ทนายความ หรือทนายความชาวจีนในไทย? สิ่งที่ชาวต่างชาติหรือนักลงทุนจีนต้องเข้าใจก่อนเลือกที่ปรึกษากฎหมายในไทย

ทนายความชาวจีนในไทยในปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนหรือนักลงทุนจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเข้ามาทำธุรกิจ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ทำโรงงาน ธุรกิจร้านอาหาร หรือทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่อง “กฎหมาย” หรือกฎหมายไทยที่นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจและต้องมีทนายความที่ปรึกษา และเมื่อพูดถึงการเลือกทนายความ หลายคนโดยเฉพาะชาวต่างชาติหรือชาวจีน มักมีความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า“ต้องจ้างทนายพูดภาษาจีนได้” หรืออาจจะเพราะเหตุผลด้านการสื่อสารต่าง ๆ แต่ความจริงแล้ว แนวคิดแบบนี้อาจทำให้ชาวต่างชพลาดโอกาสในการได้ทีมกฎหมายที่มีคุณภาพ และเข้าใจคดีของคุณอย่างแท้จริง

เพราะการเลือกทนายความหรือทีมกฎหมาย ไม่ควรตัดสินกันแค่ “พูดภาษาจีนได้หรือไม่ได้”

แต่ควรดูที่ “ความเข้าใจในคดี ความใส่ใจ และประสบการณ์” บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจว่า การมีทนายความที่สามารถวางรูปคดีเก่งหรือการมีผู้ช่วยทนายความที่พูดภาษาจีนได้และมีความรู้ด้านกฎหมายจีน มีความสำคัญอย่างไร และทำไมสิ่งนี้อาจสำคัญกว่าการมีทนายความที่พูดภาษาจีนเก่งเสียอีก

ความเข้าใจผิดของชาวต่างชาติ ทนายพูดจีนไม่ได้ = ไม่เก่ง?

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย หลายคนคิดว่า ถ้าจะทำคดีหรือทำธุรกิจในไทย และตัวเองเป็นชาวจีนหรือชาวต่างชาติ ก็ควรเลือกทนายความชาวจีนหรือทนายที่พูดภาษาจีนได้เท่านั้น แต่ในความจริง สิ่งสำคัญในงานกฎหมาย ไม่ใช่ภาษาเพียงอย่างเดียว แต่คือความเข้าใจกฎหมายไทย ความเข้าใจโครงสร้างคดี ความสามารถในการวางกลยุทธ์ ความใส่ใจในรายละเอียด ภาษาเป็นเพียง “เครื่องมือในการสื่อสาร” แต่ไม่ใช่ตัววัดคุณภาพของทนายความ

ทนายความพูดภาษาจีนไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าให้บริการชาวจีนไม่ได้

ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แม้ตัวทนายความอาจไม่ได้ใช้ภาษาจีนเป็นหลักในการสื่อสาร แต่เรามีทีมผู้ช่วยทนายความที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะผู้ช่วยทนายความที่จบการศึกษาจากประเทศจีน เข้าใจระบบกฎหมายจีน เข้าใจกฎหมายไทย มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี นี่คือสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าชาวจีนกับทนายความได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยทนายที่ไม่มีใบอนุญาตว่าความ ไม่ได้แปลว่าไม่เก่งกฎหมาย

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่มีใบอนุญาตว่าความ แปลว่าไม่มีความรู้กฎหมาย

ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงคือ ใบอนุญาตว่าความ คือใบอนุญาตสำหรับการขึ้นว่าความในศาล

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนมีใบอนุญาตจะเก่งกฎหมายทุกคนหรือคนไม่มีใบอนุญาตจะไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะความรู้กฎหมายกับใบอนุญาต เป็นคนละเรื่องกัน การมีผู้ช่วยทนายความที่มีประสบการณ์จริงหลายปี อาจเข้าใจข้อเท็จจริงและรายละเอียดของคดีได้ลึกมาก และนี่คือสิ่งที่สำคัญต่อการทำคดี

ทำไมการสื่อสารถึงสำคัญในคดีชาวจีน?

