ฝากถึงผู้เสียหายโลภ! อยากได้ค่าเสียหาย แต่ไม่อยากเสียเงินจ้างทนาย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่พลิกชีวิตเพียงเสี้ยววินาที ผู้เสียหายหลายคนอาจคิดว่าตนจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทั้งเรื่องเรียกร้องค่าสินไหม การเจรจากับบริษัทประกันภัย หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ทางคดีความ แต่ในความเป็นจริง “ความซับซ้อนของกฎหมาย” ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเดินไปถึงเส้นชัยอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเผชิญกับคำว่า “ประมาทร่วม” และบริษัทประกันภัยที่ไม่ได้อยากจ่ายเงินโดยง่าย

กรณีตัวอย่างที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้เสียหายได้ตระหนักก็คือ เหตุการณ์รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก 6 ล้อ ผู้บาดเจ็บคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่หลบหลุมแล้วเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกที่กำลังขับลงเนิน ผลคือบาดเจ็บสาหัสถึงขั้น “ขาขาด” และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ว่า “ประมาทร่วม” นั่นหมายความว่า ทั้งสองฝ่ายมีส่วนในการก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ การจะไปเรียกร้องค่าชดเชยจากประกันภัยให้ได้ผลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เสียหายตัดสินใจทักข้อความมาปรึกษาทนายคดีประกันภัย เพื่อให้ดำเนินการตามสิทธิที่ควรได้รับ แต่เรื่องที่น่าหนักใจกว่าการเรียกร้องคือ ทัศนคติของผู้เสียหายที่ “ไม่อยากเสียค่าทนายความ” แม้ว่าทนายจะเป็นคนที่ทำให้ได้เงินก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงบางคนถึงขั้นไปเดินเรื่องเองกับบริษัทประกันภัย หวังจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สุดท้ายกลับ “ไม่ได้อะไรเลย” เพราะขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ และขาดการเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

ทำไมคดีประกันภัยถึงต้องมีทนายความ?

คดีประกันภัยไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และข้อสัญญาในกรมธรรม์ หากผู้เสียหายไม่มีความรู้และประสบการณ์มากพอ ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกด้าน เช่น

1.การตีความข้อยกเว้นในกรมธรรม์
หลายครั้งบริษัทประกันอ้างข้อยกเว้นเพื่อไม่จ่ายค่าสินไหม ทนายคดีประกันภัยจะสามารถโต้แย้งได้ด้วยข้อกฎหมายอย่างตรงประเด็น

2.การประเมินค่าเสียหายอย่างเหมาะสม
การเรียกค่าทดแทนไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงค่าขาดรายได้ ค่าทำขวัญ และค่าทางจิตใจ หากไม่มีทนาย ความเสียหายที่ควรได้รับอาจถูกประเมินต่ำหรือไม่ได้เลย

3.การดำเนินคดีในศาล
เมื่อบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายเงิน การฟ้องคดีต่อศาลเป็นทางออกเดียว แต่ผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องได้อย่างถูกต้องหากไม่มีทนายความเดินเรื่องให้

ในคดีประกันภัย หลายครั้งผู้เสียหายไม่ได้รับเงินเพราะเจรจาไม่เป็น หรืออธิบายข้อเท็จจริงได้ไม่ชัดเจน ทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือยื่นข้อเสนอชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ทนายที่เชี่ยวชาญในคดีประกันภัยจะรู้ว่าควรเจรจาอย่างไร ใช้ข้อกฎหมายใด และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างจึงจะต่อรองได้ผล

กว่าจะเป็นทนายความไม่ใช่เรื่องง่าย หากอยากได้ความเป็นธรรมก็ควรจ้างทนาย   

หลายคนมักมองว่า “ทนายแพง” หรือ “กลัวจะเสียเปล่า” ทั้งที่ความจริงแล้ว การเสียค่าทนายความคือการซื้อเวลา ซื้อความมั่นใจ และซื้อผลลัพธ์ที่เป็นธรรม ผู้เสียหายบางรายคิดว่าเดินเรื่องเองจะได้เงินเต็มจำนวน แต่กลับไม่ได้อะไรเลย ในขณะที่อีกคนยอมจ้างทนาย กลับได้เงินหลักแสนหรือหลักล้าน

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ทนายไม่ได้แค่ “ทำเอกสาร” หรือ “ยื่นเรื่อง” เท่านั้น แต่ยังต้องประเมินกลยุทธ์ในการต่อสู้ ต้องตอบโต้ข้อโต้แย้ง ต้องรู้เท่าทันกลไกของบริษัทประกัน และต้องมีเครือข่ายความรู้ทางกฎหมายที่กว้างขวาง จึงจะสามารถนำผู้เสียหายไปถึงสิ่งที่ควรได้รับจริง ๆ

อย่าปล่อยให้ความโลภ ทำให้คุณไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม

ในโลกแห่งความเป็นจริง หากคุณ “ขาขาด” จากอุบัติเหตุ ถามว่าการเดินเรื่องเองโดยไม่มีทนาย จะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ได้รับหรือไม่? หรือจะดีกว่าหากมีทนายคดีประกันภัยเดินข้างคุณ สู้ไปด้วยกัน และทำให้คุณได้รับค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ค่าเสียหายที่คุณควรได้รับ

อย่าปล่อยให้ความโลภบดบังความจริง อย่าหวังว่าจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่ลงทุนอะไรเลย เพราะในโลกของกฎหมาย ไม่มีอะไรได้มาฟรี โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังเผชิญหน้ากับบริษัทประกันภัยที่มีทนายเป็นทีม และมีวิธีมากมายในการ “ลดค่าชดเชย” ให้เหลือน้อยที่สุด

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับมือให้ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ความโลภทำลายโอกาสของคุณเอง เพราะหากคุณไม่จ้างทนาย คุณอาจไม่ได้อะไรเลย แต่หากคุณยอมลงทุนเพื่อให้ ทนายคดีประกันภัย เดินเรื่อง คุณอาจได้รับมากกว่าที่คุณคิด ปรึกษาทนายคดีประกันภัยภัย >>ติดต่อเรา<<

เมินคำสั่ง คปภ. สุดท้ายศาลสั่งชดใช้! พร้อมค่าเสียหายเชิงลงโทษคนละ 30,000 บาท

ในยุคที่บริษัทประกันภัยมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองผู้ใช้รถใช้ถนน ความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยควรเป็นรากฐานสำคัญของสังคม แต่เมื่อความรับผิดชอบนั้นกลับถูกละเลย ผู้บริโภคจึงต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองอย่างถึงที่สุด เช่นเดียวกับกรณีของ นางสาว A และ นางสาว B ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรุนแรง ที่จุดจบของเรื่องราวนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคมทั้งในด้านกฎหมาย และการปกป้องสิทธิผู้บริโภคอย่างแท้จริง

อุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต

วันที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นคือช่วงเย็นของวันหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่ น.ส. A และ น.ส. B โดยสารมาด้วยความเร็วสูง เกิดเสียหลักตกข้างทางและพุ่งชนเข้ากับเสาไฟฟ้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องเผชิญกับผลกระทบทางร่างกายและจิตใจในระยะยาว

พยายามขอความเป็นธรรม แต่กลับถูกเพิกเฉย

หลังจากพักฟื้นพอมีแรงต่อสู้ น.ส. A และ น.ส. B เริ่มดำเนินการเจรจากับบริษัทประกันภัยของรถที่เกิดเหตุ โดยหวังว่าจะได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรม เพื่อชดเชยความเสียหายที่ได้รับ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าขาดรายได้ รวมถึงค่าทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น บริษัทประกันภัยกลับเสนอจำนวนเงินชดเชยที่ต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก แม้ผู้เสียหายจะพยายามดำเนินเรื่องด้วยตนเอง ทั้งการยื่นเอกสารหลักฐาน และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม

เมื่อทนายความกลายเป็นความหวัง

เมื่อเห็นว่าความพยายามด้วยตนเองไม่เกิดผล ทั้งสองจึงตัดสินใจแต่งตั้งทนายความให้เข้ามาดำเนินเรื่องแทน โดยทนายความได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งภายหลังเจ้าหน้า คปภ. ได้มีคำสั่งชัดเจนให้บริษัทประกันภัยทบทวนและประเมินค่าเสียหายใหม่อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยกลับเพิกเฉยและหรือฝ่าฝืนต่อคำสั่งของ คปภ. และยังคงยืนยันจำนวนเงินเดิมที่ต่ำเกินไป โดยไม่มีความคืบหน้าหรือความตั้งใจในการเจรจาที่เป็นธรรม

จากโต๊ะเจรจาสู่ศาล

เมื่อไม่สามารถหาข้อยุติได้ด้วยวิธีการเจรจา คดีจึงถูกส่งเข้าสู่กระบวนการทางศาล โดยทนายความได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมเป็นจำนวนเงิน 1,540,000 บาท แบ่งเป็นของ น.ส. A จำนวน 1,050,000 บาท และของ น.ส. B จำนวน 490,000 บาท ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าพาหนะในการเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าสูญเสียความสามารถในการทำงาน รวมถึงค่าทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ
นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ซึ่งเป็นบทลงโทษทางแพ่งต่อบริษัทประกันภัย เนื่องจากมีพฤติกรรมละเมิดสิทธิของผู้บริโภค และฝ่าฝืนคำสั่งของหน่วยงานรัฐอย่าง คปภ.

ศาลมีคำพิพากษาเป็นธรรม

ท้ายที่สุด ศาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และมีคำพิพากษาให้ บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้กับ น.ส. A และ น.ส. B ตามที่เรียกร้อง พร้อมทั้งกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มเติมให้กับผู้เสียหายทั้งสอง คนละ 30,000 บาท โดยชี้ชัดว่าพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ และไม่แสดงความจริงใจในการชดเชยความเสียหาย

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้

กรณีนี้สะท้อนภาพให้เห็นว่า สิทธิของผู้บริโภคในระบบประกันภัยไม่ควรถูกมองข้าม และไม่ควรปล่อยให้ถูกละเมิดโดยไม่มีการตอบโต้ การมีทนายความที่มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทางกฎหมาย และกลไกของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คปภ. จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญคือ “อย่าเกรงกลัวเมื่อถูกริดรอนสิทธิ” เพราะกฎหมายยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเรียกร้องความยุติธรรม และหากใช้ให้ถูกต้องก็สามารถพลิกสถานการณ์จากผู้เสียหายที่เคยถูกมองข้าม ให้กลับมายืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ
การเพิกเฉยต่อคำสั่งของ คปภ. และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของบริษัทประกันภัย ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค แต่ยังนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง การตัดสินใจของศาลในครั้งนี้คือเครื่องยืนยันว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” และ ผู้บริโภคที่ลุกขึ้นสู้ด้วยความรู้และความถูกต้อง ย่อมได้รับความเป็นธรรมในที่สุด อย่ารอให้คุณถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่รถยังไม่ชน ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุประชาชนคนธรรมดาก็สามารถมีทนายความเพื่อนเดินเรื่องให้ได้เช่นเดียวกัน ปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<

อุทาหรณ์ ! ความไม่มี “ความรู้” เป็นเหตุถูกเอาเปรียบได้ง่ายสู่การตัดสินใจเดินทางจากร้อยเอ็ดเข้าปรึกษาทนาย

เมื่อความยุติธรรมกลายเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้อย่างยากลำบาก คุณลุงจากที่ราบสูงจังหวัดร้อยเอ็ดจึงต้องเดินทางมาสู่กรุงเทพมหานครเพื่อเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมให้แก่ลูกชายวัย 18 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เรื่องราวของคุณลุงคือภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำและการต่อสู้ที่ไม่ง่ายในระบบหรือหน่วยงานที่ควรจะปกป้องประชาชน

จุดเริ่มต้นอุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิตเด็กหนุ่มวัย 18  

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุมาจากถูกรถขนอ้อยตัดหน้าเฉี่ยวชนขณะเด็กหนุ่มกำลังซ้อนท้ายจักรยานยนต์ของเพื่อน ทำให้เขากระดูกต้นขาซ้ายหัก ข้อศอกซ้ายแตก ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กดามและเย็บถึง 18 เข็ม ใช้เวลานอนโรงพยาบาลถึง 15 วัน จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อลูกชายของคุณลุง ทั้งร่างกายและจิตใจ ลูกชายวัย 18 ปีต้องเผชิญกับบาดแผลที่เกือบทำให้พิการถาวร และชีวิตทางการศึกษาของเขาต้องหยุดชะงัก การพักฟื้นและการรักษาที่ต้องใช้เวลานานทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียน ส่งผลให้เสียโอกาสในชีวิตที่เคยวางแผนไว้

ในขณะที่คุณลุงพยายามเดินเรื่องเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและค่าเสียหายจากคู่กรณีและบริษัทประกันภัย การตอบสนองที่ได้รับกลับกลายเป็นความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า บริษัทประกันภัยเสนอค่าเสียหายเพียง 15,000 บาทเท่านั้น เพื่อชดเชยความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลูกชาย ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

การต่อสู้ที่ถูกบั่นทอนจากหน่วยงานและคนรอบข้าง

นอกจากคุณลุงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยแล้ว คุณลุงยังถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชน หน่วยงานอย่าง คปภ. กลับให้คำแนะนำให้คุณลุงยอมรับข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทประกันภัย เพื่อจบเรื่องโดยไม่มีการติดใจเอาความอีก ความผิดหวังเหล่านี้ทำให้คุณลุงรู้สึกถูกเอาเปรียบจากทั้งระบบ และความช้ำใจยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับคำดูถูกดูแคลนจากคนรอบข้างต่างๆ นานา

เดินเรื่องเองกว่าครึ่งปี สู่การตัดสินใจตรงดิ่งเข้าปรึกษาทนายในที่สุด

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนกว่าครึ่งปี คุณลุงได้เดินทางไปกลับหลายสิบครั้งเพื่อหาทางออกที่ยุติธรรมเพื่อลูกชาย แต่กลับต้องพบกับความล้มเหลวในทุกครั้ง การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงความเหนื่อยล้าทางกาย แต่ยังต้องเผชิญกับความกดดันทางใจอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ความเป็นพ่อที่รักลูกอย่างสุดหัวใจทำให้เขาไม่ยอมแพ้ เขาตัดสินใจเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหาทนายความที่สามารถให้บริการทางกฎหมายที่จะสามารถหาทางออกของความยุติธรรมให้เขาได้

ความเชื่อมั่นในสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในที่สุด คุณลุงได้เข้าพบทนายอาร์ม จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านคดีประกันภัยและคดีความที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เสียหาย ทนายอาร์มและทีมงานได้รับฟังเรื่องราวของคุณลุงอย่างละเอียด พร้อมทั้งวางแผนการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องสิทธิที่ควรจะได้รับอย่างยุติธรรม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ความสำคัญกับกรณีของคุณลุง เพราะไม่เพียงแค่เป็นการให้บริการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมกับครอบครัวหนึ่ง แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เข้าใจและพร้อมช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในระบบที่ซับซ้อนนี้ ทีมงานของสำนักงานฯ ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียด พร้อมทั้งเตรียมแนวทางทางกฎหมายที่จะให้คุณลุงและลูกชายได้รับความยุติธรรมจากประกันภัย

