ประกันภัยหัวแพทย์! ถ่วงเวลาขอเอกสารเพิ่ม ทั้งที่ผู้บาดเจ็บกระเพาะปัสสาวะฉีก ขาหักผิดรูปจนต้องดามเหล็ก!

บริษัทประกันภัยกับทนายความถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่มาตลอด เพราะทุกครั้งที่ผู้บาดเจ็บมักประสบกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย ทำให้ผู้บาดเจ็บไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยอย่างที่ควรจะเป็น เพราะนอกจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์มักจะงัดไม้เด็ดต่างๆ มาเพื่อยืดระยะเวลาการจ่ายค่าเสียหายออกไป ตลอดจนการตุกติกไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ สร้างความเดือดร้อนเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้เสียหายเป็นอย่างมากเฉกเช่นผู้เสียหายท่านนี้ที่ได้รับบาดเจ็บกระเพาะปัสสาวะฉีก ขาหักผิดรูป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ที่เราควรจะได้รับไม่ให้บริษัทประกันภัยมาเอารัดเอาเปรียบ

บาดเจ็บสาหัสจนสลบ! ขาหักผิดรูป! แต่ประกันเสนอจ่ายแค่หลักหมื่น!

ขาหักผิดรูป

อย่างเช่นในกรณีอุบัติเหตุเคสนี้ ผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาแล้วเกิดการชนเข้ากับรถพ่วงเทรลเลอร์ที่กำลังจะเข้าซอย ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บชนเข้ากับท้ายรถพ่วงอย่างจัง เป็นเหตุให้ผู้บาดเจ็บสลบไปในทันที ในขณะที่ผู้ขับรถพ่วงได้ยอมรับกับตำรวจในที่เกิดเหตุว่าตนเองนั้นได้ขับรถโดยประมาท จนทำให้เกิดอุบัติเหตุจริง จากอุบัติเหตุดังกล่าว ผู้บาดเจ็บถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ผู้ป่วยฉุกเฉินขั้นวิกฤต เพราะผู้บาดเจ็บสลบไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุและจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย จากเอกสารการรักษาผู้ป่วยเสียเลือดมากจนถึงขนาดต้องให้เลือดอย่างเร่งด่วน อีกทั้งยังกระดูกเชิงกรานหัก ขาหักผิดรูป แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือการได้รับบาดเจ็บที่หน้าท้องบริเวณกระเพราะปัสสาวะ ทำให้มีเลือดออก และไม่สามารถปัสสาวะได้ตามปกติ สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก ผู้บาดเจ็บต้องผ่าตัดหน้าท้องมากกว่า 2 ครั้งเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ส่วนขาหักผิดรูปยังไม่ทราบว่าจะสามารถหายกลับมาเป็นปกติหรือไม่  

ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการฉี่ไม่ออก ต้องเข้าผ่าตัดกว่า 2 ครั้ง!

ผ่าตัด

นอกจากนี้ กระเพาะปัสสาวะยังฉีกขาดจนได้รับบาดเจ็บแล้ว ผู้บาดเจ็บยังขาหักผิดรูป จนต้องเข้ารับทำการผ่าตัดใส่เหล็กดามเอาไว้ เมื่อเวลาอากาศเย็นก็จะเผชิญกับอาการเจ็บปวด แถมสะโพกร้าว และปวดสะบักขวา ไม่สามารถเดินได้สะดวกต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงในการเคลื่อนไหว เวลาเดินจะเจ็บที่บริเวณเท้าทั้ง 2 ข้าง และไม่สามารถยืนได้นาน นับว่าเป็นความทรมานอย่างแสนสาหัสของผู้บาดเจ็บจริงๆ  

ตลอดระยะเวลาการรักษา ผู้บาดเจ็บต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกว่า 24 วัน แถมต้องย้ายโรงพยาบาลมากกว่า 3 ครั้งเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ หลังจากกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านต่อ ยังต้องเดินทางไปล้างแผลที่อนามัยทุกวันจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีค่าใช้จ่าย 1,050 บาท/วัน และต้องเดินทางไปโรงพยาบาลติดตามอาการเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางกว่า 23 กิโล ด้วยสะโพกที่ร้าวและขาหักจึงเป็นอุปสรรคอย่างมาก หากวันไหนไม่มีใครไปส่งผู้บาดเจ็บจะต้องขอให้คนข้างบ้านช่วยเหลือเป็นคนพาไปส่งที่โรงพยาบาล และแม่น้องจำเป็นต้องลางานไปดูแลน้อง ทำให้ขาดรายได้ในส่วนนี้ เพราะผู้บาดเจ็บขาหักผิดรูป สะโพกร้าว เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวก    

บริษัทประกันภัยยื้อเต็มที่ แม้ผู้กระทำความผิดยอมรับเองว่าประมาท

เอกสาร

ความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่ผู้บาดเจ็บได้รับจากความประมาทของผู้ขับรถพ่วง ทั้งกระเพาะปัสสาวะฉีกขาดต้องผ่าตัดกว่า 2 ครั้ง และขาหักผิดรูปจนต้องดามเหล็ก นับว่าสาหัสสากรรจ์มากเลยทีเดียว แต่เชื่อหรือไม่ว่า! บริษัทประกันพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมถ่วงเวลาที่จะยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ผู้ขับขี่ฝ่ายประมาทได้ทำกับบริษัทประกันภัยเอาไว้ พยายามยื้อขอเอกสารจากผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมเช่น เอกสารใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หรือหนังสือรับรองเงินเดือน ซึ่งเป็นการถ่วงเวลาให้ผู้บาดเจ็บและครอบครัวต้องไปเดินเรื่องขอเอกสารเองทั้งหมด

เจอบริษัทประกันภัยหัวหมอแบบนี้ ต้องมีทนายไว้ดีที่สุด

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้

ความจริงแล้วบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเงินตามที่ระบุเอาไว้ในประกันทั้งภาคบังคับ และภาคสมัครใจ แต่บริษัทประกันภัยพยายามที่จะเตะถ่วงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้บาดเจ็บ ทั้งที่ผู้บาดเจ็บต้องสำรองจ่ายเองไปเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท แถมยังไม่รู้ว่าในอนาคตผู้บาดเจ็บจะสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะที่ใช้สำหรับปัสสาวะ และขาหักผิดรูปจนต้องดามเหล็ก การที่ต้องมาบาดเจ็บตรงนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สะเทือนใจแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวอย่างที่สุดแล้ว เมื่อเทียบกับจำนวนเงินอันน้อยนิดที่บริษัทประกันภัยเสนอจะจ่ายให้ผู้บาดเจ็บและครอบครัว จึงรู้สึกถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย จึงตัดสินใจจะฟ้องบริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัท โดยมอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องกับบริษัทประกันภัย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เล็งเห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่ผู้บาดเจ็บได้รับ จึงจะดำเนินการฟ้องร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยให้ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจให้แก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัว

เห็นหรือไม่คะ ว่าการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญเอาไว้คอยให้คำปรึกษา หรือช่วยดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะบริษัทประกันภัยโดยส่วนใหญ่มักหาช่องโหว่ที่จะเอาเปรียบผู้บาดเจ็บเสมออย่างเช่นวลี “ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน” สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความที่เชี่ยวชาญในเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกัยภัย รวมถึงคดีอื่นๆ หากท่านรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องไหน ติดต่อเรา เรามีทนายผู้เชี่ยวชาญไว้คอยให้บริการทุกขั้นตอนอย่างถึงที่สุด

บริษัทประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

เคยไหมที่เวลาเกิดอุบัติแล้วไม่รู้ต้องทำอะไรก่อน เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ขอบเขตของข้อกฎหมายเพื่อเอาไว้ปกป้องสิทธิที่ตัวเองควรจะได้รับ เพราะส่วนใหญ่เมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้บาดเจ็บมักจะถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้เซ็นหนังสือประนีประนอมยอมเพื่อลดการจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่ต้องทำคืออย่าเซ็นเอกสารใดๆ ที่บริษัทประกันภัยยื่นมาให้เด็ดขาด เพราะอาจถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก บาดเจ็บทุพพลภาพ หากสะดวกควรหาทนายเอาไว้เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาจะดีที่สุด

อย่างเคสที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายของผู้เสียหายอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะบาดเจ็บจากอุบัติอย่างหนักหนาสาหัสแล้ว ยังถึงขั้นบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยยังพยายามเตะถ่วงบ่ายเบี่ยงค่าเสียหายตามความเหมาะสม ทำให้ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยเท่าที่ควร โดยบริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะ “ทุพพลภาพถาวร” จริงหรือ?? ทั้งที่แพทย์ลงความเห็นว่าผู้บาดเจ็บนั้นได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร เกริ่นมาขนาดนี้แล้วหลายคนคงอยากทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ผู้บาดเจ็บได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง และสิ่งที่หลายคนคงอยากทราบคือบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าเยียวยาเหตุทุพพลภาพถาวรเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เราไปเริ่มลำดับเหตุการณ์กันเลยค่ะ

ประสบอุบัติเหตุสาหัสจนทุพพลภาพ บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงจ่าย!!

