอย้ำเตือนไว้เลยว่า เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากในบางคนมีรูปถ่ายหลักฐานครบทุกอย่าง แต่รูปภาพหลักฐานดันไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ศาลไม่สามารถไปเอารูปภาพเหล่านั้นมาจากมือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่ต้องเก็บข้อมูลอาการบาดเจ็บ ถ่ายรูปภาพต่าง ๆ ไว้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะศาลจะเชื่อว่าคุณบาดเจ็บสาหัสจริง กลับกันกับในบางคนที่หลงเชื่อคำประกันว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ก็ดันไปรักษาตัวจนหายดี เมื่อไปถึงศาล ศาลท่านก็จะเห็นว่า คุณรักษาตัวให้หายดีก่อนรักษาตัวหายดีแล้วก็จะไม่ช่วยอะไรมาก

          แต่สำหรับเคสนี้คือผู้เสียหายมีลำดับเหตุการณ์ทุกอย่าง , มีรูปภาพหลักฐานมายืนยัน , มีใบนัดพบแพทย์อย่างชัดเจน สำหรับผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บคนที่ 1 นี้ มีอาชีพค้าขายขนมโตเกียว ซึ่งต้องยืนทำขนม และต้องขับรถจักรยานยนต์เอาขนมไปส่งลูกค้า โดยเคสนี้มีหลักสำคัญที่ว่า “อาการบาดเจ็บมีผลกระทบต่ออาชีพที่ทำหรือไม่” ดังนั้น อย่างเรื่องอาชีพก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน และการจัดวางรูปเรื่องคดีก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญในการทำคดีของทนายความด้วย ต่อมาสำหรับเรื่องค่าทุกขเวทนา เคสนี้ศาลก็ได้พิพากษาให้เป็นจำนวน 3 แสนบาทด้วยกัน โดยได้ตามที่เรียกร้องไป สำหรับ ค่าทุกขเวทนา ตามประสาชาวบ้านจะเรียกว่า ค่าทำขวัญ แต่ในทางกฎหมายจะใช้คำว่า ทุกขเวทนา นั่นเอง

ผู้เสียหายคนที่ 2

          ผู้เสียหายคนที่ 2 นี้ มีอาการบาดเจ็บ คือ ศีรษะกระแทก ส่งผลให้มีแผลที่บริเวณศีรษะ ในมุมมองสำหรับบริษัทประกันภัยอาจมองว่าผู้เสียหายเพียงแค่ “หัวแตก” หรือแค่ศีรษะแตกเท่านั้น จะเรียกร้องค่าเสียหายอะไรมากมาย แต่สำหรับเคสนี้ด้วยกระบวนการ ด้วยหลักฐานต่าง ๆ  แนวทางการรักษาของผู้เสียหาย การนำเสนอต่อศาล กระบวนการทำงานของทนายความ ทำให้ศาลเชื่อเช่นเดียวกันว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บได้รับอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายซึ่งเสียหายมาก ในความเป็นจริงแล้วนั้นศีรษะของมนุษย์ไม่ควรได้รับความกระทบกระเทือนใด ๆ เลย เนื่องจากในสมองของคนเราต้องใช้ความจำสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างมาก และสำหรับคำพิพากษาของศาลในผู้เสียหายคนที่ 2 นี้ ศาลได้พิพากษาให้จำนวน 8 แสนบาทด้วยกัน

ทนายอาร์มขอเตือน ! บาดเจ็บหนักสาหัสไม่ต้องกลัวจะสู้ไม่ได้ ไม่ต้องรอรักษาตัวให้หายดีก่อน นั่งอยู่เฉย ๆ ความยุติธรรมไม่มาหาแน่นอน

          เรียกได้ว่าสำหรับผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง 2 คนนี้ไม่ว่าจะเรียกไปเท่าไร ศาลก็ได้พิพากษาเกือบเต็มตามฟ้องเลยทีเดียว และไม่มีโดนฟ้องกลับแต่อย่างใด เรื่องรักษาตัวให้หายดีก่อนทนายอาร์มจึงบอยากขอเตือนไว้สำหรับผู้ที่ประสบอุบัติเหตุรถชนว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะไปสู้กับเขาได้อย่างไร ยิ่งในกรณีที่บาดเจ็บสาหัส ไม่ต้องกลัวหรือกังวลเลยว่าจะสู้ไม่ได้ หากรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็ไม่ต้องรอรักษาตัวให้หายดีก่อน อย่ายอมตกเป็นเหนื่อยหลงเชื่อคำประกันภัย

          หากนั่งอยู่เฉย ๆ  ความยุติธรรมไม่ไปหาแน่นอน นอกจากคุณจะสู้ด้วยตัวคุณเอง เรียกร้องความเป็นธรรมให้อาการบาดเจ็บ ความเสียเวลาของคุณ ที่สำคัญคืออย่าหลงเชื่อคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน หลังเกิดอุบัติเหตุรีบติดต่อหาทนายทันที เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุ แต่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีแม้แต่ทนายไว้ปรึกษา เพราะเหตุนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ต้องมีทนายไว้ปรึกษาทันที อีกทั้งอย่าหลงเชื่อทะแนะ เพราะนอกจากทะแนะจะทำให้คุณเสียเวลาแล้ว ยังทำให้คุณไม่ได้ค่าเสียหายอะไรเลย

ทนายอาร์ม สุดทนเดินหน้าฟ้องประกัน ทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียหายกะโหลกยุบ

รถชนกระโหลกยุบ เจ็บปางตาย ประกันไม่จ่ายสักบาท

          ตั้งแต่สำนักงานทนายความของเราได้ดำเนินกิจการมา เรียกได้ว่ามีหลายเคสและหลายกรณีเลยทีเดียวที่ทนายอาร์มได้ดำเนินการ ฟ้องประกัน หากจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เห็นทีว่าจะ 90% เลยก็ว่าได้  โดยแต่ละเคสของผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันนั้น ส่วนใหญ่นั้นก็คงจะไม่พ้นในเรื่องที่บริษัทประกันภัยเอาเปรียบผู้เสียหายหรือผู้บริโภคประชาชนคนธรรมดานั่นเอง เรื่องราวความร้ายแรงหนักหนาสาหัสที่บริษัทประกันภัยได้กระทำต่อผู้เสียหายจนได้เกิดการดำเนินคดีความฟ้องประกันเกิดขึ้น วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็มี 1 เรื่องราวที่อยากจะแชร์ต่อไว้เป็นอุทธาหรณ์เตือนใจใครหลายคนเกี่ยวกับเรื่องของบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ที่กระทำต่อผู้เสียหายของเราท่านหนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ประสบอุบัติเหตุจนกะโหลกยุบ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เหตุใดทนายอาร์มต้องสุดทนจนฟ้องประกัน วันนี้เรามานำเสนอในรูปแบบของ Episode สรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