ไม่ว่าชาวจีนหรือชาวต่างชาติจะจ้างทนายความหรือค้นหาทนายความชาวจีน กระบวนการทำงานจริงจะมี “ทีม” อยู่เบื้องหลังเสมอ เพราะไม่มีทางที่ทนายความจะดูแลทุกอย่างคนเดียวทั้งหมด ในกระบวนการทำคดีจริง ขั้นตอนหรือสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ลูกค้าเล่าข้อมูล ผู้ช่วยทนายความจะเก็บรายละเอียด ตรวจสอบเอกสารของลูกค้าที่เกี่ยวข้อง สรุปข้อเท็จจริง และนำเรื่องราวทั้งหมดของลูกค้ามาสรุปและส่งต่อให้ทนายความวางกลยุทธ์ หรือเทคนิคในการวางรูปเรื่องของคดีนั้น ๆ เพราะทนายความที่มีกลยุทธ์ในการวางรูปเรื่องย่อมส่งผลให้คดีความมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ต่อให้ทนายความพูดภาษาจีนได้เอง สุดท้ายก็ต้องมีผู้ช่วยทนายความอยู่ดี

ผู้ช่วยทนายความที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์ของชาวจีน สำคัญกว่าแค่พูดภาษาได้

ในคดีของชาวจีน ความท้าทายไม่ได้มีแค่การพูดภาษาจีนเท่านั้น แต่มีเรื่องของวัฒนธรรมการสื่อสาร, วิธีคิดทางธุรกิจ, การใช้ถ้อยคำ, น้ำหนักของคำพูด  เพราะคำบางคำในภาษาจีน เมื่อนำมาแปลตรงตัวเป็นภาษาไทย อาจทำให้ความหมายผิดเพี้ยนได้ นี่คือเหตุผลที่ทีมผู้ช่วยทนายความที่มีพื้นฐานจากประเทศจีน มีความสำคัญมากเพราะจะสามารถ “แปลความหมายได้” ไม่ใช่แค่ “แปลภาษา” นอกจากนี้ผู้ช่วยทนายความที่มีพื้นฐานหรือความเชี่ยวชาญในประเทศจีนยังเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์ความเป็นชาวจีนได้อย่างมากด้วย 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกทนายความ คือ “ความใส่ใจ”
ไม่ว่าคุณจะค้นหาทนายความหรือทนายความชาวจีนในไทย คำถามที่สำคัญกว่าคือ สำนักงานกฎหมายนั้นใส่ใจคดีของคุณจริงหรือไม่? เพราะประโยชน์หรือความเสียหายในคดีของลูกค้า มักไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาษา แต่ขึ้นอยู่กับความละเอียด การวิเคราะห์ การวางแผน การติดตามคดี และความจริงจังในการทำงาน

การพูดภาษาจีนได้ เป็นเพียงพื้นฐาน

ต้องยอมรับว่า การพูดภาษาจีนได้เป็นข้อดี เพราะช่วยให้เริ่มต้นการสื่อสารง่ายขึ้น ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ แต่สิ่งนี้เป็นเพียง “พื้นฐานเบื้องต้น” สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ทีมงานที่เข้าใจในตัวลูกค้า ทีมงานที่เข้าใจคดี ทีมงานที่พร้อมดูแลคดีความของคุณอย่างเต็มที่ นี่คือหัวใจของงานกฎหมาย เพราะเราเอาความทุกข์ของลูกค้ามาอยู่ในมือ เราย่อมต้องดูแลและใส่ใจทำคดีความของลูกค้าให้ออกมาดีที่สุด และเป็นประโยชน์กับลูกค้าที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับการดูแลลูกค้าชาวจีน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชาวจีนจำนวนมาก ทั้งในเรื่องคดีแพ่ง คดีธุรกิจระหว่างประเทศ คดีประกันภัย คดีแรงงาน คดีหุ้นส่วน การลงทุนทำธุรกิจในไทยที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท สิ่งที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ ไม่ใช่เพราะเป็นทนายความที่เป็นชาวจีน

แต่เพราะเป็นทีมกฎหมายที่ใส่ใจและจริงจังกับทุกคดี พร้อมมีทีมผู้ช่วยทนายความที่เข้าใจภาษาจีนและระบบกฎหมายจีนอย่างแท้จริง

ขอขอบคุณความไว้วางใจจากลูกค้าชาวจีน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอขอบคุณลูกค้าชาวจีนทุกท่านที่ไว้วางใจให้ดูแลคดีและปัญหากฎหมาย ความไว้วางใจของคุณ คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับทีมงานของเรา เพราะเราเชื่อว่า งานกฎหมายที่ดี ไม่ได้เริ่มจากภาษา แต่เริ่มจาก “ความจริงใจ ความใส่ใจ และความรับผิดชอบ”

เลือกทนายความ อย่าดูแค่ภาษา

หากคุณเป็นชาวต่างชาติหรือชาวจีนที่กำลังมองหาทนายความ อย่าตัดสินแค่เรื่องภาษา เพราะทนายความที่ดี ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาจีนได้คล่องเสมอไป แต่ต้องมีทีมหรือผู้ช่วยทนายความที่สื่อสารกับคุณได้อย่างถูกต้อง
เข้าใจข้อเท็จจริงของคุณ และทำงานเพื่อผลประโยชน์ของคุณอย่างเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นทนายความหรือทีมที่มีผู้ช่วยด้านกฎหมายจีน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “คุณได้รับการดูแลที่ดีที่สุดทางคดีความหรือไม่” และนี่คือสิ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ความสำคัญสูงสุดเสมอ ต้องการปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ปัญหาที่ชาวจีนมักพบในประเทศไทยในปี 2025

