คนจีนรับคนไทยเป็นบุตรบุญธรรม เจาะลึกสิทธิรับมรดก และข้อกฎหมายข้ามชาติที่หลายคนไม่รู้!

ในยุคโลกไร้พรมแดน ความสัมพันธ์ข้ามชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การทำธุรกิจ หรือแม้แต่ “การรับบุตรบุญธรรม” แต่เมื่อคนจีนต้องการรับ “คนไทย” เป็นบุตรบุญธรรม คำถามใหญ่ก็เกิดขึ้นว่า สามารถทำได้หรือไม่? และหากผู้รับเป็นบิดาหรือมารดาบุญธรรมเสียชีวิต บุตรบุญธรรมชาวไทยจะมีสิทธิในมรดกหรือเปล่า? วันนี้สำนักงานวงศกรณ์มีคำตอบ และจะพาไปเจาะลึกกฎหมายทั้งไทยและจีน พร้อมบทวิเคราะห์จากทนายความด้านครอบครัวโดยเฉพาะ

🔹 1. คนจีนสามารถรับคนไทยเป็นบุตรบุญธรรมได้หรือไม่?

คำตอบคือ “สามารถทำได้” แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายที่เข้มงวดและซับซ้อน เนื่องจากเป็นกรณีข้ามชาติ ต้องมีกระบวนการที่รองรับจากทั้งฝ่ายไทยและจีน

▶️ ฝั่งประเทศไทย

ตาม พระราชบัญญัติการรับบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19–1598/41
การรับบุตรบุญธรรมต้องยื่นผ่าน กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • ผู้ขอรับต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้ถูกขอรับอย่างน้อย 15 ปี
  • ต้องแสดงหลักฐานด้านรายได้ ความสามารถในการเลี้ยงดู
  • กรณีชาวต่างชาติ ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติอย่างละเอียด
  • ต้องมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอย่างเป็นทางการที่สำนักงานเขต หรืออำเภอ

▶️ ฝั่งประเทศจีน

ภายใต้ Adoption Law of the People’s Republic of China (1991, revised 1998)
การรับบุตรบุญธรรมในจีนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ต่อไปนี้:

  • ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี
  • ต้องไม่มีบุตรของตนเอง หรือหากมีแล้ว ต้องแสดงเหตุผลชัดเจนว่าทำไมยังต้องการรับ
  • ต้องลงทะเบียนรับรองกับ หน่วยงาน Civil Affairs Bureau ของท้องถิ่น
  • สำหรับการรับคนต่างชาติเป็นบุตรบุญธรรม อาจต้องได้รับการอนุมัติระดับกระทรวง หรือผ่านสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

🔹 2. บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกหรือไม่?

หากการรับบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมายในทั้งสองประเทศ บุตรบุญธรรมย่อมมี สิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับบุตรโดยสายเลือด ทั้งในแง่ของทรัพย์สินที่อยู่ในไทยหรือในจีน

▶️ กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง:

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627

“บุตรบุญธรรมเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับชั้นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย”

▶️ กฎหมายจีนที่เกี่ยวข้อง:

Civil Code of the PRC, Book VI – Inheritance Law (2021)

“บุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนถูกต้อง มีสิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับบุตรแท้”อย่างไรก็ตาม สิทธิในการรับมรดกอาจ ขึ้นอยู่กับการรับรองความถูกต้องของการจดทะเบียนในแต่ละประเทศ หากมีปัญหาเรื่องการรับรองเอกสาร หรือบุตรบุญธรรมไม่ได้จดทะเบียนตามขั้นตอนครบถ้วน อาจทำให้ถูกตัดสิทธิ

🔹 3. ความท้าทายของการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ

แม้ในทางกฎหมายจะสามารถดำเนินการได้ แต่ในทางปฏิบัติ การรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ เต็มไปด้วยอุปสรรค เช่น:

  • ความแตกต่างของกฎหมายทั้งสองประเทศ
  • ภาษาเอกสารและคำแปลที่ต้องได้รับการรับรอง
  • กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติที่ยาวนานและเข้มงวด
  • ความยุ่งยากในการจดทะเบียนข้ามประเทศ รวมถึงความเสี่ยงเรื่องไม่รับรองเอกสารซึ่งกันและกัน

กรณีแบบนี้ หากไม่มีทนายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหรือสิทธิมรดก อาจทำให้การรับบุตรบุญธรรม “ตกหล่นทางกฎหมาย” และไม่มีผลบังคับจริง

🔹 4. อย่ามองข้ามบทบาททนาย! ทนายช่วยให้เรื่องยาก กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด

การรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกรณีที่มีบุคคลสองสัญชาติอย่าง “คนจีนกับคนไทย” เกี่ยวข้องกับ กฎหมายสองประเทศ ระบบราชการหลายชั้น และเอกสารทางกฎหมายข้ามภาษา ทนายความที่เชี่ยวชาญจึงมีบทบาทสำคัญมากในทุกขั้นตอน