รถคว่ำ

โดยอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสารข้างคนขับ กำลังเดินทางกลับจากการไปทำธุระรายงานตัว ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีฝนตกลงมาจนเป็นสาเหตุให้ถนนลื่น ทำให้กระบะที่ผู้บาดเจ็บขับมานั้นเกิดเสียหลักลื่นไถลตกลงไปข้างทาง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยได้รับบาดเจ็บกระดูกบริเวณคอหัก หลังจากรักษาตัวมาได้ระยะหนึ่ง ผู้บาดเจ็บได้ถูกส่งตัวไปรักษาอีกโรงพยาบาลและต้องนอนพักรักษาตัวอีกราวประมาณ 1 เดือน และต่อมาได้ถูกส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งเพื่อพักรักษาตัวอีกประมาณครึ่งเดือนเศษ ซึ่งเป็นการรักษาที่ยาวนานและทรมานมาก ผู้บาดเจ็บได้รับข่าวร้ายว่าต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยหัวใสยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพตามที่ระบุเอาไว้ในประกัน

ใบรับรองแพทย์แจ้งทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยไม่เชื่อ!!

กระดูกหัก

หลังจากนั้นผู้บาดเจ็บยังเกิดภาวะติดเชื้อทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ หลังจากต้องนอนป่วยติดเตียงมาเป็นเวลานานเกิดก็ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถเดินเหินใช้ชีวิตได้ตามปกติ แถมยังเกิดเป็นแผลกดทับลึกขนาดใหญ่จนไม่สามารถนอนหงายได้ ต้องคอยนอนตะแคงอยู่ตลอดเวลา และต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน ด้วยภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตัวเอง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก จึงเป็นอะไรที่ทรมานมากทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพภาวร ทำให้ขาดรายได้ในการจุนเจือครอบครัว

บาดเจ็บทุพพลภาพ

จากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล แน่นอนว่าบริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่บริษัทประกันภัยหัวใสใช้ช่องโหว่ยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายที่ระบุตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งบริษัทประกันภัยขอเสนอจ่ายเบื้องต้นแค่ค่าสินไหมเป็นเงิน 60,506 บาท และค่านอนรักษาตัวเป็นเงินเพียงแค่ 2,800 บาท ส่วนในกรณีทุพพลภาพถาวรนั้น บริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าทุพพลภาพนั้นจะต้องไม่สามารถใช้งานอวัยวะในร่างกายเพื่อการทำงานใดๆ ได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบริษัทประกันภัยเชื่อว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นอาจไม่ได้มีภาวะทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ผู้บาดเจ็บรู้สึกได้ถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัทประกันภัย และได้มอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกรณีทุพพลภาพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เห็นถึงการไร้ความรับผิดชอบต่อผู้บาดเจ็บที่ซื้อประกันภัยเพื่อความคุ้มครอง แต่บริษัทประกันภัยนั้นกลับไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ภาคบังคับ แถมกลับต้องมาเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจกันแบบนี้เมื่อเกิดกรณีอุบัติเหตุ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงต้องดำเนินการทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้บาดเจ็บอย่างถึงที่สุด ป่วยกายก็นับว่าทุกข์ใจแสนสาหัสอยู่แล้ว ยังมาเจอบริษัทประกันภัยพูดแบบนี้น่าเห็นใจผู้บาดเจ็บเสียจริงๆ

มีทนายไว้คอยให้คำปรึกษาหรือสู้คดีจะดีที่สุด

ประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ทำไมเราควรต้องมีทนายความผู้เชี่ยวชาญ” ไว้คอยช่วยเหลือดูแลเมื่อเกิดอุบัติขึ้น อย่างน้อยยังอุ่นใจได้ว่าเราจะไม่ถูกบริษัทประกันภัยเอารัดเอาเปรียบแบบกรณีนี้ หากท่านไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย หรืออยากปรึกษาคดีด้านไหนติดต่อมาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญไว้คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ

ฟันหักหายเป็นแถบ ประกันภัยหัวแพทย์ขอจ่าย 3 หมื่น ยื้อขอเอกสารเพิ่ม ทั้งที่แพทย์ลงความเห็นราคากว่า 8 หมื่นบาทต่อซี่

ฟันหักหายเป็นแถบ ประกันภัยหัวแพทย์ขอจ่าย 3 หมื่น ยื้อขอเอกสารเพิ่ม ทั้งที่แพทย์ลงความเห็นราคากว่า 8 หมื่นบาทต่อซี่

          หากใครที่ได้ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา คงจะคุ้นเคยกันดีกับกลยุทธ์เด็ดต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย ที่เรียกได้ว่าแต่ละคำนั้นได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประสบภัยหลายท่านไม่น้อย เช่น รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องก็ดี หรือ อ้างว่าเมาแล้วขับ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธการรับผิดชอบก็ดี ข้ออ้างหรือมุกเด็ดต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัยแต่ละคำล้วนแต่ส่งผลเสียต่อผู้เสียหายอย่างบอกไม่ถูก เพราะแต่ละกรณีได้รับความเสียหายที่แตกต่างกันไป

          และสำหรับกรณีต่อไปนี้ที่เราจะมานำเสนอก็เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องราวของผู้เสียหายท่านหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุ แต่เป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดที่ต้องฟันหัก แต่ไม่ใช่ฟันหักธรรมดาเพราะสามารถเปลี่ยนชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้ในพริบตา

ผู้เสียหายสุดช้ำ ! ฟันหักหายไปเป็นแถบ ประกันภัยตัวแสบไร้เยื่อใยเสนอจ่ายต่ำกว่าความเสียหายที่แท้จริง

ผู้เสียหายสุดช้ำ ! ฟันหักหายไปเป็นแถบ ประกันภัยตัวแสบไร้เยื่อใย

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น เรื่องราวที่เรานำมาเสนอนี้เป็นเรื่องราวของผู้เสียหายท่านหนึ่งที่เราเชื่อมาก ๆ ว่าหากใครได้มาอ่านจะต้องรู้สึกสะเทือนใจไปกับผู้เสียหายท่านนี้อย่างแน่นอน เรื่องราวของนาย A ผู้เสียหายที่ต้องเผชิญกับอุบัติเหตุถูกรถชนอย่างรุนแรง และการประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงสร้างบาดแผลทางกายเท่านั้น แต่ยังสร้างบาดแผลทางใจที่ทิ้งร่องรอยไว้อย่างที่นาย A ไม่มีทางลืมเลือนได้แน่นอน

          เขาได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส ไม่เพียงแค่ศีรษะที่ได้รับความกระทบกระเทือนเท่านั้น แต่ยังมีแผลฉีกขาดในหลายส่วน และที่มากไปกว่านั้นนาย A ฟันหักไปกว่า 3 ซี่ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดและอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก นาย A ไม่สามารถพูดได้ เนื่องจากมีเลือดไหลจากปากตลอดเวลา และไม่สามารถรับประทานอาหารได้แม้แต่อาหารอ่อน ๆ ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่นาย A ได้รับ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความบาดเจ็บทางร่างกาย แต่ยังลุกลามไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งกว่าจะผ่านในแต่ละวันไปได้นาย A ต้องเผชิญกับอุปสรรคอย่างมาก

          ในสถานการณ์ที่เลวร้ายแบบนี้ แต่ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของนาย A กลับไม่ได้รับการเยียวยาอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัทประกันภัยหัวแพทย์พิจารณาชดใช้ค่ารักษาฟันที่ต้องสูญเสียรากฟันไปให้เพียง 30,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ห่างไกลจากค่ารักษาจริงที่ทันตแพทย์ประเมินไว้เป็นอย่างมาก เนื่องจากนาย A ได้รับการประเมินค่ารักษาพยาบาลจากทันตแพทย์อย่างละเอียด โดยทันตแพทย์ระบุว่าความเสียหายของฟันแต่ละซี่นั้นมีมูลค่าการรักษาสูงถึง 85,000 บาทต่อซี่ สาเหตุเพราะรากฟันได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนจากฟิล์มเอกซเรย์

ฟิล์มเอกซเรย์ฟันหัก

          ในขณะที่นาย A ต้องการการดูแลรักษาและการเยียวยาที่เหมาะสม แต่บริษัทประกันภัยหัวแพทย์กลับพิจารณาชดใช้ให้เพียงเท่านี้ จากเหตุการณ์นี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของบริษัทประกันภัยที่ไม่เป็นธรรม และความจำเป็นที่ผู้เสียหายต้องมีการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง

          นอกจากจะพิจารณาจ่ายค่ารักษาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมากแล้ว บริษัทประกันภัยยังขอเอกสารเพิ่มเติมจากนาย A เพื่อยื้อเวลาในการพิจารณาเพิ่มอีก นับเป็นการสร้างความเครียดและความทุกข์ใจให้กับผู้เคราะห์ร้ายอย่างมาก การขอเอกสารเพิ่มเติมและการยืดเวลาพิจารณาเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยใช้ในทุกกรณี เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ควรจะเป็น

          การที่นาย A ฟันหัก ไม่ใช่เพียงแค่ฟันหักธรรมดาทั่วไป แต่นับว่าต้องสูญเสียอวัยวะและต้องทำการรักษา คำถามที่ต้องถามคือ การที่บริษัทประกันภัยพิจารณาชดใช้เพียง 30,000 บาท ต่อการที่ต้องฟันหักไปหลายซี่นั้น เหมาะสมกับความเสียหายที่นาย A ได้รับแล้วหรือ? การชดใช้เพียงเท่านี้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นแทบจะไม่สามารถครอบคลุมค่ารักษาอะไรได้เลย และแน่นอนว่าการที่ฟันหักส่งผลให้นาย A ได้รับความเดือดร้อนในชีวิตเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือไม่มีใครควรต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บแบบนี้โดยไม่ได้รับการรับผิดชอบที่เหมาะสมจากบริษัทประกันภัย

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้ เจอแบบนี้มีทนายเดินเรื่องดีที่สุด

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้

          จากเหตุการณ์ที่กล่าวไปข้างต้น การที่นาย A ประสบอุบัติเหตุฟันหักเหมือนเท่ากับว่าต้องสูญเสียอวัยวะในร่างกายไป นั่นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ หรือเรื่องธรรมดาทั่วไป และจากเรื่องนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการที่ผู้เสียหายต้องรับมือกับกระบวนการของบริษัทประกันภัยเพียงลำพังนั้น มีแนวโน้มที่จะถูกเอาเปรียบและไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม การมีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกันภัยเพื่อดำเนินคดีและต่อสู้เพื่อสิทธิที่ควรได้รับ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะการมีทนายความสามารถช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการปกป้องและชดเชยอย่างเต็มที่ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และไม่ต้องเผชิญกับการยื้อเวลาและการเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัยอีกต่อไป หากเจอกรณีเหมือนอย่างนาย A นี้ ควรมีทนายความเดินเรื่องดำเนินการให้ดีที่สุด >>ปรึกษากฎหมาย<<

บ.ประกันลั่น “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ผู้เสียหายโร่ปรึกษากฎหมาย @สนง.กฎหมายวงศกรณ์ สุดท้ายศาลสั่งชดใช้ 4 แสนกว่า

บ.ประกันลั่น “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ผู้เสียหายโร่ปรึกษาฎหมาย

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้เสียหายได้เข้ามาปรึกษากฎหมายกับทนายความของเรา และเป็นคดีความที่ผลคดีออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่ประเด็นในวันนี้ที่เราต้องการนำเสนอหลัก ๆ คือ พฤติกรรมความเอาเปรียบอย่างใจดำของบริษัทประกันภัยหัวหมอ เมื่อนางสาว A หญิงสาวผู้โชคร้ายได้ขับขี่ จยย. ถูกรถกระบะเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้เธอต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกหักหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นข้อมือ แขน ขา และข้อเท้า อีกทั้งเธอยังต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก ทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จากเหตุการณ์อันแสนเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้นเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บ อีกทั้งยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่องเป็นปี ๆ ทั้งๆ ที่เธอต้องบาดเจ็บมากขนาดนี้ ในชั้นโรงพักบริษัทประกันภัยตัวดีเสนอจ่ายให้เธอเพียง 1 แสน 3 หมื่นบาท เท่านั้น จากเหตุการณ์ในครั้งเจรจาในชั้นโรงพัก เธอรับไม่ได้กับพฤติกรรมความเอาเปรียบของบริษัทฯ เธอจึงนำเรื่องราวมาปรึกษากฎหมายที่เราทันทีและท้ายที่สุดเรื่องราวของเธอจึงถึงมือทนายอาร์มในเวลาต่อมา

          ต่อมาหลังจากที่เธอปรึกษากฎหมายเรื่องราวดำเนินมาถึงชั้น คปภ. แต่บริษัทฯ ก็ยังเจ้าเล่ห์ไม่หยุดยืนยันเสนอจ่ายเท่าเดิม อีกทั้งยังมัดมือชกให้เธอเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความอีกด้วย นางสาว A ตัดสินใจปฏิเสธการรับผิดชอบของบริษัทฯ เพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรมกับความเจ็บปวดที่เธอได้รับ และบริษัทฯ ก็ยันไม่จ่ายไปมากกว่านี้แล้ว โบ้ยให้เธอไป “ฟ้อง” เรียกร้องเอากับคู่กรณีเอง เมื่อบริษัทฯ ทำกันถึงขนาดนี้แน่นอนว่าเราไม่รอช้าดำเนินการต่อในชั้นศาลทันที

          สุดท้ายเรื่องราวของนางสาว A จบลงที่ศาลสั่งพิพากษาให้ชดใช้ต่อเธอจำนวนสี่แสนกว่าบาทต่อความเจ็บปวดที่เธอต้องได้รับและยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการใช้ชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก็ยังดีกว่ายอมถูกบริษัทประกันภัยใช้เล่ห์เหลี่ยมเสนอจ่ายเพียงแสนกว่าบาทเพื่อจบทุกอย่าง

ตีแผ่ ! ประโยคเด็ดบ.ประกันภัยหลอกให้หลงเชื่อ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” ได้จริงหรือ ?

ตีแผ่ ! ประโยคเด็ดบ.ประกันภัยหลอกให้หลงเชื่อ

          ประโยคสุดฮิตประโยคเด็ดของบริษัทประกันภัยทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมากไปถึงบาดเจ็บสาหัส และในบางรายสาหัสมากไปถึง “สูญเสียอวัยวะ” , “ทุพพลภาพถาวร” อาทิ แขน, ขา, ตา, ฟัน ฯลฯ สิ่งแรกที่บริษัทฯ จะกล่าวหลังจากที่ผู้เสียหายได้มีการถามถึงเรื่อง “ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน” จากบริษัทฯ ประโยคที่ว่านั่นคือ “ไปรักษาตัวก่อน” , “รักษาตัวให้หายดีก่อน” “รักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลัง” ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประโยคที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทฯ จงใจจะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้เสียหาย แล้วคำว่า “เรียกร้องทีหลังก็ได้” มันได้จริงหรือ ?

          “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” หากผู้เสียหายท่านใดได้ประสบพบเจอเข้ากับประโยคนี้ ควรรีบปรึกษากฎหมายกับทนายทันที เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการ “เอาเปรียบ” อย่างใจดำของบริษัทประกันภัย หลักการง่าย ๆ ของปัญหาที่ว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” ก็คือ หากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วยอมไปทำตามคำพูดของบริษัทฯ กับคำว่า “ค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” นั่นเป็นเพราะบริษัทฯ ต้องการให้คุณไปรักษาตัวรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี แล้วเมื่อถึงคราวที่คุณไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่คุณต้องได้รับตามที่เคยได้ตกลงกันไว้ บริษัทฯ จะจ่ายให้ แต่จ่ายในจำนวนที่เห็นว่าคุณรักษาตัวหายดีแล้ว คุณก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนที่น้อยกว่าที่ควรจะได้รับ คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จึงเป็นมุกเด็ด กลยุทธ์ยอดฮิตของบริษัทฯ ที่มักนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้เสียหายนั่นเอง และที่น่ากลัวไปกว่านั้นประโยคนี้ยังสามารถสร้างความเดือดร้อนให้ผู้เสียหายได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

          หากผู้เสียหายท่านใดไม่อยากตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย อย่า ! หลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” เด็ดขาด เพราะหากหลงเชื่อไปแล้วนั่นหมายความว่าความเป็นธรรมที่ควรได้รับก็แทบจะหายไปเช่นเดียวกัน

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้ ปรึกษากฎหมายต้องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้

          เป็นความจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องที่ว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่ยังไม่เกิดเรื่อง แต่ประชาชนคนธรรมดาและหรือผู้บริโภคของบริษัทฯ เองไม่มีแม้แต่ผู้ให้คำปรึกษา บางคนไม่มีความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุรถชนต้องทำอย่างไรต่อ ด้วยซ้ำ อีกทั้งในบางรายยังต้องสูญเสียเวลาไปกับ “ทะแนะ” ผู้ที่มีความรู้แต่รู้ไม่จริงให้คำแนะนำต่าง ๆ นานาที่ผิดพลาดไปหมดจนผู้เสียหายต้องเสียเวลาไปเรื่อย ๆ และท้ายที่สุดก็หาทางออกของปัญหาไม่ได้ กว่าจะมาปรึกษากฎหมายกว่าจะถึงมือทนายความ เรื่องราวความเสียหายต่าง ๆ และการที่จะเรียกร้องค่าเสียหายก็ล่วงเลยไปมากแล้ว