เมื่อเข้ามาลงทุน หรือเดินทางท่องเที่ยว และแนวทางจัดการเมื่อเกิดคดีความ

ในปี 2025 นี้ ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรืออยู่อาศัยระยะยาว จากความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรมที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายที่เอื้อมถึง และโอกาสทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ ชาวจีนก็ยังพบกับปัญหาหลากหลายประเภทที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างด้านภาษา กฎหมาย วัฒนธรรม และระบบบริหารจัดการในประเทศไทย

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับปัญหาที่ชาวจีนมักพบในประเทศไทยเมื่อเดินทางเข้ามาในปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่องเที่ยว เรื่องลงทุนทำธุรกิจ หรือปัญหาทางกฎหมาย พร้อมแนะแนวทางการป้องกันและวิธีจัดการ และปิดท้ายด้วยคำแนะนำว่าหากเกิดคดีความในไทย ชาวจีนสามารถขอคำปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญคดีชาวจีนในไทยได้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดสำหรับ ชาวจีน เมื่อเดินทางเข้ามาในไทยคือ อุปสรรคด้านภาษา แม้ในเมืองใหญ่หลายแห่งจะมีการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษหรือจีน แต่ในพื้นที่ชนบท บริการภาครัฐ หรือการดำเนินการเรื่องเอกสารราชการยังคงต้องใช้ภาษาไทยเป็นหลัก

การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่

  • การตีความข้อกฎหมายผิดพลาด
  • ลงนามในข้อผูกพันหรือสัญญาที่ไม่เข้าใจเนื้อหา
  • ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ โรงพยาบาล หรือธนาคารได้อย่างถูกต้อง
  • ทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในระหว่างการเจรจาหรือข้อพิพาท

เนื่องจากกฎหมายไทยกับระบบกฎหมายจีนมีความแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ ชาวจีนมักประสบปัญหาในด้าน:

การจราจรและใบอนุญาตขับขี่

หลายคนอาจไม่ทราบว่าต้องมีใบอนุญาตขับขี่สากล หรือใบอนุญาตขับขี่ของไทย หากถูกตำรวจตรวจและพบว่าขาดเอกสาร อาจถูกปรับหรือยึดรถ

การละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา

การจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมหรือการนำเข้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ อาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและแพ่ง

ปัญหาแรงงาน

ในกรณีที่ชาวจีนมาทำธุรกิจและจ้างแรงงาน การไม่เข้าใจกฎหมายแรงงานไทย เช่น ชั่วโมงการทำงาน สวัสดิการ หรือการทำสัญญาจ้าง อาจนำไปสู่ข้อพิพาทกับลูกจ้าง

ไทยเป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก แต่ ชาวจีน ที่เข้ามาลงทุน มักพบกับอุปสรรคทางธุรกิจหลายด้าน ได้แก่

การจัดตั้งบริษัท

การจดทะเบียนบริษัท อาจมีข้อจำกัดในเรื่องสัดส่วนผู้ถือหุ้น และข้อกำหนดด้านต่างประเทศ ซึ่งชาวจีนอาจไม่เข้าใจหรือปฏิบัติผิดพลาด

การทำสัญญาธุรกิจ

การทำสัญญาเป็นภาษาไทยโดยที่ผู้ลงทุนไม่เข้าใจอาจนำไปสู่ผลเสียหาย เช่น ข้อตกลงไม่เป็นธรรม หรือมีเงื่อนไขทางกฎหมายที่ไม่เหมาะสม

ภาษีและการเงิน

การไม่เข้าใจเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล หรือข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย อาจทำให้เกิดการผิดเงื่อนไขและถูกปรับหรือมีข้อกล่าวหาลงโทษ

ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและวิธีการทำงานเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ชาวจีนพบปัญหา เช่น

  • ระบบการบริหารองค์กรที่แตกต่าง
  • การเจรจาต่อรองแบบไม่เข้าใจกัน
  • ความคาดหวังด้านคุณภาพ การบริการ หรือระยะเวลา

สิ่งเหล่านี้แม้ไม่ใช่เรื่องทางกฎหมายโดยตรง แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและความสำเร็จของธุรกิจ

เมื่อเผชิญกับการถูกกล่าวหาหรือมีเรื่องราวเข้าข่ายคดีความ ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีแรงงาน ชาวจีนจำนวนไม่น้อยมักตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน เพราะ

ไม่เข้าใจกระบวนการยุติธรรมของไทย

ระบบศาลและการดำเนินคดีในไทยแตกต่างจากจีน และหากไม่เข้าใจขั้นตอน การยื่นเอกสาร หรือการให้ปากคำอย่างถูกต้อง อาจทำให้เสียเปรียบ