Ep.1 คดีกระโหลกยุบ

ep1 คดีกระโหลกยุบ

          กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของนางสาว A ที่ทำให้ทนายอาร์มลุยเดินหน้าฟ้องประกันแบบไม่ลังเล โดยเรื่องราวของนางสาว A มีอยู่ว่า วันหนึ่งความโชคร้ายได้มาเยือน ขณะเธอขี่รถจักรยานยนต์กำลังเดินทางกลับบ้านเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งพุ่งชนจนตัวเธอกระเด็นลอยเคว้งอยู่บนท้องถนน อุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นเหตุทำให้ศีรษะของเธอกระแทกพื้นอย่างแรง นางสาว A บาดเจ็บหนักสาหัสถึงขั้น #กะโหลกยุบ ต้องผ่าตัดเอากะโหลกเทียมใส่  อีกทั้งเธอยังต้องผ่าตัดกะโหลกอีกหลายครั้งต่อหลายครั้ง  และยังต้องพักรักษาตัวนานอีกหลายเดือน ส่งผลให้เธอถูกบริษัทที่ทำงาน #เลิกจ้าง  เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เต็มสมรรถภาพแล้ว เท่านั้นยังไม่พอคงถึงคราวโชคร้ายของนางสาว A จริง ๆ เมื่อเธอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนาดนี้แล้วก็ยังต้องมาเจอ #ประกันภัยหัวหมอ ใส่ อ้างให้เธอไป รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลัง แต่ในความโชคร้ายของเธอยังมีความโชคดีอยู่ เพราะเธอและสามีเอะใจไม่เชื่อคำประกันภัยบอก นางสาว A จึงไม่ทนให้ถูกเอาเปรียบทั้งที่บาดเจ็บหนัก ขณะที่เธอบาดเจ็บต้องนอนพักรักษาตัวนั้นสามีของเธอจึงได้ให้ #ทนายอาร์ม ดำเนินคดีให้ แต่ไม่วายเจอประกันภัยเจ้าเล่ห์ไม่หยุดจนต้องฟ้องประกัน ใน Step ต่อไป Ep.2 นางสาว A ได้ถูกประกันภัยหัวหมอใส่อย่างไร

Ep.2 คดีกระโหลกยุบ

ep2 คดีกระโหลกยุบ

          จากที่ได้เกริ่นนำไปข้างต้นสำหรับกรณีนางสาว A ผู้ประสบอุบัติเหตุ #กะโหลกยุบ ที่ดันซวยซ้ำซวยซ้อนเจอ #ประกันภัยหัวหมอ เจ้าเล่ห์ใส่ หลังให้ #ทนายอาร์ม ดำเนินคดีฟ้องประกันให้ ก่อนอื่นต้องทราบประเด็นต่อไปนี้ก่อนว่า ปกติแล้วในคู่มือตีความได้ระบุและกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า กรณี #สูญเสียกะโหลก แบบนี้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายภาคบังคับให้แก่นางสาว A จำนวน 250,000 บาท แต่ ๆ แต่…เมื่อมาเจรจาในชั้น #คปภ บริษัทกลับบอกว่า จะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจรวมกัน จำนวน 200,000 บาท (แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?) ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้แจ้งให้บริษัททบทวนใหม่อีกครั้ง

ต่อมาได้มีการเจรจากันอีกครั้งที่ 2 บริษัทประกันภัยก็ยังหัวหมอไม่หยุด บอกว่าจะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจ “รวมกัน” ให้อีก 250,000 บาท จากครั้งที่แล้ว 200,000 บาท นั่นหมายความว่าในส่วนที่นางสาว A ต้องได้รับในส่วนภาคบังคับ 250,000 บาท บริษัทก็จ่ายไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไข แล้วแบบนี้จะไม่ให้เดินหน้าฟ้องประกันได้อย่างไร

          สุดท้าย แต่ ! ไม่ท้ายสุด…บริษัทประกัน #ยอมจ่าย ภาคบังคับที่นางสาว A ต้องได้รับเต็มจำนวน และเรารับในส่วนนี้ อีกทั้งบริษัทเสนอจ่ายภาคสมัครใจจำนวน 300,000 บาท แต่เรายังมองไม่เห็นว่านางสาว A ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรจะได้รับ เพราะบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ แถมยังถูกประกันภัยจ้องเอาเปรียบอยู่ตลอดอีก ทางเราจึงไม่รับข้อเสนอ จึงมาถึงเรื่องราวในขั้นตอนต่อไป คือ #ทนายอาร์ม ดำเนินการฟ้องประกันทันทีแบบไม่ลังเล

Ep.3 คดีกระโหลกยุบ

ep3 คดีกระโหลกยุบ

          สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหาย #กะโหลกยุบ ที่ถูกบริษัท #ประกันภัย จ้องจะเอาเปรียบหากไม่มีทนายช่วยฟ้องประกัน หลังไปเจรจาที่คปภ. แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม #ทนายอาร์ม ต้องมาดำเนินการฟ้องประกันในชั้นศาล แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ! ผู้เสียหายยังโดน #ประกันหลอก ทั้งตัวผู้เสียหายเองและหลอกทั้ง “ศาล” เมื่อมาถึงในชั้นศาล…ทนายบริษัทประกันภัยก็หัวหมอมั่วอ้างทันทีว่า เคยได้จ่ายเงินให้กับนางสาว A ไปแล้วจำนวน 400,000 บาท แต่ ! ความจริงนางสาว A ไม่เคยได้รับเลย มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่วายจะเอาเปรียบผู้เสียหายอีก