คลิปที่คุณต้องดู เปิดแง่มุมชีวิตของผู้เสียหายกับการเผชิญหน้ากับระบบที่ไม่เป็นธรรม

เรื่องราวของคุณลุงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะบุคคล แต่ยังเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกัน ความสำคัญของการมีความรู้และที่ปรึกษาด้านกฎหมายในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อช่วยสร้างความตระหนักรู้และไม่ตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้จัดทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับกรณีของคุณลุงเพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเนื้อหาในคลิปไม่เพียงแค่บอกเล่าเรื่องราวความยากลำบากของคุณลุงในการที่ต้องเดินเรื่องเองเพียงลำพังเท่านั้น แต่ในคลิปยังได้บอกถึงความรู้สึกที่อยู่ในใจของคุณลุงที่ต้องถูกหน่วยงานต่าง ๆ เอาเปรียบ รวมไปถึงคนรอบข้างที่พร้อมเหยียบย้ำและซ้ำเติมคุณลุงด้วย

สำหรับผู้เสียหายท่านใดที่ได้อ่านเคสนี้ของคุณลุง และหรือใครที่ต้องการใช้บริการทางกฎหมายจากเรา หากสนใจติดตามเรื่องราวของคุณลุงและต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิและวิธีการดำเนินการทางกฎหมาย อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และติดตามช่องทางของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการประชาชนในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และจะไม่ยอมให้ผู้เสียหายต้องเผชิญกับความอยุติธรรมเพียงลำพัง

รถชนเจ็บหนักนอนติดเตียง ประกันภัยและคู่กรณีปล่อยเบลอทำนิ่ง ตัดสินใจไม่รอรักษาตัวให้หายดี โร่ปรึกษาทนาย

เรื่องราวที่สะเทือนใจและเป็นอุทาหรณ์สำหรับใครหลาย ๆ คนเกิดขึ้นกับสาววัย 24 ปี ผู้มีอาชีพขายหมูปิ้งในย่านท้องถิ่นของเธอ วันที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เธอกำลังทำงานตามปกติ จู่ ๆ รถกระบะตู้ทึบขับพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรง ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งกระดูกซี่โครงหักแทงปอด ตับฉีก มีเลือดออกในช่องท้อง รวมถึงกระดูกสะโพกขวาหัก ต้องดามเหล็กจนไม่สามารถขยับตัวได้ สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เธอต้องนอนติดเตียงและทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดที่เกินบรรยาย

อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดทางร่างกายที่เธอประสบไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ความเจ็บปวดทางใจและความเครียดจากการดำเนินเรื่องกับบริษัทประกันภัยที่ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ได้เข้ามาทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเคสที่ไม่ธรรมดา

อุบัติเหตุรุนแรง ที่มาพร้อมกับการเอาเปรียบของประกัน #รักษาตัวให้หายดีก่อน

การถูกชนครั้งนี้ส่งผลให้สาววัย 24 ปีต้องเผชิญกับความบาดเจ็บที่รุนแรงถึงขีดสุด กระดูกซี่โครงหักและแทงเข้าที่ปอดทำให้เกิดภาวะหายใจลำบาก อีกทั้งตับฉีกที่ส่งผลให้มีเลือดออกในช่องท้องต้องได้รับการผ่าตัดด่วน การบาดเจ็บของกระดูกสะโพกขวาที่หักจนต้องดามเหล็กทำให้เธอต้องนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่สามารถปรับเตียงได้ เนื่องจากหากขยับตัวอาจทำให้เหล็กหลุดและเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บซ้ำ

สภาพร่างกายที่บาดเจ็บอย่างหนักนี้ ทำให้เธอต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน ต้องอาศัยการดูแลจากบุคคลอื่นและไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เอง ขณะเดียวกัน ความรู้สึกของการเสียอิสรภาพและความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการเป็นผู้ป่วยติดเตียงนั้น ส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างมาก

ฝ่ายหนึ่งที่รอการช่วยเหลือกับอีกฝ่ายที่ละเลยทำนิ่งนอนใจไร้การเยียวยา

แม้เธอจะมีประกันภัยคุ้มครองอยู่ แต่ความคาดหวังที่จะได้รับการดูแลและการชดเชยกลับกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก เนื่องจากบริษัทประกันภัยที่เธอใช้บริการนั้นไม่ได้แสดงความใส่ใจต่อกรณีของเธอ การดำเนินเรื่องล่าช้าจนเกินไป ทำให้เธอและครอบครัวต้องรับภาระทางการเงินที่หนักหน่วงมากขึ้น 

ความไม่เป็นธรรมในกรณีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการบาดเจ็บที่รุนแรงเท่านั้น แต่ยังเป็นการที่บริษัทประกันภัยไม่ปฏิบัติตามสัญญา และไม่ใยดีต่อสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เอาประกัน แม้ว่าจะมีการเรียกร้องและติดต่อไปยังบริษัทหลายครั้ง แต่เรื่องก็ยังคงถูกดองไว้เป็นเวลานาน 

การตัดสินใจที่เด็ดขาด !  ปรึกษาทนายแม้ขณะนอนติดเตียง

ด้วยความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น เธอจึงไม่รอให้เสียเวลา และแม้จะยังนอนติดเตียงด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เธอก็ตัดสินใจที่จะปรึกษาทนายความเพื่อหาทางต่อสู้กับบริษัทประกันภัยที่ละเลยการดูแล

การตัดสินใจนี้นับว่าเป็นการก้าวเดินที่สำคัญ เนื่องจากในหลาย ๆ กรณี ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุมักรอจนกว่าจะรักษาตัวให้หายดีก่อนหรือให้บริษัทประกันดำเนินการก่อน ซึ่งในบางครั้งการรอคอยนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ การที่เธอเลือกที่จะปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้นนั้น ช่วยให้การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีทิศทางที่ชัดเจน

ประกันภัยหัวหมอกับเล่ห์เหลี่ยมที่ต้องรู้เท่าทัน

กรณีของสาววัย 24 ปีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยที่ไม่เป็นธรรม บ่อยครั้งที่บริษัทประกันภัยพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือดำเนินเรื่องล่าช้าเพื่อให้ผู้เสียหายยอมแพ้หรือเลิกล้มการเรียกร้อง

การใช้ “เล่ห์เหลี่ยม” เพื่อประวิงเวลาในการชดเชยค่าเสียหายนั้นเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในระบบประกันภัย ผู้ที่ประสบเหตุการณ์เช่นนี้มักไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิ์ที่ตนเองมีอยู่ หรืออาจไม่ได้เข้าใจเงื่อนไขของกรมธรรม์อย่างละเอียด จึงทำให้บริษัทประกันสามารถใช้จุดอ่อนนี้ในการเอาเปรียบผู้เอาประกัน

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่ใช้บริการประกันภัยทุกคนว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทประกัน ไม่ควรรอให้บริษัทประกันดำเนินการเองโดยไม่มีการตรวจสอบ การปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง และสามารถเดินเรื่องได้อย่างรวดเร็วและตรงตามสิทธิ์ที่คุณพึงได้รับ

ทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องประกันภัยสามารถช่วยตรวจสอบเงื่อนไขของกรมธรรม์และให้คำแนะนำในการดำเนินการที่ถูกต้อง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสภาพร่างกายที่พร้อมหรือไม่พร้อมในการต่อสู้คดี การมีทนายความเป็นที่ปรึกษาจะช่วยป้องกันไม่ให้คุณถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกัน

บทสรุปสุดท้ายก่อนจากกัน

จากกรณีนี้ สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือความสำคัญของการมีทนายความคอยช่วยเหลือในการดำเนินการกับบริษัทประกันภัย การรอให้ประกันดำเนินการเองอาจทำให้คุณเสียสิทธิ์ในการได้รับการชดเชยที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่ประกันภัยไม่ใยดีต่อความเสียหายที่คุณได้รับ

หากคุณประสบอุบัติเหตุรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บทางร่างกายหรือการเสียหายทางทรัพย์สิน การปรึกษาทนายความทันทีจะช่วยให้คุณได้รับการดูแลที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้ถูกประกันภัยเอาเปรียบ อย่างที่เคสนี้ได้แสดงให้เห็นว่า การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมไม่ควรรอจนสายเกินไป

รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก! แขนหักดามเหล็ก! ประกันภัยปัดจ่ายค่าเสียหายตามอาการบาดเจ็บจริง 

1 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

เวลาเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งนั้น ผู้บาดเจ็บมักจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบด้วยการจ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมถึงค่าเสียหายทั้งทางร่างกายและทรัพย์สินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่เสมอ โดยการยกข้ออ้างต่างๆ นานาขึ้นมา เช่น ขอเอกสารเพิ่มเติมที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเอกสารอะไรเพราะไม่มีการแจ้งบอก หรือข้ออ้างขอใบเสร็จค่านั่นค่านี่ เพื่อประวิงเวลาในการจ่ายค่าเสียหาย หรือจะเป็นมุกพูดจาหว่านล้อมให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ อย่างเช่น ไปรักษาตัวให้ดีก่อน เอารถไปซ่อมก่อนค่อยว่ากัน เพื่อเป็นลูกเล่นในการชดใช้ค่าเสียหายในจำนวนที่ต่ำลง ซึ่งถือว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างที่สุด 

ผู้เสียหายจึงควรมีทนายไว้ตั้งแต่เกิดเรื่องเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด อย่างเช่นกรณีอุบัติในเคสนี้บริษัทประกันขอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่ผู้เสียหายมองว่าไม่เหมาะสมกับอาการบาดเจ็บของตนเอง ผู้เสียหายจึงเลือกให้ทนายความเป็นผู้เดินเรื่องให้ เพียงแค่มีทนายความเป็นผู้ออกหน้าดำเนินการให้เท่านั้นบริษัทประกันภัยก็รีบยื่นข้อเสนอขอใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่เต็มตามจำนวนวงเงินก็ตาม เรื่องราวของผู้เสียหายเคสนี้ซึ่งพอมีทนายปุ๊ป! บริษัทประกันภัยก็จ่ายปั๊บ! เป็นอย่างไรมาติดตามกันเลยค่ะ

2 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

ถูกรถบรรทุกพ่วงถอยมาชนจนบาดเจ็บกระดูกหักหลายจุด

โดยเคสนี้อุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ในขณะที่ผู้เสียหายกำลังทำงานอยู่ในบริเวณลานจอดรถตู้คอนเทนนเนอร์ขนส่งสินค้า ขณะที่ผู้เสียหายอยู่บริเวณหลังรถนั้นได้มีรถบรรทุกพ่วงขนส่งสินค้ากำลังถอยไม่ทันได้ดูอย่างระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถบรรทุกพ่วงนั้นได้ถอยไปชนผู้เสียหายที่กำลังเดินอยู่บริเวณท้ายรถจนได้รับบาดเจ็บกระดูกซี่โครงหักจำนวน 4 ซี่ และแขนขวาหักต้องทำการผ่าตัดดามเหล็ก หลังได้รับอุบัติเหตุผู้เสียหายต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลทันทีเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งอุบัติเหตุในครั้งนี้พนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายบาดเจ็บ และผู้เสียหายเองยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายประมาท

3 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

ซี่โครงหัก 4 ซี่ แขนหักดามเหล็ก! แพทย์ลงความเห็นพัก 3 เดือน

หลังจากประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้ ผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเบื้องต้นเป็นเวลา 5 วัน ด้วยอาการบาดเจ็บกระดูกแขนขวาหักต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามเพื่อยึดกระดูกที่แตกให้สมานตัวกัน และต้องผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคต นอกจากแขนขวาที่หักแล้ว ยังมีกระดูกซี่โครงขวาหักอีก 4 ซี่ ซึ่งยังต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ และแพทย์ลงความเห็นว่าให้พักรักษาตัวเป็นเวลากว่า 3 เดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้ต้องหยุดพักรักษาตัวอยู่เป็นเวลานาน จากอาการบาดเจ็บเนื่องด้วยกระดูกหักทั้งบริเวณซี่โครงและแขนขวา ทำให้ส่งผลกระทบต่องานประจำที่ทำอยู่ โดยผู้เสียหายนั้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ มีรายได้รวมเบี้ยเลี้ยงอยู่ที่ 40,000 บาท และนอกจากนี้ ผู้เสียหายยังประกอบอาชีพเสริมรับจ้างซ่อมรถเพื่อหารายได้เสริมอีกทาง หลังจากประสบอุบัติผู้เสียหายต้องหยุดพักรักษาตัวหลังออกจากโรงพยาบาลเป็นเวลากว่า 3 เดือน ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เสียหายต้องสูญเสียรายได้จากปกติแล้วสามารถหารายได้จากการซ่อมรถ

4 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

ประกันเสนอจ่ายน้อยเกินไป มีทนายไว้คอยเรียกร้องสิทธิ์ให้ดีที่สุด

ด้วยจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายนั้น บริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น โดยบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอขอจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 220,000 บาท ซึ่งทางผู้เสียหายเองและครอบครัวรู้สึกว่ายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น เพราะกระดูกหักหลายจุดอย่างไรเสียร่างกายที่ต้องได้รับบาดเจ็บนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม ผู้เสียหายและครอบครัวจึงคิดว่าจำเป็นที่จะต้องให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายที่เหมาะสมมากกว่านี้ให้แก่ตนเอง ในที่สุดผู้เสียหายและครอบครัวจึงตัดสินใจให้ ทนายความเดินเรื่องให้ ซึ่งเมื่อทีมทนายจาก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนเพียงเท่านั้น บริษัทประกันจึงยินยอมเพิ่มจำนวนเงินให้อีกเกือบเท่าตัวตั้งแต่เรื่องยังอยู่แค่ในชั้น คปภ. ทำนองเดียวกับกรณีที่ทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เคยเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกัยภัยให้แก่ผู้เสียหายชาวจีนที่ได้รับบาดเจ็บ กระดูกหัก เช่นกัน จนได้รับค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยมากกว่าหนึ่งล้านบาท!

เห็นหรือไม่คะว่า ถึงอย่างไรเสียควรมีทนายความเอาไว้เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์ที่เราสมควรจะได้รับ ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในยุคสมัยนี้บริษัทประกันภัยหลายเจ้ามักเลือกที่จะฉกฉวยผลประโยชน์จากความไม่รู้เท่าทันของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยหลงกลเชื่อคำพูดบริษัทประกันภัยจนต้องเสียผลประโยชน์ที่ตนเองสมควรจะได้รับอย่างถูกต้องไปค่ะ หากท่านใดที่กำลังมีปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมาย หรือต้องการใช้บริการด้านกฎหมายไม่ว่าเรื่องใด ติดต่อเรา

พ.ร.บ. จ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างไร หากประสบภัยจากรถจนนิ้วขาด

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนที่ประมาทแต่ก็อาจมีบุคคลอื่นที่ไม่ระวังขับขี่มาชนเราได้ และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบางครั้งบริษัทประกันตัวดีมักหาเหตุผลบ่ายเบี่ยงในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยการยกเหตุผลต่างๆ นานาขึ้นมาอ้างเพื่อปัดการจ่ายค่าเสียหายนั้น หรือเพื่อให้จ่ายน้อยลง ซึ่งความจริงแล้ว พ.ร.บ. นั้นคุ้มครองการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และการสูญเสียอวัยวะ หรือที่เรียกว่า “ทุพพลภาพ” รวมถึงกรณีการเสียชีวิต แต่วันนี้จะขอมาพูดถึงกรณี “ทุพพลภาพ” ว่ามีลักษณะอย่างไร