          สิ่งที่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยากจะสื่อออกมาให้ทุกท่านที่ได้ติดตามเราได้ฉุกคิดก่อนที่จะหลงเชื่อบริษัทประกันภัย เพราะในความเป็นจริงบริษัทฯ มีทนายความที่พร้อมจะดำเนินคดีไม่ว่าเรื่องใด และสำหรับผู้บริโภคประชาชนคนธรรมดาเมื่อเกิดอุบัติเหตุตกสถานะเป็นผู้เสียหายก็สามารถมีทนายความได้เช่นเดียวกับบริษัทฯ หากมีทนายไว้ปรึกษากฎหมายก็ไม่ต้องยอม ไม่ต้องเสียรู้บริษัทฯ อีกต่อไป และยังได้รับค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมกับความบาดเจ็บที่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกด้วย ดังนั้น หลังเกิดเหตุปรึกษากฎหมายกับทนายได้ทันทีไม่ต้องรอ >>ติดต่อเรา<<

รถชน ฟันหัก 5 ซี่ขึ้นไป พ.ร.บ.จ่ายเท่าไหร่ ?

รถชน ฟันหัก 5 ซี่ขึ้นไป พ.ร.บ.จ่ายเท่าไหร่ ?

          อุบัติเหตุจากรถเป็นเรื่องไม่คาดฝัน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน  เพราะเราต้องใช้ยานพานหนะทางบกในการเดินทางเป็นหลัก ซึ่งรถทุกประเภทมีความเสี่ยงภัยทั้งสิ้น โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ที่ผู้คนนิยมใช้จำนวนมาก เพราะมีความสะดวก คล่องตัว ทำให้มีความเสี่ยงภัยสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ จากรายงานแสดงสถิติการเกิดเหตุจากรถจักรยานยนต์ ตามข้อมูลการใช้สิทธิ์ พ.ร.บ  ในปีพ.ศ. 2566 ของศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีอุบัติเหตุทางท้องถนนจากรถจักรยานยนต์ เกิดขึ้น จำนวน 495,264 ครั้ง  มีผู้เสียชีวิต 7,915 ราย และมีผู้บาดเจ็บถึง 486,855 ราย เห็นสถิติแล้วต้องบอกว่าน่าทึ่งมาก แล้วจะมีผู้ประสบภัยสักกี่คนที่ได้รับการเยียวยาที่ถูกต้องตามสิทธิ กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถได้กำหนดให้บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทน กรณีได้รับความเสียหายต่อร่างกาย อนามัย ตามความเสียหายที่แท้จริง ไม่เกิน 80,000 บาท และกรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต คนส่วนใหญ่ค่อนข้างทราบดีว่าสามารถเรียกร้องได้ 200,000-500,000 บาท แต่อาจจะมีบางท่านที่ยังไม่ทราบว่ากรณีที่อวัยวะถูกทำลายลงแล้วจะทำให้กระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของผู้ประสบภัยนั้น เช่น การสูญเสียฟันแท้ตั้งแต่ 5 ซี่ ขึ้นไป สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ถึง 250,000 บาท เป็นต้น

ฟันหัก ดูดีๆ อาจไม่ใช่กรณีบาดเจ็บธรมดา แต่เป็นเรื่องการสูญเสียอวัยวะ

ฟันหัก ดูดีๆ อาจไม่ใช่กรณีบาดเจ็บธรมดา

          “ฟัน” เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เพราะมีหน้าที่ช่วยทำให้เราบดเคี้ยวอาหารได้ในทุก ๆ วัน ฟันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราพูดและออกเสียงได้อย่างปกติ ช่วยรักษาโครงสร้างใบหน้า ให้มีความกว้าง , ความยาว และความอิ่มของริมฝีปากให้สมดุล และฟันเป็นส่วนประกอบของบุคลิกภาพ สร้างความประทับใจได้โดยเฉพาะเวลาที่พูดคุยกัน ฉะนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากรถแล้วฟันหัก แน่นอนว่าย่อมเกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานและกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข นอกจากการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล ค่าสูญเสียโอกาสในการทำงาน ค่าเสียหายอื่น ๆ แล้ว ต้องดูเงื่อนไข พ.ร.บ. ด้วย

          ดังนั้นดูให้ดี! บาดเจ็บฟันหักจากอุบัติเหตุรถชน แล้วฟันแท้หักตั้งแต่ 5 ซี่ขึ้นไป  สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ถึง 250,000 บาท ตามเงื่อนไขกรมธรรม์พ.ร.บ. ข้อ 3.1.2 (7) ประกันภัยอาจจะใช้ความ “ไม่รู้” ของชาวบ้าน เสนอจ่าย พ.ร.บ. ในวงเงิน 80,000 บาท ซึ่งเป็นแค่กรณีบาดเจ็บเท่านั้น อาจจะทำให้ผู้ประสบภัยเสียสิทธิได้   

ตัวอย่างเคส ผู้เสียหาย ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บฟันหักเกิน 5 ซี่ พ.ร.บ. จ่ายแค่ 80,000 บาท

          ผู้เสียหายรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกเบ้าฟันหน้าแตก , ฟันหลุดออกจากเบ้า และฟันโยกไม่สามารถใช้งานได้มากกว่า 5 ซี่ มีบาดแผลฉีกขาดเหงือกบนและล่าง กระดูกนิ้วก้อยมือขวาหัก และมีบาดแผลถลอกตามร่างกาย จากอาการบาดเจ็บจะเห็นได้ว่าผู้เสียหายรายได้บาดเจ็บสาหัสมาก ก่อนที่จะได้มาปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายท่านนี้ได้ดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายจากการบาดเจ็บดังกล่าวจากพ.ร.บ. ซึ่งบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายพ.ร.บ. เพียงแค่ 80,000 บาท เท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง ผู้เสียหายได้ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จึงได้มารู้จักกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์  ทำให้ได้รู้ว่าอาจกำลังถูกประกันภัยเอาเปรียบ จึงตัดสินใจติดต่อหาทนายเพื่อปรึกษา และให้มาดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมแทน ซึ่งหลังจากที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าไปดำเนินการเรียกร้องในส่วน พ.ร.บ. ให้กับผู้เสียหายได้ 250,000 บาท ตามสิทธิ  และเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนของภาคสมัครใจเป็นค่ารักษารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ ค่าสูญเสียความสามารถฯ และค่าสินไหมทดแทนอันมิใช่ตัวเงิน (ค่าทนทุกข์ทรมาน) ให้กับผู้เสียหายท่านนี้ด้วย ทำให้ผู้เสียหายไม่ถูกเอาเปรียบจากความไม่รู้ ดังนั้น สำหรับใครที่ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บฟันหัก ดูให้ดี ว่าหักกี่ซี่? เข้าเงื่อนไขการสูญเสียอวัยะหรือไม่? หากไม่แน่ใจและรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเหมือนอย่างเคสคดีนี้ การติดต่อหาทนายความ
เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ขอขอบคุณที่มาข้อมูลสถิติ  : ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน

รู้หรือไม่ ประสบอุบัติเหตุ #ขาขาด ไม่ใช่แค่สูญเสียอวัยวะเท่านั้น แต่เป็น “ทุพพลภาพถาวร”

รู้หรือไม่ ประสบอุบัติเหตุ #ขาขาด ไม่ใช่แค่สูญเสียอวัยวะเท่านั้น แต่เป็น “ทุพพลภาพถาวร”

          สำหรับใครที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องการ สูญเสียอวัยวะ จากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้สรุปข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการ สูญเสียอวัยวะ ที่ไม่ใช่แค่สูญเสียอวัยวะเท่านั้น แต่เป็น “ทุพพลภาพถาวร” มาฝากกัน เนื่องจากในผู้เสียหายบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าที่ตนได้สูญเสียอวัยวะไปนั้น นั่นไม่ใช่เป็นเพียงกรณีสูญเสียอวัยวะเท่านั้น แต่มากกว่านั้น คือ ทุพพลภาพถาวร โดยวันนี้เราก็ได้ยกตัวอย่างคดีความหนึ่งที่ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุถูกรถชน และได้สูญเสียขาไป 1 ข้าง ที่เกือบจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบโดยการเสนอจ่ายน้อย ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายท่านนี้ไม่ใช่เพียง สูญเสียอวัยวะ เมื่อมาดูเรื่องราวแล้วพบว่าผู้เสียหายท่านนี้อยู่ในกรณีทุพพลภาพถาวร สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงสู้คดีให้ผู้เสียหายท่านนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ที่ว่า