Ep.4 คดีกระโหลกยุบ

ep4 คดีกระโหลกยุบ

          มาต่อกันที่ Ep.4 สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหาย #กะโหลกยุบ หลายท่านที่ติดตามคงอยากรู้ว่าคดีนี้เรื่องราวจะจบลงอย่างไรเมื่อทนายอาร์มดำเนินการฟ้องประกันไปแล้ว สุดท้ายแล้วประกันภัยหัวหมอก็เจอ #ทนายอาร์ม คนจริงเรื่องคดีประกันภัยฟ้องประกัน เนื่องจากสุดทนกับพฤติกรรมของ #บริษัทประกัน ที่จ้องจะเอาเปรียบ ได้ดำเนินการให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีอย่างเป็นธรรมต่อนางสาว A ในที่สุดนางสาว A ก็ได้รับค่าเสียหายในส่วนของภาคบังคับเต็มจำนวน 250,000 บาท และภาคสมัครใจอีกจำนวน 700,000 บาท เป็นอันจบลงด้วยดี ด้วยเทคนิคและประสบการณ์ของทนายอาร์มที่มีอย่างยาวนานในการฟ้องประกัน

          ติดตามเรื่องราวกันมาถึงตรงนี้ ถ้าอยากรู้ว่าผู้เสียหายหลังจากได้ #ทนายอาร์ม ช่วยเหลือฟ้องประกันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง โปรดรอติดตาม Ep. ถัดไป คราวหน้าเราจะมาลงเป็นคลิปให้แฟนเพจได้รับชมกัน 

          สำหรับเคสฟ้องประกันของนางสาว A กว่าจะจบลงด้วยดีแบบนี้ก็เรียกได้ว่าถูกประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย ไม่รับผิดชอบสาหัสพอ ๆ กับอาการบาดเจ็บของนางสาว A เลยก็ว่าได้ สุดท้ายนี้อยากฝากถึงผู้ติดตามทุกท่านที่ติดตามกันมาถึงตรงนี้ เมื่อไรที่เกิดอุบัติเหตุไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ต้องรอให้เจอคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน เพื่อมาปัดความรับผิดชอบ ขนาดเคสนางสาว A บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้บริษัทประกันภัยยังปฏิเสธไม่ใยดีต่ออาการบาดเจ็บได้ลงคอ ฟ้องประกันเท่านั้นคือคำตอบ อย่ารอให้รักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันภัยบอก เพราะนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ เมื่อถูกเอาเปรียบต้องเดินหน้าหาทนายฟ้องประกันเท่านั้น เพื่อความยุติธรรมของตัวคุณปรึกษาเราฟรีที่
 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงให้เป็นหน้าที่ของเราเพื่อเดินหน้าฟ้องประกันทันทีโดยไม่ลังเล

ทะแนะข้างบ้านบอก #รักษาตัวให้หายดีก่อน พ่อสั่ง!!! ต้องทนายที่นี่

ผู้เสียหายเจอประกันภัยงัดมุกเด็ด #รักษาตัวให้หายดีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เคสแรกที่ประกันภัยงัดกลยุทธ์นี้ใส่ เพราะมีผู้เสียหายไม่น้อยเลยที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องทุกข์ใจกับคำนี้ของประกันภัย ได้ยินคำนี้เมื่อไร รักษาตัวให้หายดีก่อน ให้รีบปรึกษาทนาย หรือมีทนายไว้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ อย่างกรณีต่อไปนี้เมื่อไม่สามารถตกลงค่าเสียหาย และประกันภัยเอาแต่พูดว่าให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” เจอแบบนี้ผู้เสียหายคิดหนัก จนต้องโร่ติดต่อสายตรงหาทนายอาร์ม

ผู้เสียหายเจอประกันภัยงัดมุกเด็ด #รักษาตัวให้หายดีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เคสแรกที่ประกันภัยงัดกลยุทธ์นี้ใส่ เพราะมีผู้เสียหายไม่น้อยเลยที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องทุกข์ใจกับคำนี้ของประกันภัย ได้ยินคำนี้เมื่อไร รักษาตัวให้หายดีก่อน ให้รีบปรึกษาทนาย หรือมีทนายไว้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ อย่างกรณีต่อไปนี้เมื่อไม่สามารถตกลงค่าเสียหาย และประกันภัยเอาแต่พูดว่าให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” เจอแบบนี้ผู้เสียหายคิดหนัก จนต้องโร่ติดต่อสายตรงหาทนายอาร์ม

เจอประกันบอก #รักษาตัวให้หายดีก่อน จนพ่อสั่ง!!! ต้องทนายที่นี่เท่านั้น

         เคสนี้ผู้เสียหายเป็นผู้โดยสาร รถที่โดยสารมาเกิดอุบัติเหตุไปชนกับรถขนอ้อย เรื่องราวเกิดขึ้นที่จังหวัดในแถบภาคอีสานตอนล่าง โดยผู้เสียหายท่านนี้ได้ติดต่อมาทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาก่อนแล้ว แต่เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจมากกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ของบริษัทประกันภัย จึงได้รีบโทรมาเล่าปรึกษาทนายอาร์ม

         โดยเรื่องมีอยู่ว่า ผู้เสียหายท่านนี้โดยสารมาในรถตู้ และรถตู้ได้ชนท้ายกับรถขนอ้อย ผู้เสียหายก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้เจ้าของรถก็ติดต่อมาดีในทิศทางที่ว่าจะช่วยผู้เสียหายดำเนินการเรียกค่าสินไหมให้ ปลอบใจผู้เสียหายตลอดไม่ต้องกลัว หรือไม่ต้องกังวลใด ๆ  ต่าง ๆ นานา แต่ภายหลังกลับคำต่อผู้เสียหาย กลายเป็นหนังคนละม้วนว่า “หากผู้เสียหายอยากได้เท่าไรให้ไปจัดการเอง” ต่อมาเรื่องถึงหูพ่อของผู้เสียหาย โดยพ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ไต้หวัน และบังเอิญว่าพ่อของผู้เสียหายได้ติดตามและได้ดู YOUTUBE ของทนายอาร์มมา จึงได้แนะนำบอกลูกสาว (ผู้เสียหาย) ว่าต้องทนายที่นี่เท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน

ทนายอาร์มกับคดีประกันภัยที่ดังไกลถึงไต้หวัน

         อย่างที่กล่าวไปพ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ต่างแดนในประเทศไต้หวัน เป็นแฟนคลับที่ติดตาม และรับชมดูทนายอาร์มจากใน YouTube บ่อย ๆ ไม่คิดว่าว่าวันหนึ่งเรื่องจะมาเกิดกับลูกสาวตนเอง จึงส่งลิงก์ YouTube ต่าง ๆ ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เกี่ยวกับรักษาตัวให้หายดีก่อน มาให้ลูกสาวดู และเน้นย้ำลูกสาวว่า “ต้องคนนี้นะ ทนายคนนี้เท่านั้น”

ทำไมต้องทนายที่นี่ ?