✅ บทบาทของทนายความ:

  • ให้คำแนะนำทางกฎหมายทั้งสองฝั่ง (ไทย-จีน)
  • ดำเนินการแปลเอกสาร รับรองเอกสาร และติดต่อหน่วยงานรัฐ
  • ช่วยตรวจสอบการจดทะเบียนให้สมบูรณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิในอนาคต
  • เป็นตัวกลางประสานกับกรมกิจการเด็กฯ, กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูต
  • หากมีการเสียชีวิตของผู้รับบุตร ทนายสามารถดำเนินคดีแบ่งมรดกในศาลให้ได้

การรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายและความร่วมมือจากหลายฝ่าย หากดำเนินการอย่างถูกต้อง บุตรบุญธรรม แม้ต่างสัญชาติ ก็สามารถมีสิทธิในครอบครัวและมรดกได้เช่นเดียวกับบุตรแท้ ในคดีที่ซับซ้อนแบบนี้ บางคนอาจคิดว่าทำเองได้ แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าพลาดขั้นตอนแม้แต่ขั้นเดียว สิทธิของบุตรบุญธรรมอาจหายไปตลอดชีวิต 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญในคดีแนวครอบครัวและมรดกเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค   เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา << 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : หลักเกณฑ์การรับบุตรบุญธรรม – Closelawyer

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

ธุรกิจจีนเลี่ยงภาษี! ระวังโดนดำเนิคดีตามกฎหมายไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของธุรกิจจีนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ได้จุดกระแสความกังวลในหมู่คนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้ภาษาจีนแทนภาษาไทยในป้ายร้านค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลที่น่าวิตกเกี่ยวกับ พฤติกรรมเลี่ยงภาษีของกลุ่มทุนจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและรายได้ภาษีของประเทศ

มีรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในระดับจังหวัด ระบุว่า พบธุรกิจที่มีลักษณะ “นอมินีไทย” หรือมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงในนาม ขณะที่การบริหารและเงินทุนทั้งหมดมาจากกลุ่มชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร บริษัททัวร์ หรือกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจบางแห่งรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เลย ขณะที่รับลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนที่จ่ายเงินสดหรือผ่านแอปพลิเคชันของจีนอย่าง Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า “พฤติกรรมลักษณะนี้อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย”

 ในวันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปพบกับผลกระทบและโทษทางกฎหมายในการเลี่ยงภาษีของนายทุนจีนกันว่าทางด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมศุลกากร ได้เริ่มจับตาธุรกรรมที่น่าสงสัยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และเตรียมปรับมาตรการตรวจสอบนอมินี รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานทางการเงินในการตรวจสอบกระแสเงินจากต่างประเทศ

รูปแบบการเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนในไทย

1.1 การใช้ “นอมินีไทย” ถือหุ้นแทน

ธุรกิจจีนบางแห่งในไทยใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นในนาม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจบางประเภทต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยไม่น้อยกว่า 51% ​

1.2 การหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

บางธุรกิจจีนรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ​

1.3 การรับชำระเงินผ่านระบบของจีน

ธุรกิจจีนบางแห่งรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของจีน เช่น Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินของไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

2.1 การสูญเสียรายได้จากภาษี

การเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีหลายร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ​

2.2 การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แต่ธุรกิจจีนที่เลี่ยงภาษีสามารถลดต้นทุนและขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน​

2.3 การทำลายกลไกตลาด

การเลี่ยงภาษีทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพต่ำ​

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี่ยงภาษีของชาวต่างชาติในไทย

6.1 พระราชบัญญัติภาษีอากร (ประมวลรัษฎากร)

หากพบว่าธุรกิจใด (ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ) จงใจเลี่ยงภาษี เช่น ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), รายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่ออกใบกำกับภาษี:

  • มาตรา 90/4 (พ.ร.บ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
    ผู้ใดไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (1.8 ล้านบาทต่อปี) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และเมื่อแจ้งให้จดแล้วยังไม่จด จะถูกสั่งปิดกิจการหรือเพิกถอนทะเบียนการค้า
  • มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
    ผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • มาตรา 90/7 (เจตนาหลีกเลี่ยงหรือออกใบกำกับภาษีเท็จ)
    มีโทษปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีที่เลี่ยง และเพิ่มเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน

6.2 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนำคนไทยมาเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนในกิจการที่ห้ามต่างด้าวทำ มีความผิดตามกฎหมายนี้

  • มาตรา 36
    หากพบว่ามีการใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • บทลงโทษเพิ่มเติม

    ศาลสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิการประกอบธุรกิจ และให้ชาวต่างชาติผู้นั้นพ้นจากประเทศไทย (ถูกเนรเทศ) ได้