         กรณีสูญเสียอวัยวะ 1 ข้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อมือ , แขน , เท้า , ขา , หรือตา ฯลฯ กรณีใดกรณีหนึ่งบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 250,000 บาท/คน

          กรณีทุพพลภาพอย่างถาวร คือ หากประสบอุบัติเหตุแล้วสูญเสียอวัยวะ และหรือสูญเสียสมรรถภาพการใช้งานอวัยวะนั้นอย่างถาวรถึงขนาดไม่สามารถประกอบอาชีพหน้าที่ใด ๆ ในอาชีพประจำได้โดยสิ้นเชิงตลอดไป ยกตัวอย่างเช่น นักฟุตบอลอาชีพประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ต้องสูญเสียขา 1 ข้าง ทำให้นักฟุตบอลไม่สามารถใช้ขาประกอบอาชีพนักฟุตบอลได้อีกถาวร กรณีเช่นนี้ถือว่านักฟุตบอลต้องทุพพลภาพอย่างถาวร บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนในจำนวน 300,000 บาท/คน

ตัวอย่างคดี : ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุขาขาด ถูกบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายเพียง 250,000 บาท แต่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินคดีให้จนได้รับ 300,000 บาท

ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุขาขาด ถูกบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายเพียง 250,000 บาท

          เรื่องราวที่นำมายกตัวอย่างให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องราวของผู้เสียหายที่เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกเสียหลักเฉี่ยวชนขณะขายพวงมาลัยอยู่บนเกาะกลางถนน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้อง #ขาขาด 1 ข้าง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการสูญเสียอวัยวะอย่างถาวรครั้งยิ่งใหญ่ของผู้เสียหายท่านนี้เลยก็ว่าได้ แม้ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกให้ผู้เสียหายต้องสูญเสียขา 1 ข้างไปแล้วนั้น ก็ยังไม่วายเกือบจะถูกบริษัท #ประกันภัย เอาเปรียบอีกหากไม่ได้มาเจอทนายอาร์มก่อน

          เมื่อคราวเกิดเหตุนั้นผู้เสียหายได้มีการเจรจากับบริษัทประกันภัยของคู่กรณีในชั้นโรงพัก และทางบริษัทฯ ได้เสนอจ่ายเพียงกรมธรรม์ภาคบังคับในส่วนของการสูญเสียอวัยวะ “ขาขาด1ข้าง” จำนวน 250,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายเท่านั้น ซึ่งมันสมเหตุสมผลแล้วหรือ กับผู้เสียหายที่ต้องมาสูญเสียอวัยวะที่ใช้ในการดำเนินชีวิต

          ผู้เสียหายจึงตัดสินใจปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เมื่อเรื่องมาถึงมือ #ทนายอาร์ม พบว่าก็จริงอยู่ที่กรณีสูญเสียอวัยวะหรือขาขาดเพียง 1 ข้าง บริษัทฯ จะต้องจ่ายอยู่ที่ 250,000 บาท แต่เมื่อมาสืบทราบเรื่องราวดี ๆ แล้ว ในกรณีของผู้เสียหายท่านนี้ไม่ใช่เพียงแค่ #สูญเสียขาข้างหนึ่ง เท่านั้น แต่เป็น #ทุพพลภาพถาวร เนื่องจากผู้เสียหายมีอาชีพเดินขายพวงมาลัยตามท้องถนนและการสูญเสียขาในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้เสียหายสูญเสียสมรรถภาพในการใช้ขาทำงานและไม่สามารถประกอบอาชีพประจำได้อย่างถาวรเช่นเดียวกัน ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องชดใช้ให้ผู้เสียหายในจำนวนเต็ม คือ 300,000 บาท จากกรณีดังกล่าวนี้ หากผู้เสียหายไม่ได้มาเจอ #ทนายอาร์ม และ #สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ก่อนก็จะได้เพียงเท่าที่ประกันเสนอมาเท่านั้น คือ 250,000 บาท แต่ยังมีความโชคดีในความโชคร้ายอยู่บ้างที่มาเจอเราก่อนจึงได้รับค่าเสียหายในจำนวนเต็ม

ประสบอุบัติเหตุ “สูญเสียอวัยวะ” อย่าเพิ่งหลงเชื่อประกันภัย ลองปรึกษาทนายดูก่อน

          จากกรณีตัวอย่างที่ได้ยกมานี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงอยากให้ความรู้และอยากเตือนภัยไปพร้อม ๆ กันสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ในเรื่องของการสูญเสียอวัยวะ เพราะการที่มนุษย์เราสูญเสียอวัยวะใด ๆ ไปก็ตาม นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่สะเทือนใจ และมีผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ที่ต้องสูญเสียมากพอสมควร และการที่บริษัทประกันภัยมาเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง การใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ มาเอาเปรียบผู้บริโภคนี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งจะทำร้ายจิตใจผู้เสียหายเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงคงไม่มีใครต้องการสูญเสียอวัยวะใด ๆ ไปเพื่อแลกกับค่าสินไหมทดแทน เพราะนอกจากมันจะไม่คุ้มแล้ว มันยังไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุจนต้องสูญเสียอวัยวะใดไป อย่าเพิ่งหลงเชื่อประกันภัย ให้รีบติดต่อทนายโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นคุณอาจได้รับค่าเสียหายน้อยกว่าอาการบาดเจ็บที่คุณได้รับก็เป็นได้ ซึ่งอาการบาดเจ็บโดยที่ต้องสูญเสียอวัยวะใด ๆ ไปนั้น แน่นอนว่ามันไม่คุ้มเอาซะเลยกับที่จะต้องใช้ชีวิตโดยสูญเสียอวัยวะนั้นไปถาวร 

 

บาดเจ็บไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกใส่ร้ายให้เป็นผู้โดยสาร รีบปรึกษาทนาย

บาดเจ็บไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกใส่ร้ายให้เป็นผู้โดยสาร รีบปรึกษาทนาย

          ใครที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็คงทราบดีว่าเราได้นำเสนอเรื่องราวเคสของผู้เสียหายเคสต่าง ๆ ไปมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้วได้รับบาดเจ็บและถูกบริษัทประกันภัยใช้กลยุทธ์ข้ออ้างที่ว่าไปรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้ จากคำที่ว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ซึ่งก็เป็นคำที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะคำนี้นับได้ว่าเป็นมุกเด็ดยอดฮิตของบริษัทประกันภัยในการที่จะมาเอาเปรียบผู้บริโภคหรือผู้เสียหายปฏิเสธไม่ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเลยก็ว่าได้ และวันนี้เราก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว แต่เป็นการได้รับบาดเจ็บที่น่าเห็นใจเป็นอย่างมาก และเรื่องราวเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรวันนี้เรามานำเสนอให้ทุกท่านได้ติดตามเคสนี้กัน

ถูกรถชนบาดเจ็บขาหัก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดถูกใส่ร้าย จากผู้ขับขี่ให้กลายเป็นผู้โดยสาร 

ถูกรถชนบาดเจ็บขาหัก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดถูกใส่ร้าย

          เป็นเรื่องราวของนางสาว A ที่เธอได้ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย เรียกได้ว่าบาดเจ็บสาหัสเป็นอย่างมาก อีกทั้งนางสาว A ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากเธอได้ถูกใส่ร้ายจากผู้ขับขี่ให้กลายเป็นผู้โดยสาร โดยรายละเอียดของเคสนี้มีอยู่ว่า นางสาว A ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และมีสามีของเธอเป็นผู้ซ้อนท้าย ต่อมาเธอและสามีได้ถูกรถชนเป็นเหตุให้สามีของนางสาว A เสียชีวิต และนางสาว A ก็ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นขาหัก และไม่สามารถเดินได้อย่างปกติ แต่ภายหลังต่อมานางสาว A ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้โดยสารและให้สามีของเธอซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เป็นผู้ขับขี่แทน ด้วยเหตุนี้นางสาว A จึงไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนของเธอและหรือสามีหรือผู้เสียชีวิตได้ อีกทั้งนางสาว A มีฐานะยากจน จึงไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งนับได้ว่าเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นของนางสาว A เป็นที่น่าหดหู่ใจและน่าเห็นใจไม่น้อย และจากเหตุการณ์นี้หลังจากที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทราบเรื่องราว ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็ได้เข้าช่วยเหลือมอบของอุปโภคและบริโภค รวมทั้งช่วยเหลือด้านคดีความช่วยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อให้ผู้เสียหายหรือนางสาว A ได้รับความเป็นธรรม

ฐานะยากจนไม่ใช่ปัญหา รถชนบาดเจ็บสาหัส รีบทักปรึกษาทนายก่อนถูกเอาเปรียบ!