         หากย้อนไปดูคลิปเก่า ๆ จะเห็นว่าสำนักงานฯ เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับประกันภัยหัวหมอมากมาย เกี่ยวกับพฤติการณ์ของประกันที่จ้องจะเอาเปรียบประชาชน กับคำว่ารักษาตัวให้หายดีก่อน และยังมีหลายคลิปเกี่ยวกับเรื่องให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน และคดีนี้ก็เช่นเดียวกัน ประกันบอกผู้เสียหายว่าไปรักษาตัวให้หายดีก่อน เนื่องจากตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้ในชั้นโรงพัก ประกันบอกให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน และเมื่อเรื่องไปถึงชั้นศาล ประกันก็กลับมาพูดว่า “ก็คุณรักษาตัวหายดีแล้ว”

         ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในขั้นตอนของการขึ้นศาลก่อนว่า กว่าจะได้ขึ้นศาลก็ใช้เวลาพอสมควรแล้ว และตัวผู้เสียหายเองก็รักษาตัวให้หายดีก่อนรักษาตัวจนหายดีตามคำประกันบอก หากเรารอรักษาตัวให้หายดีก่อนค่อยไปขึ้นศาล อาการบาดเจ็บก็หายดีตามเวลาเห็นได้อย่างชัดเจน ก็จะทดเวลาไปอีก ตรงนี้จึงทำให้ผู้เสียหายเสียเปรียบทางรูปคดีกับคำว่ารักษาตัวให้หายดีก่อนของประกัน

เป็นไรอย่างไรเมื่อคนข้างบ้านอยากเป็นท(แนะ)นาย

         นอกจากนี้ก็ยังมีผู้เสียหายโทรมาปรึกษาทนายบอกกับทนายอาร์มว่า คนข้างบ้านบอกมาว่า “ถ้าเราไปเรียกค่าเสียหายแล้ว เราจะเรียกอะไรอีกไม่ได้นะ” ใครเจอแบบนี้ก็หลงเชื่อแบบผิด ๆ ไปหมด  ในทางกฎหมายกำหนดให้เราเรียกในอนาคต นอกจากนั้นแล้ว ถ้าไปถึงศาล ศาลยังสงวนสิทธิให้เรียกในอนาคตได้อีกด้วย คือ กฎหมายมุ่งเน้นที่จะให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ที่รวดเร็ว แต่เรากลับไม่รู้ทันประกัน ทนายอาร์มขอย้ำมองอีกมุมว่า  บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่รถยังไม่ชน แต่ผู้เสียหายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา หรือคนทั่วไป แม้แต่ทนายยังไม่มี มีแต่ทะแนะที่ชอบแนะนำให้เข้าใจไปอย่างผิด ๆ จนผู้เสียหายเกิดความเดือดร้อนตามมา

หลงเชื่อทะแนะ สุดท้ายโทรหา “ทนาย”

         ทนายความ อาชีพที่ไม่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่าย ๆ เพราะกว่าจะเป็นทนายความที่สามารถให้คำปรึกษา หรือดำเนินคดีความได้ ต้องผ่านอะไรมามากมายเลยทีเดียว แต่ก็ไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุใด มักมีผู้รู้ที่รู้ดี รู้ทุกอย่างไปมากกว่าทนายความมืออาชีพ หรือที่เรียกว่า #ทะแนะ อาชีพหนึ่งที่ใครก็เป็นได้ ขอเพียงแค่มีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก็สามารถเป็น ทะแนะ ได้แล้ว อย่างเรื่องอุบัติเหตุ การเรียกร้องค่าสินไหม ค่าเสียหายต่าง ๆ หรือเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับชีวิตของคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาข้อมูลที่ผิด ๆ มาแนะนำให้กับผู้เสียหายเลย เพราะเพียงแค่เกิดอุบัติเหตุผู้เสียหายก็ใจเสีย และมีความกังวลมากพออยู่แล้ว ยิ่งทะแนะสรรหาข้อมูลแบบผิด ๆ มาแนะนำกับผู้เสียหายอีก คราวนี้ก็เกิดความเชื่อ และเมื่อหลงเชื่อไปก็มีแต่ความเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้น หากใครเจอทะแนะ ควรรีบปรึกษาทนายตัวจริงจะดีกว่า

รู้ทันประกันภัย ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน

ผลของการรักษาตัวให้หายดีก่อน สุดท้ายประกันไม่จ่าย

        หลงเชื่อคำประกันภัยที่บอกว่า #รักษาตัวให้หายดีก่อน พอรักษาตัวหายดีแล้ว ประกันกลับนำมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล บอกว่าเราเดินได้หายเป็นปกติแล้ว แบบนี้จงใจหลอกลวง และคิดจะเอาเปรียบแต่แรกเลยใช่หรือไม่ผู้เสียหายทุกท่านต้องลองคิดกันดู เกิดอุบัติเหตุเมื่อไร อย่ารอช้า อย่าเพิกเฉย หรือเชื่อคำพูด #ทะแนะ มากกว่า #ทนาย ผู้รู้กฎหมาย รีบปรึกษาทนายความเพื่อป้องกันการถูกประกันภัยเอาเปรียบ ประวิงเวลา บิดพลิ้วการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือค่าขาดประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายควรได้รับ ให้มองในมุมนี้เสมอว่าผู้เสียหายเป็นผู้บริโภครักษาตัวให้หายดีก่อน ทำไมต้องรอ รอแล้วได้อะไร รอแล้วประกันก็ไม่จ่าย ต้องปรึกษาทนายด่วน