โดยทุพพลภาพ คือการสูญเสียอวัยะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ หรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง จนถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานได้เหมือนปกติได้ ในทางประกันภัยมีด้วยกัน 4 รูปแบบดังนี้

1. ทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง

เป็นอาการทุพพลภาพที่หนักที่สุด คือต้องเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยอย่างหนัก จนสูญเสียอวัยวะ หรือร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่จะประกอบอาชีพเดิม รวมถึงประกอบอาชีพอื่นได้ตลอดไป เช่น เกิดอุบัติเหตุรถชนจนสูญเสียมือเท้าทั้งสองข้าง, สูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิง, เป็นอัมพาตต้องนอนติดเตียงไปตลอด สมองได้รับความกระทบกระเทือนไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอีกต่อไป

2. ทุพพลภาพอย่างถาวรบางส่วน

เป็นการทุพพลภาพที่ร่างกายไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตลอดไป แต่ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้ เช่น การสูญเสียแขนหนึ่งข้างจนไม่สามารถประกอบอาชีพขับรถได้เหมือนเดิม แต่สามารถใช้อวัยวะอื่นทำอาชีพอื่นทดแทนได้

3. ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง

คืออาการทุพพลภาพจนสามารถประกอบอาชีพเดิมหรืออาชีพอื่นได้อย่างสิ้นเชิงในระยะเวลาชั่วคราว เมื่อได้รับการรักษาจนสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้ เช่น การได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าเฝือกทั้งตัวจนไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้เป็นระยะเวลา 3 เดือนเป็นต้น

4. ทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน

คือการทุพพลภาพจนเป็นอุปสรรคกระทบต่อการทำงานประจำ แต่เมื่อทำการรักษาแล้วสามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ เช่น อุบัติเหตุรถล้มขาหักจนต้องเข้าเฝือก ไม่สามารถไปทำงานตามปกติได้ แต่ยังสามารถหารายได้อยู่ที่บ้านได้เป็นต้น

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด 2

กรณีนิ้วขาดจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเท่าไหร่

กรณีที่ประสบอุบัติเหตุทางจราจรแล้วเป็นฝ่ายถูก หากนิ้วขาดเกิน 1 ข้อขึ้นไปไม่ว่าจะนิ้วเดียวหรือหลายนิ้ว บริษัทที่รับประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท/คน แต่หากสูญเสียนิ้วไม่เกิน 1 ข้อสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 80,000 บาท โดยต้องเตรียมเอกสาร คือ 1.ใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าได้ถูกตัดนิ้ว 2.ฟิล์มเอ็กซเรย์ 3.บัตรประชาชน

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด 3

คำว่าทุพพลภาพอยู่ในประกันประเภทไหนบ้าง?

1. ประกันอุบัติเหตุ มักปรากฎคำว่าทุพพลภาพในรูปแบบแผนประกันภัยนั่นคือ

  • ประกันอุบัติเหตุแบบ อ.บ.1 ที่จะให้คุ้มครองทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง, ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง, และทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน
  • ประกันอุบัติเหตุแบบ อ.บ.2 จะให้ความคุ้มครองเพิ่มจาก อบ. 1 ในส่วนของการทุพพลภาพถาวรบางส่วน อย่างการสูญเสียนิ้ว การสูญเสียการรับฟัง เป็นต้น

2. พ.ร.บ. รถยนต์/พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ จะปรากฎเงื่อนไขทุพพลภาพในรูปแบบของเงินชดเชยเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้แก่

  • เงินชดเชยเบื้องต้น(ไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด) เมื่อทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง เป็นจำนวนเงิน 35,000 บาท
  • เงินชดเชยส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น เมื่อทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท
  • เงินชดเชยส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น เมื่อทุพพลภาพถาวรบางส่วน  เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท

3. ประกันการเดินทาง จะปรากฏคำว่าทุพพลภาพอยู่ในเงื่อนไขของเงินชดเชย เมื่อผู้ทำประกันได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขณะเดินทาง โดยส่วนมากประกันเดินทางมักจะคุ้มครองกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงตามวงเงินที่ระบุไว้ ซึ่งผู้ทำประกันต้องอ่านรายละเอียดให้ดีก่อนทำประกัน

4. ประกันทุพพลภาพ บางบริษัทฯ ได้ออกแผนประกันทุพพลภาพมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพจากสาเหตุต่าง ๆ 

เห็นไหมคะว่า พ.ร.บ ประกันภัยรถนั้น นอกจากจะคุ้มครองต่อการบาดเจ็บแล้วยังคุ้มครองกรณีที่ต้องสูญเสียอวัยวะด้วย ซึ่งเราควรจะต้องศึกษาและทราบข้อมูลเหล่านี้เอาไว้เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองไม่ให้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ หรือหากเกิดประสบอุบัติเหตุแนะนำให้มีทนายความเอาไว้ดีกว่า เพราะทนายความผู้เชี่ยวชาญจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายให้เราได้มากกว่าที่เราจะต้องไปดำเนินการด้วยตัวเอง ปรึกษาทนาย

ถูกรถบรรทุกพ่วงชนขาหัก แผลลึกถึงกระดูก บริษัทประกันภัยตีมึนชดใช้ค่าเสียหายหลักหมื่น!

ถูกรถพ่วงชนขาหัก copy

ในทุกวันจะมีคดีอุบัติเหตุทางจราจรเกิดขึ้นทุกวัน แต่ยังมีผู้บาดเจ็บจากคดีเกี่ยวกับจราจรอีกหลายคนที่ไม่ทราบถึงสิทธิ์ของตนเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัย จึงทำให้บางท่านเสียสิทธิ์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายที่ตนเองควรจะได้รับจาก พ.ร.บ. หรือ เฉกเช่นกรณีนี้ที่ผู้เสียหายท่านนี้ต้องประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกพ่วงเฉี่ยวชนจน ขาหัก เรื่องราวจะเป็นอย่างไรมาติดตามกันเลยค่ะ 

ขี่รถมาอยู่ดีๆ ก็ถูกรถบรรทุกพ่วงชนเข้าอย่างจัง

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ผู้บาดเจ็บกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามเส้นทางปกติ แต่ได้ถูกรถบรรทุกหัวลากพ่วงคัน ซึ่งขับขี่มาเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ เป็นเหตุให้ผู้บาดเจ็บได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส มีบาดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่และลึกบริเวณขาขวา ลึกชนิดที่ว่าเห็นกระดูก และขาขวายังหักอีกด้วย รวมทั้งยังมีบาดแผลและรอยฟกช้ำทั่วร่างกายอีกหลายแห่ง รวมทั้งมีทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ ซึ่งอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดจากความไม่ระมัดระวังของผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าว และรถบรรทุกพ่วงหัวลากคันดังกล่าวได้ทำประกันภัยภาคในส่วนภาคบังคับ และภาคสมัครใจ ผู้ขับขี่รถบรรทุกได้ลงลายมือยอมรับความผิดนั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานสวนแล้ว โดยปกติแล้วการทำประกันภัยรถบรรทุกที่มีส่วนต่อพ่วงอย่างรถบรรทุกหัวลากกับหางพ่วงการทำประกันภัยนั้นจะแยกคนละส่วนกัน ดังนั้นการเรียกค่าเสียหายจากประกันภัยรถบรรทุกพ่วงจะสามารถเรียกได้มากกว่า 2 ฉบับ

ถูกรถพ่วงชนขาหัก copy

ถูกรถบรรทุกพ่วงชนขาหัก แผลลึกจนเห็นถึงกระดูก!