ฐานะยากจนไม่ใช่ปัญหา รถชนบาดเจ็บสาหัส

          จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาว A เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า เมื่อเธอกล่าวว่า “ไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม แม้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหนัก เพราะมีฐานะยากจน” กรณีเรื่องฐานะทางสังคมหรือฐานะความยากจนที่เป็นปัญหา มีหลาย ๆ เคสด้วยกันที่มีเหตุผลนี้เป็นเหตุให้ไม่กล้าจะที่เอ่ยขอความเป็นธรรมหรือเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเอง เราจึงอยากขอเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพลังบวกและกำลังใจให้กับผู้เสียหาย ไม่ว่าคุณจะได้รับบาดเจ็บมากหรือน้อย คุณไม่ควรเสียสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน แม้มีฐานะยากจนแต่คุณก็เป็นมนุษย์เหมือนกับทุกคน มีสิทธิเท่าเทียมกัน หากใครที่กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกับนางสาว A ในเคสนี้ ไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะ หรือไม่ต้องกังวลว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้ แต่หากคุณอยู่เฉย ๆ ไม่เรียกร้องหรือเดินเรื่องเริ่มต้นทำอะไร ความช่วยเหลือไม่มีทางมาถึงแน่นอน และหากยอมรักษาอาการบาดเจ็บไปเรื่อย ๆ จนหายดี ความเป็นธรรมก็ยิ่งมีน้อยลงเช่นกัน เพราะอาจจะถูกบริษัทประกันภัยหาเรื่องมาเอาเปรียบ เนื่องจากเห็นว่ารักษาตัวหายดีแล้วนั่นเอง รถชนได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ต้องรอรักษาตัวให้หายดีก่อน สามารถมีทนายความเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้ทันที

รถชนบาดเจ็บสาหัสไม่ต้องรอรักษาตัวให้หายดีก่อน ยิ่งรอนานความเป็นธรรมก็ยิ่งหายไป

          เมื่อรถชนเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บ , ทรัพย์สินเสียหาย ถูกบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์บอกให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน หรือนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมากล่าวหาว่าคุณเมาแล้วขับ ฯลฯ เพื่อมาปฏิเสธการรับผิดชอบไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทน อย่ายอมเสียเวลา รีบมีทนายได้ทันทีตั้งแต่เกิดเหตุ หากมีทนายและดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว ความเป็นธรรมที่คุณควรจะได้รับก็มารวดเร็วเช่นเดียวกัน แต่หากไม่ยอมหาทนายและไม่ทำอะไรเลย ความเป็นธรรมไม่มีทางมาถึง และคุณอาจจะบาดเจ็บฟรี ทรัพย์สินเสียหายไปฟรี ๆ ไม่ได้รับอะไรเลย ปรึกษาทนายคือคำตอบ คลิก ติดต่อเรา ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย 

หญิงสาวสุดช้ำ !! เก๋งกลับรถตัดหน้าเป็นเหตุหมดสวย เมื่อเกิดเรื่องบริษัทประกันภัยเงียบ ไม่รอถูกเอาเปรียบ โร่จ้างทนายดำเนินคดีถึงที่สุด

หญิงสาวสุดช้ำ !! เก๋งกลับรถตัดหน้าเป็นเหตุหมดสวย

          เป็นเรื่องราวเกี่ยวบริษัทประกันภัยที่สร้างตำนานบทใหม่ขึ้นกับผู้เสียหายอีกแล้ว…สำหรับใครที่ได้ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์คงจะทราบกันดีว่ามีผู้เสียหายหลายท่านที่ได้ถูกบริษัทประกันภัยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ นานามาเอาเปรียบ จนในที่สุดต้องจ้างทนายเพื่อดำเนินคดีเรียกร้องความยุติธรรมให้คุ้มค่าต่อความเสียหายที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับบาดเจ็บสาหัส , ทรัพย์สินเสียหาย , ขาดประโยชน์จากการใช้รถ ฯลฯ และหรือความเสียหายต่าง ๆ ที่ต้องได้รับความรับผิดชอบที่เหมาะสม แต่กลับถูกบริษัทประกันภัยใช้เล่ห์กลมาปฏิเสธไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ เลย รวมไปถึงการเสนอความรับผิดชอบที่น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงอย่างมากด้วย เหมือนอย่างกรณีต่อไปนี้ที่ผู้เสียหายสุดช้ำใจจากอุบัติเหตุยังไม่พอจนต้องจ้างทนายกลับต้องมาช้ำใจคูณสองเมื่อบริษัทประกันภัยตัวดีกลับเงียบหายไม่ใยดีต่อความเสียหายใด ๆ จนผู้เสียหายทนไม่ไหวจนตัดสินใจจ้างทนายเพื่อดำเนินคดีทันที และเรื่องราวของผู้เสียหายท่านนี้เป็นอย่างไรวันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมานำเสนอเรื่องราวให้ฟังกัน

ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัสใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่บริษัทประกันภัยหัวแพทย์ก็สร้างความช้ำใจให้ไม่หยุด

ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัสใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของหญิงสาวผู้เสียหายรายหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจนต้องจ้างทนายดำเนินคดี เมื่อเธอขับขี่รถ จยย. จนเกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดคิดคือถูกรถเก๋งกลับรถตัดหน้า และอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงเป็นเหตุให้เธอต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส ฟันหน้าแตก 2 ซี่ มีบาดแผลฉีกขาดริมฝีปากล่างทะลุในปาก ทำให้เธอไม่สามารถพูดและทานข้าวได้อย่างปกติ อีกทั้งเธอยังต้องทนทุกข์ทรมานต้องใช้หลอดในการทานข้าวเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน และมีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่งจนปัจจุบันก็ยังทานข้าวไม่ได้อย่างปกติ นอกจากนี้เธอยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง ต้องใส่แมสก์ตลอดเวลา และสูญเสียความมั่นใจในการพูดและยิ้มเหมือนอย่างก่อนเกิดอุบัติเหตุ จ้างทนายจึงเป็นคำตอบที่เธอเลือกให้กับปัญหาและความเดือดร้อนที่กำลังประสบอยู่ ความทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บที่เธอต้องได้รับบริษัทประกันภัยคู่กรณีกลับเงียบหาย ทั้ง ๆ ที่เธอได้รับบาดเจ็บอย่างช้ำใจขนาดนี้ เมื่อเธอรู้ตัวว่ากำลังจะถูกเอาเปรียบไร้ความรับผิดชอบ จึงตัดสินใจจ้างทนายดำเนินคดี เมื่อการจ้างทนายคือคำตอบเรื่องจึงถึงมือ #ทนายอาร์ม ในที่สุด ภายหลังจากที่จ้างทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้เดินเรื่องดำเนินคดี

           เมื่อเรื่องได้เดินมาถึงชั้นคปภ.บริษัทประกันภัยคู่กรณีตัวดีก็ได้เสนอจ่ายรับผิดชอบต่อความเสียหายความบาดเจ็บอย่างสุดแสนทรมานของเธอหลังจากจ้างทนายในจำนวน “10,000 บาท” เท่านั้น จึงเกิดเป็นคำถามว่าเหมาะสมแล้วหรือกับอาการบาดเจ็บและความทุกข์ทรมานที่เธอต้องได้รับทั้งในปัจจุบันและหรือในอนาคต เพื่อให้สมกับที่เธอได้จ้างทนายให้เราดำเนินคดี และความบาดเจ็บที่เธอต้องได้รับ หลังจากนี้เดินหน้าเต็มที่เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเธอ

เมื่อเกิดปัญหาการจ้างทนายความเพื่อดำเนินคดีคือคำตอบ!!