         ทนายอาร์มขอย้ำ อย่าฟังทะแนะข้างบ้าน หรือหลงเชื่อคำประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์บอกรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยไปเรียกค่าเสียหาย คำนี้สร้างบทเรียนราคาแพงให้ผู้เสียหายมานักต่อนักแล้ว อย่างกรณีตัวอย่างที่เล่าไปข้างต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์อย่า หลงเชื่อประกัน จนคุณพ่อต้องสั่งทางไกลให้ปรึกษาทนายที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เท่านั้น

เช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย อย่าเสียรู้เมื่อเกิดเหตุรีบติดต่อหาทนาย

เช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย อย่าเสียรู้เมื่อเกิดเหตุรีบติดต่อหาทนาย

ความรู้ดี ๆ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์วันนี้พามาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย ไม่ให้ผู้เสียหายเสียรู้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรรีบติดต่อทนายทันทีไม่ต้องคิดนาน เพราะคุณจะไม่มีทางเสียประโยชน์จากการตัดสินใจหาทนายหลังจากเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ทุกคนคงทราบกันดีว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่เกิดก็มีเรื่องให้ต้อง ติดต่อทนาย เพราะเมื่อไรที่มันเกิดขึ้นแล้วมักจะต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือร้ายแรงไปถึงขั้นเสียชีวิต รวมไปถึงเกิดการเสียหายต่อทรัพย์สิน ผลกระทบต่อกระบวนการทำงาน และหรืออาจส่งผลเสียไปถึงสิ่งแวดล้อม หรือสาธารณชนได้อีกด้วย และอุบัติเหตุที่มักส่งผลเสียสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากที่สุดก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น อุบัติเหตุทางรถทุกชนิดนั่นเอง ไม่ว่าจะรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ต่างก็ได้สร้างบาดแผล หรือบทเรียนชั้นดีให้กับผู้ประสบภัยได้มากถึงขั้นติดต่อทนาย เพราะจะมีตัวละครสำคัญอย่าง “ประกันภัย” เข้ามามีบทบาทด้วย และทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุและมีประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่วายที่จะมีเรื่องให้ต้องติดต่อทนายกันหลายท่าน  หลังจากได้ตกเป็นผู้มีสถานะผู้เสียหายที่เรียกว่า “ผู้ประสบภัยจากรถ”

ทำไมบริษัทประกันภัยชอบสร้างบทเรียนให้ผู้ประสบภัย ?

หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุทางยานพาหนะผู้ประสบภัยหรือผู้เสียหายก็มักจะอุ่นใจว่าเรานั้นมีประกันภัยรถอยู่ แต่ภายหลังต้องติดต่อทนาย ตอนที่ทำประกันภัยก็ได้ถูกบริษัทสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่าเมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุเขาจะอยู่เคียงข้าง จนวันหนึ่งคุณเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส หรือทรัพย์สินเสียหายขึ้นมา หลังจากนั้นประกันภัยจะเปลี่ยนจากญาติมิตรเป็นอื่นทันที

         จากประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์  มีผู้เสียหายหลายท่านได้ติดต่อทนาย ให้ดำเนินคดีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยมากกว่า 1,000 เคสในระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ วันนี้จึงอยากพาทุกท่านมาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตของบริษัทประกันภัยกัน เพื่อไม่ให้ใครเสียรู้ในวันที่ได้สถานะว่าผู้เสียหายในวันเกิดอุบัติเหตุกัน

ลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัยหัวแพทย์รีบติดต่อหาทนายด่วน

  • รักษาตัวให้หายดีก่อน

          มุกเด็ดอันดับหนึ่งของบริษัทประกันภัยที่คนต้องติดต่อทนายกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ฟังดูแล้วก็เหมือนว่าเขาดูเป็นห่วงเป็นใยเราดี เพราะเขาอาจจะเห็นว่าเราบาดเจ็บสาหัส ถึงให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน  แต่ความจริงแล้วคำนี้หวังดีประสงค์สิ่งใดกันแน่ มีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีให้ เพราะได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นห่วงเป็นใยจากคำนี้

  •  ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม

         หากคุณถูกบริษัทประกันภัยแจ้งคำนี้กับคุณเมื่อไร นั่นหมายถึงต้องติดต่อทนาย เพราะเขากำลังหยิบยื่นความเดือดร้อนมาให้ จำทริคง่าย ๆ ว่า ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม เท่ากับ การประวิงเวลาการจ่าย บางเคสผู้เสียหายบาดเจ็บหนัก ให้เอกสารที่มีไปจนหมด แต่ก็ยังไม่วายต้องหอบหิ้วร่างกายอันบาดเจ็บเดินทางไปขอเอกสารบ่อย ๆ เสียเวลาร่วมหลายเดือนก็ยังไม่ได้รับค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด จึงติดต่อทนายให้ช่วยเข้าดำเนินการเพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานไม่มีทีท่าว่าจะได้รับค่าเสียหายใด ๆ เลย

  • นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

         ทุกครั้งที่ติดต่อทนายก็มักมีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุ  เมื่อผู้ขับขี่เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์มีปริมาณไม่เกิน 50 Mg.% ก็เท่ากับว่าไม่ได้ #เมาแล้วขับ แต่ประกันภัย #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มักเอาเวลาที่เป่ากับเวลาที่ขณะเกิดเหตุไม่ตรงกัน มาคำนวณเป็นชั่วโมงนับย้อนหลัง อ้างว่า 1 ชั่วโมงเท่ากับปริมาณแอลกอฮอล์ 15 Mg.% แล้วบอกว่า เกิน 50 MG.% แต่ไม่ยอมนับผลเป่าจริงขณะเกิดเหตุ ต่อให้คุณไม่ได้เมาแล้วขับ ก็กลับกลายว่าเมาขับจนได้ ต้องติดต่อทนายด่วน

  • ท่านยังรักษาไม่สิ้นสุด

         คำนี้ไม่ต่างอะไรกับให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน  หนึ่งในผู้เสียหายของเราคนหนึ่งก็เคยถูกบริษัทประกันภัยแจ้งผลมาว่า “เนื่องจากยังรักษาไม่สิ้นสุด” ทั้งที่บาดเจ็บสาหัส มีหลักฐานการรักษา และยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง พอเจอคำนี้ไปผู้เสียหายถึงขั้นรีบติดต่อทนาย เจอประโยคนี้เมื่อไรต้องปรึกษาทนายอาร์มทันที