จากเหตุการณ์อุบัติเหตุร้ายแรงในครั้งนี้ ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บกระดูกขาขวาหัก และมีบาดแผลฉีกขาดที่บริเวณขาขวาขนาดใหญ่มาก ลึกจนเห็นถึงกระดูกสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก ผู้บาดเจ็บต้องทำการพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เป็นเวลากว่า 43 วันเพื่อรักษาบาดแผล ที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และยังต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำทุกวัน จากบาดแผลของผู้บาดเจ็บที่มีขนาดใหญ่และลึกจนเห็นถึงกระดูก ทำให้ผู้บาดเจ็บต้องพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน แล้วยังต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่วงที่ต้องพักรักษาตัวผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียรายได้ไป เพราะไม่สามารถดำเนินชีวิตได้เฉกเช่นปกติ โดยผู้บาดเจ็บประกอบอาชีพทำนาเกลือเมื่อได้รับบาดเจ็บจึงส่งผลกระทบต่อการหารายได้สร้างความลำบากให้แก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวเป็นอย่างมาก ทั้งคนในครอบครัวยังต้องผลัดเปลี่ยนกันมาพาผู้บาดเจ็บไปพบแพทย์อย่างต่อเนื่องในการรักษา

บริษัทประกันภัยหัวใสโยกโย้ด้วยการบอกเอกสารไม่ครบ

บริษัทประกันภัยภาคบังคับได้มีการโยกโย้ด้วยการทำหนังสือจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่ยอมระบุจำนวนเงินที่จะชดใช้ลงมาในเอกสาร ซึ่งถือว่าเป็นการไม่จริงใจที่จะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แถมยังกล่าวอ้างยกเหตุขึ้นมาว่าผู้บาดเจ็บนั้นส่งเอกสารยื่นขอพิจารณาค่าสินไหมไม่ครบ แต่ทางบริษัทประกันภัยเองกลับไม่ยอมแจ้งเป็นหนังสือว่าทางบริษัทประกันภัยนั้นต้องการเอกสารใดจากผู้บาดเจ็บ นับว่าเป็นอีกลูกเล่นที่นำมาใช้เพื่อถ่วงเวลาการจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ในส่วนของบริษัทประกันภัยภาคสมัครใจ ถึงแม้ว่าจะมีอีเมลแจ้งผลการพิจารณาค่าเสียหายในส่วนของค่าซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ แต่ค่าเสียหายนั้นช่างต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงต่อผู้บาดเจ็บ ทั้งยังไม่ยอมมีหนังสือแจ้งการชดใช้ค่าเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สินของผู้บาดเจ็บ ตามหลักเกณฑ์และกรอบเงื่อนไขระยะของการประกอบธุรกิจประกันภัย ถือว่าเป็นการประวิงเวลาในการชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้บาดเจ็บ และปัจจุบันผู้บาดเจ็บก็ยังไม่ได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายทั้งต่อร่างกายและทรัพย์สินที่เหมาะสม สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก

ถูกรถพ่วงชนขาหัก2 copy

เมื่อถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันรีบปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด

ผู้บาดเจ็บรู้สึกมืดแปดด้านไม่รู้จะต้องทำอย่างไร จึงได้เข้ามาปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และมอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัทเพิ่มเติม โดยบริษัทภาคบังคับยินยอมจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแล้วเป็นเงินจำนวน 138,000 บาท แต่บริษัทประกันภัยที่ 2 เสนอจำนวนเงินไม่คุ้มค่าต่อความเสียหายที่ผู้บาดเจ็บควรจะได้รับ ทีมทนายที่มีประสบการณ์ของสำนักงานวงศกรณ์จึงได้ใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมโดยการยื่นขอคำเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ เพื่อให้บริษัทประกันภัยภาคสมัครใจทำการจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาทแก่ผู้เสียหาย เพื่อความยุติธรรมต่อผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส และยังไม่ทราบว่าจะหายกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติหรือไม่

เห็นไหมคะว่าการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญไว้คอยให้ความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาทางด้านกฎหมายเป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มมีปัญหาด้านกฎหมาย เพราะความไม่รู้กฎหมายอาจทำให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสใช้ตรงนี้เพื่อเอาเปรียบในสิทธิ์ที่คุณควรจะได้รับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์ไว้คอยบริการทุกปัญหากฎหมายของคุณ หากคุณกำลังมีปัญหาในเรื่องของกฎหมาย ติดต่อเรา

外国受害者的车被撞,颈椎骨折,右肩骨折!保险公司拖延不愿意赔偿,律师帮助搞定,索赔超过一百万泰铢!

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน

这是一个关于汽车保险的案例。当我们购买汽车保险时,自然希望保险公司能为我们的生命提供全面的保障,因为我们只有一条生命。但如果我们信任的保险公司,在发生事故后,却试图推诿支付赔偿,不履行自愿险和强制险合同中明确规定的责任,比如在这个案例中,Wongsakorn 律师事务所 受到了来自一位遭遇车祸的外国伤者的信任。事故导致这位外国伤者严重受伤,车辆被撞坏,肩膀骨折需要进行钢板手术!但保险公司却以被保险人是外国人,不懂得泰国的保险法以及不了解保护自己权益的流程为由,推脱赔偿。当保险公司试图拖延和解时,受害者不知如何应对,因此决定求助于 Wongsakorn  律师事务所来帮助他们维护正义。

车辆被撞,导致颈椎骨折和肩膀骨折,需休养超过三个月,却没有收到保险公司的任何赔偿。

此次事故发生时,受害者驾驶的车辆与一辆轿车发生擦碰,但随后受害者的车辆又被另一辆汽车从后方撞击,导致受害者的车辆严重损坏。受害者与保险公司投保的车辆内共有两名乘客受伤,其中一名受害者伤势严重,颈椎骨折及右肩骨折,不得不接受肩部钢板固定手术,并需休养3个月。手术取出钢板后,仍需进行物理治疗。目前,受害者仍在持续治疗,受伤处时常带来痛苦,严重影响日常生活。

已支付超过 200,000 泰铢,但保险公司仍拒绝赔偿

受害者已经预先支付了超过 200,000 泰铢的必要医疗费用,还未包括因失去每月收入而造成的 150,000 泰铢的损失。受害者是公司高级管理人员,这次的严重受伤需要长时间治疗,导致收入损失巨大,并对公司管理产生了严重影响。受害者不得不进行右肩钢板固定手术,并需要再次手术取出钢板,手术及术后治疗费用高达 80,000 泰铢。这个金额是医生初步评估的费用,还不包括治疗过程中可能出现的其他并发症及其他医疗费用。

肩膀骨折未愈,需飞往国外治疗。

在受伤期间,受害者在泰国接受治疗时,频繁往返于家与医院之间,产生了不少治疗期间的费用。然而,受伤的肩膀状况并未好转,骨折的肩膀骨头未能愈合。因此,受害者不得不飞往台湾接受进一步治疗,并进行二次手术,手术费用为 158,080 台币,折合泰铢为 161,241 泰铢。此外,受害者还支付了 14,300 泰铢的机票费用,以前往国外接受治疗。手术后,受害者还需要持续进行长时间的物理治疗,治疗费用高昂。实际上,这些费用受害者完全可以向保险公司提出赔偿,即便受害者是在国外接受治疗。

ประกันเสนอจ่ายค่ารักษา 4

保险公司提出的赔偿金额低于实际损失!