อุปสรรคด้านภาษา

หากไม่มีล่ามหรือทนายความที่เข้าใจภาษาจีนและระบบกฎหมายไทย อาจทำให้พลาดข้อมูลสำคัญ หรือปฏิบัติผิดขั้นตอน

การถูกจับกุม

หากมีหมายจับหรือถูกแจ้งความร้องทุกข์ การถูกจับกุมในไทยอาจสร้างผลกระทบตั้งแต่เรื่องประกันตัว จนถึงการดำเนินคดีในระยะยาว

แนวทางแก้ปัญหา ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญคดีชาวจีน

เมื่อเกิดปัญหาจนถึงขั้นเป็นคดีความในประเทศไทย ชาวจีนไม่ต้องกังวล เพราะปัจจุบันมีบริการทางกฎหมายที่รองรับความต้องการของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ เช่น

การให้คำปรึกษากฎหมายล่วงหน้า

ก่อนเข้ามาลงทุน หรือเดินทางเข้าประเทศไทย ชาวจีนสามารถขอคำปรึกษาทนายเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่ต้องรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงตั้งแต่ต้น

การตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย

เช่น ตรวจสอบหมายจับ ว่ามีหมายจับค้างอยู่ในระบบหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาประเทศไทย

การดำเนินคดีในไทย

ตั้งแต่การให้ปากคำ การยื่นคำร้อง การฟ้องร้อง หรือการขึ้นศาล สามารถให้ทนายความดำเนินการแทนได้

การแปลเอกสารและการเป็นตัวแทนสื่อสาร

ทนายความที่เชี่ยวชาญคดีชาวจีนสามารถเป็นตัวกลางในการแปลภาษาและอธิบายข้อกฎหมายอย่างชัดเจน

ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับ ชาวจีน ในปี 2025 แต่การเข้ามาใช้ชีวิต ทำธุรกิจ หรือท่องเที่ยวนั้นย่อมมีความเสี่ยงและอุปสรรคทางกฎหมายที่แตกต่างจากประเทศจีน การตรวจสอบสถานะหมายจับ การเข้าใจกฎหมายท้องถิ่น และการมีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เชี่ยวชาญ จะสามารถให้ชาวจีนสามารถเผชิญกับปัญหาได้อย่างมั่นใจ

หากคุณเป็นชาวจีนและกำลังเผชิญกับปัญหาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ การลงทุน หรือคดีความ สามารถปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญคดีชาวจีนในไทย ได้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้การเดินทาง การทำธุรกิจ และการใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยตามกฎหมาย

คนจีนฆ่ากันเอง! พร้อมจัดฉากโยนความผิดให้คนไทย

คดีฆาตกรรมระหว่างชาวจีนในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการสร้างหลักฐานเท็จและกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ในท้องถิ่น แต่คำถามที่สำคัญกลับเป็นว่า การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศที่มีระบบการตรวจสอบกฎหมายที่เข้มงวดและละเอียดนั้นทำได้ง่ายจริงหรือ? วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านไปติดตามการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่ไม่ปล่อยให้หลักฐานใดๆ หลุดรอด พร้อมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมัท้งคำแนะนำจากทนายในการสู้คดีความของญาติผู้เสียชีวิต

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567, ญาติของ Ms.YAN หญิงชาวจีนวัย 38 ปี ได้แจ้งความกับ สน.บางรัก กทม. ว่าหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินทางมาประเทศไทย จากการสืบสวนของตำรวจพบว่า โทรศัพท์มือถือของ Ms.YAN ถูกใช้ครั้งสุดท้ายที่สวนธารณะใกล้กับ วัดโสธรวราราม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบต่อมา นอกจากนี้ยังพบการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ WeChat Pay ที่ห้าง คาร์ฟูร์ มาเก๊า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

โยนความผิดให้คนไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด? – กฎหมายไทยไม่ได้ปล่อยผ่าน!

ในคดีนี้ ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ซึ่งเป็นชาวจีนได้พยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นฝีมือของบุคคลท้องถิ่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้รวบรวมหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือและการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ที่ไม่ตรงกับข้อกล่าวหา จึงทำให้การสอบสวนในไทยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดเผยความจริงในที่สุด แต่คำถามสำคัญคือ: การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศไทยนั้นมันทำได้ง่ายจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ง่าย อย่างที่หลายคนคิด เพราะประเทศไทยมี กระบวนการตรวจสอบที่ละเอียดและเข้มงวด ทั้งในด้านการเก็บหลักฐานและการสืบสวนที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการคดีอาญาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ การใช้งานระบบจ่ายเงินออนไลน์ หรือการตรวจสอบพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุกฎหมายไทยมี มาตรการควบคุมและการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ ระบบนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการยืนยันการใช้บริการ WeChat Pay ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตัดข้อสงสัยในประเด็นที่ผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้คนไทยได้อย่างชัดเจน