เมื่อเกิดปัญหาการจ้างทนายความเพื่อดำเนินคดีคือคำตอบ

          ทุกท่านล้วนทราบดีว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับอาการบาดเจ็บของผู้เสียหายที่ไม่มีใครต้องการมาทนทุกข์ทรมานในทุกวัน และการที่บริษัทประกันภัยทำพฤติกรรมต่อผู้เสียหายอย่างกรณีหญิงสาวท่านนี้ นับว่าเป็นการกระทำที่แสนเลือดเย็นก็ว่าได้ เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุการที่บริษัทฯ ไม่ได้ติดต่อมาสนใจใยดีหรือแม้แต่จะเอ่ยปากถามต่อผู้เสียหาย ก็นับว่าเธอช้ำใจมากพอสมควรแล้ว จนเมื่อผู้เสียหายตัดสินใจจ้างทนายดำเนินคดีก็แล้ว ยังไม่วายที่บริษัทฯ จะเสนอจ่ายต่อความเสียหายและอาการบาดเจ็บที่เธอต้องได้รับ นี่หรือผู้ที่ประกอบธุรกิจประกันภัย หลังจากนี้คงต้องดำเนินการทางคดีความอย่างถึงที่สุด เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้สมกับความเสียหายและอาการบาดเจ็บที่ผู้เสียหายต้องทนทุกข์ทรมาน

          จากเหตุการณ์นี้พบว่าขนาดจ้างทนายเพื่อเดินเรื่อง บริษัทฯ ยังคิดเอาเปรียบผู้บริโภคและกระทำพฤติกรรมขนาดนี้ แล้วหากคุณไปเดินเรื่องเรียกร้องเองจะถูกเอาเปรียบและหรือต้องเสียเวลามากขนาดไหน สุดท้ายแล้วอยากขอเตือนทุกท่านด้วยความหวังดีไม่ว่าวันนี้คุณจะยังไม่ได้ตกอยู่ในสถานะเป็นผู้เดือดร้อนจากอุบัติเหตุ หรือท่านใดที่กำลังตกเป็นผู้เดือดร้อนจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและถูกบริษัทประกันภัยจอมหัวแพทย์คิดจะเอาเปรียบ ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส บริษัทฯ บอกให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน หรือถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาเพื่อปฏิเสธไม่รับผิดชอบใด ๆ ไม่ว่าสาเหตุใดก็ตามไม่ต้องรอให้ถูกเอาเปรียบ ไม่ต้องหลงเชื่อถ้อยคำใด ๆ จากบริษัทฯ เพราะบริษัทฯ จะเอาความไม่รู้กฎหมายของคุณมาเอาเปรียบไม่ว่าจะช่องทางใด ก็ช่องทางหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเกิดปัญหาปรึกษาหรือว่าจ้างทนายคือคำตอบของปัญหาที่ดีที่สุด อย่ายอมให้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำคุณต้องเสียเวลาจนสุดได้รับค่าเสียหายที่น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง หรือสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ความเป็นธรรมอะไรเลย ปรึกษา/จ้างทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

รถชนบาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ความเจ็บปวดทรมานที่เรียกร้องให้ประกันภัยชดใช้ได้

รถชนบาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ความเจ็บปวดทรมานที่เรียกร้องให้ประกันภัยชดใช้ได้

กระดูกหักใส่เหล็ก ไม่ใช่เรื่องเล็ก ทั้งเจ็บตัว ขาดรายได้ แถมยังเสี่ยงพิการได้ เรื่องนี้ใครๆก็รู้ บริษัทประกันภัยเองก็รู้แต่…..

         เมื่ออุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น ย่อมต้องมีความเสียหายตามมา มาก-น้อย แล้วแต่เหตุการณ์ไป ความเสียหายนั้นอาจเป็นความเสียหายต่อร่างกายและอนามัย เช่น บาดเจ็บกระดูกหัก แขนหัก ฟันหัก ตาบอด สมองกระทบกระเทือน หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต และความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งของตนเองและของบุคคลภายนอก ซึ่งคนส่วนใหญ่ทราบดีอยู่แล้วว่า ความเสียหายเหล่านี้สามารถเรียกร้องให้ประกันภัยจ่ายค่าชดเชยได้ หากเป็นทรัพย์สินเราสามารถประเมินค่าเสียหายได้ แต่หากเป็นกรณีบาดเจ็บล่ะ? จะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไร?  เมื่อถูกรถชน อาการบาดเจ็บยอดฮิต คงหนีไม่พ้น กระดูกหักใส่เหล็ก ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวด ต้องรักษาตัวต่อเนื่องเป็นเวลานาน การขาดรายได้จากการที่ไม่สามารถประกอบอาชีพ รวมถึงสูญเสียโอกาสในการทำงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอีกด้วย

บาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

  1. ค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายไปในการรักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดจนกว่าจะหายดี
  2. ค่าขาดแรงงาน ค่าขาดรายได้จากการประกอบการงานในระหว่างรักษาพยาบาล
  3. ค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานในปัจจุบันและในอนาคต  อาการบาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ทำให้ร่างกายส่วนที่หักไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิม 
  1. ค่าเสียหายอื่นอันที่มิใช่ตัวเงิน ที่เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย และเสรีภาพ เช่น ค่าทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลกระดูกหักใส่เหล็ก มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดทำให้ขาดความมั่นใจ 
    ค่าทุกข์ทรมานใจจากการที่เป็นนักกีฬาแต่ออกกำลังกายไม่ได้อีก ความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ เป็นต้น

บริษัทประกันภัยนัดไปโรงพักบอกจะจ่าย แต่เกลี้ยกล่อมให้ยอมรับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าความเสียหาย ต้องรับมืออย่างไร?

บริษัทประกันภัยนัดไปโรงพักบอกจะจ่าย แต่เกลี้ยกล่อมให้ยอมรับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าความเสียหาย ต้องรับมืออย่างไร?

       จากที่กล่าวมาข้างต้นเราทราบแล้วว่า ค่าเสียหายจากการถูกรถชนกระดูกหักใส่เหล็กสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง ก็ถึงคราวรวบรวมเอกสารใบรับรองแพทย์และหลักฐานแสดงความเสียหายเพื่อยื่นเรื่องขอรับสินไหมทดแทน เมื่อเราติดต่อบริษัทไป บริษัทมักจะทำการนัดหมายที่โรงพักแล้วเสนอค่าสินไหมทดแทนให้ในจำนวนน้อย มักจะขอเอกสารเพิ่ม และนัดหมายหลาย ๆ ครั้งเหมือนเป็นการยื้อให้ผู้บาดเจ็บเกิดความลำบากในการมาเดินเรื่อง รวมถึงการถูกเกลี้ยกล่อมให้ยอมรับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ ยังไม่รับค่าชดเชยและไม่เซ็นต์เอกสารยอมความใดๆ หลีกเลี่ยงการคุยที่ไม่เกิดประโยชน์ซึ่งทำให้เสียเวลาเปล่า ควรขอเอกสารคืนแล้วหาคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญไปดำเนินการแทน

ตัวอย่างเคสผู้เสียหายถูกรถชนได้รับบาดเจ็บขาหักใส่เหล็ก ประกันภัยนัดไปเจรจาที่โรงพัก เสนอค่าสินไหมทดแทนแค่หลักหมื่น!!

คำพิพากษาคดี

          ผู้เสียหายท่านนี้ได้ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายจากการบาดเจ็บถูกรถชนจนบาดเจ็บสาหัส กระดูกเท้าหักใส่เหล็ก แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวพักฟื้นที่บ้านถึง 120 วัน ในชั้นเจรจาที่โรงพักประกันภัยเสนอชดใช้เพียงแค่หลักหมื่น ซึ่งน้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง ผู้เสียหายรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงตัดสินใจติดต่อหาทนายให้มาดำเนินการแทน ซึ่งหลังจากที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าไปดำเนินการแทนจนจบกระบวนการแล้ว ศาลได้พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย รวมจำนวนเงิน 1,030,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เห็นได้ว่า การที่เข้าไปเจรจาเองที่โรงพักโดยไม่มีความรู้เท่าทันประกันภัยมากพอ อาจเสียประโยชน์ได้

          จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในการทำคดีประกันภัยมายาวนาน ทำให้เรียกร้องค่าเสียหายได้มากถึง 1,030,000 บาท โดยที่ผู้เสียหายไม่ต้องลำบากไปเดินเรื่องเอง หน้าที่ของผู้เสียหายคือ เก็บข้อมูลหลักฐาน รูปภาพ ให้ครบถ้วน พยายามอย่าอ้างว่ารูปภาพและหลักฐานอยู่กับตำรวจ หรือบริษัทประกันภัยได้นำไปแล้ว ผู้เสียหายต้องเก็บเอกสารไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินคดี
ซึ่งในการพิจารณาคดีศาลจะดูพยานหลักฐานเป็นสำคัญ  ยกตัวอย่างเคสนี้ได้เก็บภาพถ่ายบาดแผล
และเอกสารทางการแพทย์อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลก่อนฟ้องได้ 300,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลอันเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล จำนวนเงิน 200,000 บาท และอีกส่วนที่เรียกร้องได้เยอะก็คือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ซึ่งผู้เสียหายได้เบิกความว่า ได้รับความทุกข์ทรมานจากการรักษาพยาบาล อันเกิดจากอุบัติเหตุดังกล่าว ไม่สามารถเดินได้อย่างคนปกติ หรือช่วยเหลือตัวเองได้เป็นเวลา 172 วัน มีบาดแผลขนาดใหญ่ตามร่างกาย รับประทานอาหารด้วยความยากลำบาก หวาดกลัวว่าจะไม่สามารถจะรักษาให้สภาพร่างกายให้กลับไปดีได้อย่างเดิม มีอาการเท้าบวม ทำให้เลือกซื้อรองเท้าได้ลำบากกว่าคนปกติ ไม่สามารถออกกำลังกายได้ ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวัน มีหลักฐานภาพถ่ายที่แสดงถึงความทรมานและเอกสารการทำกายภาพบำบัดแนบ
ค่าสินไหมในส่วนนี้ศาลกำหนดให้เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท จากตอนแรกในชั้นโรงพักประกันภัยเสนอจ่ายเพียงหลักหมื่น เมื่อให้ทนายความดำเนินการแทน จะเห็นว่าเฉพาะยกตัวอย่างมาสองส่วนนี้ก็มากกว่าหลายเท่าแล้ว

          สำหรับใครที่ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บกระดูกหักกำลังถูกบริษัทประกันภัยเสนอชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงเหมือนอย่างเคสคดีนี้ ต้องรีบติดต่อหาทนายความด่วน เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายไว้ตั้งแต่ยังไม่มีเรื่องราว แต่สำหรับประชาชนไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา จึงอาจถูกเอาเปรียบได้ ดังนั้นสุดท้ายปรึกษาทนายคือทางออกที่ดีที่สุด

ประกันภัยหัวแพทย์แกล้งผู้บริโภคอ้างว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ต้องจ่ายได้อย่างนั้นหรือ ?