  • ไม่มีบัตรคนพิการ

        กรณีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุตกเป็นบุคคลทุพพลภาพ แค่รู้ว่าต้องตกเป็นผู้พิการก็ใจเสียมากพออยู่แล้ว บริษัทประกันภัยยังมาปฏิเสธการจ่ายด้วยคำนี้อีก โดยให้เหตุผลว่า ไม่ถือว่าพิการ แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครอยากตกเป็นผู้พิการ แม้ว่าจะยังไม่มีบัตร แต่มีใบรับรองความพิการจากหมอ ก็ถือว่าพิการแล้ว กับคนพิการยังจะเอาเปรียบอีกหรือ เจอแบบนี้ต้องติดต่อทนาย

  • เผื่อจะกลับมาเดินได้

          มุกนี้ประกันภัยไปทางเก่งกว่าหมอ หากเจอคำนี้ติดต่อทนายเลย อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะมันก็ชัดเจนว่าเขาจงใจประวิงเวลาการจ่ายไปเรื่อย อีกทั้งให้คำนึงว่าหากคุณต้องตกเป็นผู้พิการจริง ประโยคที่บอกว่า “เผื่อจะกลับมาเดินได้ ให้รักษาตัวไปก่อน” หมายถึงว่าเขาตั้งใจจะไม่จ่ายในส่วนของค่าความพิการหรือไม่  ให้คิดดี ๆ ว่าเขาหวังดีจริง หรือมีนัยแอบแฝงติดต่อทนาย

  • ยังไม่ได้รับเรื่อง/ยังไม่ทราบเรื่อง

        อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ติดต่อทนาย มักนำมาอ้างต่อผู้เสียหายว่า “ยังไม่ได้รับเรื่อง” “ไม่ทราบเรื่อง” ฯลฯ ประโยคทำนองนี้ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังจะถูกประวิงเวลาการจ่ายแน่นอน ถ้าหากเสียรู้ไป เผลอ ๆ ถูกประวิงเวลาร่วมปี หรือไม่ก็ถูกเสนอจ่ายน้อยกว่าความเสียหาย หรืออาการบาดเจ็บที่แท้จริง เจอแบบนี้อย่าไปยอมรีบติดต่อทนายดำเนินการ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรีบปรึกษาทนาย อย่ารอรักษาให้หายดีก่อน

เคสตัวอย่าง : ผู้เสียหายไหวตัวทัน รีบติดต่อหาทนายทันที

       กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของหนึ่งในผู้เสียหายที่ติดต่อทนายให้ดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมให้อย่างทันท่วงที เมื่อเกิดความรู้สึกว่าตนนั้นกำลังจะถูกบริษัทประกันภัยเล่นแง่หัวหมอใส่คิดจะเอาเปรียบ โดยผู้เสียหายท่านนี้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสกระดูกขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน แต่ดันถูกบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพียง 80,000 บาท เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ค่ารักษาตัวหลายแสน ยังไม่พอเท่านั้นประกันภัยยังมีความเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายบอกให้รอ รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วมาเรียกทีหลังก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้เสียหายบาดเจ็บหนักและยังต้องพักฟื้นอีกนาน พอได้ฟังแบบนี้ ผู้เสียหายเอะใจและไหวตัว ติดต่อทนาย โทรสายตรงหา #ทนายอาร์ม ทันทีหลังจากนั้น

         นี่เป็นเพียงลิสต์คร่าว ๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายกลยุทธ์จากบริษัทประกันภัยที่พร้อมจะเอาเปรียบ ติดต่อทนาย ช่วยคุณได้แน่นอน หรือไม่ต้องรอให้ประกันภัยงัดมุกไหนมาอ้างก็สามารถติดต่อทนายได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ อย่าไปยอมเสียรู้ เพราะสิ่งที่ดูเหมือนจะหวังดี แท้ที่จริงแอบแฝงบางอย่างไว้

“รักษาตัวให้หายดีก่อน” คำนี้เลยที่ #ประกัน บอก

รักษาตัวให้หายดีก่อน คำนี้เลยที่ประกันบอก

คำว่า #รักษาตัวให้หายดีก่อน นี้ สำหรับสำนักงานของเราเรียกประโยคนี้ว่าเป็นกลยุทธ์ มุกเด็ด มุกยอดฮิตของบริษัทประกันภัยเลยก็ว่าได้ เพราะมีผู้เสียหายไม่น้อยที่ได้รับความเดือดร้อนจากคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  มักเป็นคำพูดของบริษัทประกันภัยที่นำมาอ้างกล่าวต่อผู้เสียหาย และส่งผลให้ผู้เสียหายที่ไม่รู้เรื่อง หรือไม่ทันกลยุทธ์นี้ของบริษัทประกันภัยหลงเชื่อ ซึ่งถ้าหากมีใครหลงเชื่อไปแล้วผลที่ตามมานั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าไม่ใช่เรื่องราวดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาแน่นอน

เคสตัวอย่าง ผู้เสียหายถูกประกันหลอกให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นมีผู้เสียหายไม่น้อยที่ถูกบริษัทประกันภัยหยิบยื่นความเดือดร้อนมาให้อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งเป็นคำพูดที่เราฟังดูแล้วเหมือนว่าเขาหวังดี แต่จริง ๆ แล้วบริษัทประกันกำลังหยิบยื่นหายนะมาให้ในคราบของการพูดอย่างดูดีว่าให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน  นั่นเอง

                  ตัวอย่างกรณีนี้ ผู้เสียหายรีบต่อสายตรงหา  #ทนายอาร์ม ทันที เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยหัวหมอใช้กลยุทธ์บอกว่าให้ไป  “รักษาตัวให้หายดีก่อน”  จนเวลาล่วงเลยมา 1 เดือนหลังจากเกิดเหตุ  โดยผู้เสียหายท่านนี้ดู YouTube ของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มา จนมาถึงบางอ้อว่าตัวเองนั้นกำลังถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน

                  ผู้เสียหายท่านนี้เล่าว่า ตนเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสทั้งขาหัก กระดูกหัวไหล่แตก ต้องผ่าตัดกระดูกหัวไหล่ และไม่สามารถที่จะนอนหงายได้ ภายหลังเกิดเหตุก็ได้มีโอกาสเจรจาพูดคุยกับบริษัทปประกันภัย แต่ดันถูกบอกว่า ให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ซึ่งคำนี้อย่าที่กล่าวไปว่าเป็นมุกหรือกลยุทธ์เด็ดของบริษัทประกัน ที่ท้ายที่สุดจะส่งผลเสียให้กับผู้เสียหายเอง

เหตุผลง่าย ๆ ที่ไม่ควรหลงเชื่อคำประกันภัยกับคำว่า  “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รู้ไว้ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยกับคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะบาดเจ็บมาก-น้อยเพียงไหน ก็อย่าไปหลงเชื่อคำนี้เด็ดขาด ถ้าไม่อยากเสียรู้ให้บริษัทประกันภัยหัวแพทย์ โดยเหตุผลง่าย ๆ ที่ไม่ควรทำตามคำประกันภัยบอกก็คือ เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ แล้วถูกบริษัทประกันภัยบอกว่าให้คุณไป รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้อง หรือค่อยมาดำเนินเรื่องทีหลังก็ได้ เมื่อคุณได้เผลอไปหลงเชื่อคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วและได้ทำตามคำบอกกล่าวนั้น เมื่อคุณรักษาตัวให้หายดีแล้วตามคำแนะนำของประกันภัยทุกประการ ทีนี้เมื่อถึงเวลาหลังจากที่คุณทำตามคำบอกว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน เรียบร้อยแล้ว ในกรณีที่บาดเจ็บสาหัสอย่างหนัก หายดีแล้ว อาการดีขึ้นแล้วทุกประการ สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย เดินได้ ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องไปเรียกร้องตามที่ประกันภัยบอกว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ค่อยมาทำเรื่อง ดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยก็ได้ไม่สายเกินไป พอคุณจะไปเรียกร้องค่าเสียหายค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย หลังจากนั้นนั่นคือของจริง ก็คือผลของการที่คุณหลงเชื่อบริษัทประกันภัยกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ความเดือดร้อนได้เดินทางเยือนคุณแล้วนั่นเอง

                  ผลที่จะตามมาหลังจากคุณ รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้ว บริษัทประกันภัยจะบอกกับคุณอย่างเลือดเย็นผิดกับตอนแรกที่คุยกันอย่างดีอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่าให้คุณไป รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วจะมาบอกว่า คุณรักษาหายดีแล้วบ้าง, บาดเจ็บไม่เยอะแล้วบ้าง, อาการดีขึ้นแล้ว, สามารถเดินเหินได้ตามปกติแล้ว, ไม่ต้องทุกข์ทรมานแล้ว ฯลฯ หลายร้อยแปดพันคำต่าง ๆ นานา ที่บริษัทประกันภัยจะหยิบยกมา ถึงเวลานั้นคุณแทบจะไม่ได้อะไร หรือได้รับความเป็นธรรมชนิดที่เรียกว่า น้อยกว่าความบาดเจ็บทุกข์ทรมานในตอนแรกที่ขึ้นเกิดอุบัติเหตุอีก แม้ว่าคุณจะบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นปางตายอย่างไร หากไปหลงเชื่อคำประกันภัยว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน และทำตามคำบอกไปรักษาตัวให้หายดีแล้ว เยียวยาร่างกายตัวเองแล้วค่อยมาเรียกร้องเอาภายหลังนั่นเท่ากับคำว่าคุณไม่เห็นค่าอะไรในชีวิตตัวเองเลย

รักษาตัวให้หายดีก่อน คำนี้ สร้างอะไรให้กับผู้เสียหายบ้าง ?

                  หากคุณเจอคำนี้จากประกันภัยเมื่อไร รักษาตัวให้หายดีก่อน  นั่นหมายถึงความเดือดร้อนได้มาเยือนคุณแล้วนั่นเอง เพราะหลังจากนี้ที่คุณจะเริ่มกระวนกระวายใจเกี่ยวกับค่าเสียหายแล้ว พอมาถึงตรงนี้บริษัทประกันภัยก็จะบีบให้คุณจบเรื่องให้ไวขึ้น  เนื่องจากกินเวลามานาน ความทุกข์ทรมานของคุณก็เริ่มจางไปเรื่อย ๆ ตามเวลา เพราะดันหลงไปเชื่อคำที่ดูเหมือนจะหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นคำเริ่มแรกของการหยิบยื่นความเดือดร้อนมาให้กับว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน  และนั่นก็หมายถึงค่าเสียหายที่คุณควรจะได้รับจางหายไปด้วยเช่นกัน

                  รักษาตัวให้หายดีก่อน  นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งในมุกเด็ด กลยุทธ์สุดแสนจะหัวหมอของบริษัทประกันภัยเท่านั้น ยังมีอีกหลายเล่ห์กลของประกันภัยที่พร้อมจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนกาย เดือดร้อนใจให้คุณที่เป็นผู้เสียหายได้อีกมากมาย อย่างกรณีนี้ผู้เสียหายยังโชคดีที่ต่อสายตรงหาทนายอาร์มทัน เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ได้อะไรเลย ทั้งบาดเจ็บหนัก แถมเสียเวลาอีกด้วย  อ่านมาถึงตรงนี้  #ทนายอาม  จึงอยากขอเตือนว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วเจอประกันภัยบอกให้ไป #รักษาตัวให้หายดีก่อน อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด แนะนำให้เดินเรื่องเลยทันที ยิ่งรอให้รักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันว่า มีแต่จะเสียเวลา เสียเปรียบนั่นเอง  จงจำไว้ว่าไม่ว่าคุณจะเจ็บสาหัสขนาดไหน อย่าหลงเชื่อคำประกันภัยที่เหมือนหวังดีแต่ประสงค์ร้ายในภายหลังกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน  เพราะไม่ต้องรอให้รักษาตัวให้หายดีก่อนก็เรียกร้องค่าเสียหายได้
รีบทักปรึกษาทนายอาร์มทันทีที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