หลักฐานเป็นตัวแปรสำคัญ! อย่าคิดว่าจะหนีจากคดีได้

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอนว่าจะต้องได้รับการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน โดยใช้ กฎหมายอาญาของประเทศไทย เป็นเครื่องมือหลักในการสอบสวน ในกรณีนี้ มาตรา 288 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าคนตายจะได้รับโทษสูงสุดซึ่งอาจเป็นการประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ใช้หลักฐานจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการใช้งาน WeChat Pay ในการชี้ชัดข้อเท็จจริง ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยเอง ไม่ใช่การกระทำของคนไทย ดังนั้นผุ้ต้องสงสัยไม่สามารถทำลายหลักฐานได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้จะเป็นหลักฐานอันน้อยนิด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการจับคนร้ายได้อยู่ดี

หากมั่นใจว่าเป็นการฆ่าคนชาติเดียวกัน ต้องส่งตัวไปยังจีนไหม ?

ในกรณีที่มีการตรวจสอบและพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวจีน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมในประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยสามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังจีนได้ตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอาศัย สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการทางการทูตในการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ประเทศไทยจะยังคงเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายไทย และหากมีการขอส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เราจะเห็นได้ว่าหลักฐานที่ทางตำรวจไทยมีนั้นเพียงพอที่จะตามจับคนร้ายได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการสืบตัวหากผู้ต้องสงสัยอยู่ต่างประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องประสานกับประเทศนั้นด้วย 

  • การติดตามเส้นทางรถเช่า – ติดตาม GPS ของรถเช่าผู้ต้องสงสัยที่ไปยังหลายจุด
  • หลักฐานจากกล้องวงจรปิด – พบภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย
  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ – พบเลือดและตัวอย่าง DNA ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี
  • การเผาทรัพย์สิน – พบกระเป๋าและทรัพย์สินของผู้สูญหายถูกเผา
  • การสืบสวนต่อเนื่อง – ตำรวจยังคงค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมและสอบสวนในพื้นที่ต่าง ๆ

จากคดีนี้เห็นได้ชัดว่า กฎหมายไทยสามารถจัดการกับคดีฆาตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการสืบสวนที่แข็งแกร่ง การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้การเปิดเผยความจริงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ในกรณีที่มีความพยายามในการโยนความผิดให้กับคนไทย คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายและการตรวจสอบในประเทศไทย

ญาติผู้ตายจ้างทนายช่วยเดินเรื่อง – ฟ้อง, สืบ, เรียกร้องความยุติธรรมครบวงจร

ในกรณีนี้ ครอบครัวของ Ms.YAN สามารถจ้างทนายเพื่อให้ช่วยดำเนินการตามกฎหมายและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ตายได้อย่างถึงที่สุด โดยทนายความมีบทบาทสำคัญในการดูแลทุกขั้นตอนของคดี ทั้งในด้านการสืบสวน การจัดการหลักฐาน และการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการปล่อยปละละเลยในกระบวนการยุติธรรม

ทนายความสามารถช่วยได้ในหลายด้าน:

  1. การให้คำปรึกษาและการดำเนินคดี – ทนายความสามารถให้คำปรึกษากับครอบครัวผู้ตายในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ตกหล่นในขั้นตอนต่าง ๆ และการฟ้องร้องจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย
  2. การรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม – ทนายความสามารถทำหน้าที่ในการช่วยสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจยังไม่เปิดเผย เช่น การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญหรือการสอบสวนทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยพิสูจน์การกระทำผิดอย่างชัดเจน
  3. การดำเนินการฟ้องร้อง – หากมีการพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิด ทนายความจะช่วยครอบครัวผู้ตายในการยื่นฟ้องต่อศาลและขอให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย รวมทั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลให้ความคุ้มครองและการฟ้องร้องภายใต้กฎหมายอาญาได้
  4. การเรียกร้องค่าเสียหายจากการฆาตกรรม – ทนายความจะช่วยให้ครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด ทั้งในส่วนของค่าเสียหายจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และค่าเสียหายจากการกระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจและร่างกาย
  5. การส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน – หากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมข้ามชาติและมีการขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน ทนายความจะช่วยครอบครัวในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้ไปยังประเทศจีน


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญบริการคดีอาญาของเราและเราพร้อมรับทำคดีอาญาทุกประเภท โดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการทวงคืนความเป็นธรรมให้คนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟ้องคดีฆาตกรรม การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การเรียกร้องค่าสินไหมในทางแพ่ง ทีมทนายของเราสามารถดูแลทุกขั้นตอนให้คุณได้อย่างรอบด้าน

หากคุณหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อในคดีอาญาเช่นนี้ หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม อย่าเงียบ อย่ารีรอ การนิ่งเฉยอาจทำให้คนผิดลอยนวล และคุณอาจเสียสิทธิ์ที่พึงมี ควรจะรีบปรึกษาทนายเพื่อให้มีคนสู้เคียงข้างคุณและเพื่อสิทธิ์ของตัวคุณเอง เพราะในกระบวนการยุติธรรม คนที่รู้สิทธิ์และใช้สิทธิ์เท่านั้นที่จะได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวล เพียงเพราะคุณไม่มีคนสู้แทน


อ้างอิงจากเว็บไซต์ :แกะรอย 12 จุด! นศ. สาวชาวจีนหายตัวปริศนา หนุ่มสนิทเผ่นหนีโผล่ฮ่องกง

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

สะเทือนนักท่องเที่ยว! คนจีนปล้นคนจีน ใจกลางกรุงเทพฯ

คดีปล้นทรัพย์โดยแก๊งคนจีนที่เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงเหตุอาชญากรรมธรรมดา แต่สะท้อนภาพใหญ่ของ “ขบวนการต่างชาติ” ที่มีแผนปฏิบัติการชัดเจน มุ่งเข้ามาก่อเหตุในไทย และรีบหลบหนีออกนอกประเทศก่อนถูกตามจับ โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารายหนึ่งได้ที่จังหวัดชลบุรี ขณะกำลังลักลอบเล่นพนันกับกลุ่มคนจีนอื่น ๆ ภายในร้านอาหาร

  เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านความมั่นคง และความจำเป็นของระบบกฎหมายที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติให้มากขึ้น

  เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 20.40 น. กลุ่มชายชาวจีน 6 คน พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปในบ้านพักของชาวจีน 3 คน ที่อาศัยอยู่ในย่านห้วยขวาง โดยใช้ปืนและมีดข่มขู่ ก่อนลงมือปล้นทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท รายการทรัพย์สินที่สูญหายประกอบด้วย:

  • แหวนทองคำขาวประดับเพชร ยี่ห้อ BVLGARI
  • กำไลข้อมือทองคำขาว ยี่ห้อ CARTIER
  • กระเป๋าถือ CHANEL สีดำ 3 ใบ
  • กระเป๋าเดินทาง RIMOWA
  • โทรศัพท์มือถือ iPhone 14 Pro จำนวน 2 เครื่อง

  หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งสืบสวนและออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย จากการสืบค้นพบว่าผู้ต้องหาบางคนได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ขณะที่อีกหนึ่งคน คือ นายหลิว เจี้ยน อายุ 34 ปี ถูกจับกุมได้ในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ในขณะจับกุม ผู้ต้องหากำลังลักลอบเล่นพนันไพ่นกกระจอกกับกลุ่มชาวจีนอีก 6 คน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทั้งหมดตามกฎหมาย และส่งผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมาดำเนินคดีที่ สน.ห้วยขวาง ส่วนผู้ร่วมเล่นพนันอีก 6 คน ส่งตัวดำเนินคดีที่ สภ.บ่อวิน

อาชญากรรมข้ามชาติ—ปัญหาในเงามืด

จากข้อมูลของ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาชุดนี้ เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อก่อเหตุโดยเฉพาะ โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เลือกเป้าหมายที่เป็นชาวจีนด้วยกันซึ่งมีฐานะดี และคุ้นเคยกับการถือครองทรัพย์สินมูลค่าสูง เมื่อก่อเหตุแล้วจะรีบแยกย้ายหลบหนีออกนอกประเทศ

การก่อเหตุในลักษณะนี้เข้าข่าย “อาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational Organized Crime) ซึ่งเป็นความผิดที่มีลักษณะร้ายแรง เพราะมีการวางแผนล่วงหน้า มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และมักมีเครือข่ายในหลายประเทศ

กฎหมายไทยระบุชัดว่า หากความผิดใดมีลักษณะข้ามชาติหรือมีผู้ร่วมกระทำความผิดในหลายประเทศ จะมีการประสานกับสำนักงานตำรวจสากล (Interpol) และพิจารณาการดำเนินคดีในระดับระหว่างประเทศได้ เช่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการออก “หมายแดง” เพื่อจับกุมในต่างประเทศ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339

“ผู้ใดกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ โดยร่วมกันกระทำตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือมีอาวุธติดตัวระหว่างกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต”

หากมีการทำร้ายร่างกาย หรือปล้นในยามวิกาล โทษอาจสูงขึ้นอีก รวมถึงทรัพย์สินที่ปล้นไปจะถูกอายัดเพื่อนำคืนผู้เสียหาย