在发生的事故中,保险公司(自愿险)和保险公司(强制险)尚未支付赔偿,而是试图进行调解。由于受害者是外国人,不了解保险法律,因此不敢索要过高的赔偿,担心会被保险公司反诉。尽管受害者右臂骨折,必须植入钢板,并根据医生建议需要休养超过90天。如果受害者能够正常工作,原本可以获得 450,000 泰铢的收入。然而,在 90 天的停工期间,保险公司仅提议支付 150,000 泰铢,而对方保险公司则提议支付受害者仅 100,000 泰铢。总的来说,保险公司仅提出了约 300,000 泰铢的赔偿,这远远低于实际损失,严重低估了受害者的损失和伤痛。这样的赔偿远不足以弥补受害者的伤害,也无法确定未来是否能够完全恢复正常。

在这种情况下,必须要有律师来防止被保险公司占便宜。

Wongsakorn 律师事务所认识到,不论受害者是泰国人还是外国人,如果他们在与保险公司的纠纷中被欺负,律师的帮助是至关重要的。就像这位受了重伤的中国受害者一样,他感到两家保险公司都不愿真诚承担责任,所提出的赔偿金额与实际伤害不符。此外,保险公司还试图通过要求调解和谈判赔偿金来拖延时间。因此,受害者委托 Wongsakorn 律师事务所为其提起诉讼,要求保险公司赔偿损失。由于 Wongsakorn 的法律团队意识到这位外国受害者所遭遇的不公正,遂决定向这两家保险公司提出超过百万泰铢的索赔金额,这个金额是保险公司最初提议的三倍多,以弥补受害者的损失并安慰其心理创伤。最终,法院判决这两家保险公司支付超过一百万泰铢的赔偿金给受害者!

无论是泰国人还是外国人,Wongsakorn 律师事务所都愿意提供服务。

Wongsakorn 律师事务所重视每一位受害者的权益,无论其是泰国人还是外国人。如果受害者感到没有得到保险公司的公正对待,Wongsakorn 律师事务所将乐意提供帮助。在发生事故时,拥有一位律师是非常重要的,不仅可以保护受害者免受保险公司各种手段的伤害,还能帮助受害者按照法律程序有效地提出索赔。Wongsakorn 律师事务所专注于处理与保险相关的诉讼案件,我们有一支专业的律师团队,随时准备提供咨询和服务。如果您正在面临保险公司不公的对待,请随时联系我们

ทุพพลภาพ”จากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน แทนค่านิ้วที่ถูกตัด!

ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา หากว่าเราประมาทก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติจนได้รับบาดเจ็บได้ แต่ถ้าหากเราขับขี่อย่างระมัดระวังแล้ว แต่บุคคลอื่นกลับไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากพอ ขับขี่ยานพาหนะอย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดอุบัติแก่บุคคลอื่น นั่นเป็นการหยิบยื่นความเดือดร้อนไปให้แก่บุคคลอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นต้นเหตุควรมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียหายที่ต้องมาเดือนร้อนจากการกระทำของเราด้วย เฉกเช่นกับผู้บาดเจ็บท่านนี้ที่ประสบอุบัติเหตุจากความประมาทของผู้อื่น จนต้องถูกตัดนิ้วต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ ทุพพลภาพ ไปอย่างถาวร เรื่องราวของผู้เสียหายจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันเลยค่ะ 

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ”

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ก่อ!

โดยอุบัติเหตุไม่คาดฝันนี้ที่ต้องทำให้ผู้บาดเจ็บกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ เริ่มจากผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างดีแล้ว แต่ได้ถูกรถยนต์ซึ่งขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังมาเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ ทำให้รถของผู้บาดเจ็บเสียหลักล้มลงตัวกระเด็นไปอยู่บริเวณใต้ท้องรถของคู่กรณี จนได้รับบาดเจ็บหนักหลายแห่ง แต่ที่หนักที่สุดคือต้องถูกตัดนิ้ว! กลายเป็นผู้ทุพพลภาพไปอย่างถาวร ซึ่งหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของคู่กรณีผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว และผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่าเป็นความผิดของตนเองจริง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง! จากความประมาทของผู้อื่น

จากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วก้อยข้างซ้าย กระดูกนิ้วหายไปบางส่วนลึกเข้าข้อนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้าง แพทย์ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายทิ้งไป ทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บยังมีบาดแผลฉีกขาดลึกบริเวณข้อมือซ้าย ฟันล่างโยก รวมทั้งมีบาดแผลถลอกขนาดใหญ่และลึกอีกหลายแห่ง และผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อทำการล้างแผลและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง สร้างความลำบากให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

ผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ ก็เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนในให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมากแล้ว ผู้บาดเจ็บยังต้องสูญเสียรายได้จากการพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท เพราะผู้บาดเจ็บเป็นคนขยัน นอกจากอาชีพประจำทำแซนวิสขายแล้ว ผู้บาดเจ็บยังทำอาชีพเสริมมีรายได้อีกกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่งผลกระทบต่อการขาดรายได้ตรงนี้ไป และยังไม่สามารถคาดได้ว่าจะยังสามารถกลับมาทำแบบเดิมได้อีกหรือไม่ เนื่องจากความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ค่าเสียหายหลักแสนก็แทนนิ้วที่หายไปไม่ได้

แต่กระถึงกระนั้น บริษัทประกันภัยของคู่กรณียังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก โดยพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้ผู้บาดเจ็บที่ต้องสูญเสียนิ้วมือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไปมาก บริษัทประกันภัยของคู่กรณีเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าสูญเสียรายได้ ค่าอนามัย ค่าทุขเวทนาให้แก่ผู้บาดเจ็บ รวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และเสนอค่าสินไหมทดแทนให้เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วบริษัทประกันภัยของคู่กรณีนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (ภาคบังคับ) เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งบริษัทประกันภัยเองยังพยายามประวิงเวลาไม่ยอมแจ้งผลการพิจารณาค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ปัจจุบันนี้ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีเลย

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย เพราะตนเองต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ตัวเองต้องเป็นผู้ประสบเหตุ จึงทำการติดต่อให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการฟ้องร้องคดีบาดเจ็บมาแล้วหลายคดี เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัย ทีมงานกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มองเห็นแล้วว่าคดีนี้ผู้บาดเจ็บยังได้รับค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทีมทนายจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับค่าเยียวยาอย่างเหมาะสมที่สุด เมื่อเทียบกับนิ้วที่ต้องถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นความเสียหายร้ายแรงไม่อาจกลับคืนมาได้ และยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างถาวร

ในปัจจุบันนี้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักพยายามเล่นแง่กับผู้บาดเจ็บ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตัวเองจนลืมเรื่องความมีมนุษยธรรมไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อยุติธรรมต่อผู้เสียหาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องคดีประกันภัย เพราะเรามีทีมทนายที่แข็งแกร่งพร้อมดำเนินการทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้นให้แก่ผู้เสียหาย หากท่านกำลังประสบปัญหาถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย ติดต่อเรา

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชนกระดูกต้นคอแตก ไหล่ขวาหัก! บริษัทประกันภัยยึกยักขอไกล่เกลี่ย ทนายช่วยเคลียร์เรียกค่าเสียหายกว่าล้านบาท!

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชนกระดูกต้นคอแตก ไหล่ขวาหัก! บริษัทประกันภัยยึกยักขอไกล่เกลี่ย ทนายช่วยเคลียร์เรียกค่าเสียหายกว่าล้านบาท!