โดนหลอกอีกแล้ว!!! รักษาตัวให้หายดีก่อน

โดนหลอกอีกแล้ว รักษาตัวให้หายดีก่อน

รักษาตัวให้หายดีก่อน ประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ ที่ฟังแล้วดูแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจและหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นประโยคเริ่มต้นของการหวังดีแต่ประสงค์ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เมื่อไรที่ถูกบริษัทประกันภัยพูดคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วง แต่เป็นเพราะเขาจะประวิงเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งหลายนั่นเอง

https://www.youtube.com/watch?v=cabULQ49phw

ประกันภัยหรือผี หลอกผู้เสียหายรักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

ผู้เสียหายท่านนี้ประสบอุบัติเหตุคู่กรณีมาชนท้าย ได้บาดเจ็บสาหัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 เจอประกันภัยแสดงความหวังดีทันทีว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน โดยผู้เสียหายท่านนี้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนอนรพ. นานร่วมสัปดาห์ด้วยอาการกระดูกก้นกบหัก รักษาอาการบาดเจ็บที่รพ. ยังไม่พอ ต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลากว่า 2 เดือน

ครั้งที่ 2

ผู้เสียหายยังเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนนั้นนอนพักรักษาตัวที่รพ. บริษัทประกันภัยไม่มีการติดต่อใด ๆ มายังผู้เสียหายเลย เรียกได้ว่าเงียบสนิทหลังจากบอกให้ผู้เสียหายไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ผู้เสียหายก็รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด ผู้เสียหายทนไม่ไหวเห็นเงียบหายนาน จนต้องเป็นผู้พยายามติดต่อหาประกันเองทั้งที่ตนยังบาดเจ็บและยังต้องรักษาตัว หลังจากที่ติดต่อประกันได้ จึงได้นัดคุยกันที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อได้พบปะพูดคุยกัน ประกันภัยยังย้ำต่อผู้เสียหายอีกครั้งว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  ผู้เสียหายก็หลงเชื่อคำประกันบอกจึงไม่ได้เอะใจอะไร

ครั้งที่ 3

จนระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้เสียหายรอจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 64 ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อหาประกันภัยอีกครั้ง และได้นัดพูดคุยกับประกันภัยอีก แต่คราวนี้ผู้เสียหายอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สามารถนั่งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 – 20 นาทีได้แล้วจากที่นั่งไม่ได้เลย แต่อาการยังไม่ดี 100% พอประกันภัยทราบดังนั้นว่าผู้เสียหายเริ่มอาการดีขึ้นตามคำบอกรักษาตัวให้หายดีก่อน จึงได้ออกกลอุบายต่อผู้เสียหายอีกครั้ง ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายอีกว่า “หมอยังนัดดูอาการอยู่เลย” , “เรียกเท่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนะ” , “อาจได้ไม่คุ้ม” และตบท้ายด้วยคำพูดยอดฮิตว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” กับผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 3 จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

ผู้เสียหายไหวตัวทันเจอประกันภัยหลอก รักษาตัวให้หายดีก่อน

หลังจากได้นัดพูดคุยกันและถูกประกันภัยบอก รักษาตัวให้หายดีก่อน ถึง 3 ครั้งผู้เสียหายยังเล่าอีกว่าตั้งแต่เกิดเหตุมานี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ที่ไม่มีผลตอบรับหรือการติดต่อโทรถามแต่อย่างใดจากประกันภัยอีกเลย ผู้เสียหายเอะใจถึงพฤติกรรมของประกันภัย เพราะระยะเวลาก็ล่วงเลยมายาวนานพอสมควรหลังเกิดเหตุ จึงไหวตัวคิดว่าต้องพึ่งสำนักงานทนายความข้าช่วยเหลือ จนได้ไปเจอเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และช่อง YOUTUBE ที่เคยทำวิดีโอให้ความรู้ไว้ เมื่อศึกษาข้อมูลจากทั้งเพจและ YouTube ของสำนักงานทนายความ จึงได้ถึงบางอ้อว่า ตนถูกประกันหลอกให้รักษาตัวให้หายดีก่อนเหมือนเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่ทางสำนักงานของเราเคยดำเนินคดีความให้  ผู้เสียหายท่านนี้จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายทันทีโดยไม่รอประกันแล้ว

3 ข้อเสีย เมื่อประกันภัยบอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน

รักษาตัวให้หายดีก่อน หากจากคำนี้เมื่อไร ควรรีบปรึกษาทนายทันทีไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยหลอกแล้วหลอกเล่าเหมือนกรณีเคสตัวอย่างข้างต้นที่ถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้งด้วยกันในระยะเวลากว่าครึ่งปี เพราะคำพูดหรือข้ออ้างต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย มักจะใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงเป็นข้อระวังสำคัญที่ไม่ควรหลงเชื่อ

  • คดีอาจขาดอายุความ

 ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องได้  เป็นเพียงกลยุทธ์ตื้นๆ ที่พอเมื่อเราเสียเวลาในการไปรักษาตัวให้หายดีแล้วจึงให้ไปติดต่อขอเคลมประกัน แต่บางกรณีต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน จึงทำให้คดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องใด ๆ ได้เลย

  • อาจหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราขาหักแล้วต้องใส่เหล็กดาม ทางประกันภัยก็ตีความว่าการรักษาพยาบาลเป็นอันสิ้นสุด จึงได้อนุมัติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และทำการเซ็นสัญญาประนีประนอม เป็นอันจบคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางแพทย์ก็ได้นัดให้ทำการผ่าเอาเหล็กดามออก ทีนี้เราจึงไม่สามารถกลับไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้อีกแล้ว

  • บริษัทประกันอาจอนุมัติจ่ายค่าสินไหมให้น้อยกว่าเท่าที่ควร

เนื่องจากเห็นว่าเรารักษาตัวหายดีแล้ว เมื่อรักษาตัวให้หายดีแล้วตามที่ประกันบอก ก็ไม่มีบาดแผล หรือความเจ็บปวดใดที่จะไปเรียกร้อง เมื่อประกันเห็นว่าหายดีแล้ว ก็จึงจ่ายค่าสินไหมให้ตามสภาพอาการบาดเจ็บนั่นเอง

 3 ข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสียเบื้องต้นเท่านั้น แต่มุกเด็ด หรือกุลยุทธ์เด็ด ๆ ของประกันภัยอีกมากมายที่บริษัทประกันภัยมักหยิบมาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เจอแบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อรีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยหาทางออกให้ดีที่สุด ยืนยันสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ช่วยคุณได้

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!