บทบาทของหน่วยงานรัฐและการตรวจคนเข้าเมือง

หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เริ่มจับตาการเดินทางเข้า-ออกประเทศของชาวต่างชาติอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาในลักษณะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ เช่น เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่กลับมีพฤติกรรมตั้งรกราก เปิดบัญชีธนาคาร เช่าคอนโดระยะยาว หรือมีการเคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติ

  ในทางกฎหมาย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนวีซ่า หรือผลักดันออกนอกประเทศได้ หากพบว่าบุคคลนั้นเป็น “ภัยต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” นอกจากนี้ยังมีช่องทางการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อประสานข้อมูลกับสถานทูตของประเทศต้นทาง

แนวโน้มที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากคดีปล้นทรัพย์หรือฉ้อโกงแล้ว ยังพบว่ามีบางกลุ่มใช้วิธีการแฝงตัวในลักษณะ “นักธุรกิจ” เช่น เปิดร้านอาหาร ร้านนวด หรือธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อปกปิดเจตนาแท้จริงในการฟอกเงิน หรือใช้เป็นแหล่งข่าวในการหาข้อมูลเป้าหมาย  ในหลายกรณี กลุ่มเหล่านี้ยังสามารถสร้างเครือข่ายภายในได้อย่างรวดเร็ว เช่น รู้จักตำรวจท้องที่ หรือมีล่ามประจำตัว ทำให้การดำเนินคดีอาจถูกขัดขวาง หรือชะลอจากความซับซ้อนของภาษาและวัฒนธรรม นี่จึงทำให้ “บทบาทของทนายความ” กลายเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญในการแปลความเข้าใจระหว่าง “กฎหมายไทย” กับ “บุคคลต่างชาติ”

กรณีเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่โจรเดินถนน แต่มี “อาชญากรใส่สูท” และ “แก๊งข้ามชาติ” ที่มีเทคโนโลยีและแผนการซับซ้อน ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ต่างก็ต้องการ “เสียง” ที่เข้าใจภาษาและกฎหมายอย่างเท่าเทียม

ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะทนายที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา และเข้าใจกระบวนการสอบสวนระหว่างประเทศ จะมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยเหลือคดีลักษณะนี้ ทั้งในมุมของการฟ้องร้อง การปกป้องสิทธิ ไปจนถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ สามารถติดต่อเราได้ หากต้องการ ทนายที่เชี่ยวชาญและเข้าใจมิติข้ามชาติของกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่เป็น ความจำเป็น ที่จะช่วยให้คุณ “รอด” จากความเข้าใจผิด หรืออคติที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม 

อ้างอิงจาก  https://www.ch7.com/sports/674459

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

ชาวจีนทำธุรกิจในไทย ทำไมต้องรู้กฎหมายเกี่ยวกับเช็ค?

การประกอบธุรกิจในประเทศไทยของชาวจีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าขาย นำเข้า-ส่งออก หรือธุรกิจบริการต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในไทยก็คือ “เช็ค” แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เช็คมีอายุความในการฟ้องร้องเพียง 3 เดือนนับจากวันที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน

เช็คคืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในธุรกิจไทย?

เช็คเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้แทนเงินสดและเป็นการรับรองการชำระเงินในอนาคต โดยบุคคลหนึ่ง (ผู้ออกเช็ค) สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินให้กับบุคคลหรือบริษัทที่ระบุในเช็ค (ผู้รับเงิน) เช็คจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการทำสัญญาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยและชาวจีน

อย่างไรก็ตาม เช็คก็มีข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่อง “อายุความของเช็ค” ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยต้องให้ความสำคัญ

อายุความของเช็คในประเทศไทย

ตามกฎหมายไทย เมื่อมีการนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่น บัญชีไม่มีเงินเพียงพอ หรือบัญชีถูกปิด ผู้รับเงินสามารถดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกเงินคืนจากผู้ออกเช็คได้ แต่ต้องทำภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

หากปล่อยเวลาล่วงเลยไป สิทธิ์ในการฟ้องร้องตามกฎหมายเช็คจะหมดไป ซึ่งหมายความว่าผู้รับเงินอาจไม่สามารถเรียกเงินคืนได้ หรืออาจต้องใช้ช่องทางทางกฎหมายอื่นที่ยุ่งยากและใช้เวลานานกว่า

ทำไมชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยต้องรู้เรื่องนี้?