เมื่อเราทำประกันภัยรถยนต์แน่นอนว่าเราต้องหวังการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยอย่างครอบคลุม เพราะชีวิตของเรามีแค่ชีวิตเดียว แต่หากบริษัทประกันภัยที่เราให้ความไว้วางใจซื้อประกันภัยเพื่อความคุ้มครองนั้น เมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วพยายามบ่ายเบี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งภาคสมัครใจ และภาคบังคับตามที่กรมธรรม์ได้ระบุเอาไว้ในสัญญากรมธรรม์ อย่างเช่นกรณีอุบัติเหตุเคสนี้ ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับความไว้วางใจจากผู้เสียหายชาวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บสาหัส รถถูกชน จนไหล่หักต้องผ่าตัดใส่เหล็ก! แต่บริษัทประกันยังบ่ายเบี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ด้วยเหตุผู้เอาประกันภัยเป็นชาวต่างชาติที่ไม่รู้กฎหมายการประกันภัยในบ้านเรา รวมถึงไม่ทราบกระบวนการที่จะเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง เมื่อบริษัทประกันภัยพยายามยื้อขอเจรจาค่าเสียหาย ผู้เสียหายเลยไม่รู้ต้องทำอย่างไร จึงตัดสินใจมาพึ่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ช่วยดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรม 

รถถูกชนจนบาดเจ็บกระดูกต้นคอแตก ไหล่หัก ต้องพักรักษาตัวนานกว่า 3 เดือน ไร้ค่าเสียหายจากบริษัทประกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากผู้เสียหายได้ขับขี่รถยนต์แล้วเกิดการเฉี่ยวชนกับรถเก๋งคันหนึ่ง แต่รถยนต์ที่ผู้บาดเจ็บขับขี่นั้นถูกชนท้ายโดยรถยนต์อีกคันหนึ่ง เป็นเหตุทำให้รถของผู้บาดเจ็บที่มีการทำประกันภัยเอาไว้กับบริษัทประกันภัยเกิดความเสียหาย มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 2 คน โดยผู้บาดเจ็บที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกต้นคอหัก และกระดูกไหล่ขวาหัก จนต้องเข้ารับการผ่าตัดดามเหล็กไว้ที่หัวไหล่ และต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 3 เดือน หลังผ่าตัดเอาเหล็กออกยังต้องเข้าทำกายภาพบำบัด ปัจจุบันผู้บาดเจ็บยังต้องรักษาอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องและมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน 2

สำรองจ่ายไปแล้วกว่า 200,000 บาท แต่บริษัทประกันยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย!

ทั้งนี้ผู้บาดเจ็บได้สำรองจ่ายค่ารักษาอันจำเป็นไปแล้วกว่า 200,000 บาท ยังไม่รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากรายได้ต่อเดือนอีก 150,000 บาท จากการที่ผู้บาดเจ็บดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทของบริษัท การได้รับบาดเจ็บสาหัสจากในครั้งนี้ต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อการบริหารบริษัท ผู้บาดเจ็บต้องทำการผ่าตัดดามเหล็กเอาไว้ที่ไหล่ขวา และต้องผ่าตัดเพื่อเอาเหล็กออก ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด รวมค่ารักษาพยาบาลหลังการผ่าตัดเป็นจำนวนเงินกว่า 80,000 บาท ซึ่งราคานี้เป็นค่าใช้จ่ายที่แพทย์ได้ประเมินการรักษาในเบื้องต้น ยังไม่รวมหากเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ขณะทำการรักษา รวมถึงค่าเวชภัณฑ์อื่นๆ 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน 3

ไหล่ต่อไม่ติด ต้องบินไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ

ระหว่างที่ผู้บาดเจ็บต้องรักษาตัวอยู่ในประเทศไทย ผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายระหว่างที่ต้องรักษาตัว แต่ว่าอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ไม่ดีขึ้น กระดูกบริเวณหัวไหล่ที่หักไม่เชื่อมติดกัน ผู้บาดเจ็บจึงต้องทำการบินไปรักษาตัวที่ประเทศไต้หวัน และต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดอีกเป็นจำนวนเงิน 158,080 ดอลลาร์ไต้หวัน คิดเป็นเงินไทย 161,241 บาท อีกทั้งยังต้องเสียค่าเครื่องบินเพื่อบินไปรักษาเป็นจำนวนเงิน 14,300 บาท และหลังจากผ่าตัดผู้บาดเจ็บยังต้องเข้าทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการรักษาที่กินระยะเวลานาน และเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งความจริงแล้วค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ผู้บาดเจ็บสามารถเรียกร้องได้กับบริษัทประกันภัย แม้ว่าผู้บาดเจ็บจะเดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศก็ตาม

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน 4

ประกันเสนอจ่ายค่ารักษา และค่าเสียหายน้อยกว่าความเป็นจริง!

จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบริษัทประกันภัยของรถผู้เอาประกัน (ภาคสมัครใจ) และบริษัทประกันภัย (ภาคบังคับ) ยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายแต่พยายามขอไกล่เกลี่ย ในขณะที่ผู้บาดเจ็บเองก็เป็นชาวต่างชาติไม่รู้เรื่องกฎหมายประกันภัย ผู้บาดเจ็บจึงไม่กล้าเรียกค่าเสียหายที่สูงจนเกินไป เพราะกลัวว่าจะถูกบริษัทประกันภัยฟ้องกลับ ทั้งที่ผู้บาดเจ็บนั้นได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นแขนขวาหัก จนต้องดามเหล็ก แถมต้องพักรักษาตัวตามความเห็นแพทย์เป็นเวลากว่า 90 วัน ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ 450,000 บาท แต่จากระยะเวลา 90 วันที่ต้องหยุดงานไป แต่บริษัทประกันภัยของรถผู้เอาประกันเสนอจ่ายเพียงแค่ 150,000 บาท ส่วนบริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีที่มาชนรถยนต์ของผู้เอาประกัน เสนอจ่ายให้ผู้บาดเจ็บที่ 1 เป็นจำนวนเงินแค่ 100,000 บาท รวมแล้วบริษัทประกันเสนอจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บแค่ราวๆ 3 แสนบาทเท่านั้นเอง ซึ่งน้อยกว่าความเป็นจริงไปมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้บาดเจ็บได้รับ เป็นการเอาเปรียบผู้เสียหายอย่างที่สุด พิจารณาดูแล้วไม่คุ้มค่าต่อความบาดเจ็บที่ไม่อาจทราบได้ว่าในอนาคตจะหายดีกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูก 5

เจอแบบนี้ต้องมีทนายไว้เพื่อไม่ให้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย ดังเช่นผู้เสียหายชาวจีนท่านนี้ที่ได้บาดเจ็บอย่างหนัก รู้สึกว่าบริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัทไม่บริสุทธิ์ใจในการรับผิดชอบ เสนอจ่ายค่าเสียหายไม่สมกับอาการบาดเจ็บจริงที่ผู้เสียหายได้รับ ทั้งบริษัทประกันภัยยังพยายามยื้อเวลาโดยขอไกล่เกลี่ยเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายจึงมอบหมายให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย ด้วยทางทีมกฎหมายวงศกรณ์เห็นถึงความไม่ยุติธรรมที่ผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติได้รับ ทางทีมกฎหมายวงศกรณ์จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัทเป็นจำนวนเงินกว่าล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่บริษัทประกันภัยเสนอให้ผู้บาดเจ็บกว่า 3 เท่า เพื่อชดเชยความเสียหายและเยียวยาจิตใจให้แก่ผู้บาดเจ็บ ท้ายที่สุดแล้วศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนเงินกว่าล้านบาท! 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูก 6

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ความสำคัญไม่ว่าผู้เสียหายนั้นจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ หากผู้เสียหายรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีพร้อมให้บริการ ความสำคัญของการมีทนายความไว้ในกรณีหากเกิดอุบัติเหตุนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากเพื่อปกป้องผู้เสียหายจากเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทประกันภัยแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการเดินเรื่องเรียกร้องค่าความเสียหายตามกระบวนการ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานกฎหมายที่เชี่ยวชาญในการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับการประกันภัย เรามีทีมทนายที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการ หากท่านกำลังประสบปัญหาต้องเจอกับบริษัทประกันภัยที่กำลังเอารัดเอาเปรียบ ติดต่อเรา   

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!