ประกันภัยหัวแพทย์แกล้งผู้บริโภคอ้างว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ต้องจ่ายได้อย่างนั้นหรือ ?

          วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ มีเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์จะมาพูดถึงในหัวข้อเรื่อง ประกันไม่จ่าย ประกันภัยหัวแพทย์แกล้งผู้บริโภคอ้างว่าเอกสารปลอม เอกสารไม่น่าเชื่อถือ เพื่อมาปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งในกรณีที่จะเล่าต่อไปนี้ผู้เสียหายเป็นชาวพม่าที่ต้องสูญเสียสามีจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ หนำซ้ำยังต้องมาเจอบริษัทประกันไม่จ่าย ไม่ใยดีต่อความสูญเสียในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน  

บริษัทประกันภัยหัวแพทย์ แกล้งอ้างว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือกับคนพม่า

          สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เสียหายชาวพม่าที่เป็นลูกความของสำนักงานเรา อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัทประกันไม่จ่าย ประกันภัยหัวแพทย์ที่ตั้งใจจะเอาเปรียบผู้เสียหายที่เป็นชาวพม่า ทำเอาชาวพม่าถึงกับเหวอเมื่อเจอบริษัทประกันภัยทำแบบนี้ใส่ขณะที่ตนต้องสูญเสียสามีจากเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ อีกทั้งความยุติธรรมยังไม่มีต่อตัวเธออีกเมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าเอกสารที่เธอนำมาให้ต่อบริษัทนั้นเป็นเอกสารปลอม ไม่น่าเชื่อถือ !

          โดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่จังหวะระยอง มีบริษัทประกันภัยรับประกันภัยไว้ทั้งหมดจำนวน 4 บริษัทด้วยกัน ได้เกิดอุบัติเหตุชนชาวพม่าเสียชีวิต โดยชาวพม่าที่เสียชีวิตนั้นเป็นผู้โดยสาร ด้วยความที่เป็นชาวพม่า เอกสารที่เกี่ยวกับการรับรองความถูกต้องนั้นได้ถูกบริษัทประกันภัยบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ในขณะที่อีก 3 บริษัทจ่ายหมด เมื่อมาถึงตรงนี้ปัญหาที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยก็คือ เพราะเหตุใดบริษัทประกันภัยที่จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมาย ถึงไม่ยอมทำตามกฎหมาย ? ทั้ง ๆ ที่กฎหมายได้มีระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องของหลักสุจริตอย่างชัดเจนแล้ว

          แต่เพราะเหตุใดบริษัทนี้กระทำเหมือนแกล้งให้คนไม่ได้เงิน และเมื่อไม่ได้เงินแล้วก็ให้ผู้ประสบภัยที่ไม่ได้เงินไปฟ้องเอา หากคนไหนไม่ฟ้องก็เท่ากับว่าบริษัทประกันไม่จ่าย แบบนี้ก็มีด้วยหรือ ? หลังจากนั้นจึงได้ไปร้องเรียนที่คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมธุรกิจประกันภัย แต่คปภ.ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก ผลสุดท้ายจึงได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลตามที่บริษัทประกันภัยประสงค์และต้องการ ในเมื่อประกันไม่จ่ายก็ต้องมาสู้กันในศาลสักตั้งหนึ่ง เมื่อผู้เสียหายมีทนายความนำเรื่องไปฟ้องศาล ประกันภัยกลับสู้ว่า “สงสัยว่าเอกสารปลอม” “สงสัยว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ”

          ผลสุดท้ายในที่สุดหลังจากทนายอาร์มได้ดำเนินคดีนี้ ก็มีคำพิพากษาออกมาในที่สุดสำหรับคดีความของชาวพม่า โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินการทั้งหมด 6 เดือนด้วยกัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วพอสมควรสำหรับคดีคุ้มครองผู้บริโภค  และในส่วนของคำพิพากษาศาลได้บอกอย่างชัดเจนว่า ประเด็นที่ฟ้องนั้นจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาหรือไม่ สุดท้ายแล้วบริษัทประกันภัยที่สงสัยในตัวเอกสารของผู้เสียหายว่า เอกสารไม่น่าเชื่อถือ เอกสารสารปลอม ก็ต้องจ่ายต่อผู้เสียหายอยู่ดี เนื่องจากเป็นเรื่องของหลักสุจริต โดยศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3 แสนบาท และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อผู้เสียหาย ซึ่งเนื่องจากที่บริษัทประกันไม่จ่ายนั้น ถือเป็นการปฏิเสธผู้เสียหายโดยมิชอบ โดยอ้างเหตุว่า สงสัยว่าเอกสารปลอมหรือไม่ปลอม  อีกทั้งในกฎหมายได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่เบิกค่าเสียหายเป็นเท็จ ต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว

          หากบริษัทประกันภัยจ่ายเงินให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรก และหากสงสัยว่าเอกสารปลอมหรือไม่น่าเชื่อถือจริง บริษัทก็ต้องพิสูจน์ และเมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าปลอมจริง ก็สามารถดำเนินคดีความกับผู้เสียหายต่อได้ทันที ไม่ใช่การที่ประกันไม่จ่ายมาแกล้งผู้เสียหายแบบนี้ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย สุดท้ายสิ่งที่ทนายอาร์มอยากจะบอกไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับเรื่องนี้ประกันไม่จ่ายว่า สิ่งที่บริษัทประกันทำนั้น เป็นการเหมือนแกล้งผู้ประสบภัยให้ไปฟ้องคดี ทั้ง ๆ ที่เอกสารครบถ้วนดีทุกประการ แต่กลับมาสงสัยว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ เป็นเอกสารปลอม แล้วมาปฏิเสธประกันไม่จ่ายไม่ยอมจ่ายแบบนี้ สำหรับเรื่องทำนองเดียวกันนี้ไม่ได้มีแค่ชาวพม่าที่ต้องเจอ ยังมีเคสของคนไทยอีกหลายคนที่เคยถูกบริษัทประกันไม่จ่ายแกล้งอ้างว่าเอกสารปลอม,ไม่น่าเชื่อถือ ให้ไปฟ้องศาลมาสู้คดีเอา

ทนายอาร์มขอเตือน ! บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ยังไม่มีเรื่อง เมื่อเกิดเหตุก็ควรมีทนายทันที

ทนายอาร์มขอเตือน ! บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ยังไม่มีเรื่อง เมื่อเกิดเหตุก็ควรมีทนายทันที

          และอีกสิ่งหนึ่งที่ทนายอาร์มจะไม่ย้ำเตือนไม่ได้เลยเกี่ยวกับเรื่องประกันไม่จ่าย เกี่ยวกับเรื่องความหัวแพทย์ของบริษัทประกันก็คือ บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่ยังไม่ได้มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น มีทนายความที่พร้อมสู้คดีกับประชาชน หรือผู้บริโภคตาดำ ๆ  แต่สำหรับผู้บริโภคนั้น ไม่ได้มีทนายไว้รอเพื่อต้องสู้คดีกับใครและไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าเมื่อมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น จะถูกบริษัทประกันภัยตอบแทนแบบนี้ สุดท้ายก็หลอกให้ไปฟ้องศาลเพื่อมาสู้คดีกันอยู่ดี ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่ารอให้ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธ อย่ารอให้ประกันไม่จ่าย อย่ารอให้ถูกเอาเปรียบ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรีบมีทนายไว้ปรึกษาทันที ประชาชนคนธรรมดาก็สามารถมีทนายความเพื่อปรึกษาและดำเนินการสู้คดีกับบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ที่พร้อมจะเอาเปรียบได้ เกิดอุบัติเหตุเมื่อใด ปรึกษาทนายด่วน คลิก ติดต่อเรา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้บริการ  

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!