1.ป้องกันความเสียหายทางธุรกิจ
หากชาวจีนที่ประกอบธุรกิจในไทยไม่ได้รับทราบเรื่องอายุความของเช็ค อาจทำให้พลาดโอกาสในการเรียกคืนเงินที่ควรได้รับ และต้องเสียเวลาไปกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน

2.เพิ่มความมั่นใจในการรับชำระเงิน
ผู้ประกอบการชาวจีนสามารถใช้เช็คเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมและใช้กฎหมายบังคับการชำระเงินได้ หากเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับเช็คอย่างถูกต้อง

3.ลดความเสี่ยงจากการถูกโกง
มีหลายกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับเช็คเด้ง (เช็คที่ไม่สามารถขึ้นเงินได้) หากไม่เข้าใจว่าต้องดำเนินการภายใน 3 เดือน อาจเสียเปรียบและไม่สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้

4.วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรู้จักการใช้เช็คอย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถกำหนดระยะเวลาการรับเงินและการฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

เมื่อเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ควรทำอย่างไร?

หากผู้ประกอบการชาวจีนได้รับเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ควรดำเนินการดังนี้

1.ติดต่อผู้ออกเช็คทันที
ตรวจสอบสาเหตุของการปฏิเสธการจ่ายเงินและพยายามติดต่อผู้ออกเช็คเพื่อเจรจาให้ชำระเงิน

2.เก็บหลักฐานทั้งหมด
เก็บเช็คที่ถูกปฏิเสธ ใบแจ้งปฏิเสธจากธนาคาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่ต้องดำเนินการทางกฎหมาย

3.แจ้งความดำเนินคดีอาญา
หากพบว่ามีเจตนาโกง เช่น ออกเช็คโดยรู้ว่าบัญชีไม่มีเงินเพียงพอ ผู้รับเช็คสามารถแจ้งความดำเนินคดีอาญาฐานออกเช็คโดยไม่มีเงินรองรับ ซึ่งอาจมีโทษจำคุก

4.ยื่นฟ้องคดีแพ่งภายใน 3 เดือน
หากผู้ออกเช็คไม่ยอมชำระเงิน ผู้รับเช็คต้องรีบยื่นฟ้องคดีแพ่งภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หากเลยระยะเวลานี้แล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมายเช็คได้

ข้อแนะนำสำหรับชาวจีนที่ใช้เช็คในการทำธุรกิจในไทย

  • ตรวจสอบสถานะของคู่ค้า ก่อนรับเช็คจากคู่ค้า ควรตรวจสอบข้อมูลทางการเงินและประวัติของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ
  • กำหนดวันขึ้นเงินให้ชัดเจน เมื่อตกลงรับเช็ค ควรกำหนดวันนำไปขึ้นเงินให้แน่ชัด และไม่ควรเก็บเช็คไว้นานเกินไป
  • หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาทนายความ เพื่อให้แน่ใจว่าการรับและใช้เช็คเป็นไปตามกฎหมายและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ตัวอย่างคำสั่งศาลฎีกากรณีเช็คที่ถือว่าเป็นฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับกรณีการใช้เช็คในลักษณะที่ถือว่าเป็นการฉ้อโกงมีหลายคดี หนึ่งในนั้นคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9634/2542 ในคดีนี้ จำเลยได้แสดงตนว่ามีคู่ชายหญิงพร้อมจะแลกเปลี่ยนคู่นอน แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกโดยเสียเงินค่าสมาชิก และนำหลักฐานมาแสดง ต่อมาจำเลยแจ้งว่ามีคู่ที่จะแลกเปลี่ยนคู่นอนด้วย แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับไม่มีคู่ใดปรากฏ การกระทำของจำเลยถือเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

แม้ว่าคดีนี้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้เช็ค แต่หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้สามารถนำมาใช้พิจารณากรณีที่มีการออกเช็คโดยมีเจตนาหลอกลวง เช่น การออกเช็คโดยรู้ว่าไม่มีเงินเพียงพอในบัญชีเพื่อชำระหนี้ หรือการออกเช็คโดยไม่มีเจตนาที่จะให้เช็คถูกเรียกเก็บเงินได้จริง การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการฉ้อโกงตามกฎหมาย

ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เช็คควรตระหนักถึงความรับผิดชอบในการออกเช็ค และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการฉ้อโกง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา มีทนายความที่ปรึกษาสำหรับชาวจีนดีที่สุด

การประกอบธุรกิจในประเทศไทยของชาวจีนจำเป็นต้องเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับเช็ค โดยเฉพาะเรื่อง อายุความ 3 เดือนนับจากวันที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน หากเพิกเฉยหรือไม่รู้ข้อกฎหมายนี้ อาจทำให้พลาดโอกาสในการเรียกเงินคืนและก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ

ดังนั้น ชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้เช็คเป็นเครื่องมือทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย หรือหากไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาเรื่องนี้ หรือเรื่องอื่น ๆ ควรมีทนายความที่ปรึกษาสำหรับชาวจีนดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!