6.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ในบางกรณี หากมีการใช้ระบบโอนเงินผ่านแอปต่างชาติ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay เพื่อซุกซ่อนรายได้ หรือไม่ผ่านระบบการเงินไทย และเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐ อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

  • มาตรา 3 และ 5
    รายได้จากการเลี่ยงภาษี หากนำไปใช้โดยไม่ผ่านระบบถูกกฎหมาย อาจถูกตีความว่าเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ/หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

6.4 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

กรณีชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาทำงานผิดประเภท

  • มาตรา 37 และ 75

    หากฝ่าฝืนเงื่อนไขวีซ่า เช่น ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อทำงาน มีโทษปรับ และอาจถูกเพิกถอนวีซ่า พร้อมเนรเทศ

ไม่อยากปิดธุรกิจ ปรึกษาทนายความ เพื่อจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง

แม้หลายกรณีของธุรกิจจีนในไทยจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า “เลี่ยงภาษี” หรือ “ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย” แต่ในทางปฏิบัติ บางส่วนอาจเกิดจาก “ความไม่เข้าใจกฎหมายไทย” หรือการแปลความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจต่างชาติเอง

“การมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ประโยชน์ของการมีทนายหรือที่ปรึกษากฎหมาย

  • ตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนบริษัท

    ทนายสามารถตรวจสอบว่าสัดส่วนผู้ถือหุ้น การจัดตั้งบริษัท และวัตถุประสงค์การดำเนินงานนั้น เป็นไปตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
  • ให้คำปรึกษาด้านภาษีและเอกสารบัญชี

    ทนายร่วมกับผู้สอบบัญชีสามารถช่วยวางระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรได้ถูกต้อง และป้องกันการโดนเบี้ยปรับย้อนหลัง
  • แนะนำระบบการรับเงินอย่างถูกกฎหมาย

    ในกรณีใช้แอปพลิเคชันการเงินของจีน เช่น Alipay หรือ WeChat Pay ทนายสามารถให้คำปรึกษาในการผูกระบบให้ถูกกฎหมายไทย เพื่อให้ข้อมูลการเงินสามารถตรวจสอบได้โดยรัฐ
  • ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าอย่างถูกต้อง

    หลายรายใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาประกอบธุรกิจ ทนายสามารถช่วยดำเนินการขอ Non-B หรือ Smart Visa รวมถึง Work Permit ให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

  • ช่วยไกล่เกลี่ยหากเกิดคดีความ

    หากมีการตรวจสอบย้อนหลัง หรือถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีหรือมีนอมินี ทนายสามารถเข้าเจรจา แก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดีในชั้นศาลได้

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติ

  • ควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนเริ่มธุรกิจในไทย
  • ไม่ควรใช้ชื่อบุคคลอื่นหรือคนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่มีการบริหารจริง
  • วางแผนภาษีร่วมกับทนายและนักบัญชีตั้งแต่ก่อนเปิดกิจการ
  • หากถูกตรวจสอบ ควรให้ทนายเป็นผู้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางกฎหมาย

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการให้คำปรึกษาที่แตกต่างกันออกไป และผลลัพธ์ในการให้คำปรึกษาล้วนประสบผลสำเร็จ และบริษัทต่างๆ ล้วนให้คำตอบรับเป็นที่น่าพอใจ  ผู้ประกอบการหรือบริษัทต่างชาติที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณี👉 >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : มาตรา 38_64 | กรมสรรพากร – The Revenue Department (rd.go.th)

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

คนจีนฆ่ากันเอง! พร้อมจัดฉากโยนความผิดให้คนไทย

คดีฆาตกรรมระหว่างชาวจีนในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการสร้างหลักฐานเท็จและกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ในท้องถิ่น แต่คำถามที่สำคัญกลับเป็นว่า การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศที่มีระบบการตรวจสอบกฎหมายที่เข้มงวดและละเอียดนั้นทำได้ง่ายจริงหรือ? วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านไปติดตามการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่ไม่ปล่อยให้หลักฐานใดๆ หลุดรอด พร้อมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมัท้งคำแนะนำจากทนายในการสู้คดีความของญาติผู้เสียชีวิต

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567, ญาติของ Ms.YAN หญิงชาวจีนวัย 38 ปี ได้แจ้งความกับ สน.บางรัก กทม. ว่าหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินทางมาประเทศไทย จากการสืบสวนของตำรวจพบว่า โทรศัพท์มือถือของ Ms.YAN ถูกใช้ครั้งสุดท้ายที่สวนธารณะใกล้กับ วัดโสธรวราราม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบต่อมา นอกจากนี้ยังพบการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ WeChat Pay ที่ห้าง คาร์ฟูร์ มาเก๊า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

โยนความผิดให้คนไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด? – กฎหมายไทยไม่ได้ปล่อยผ่าน!

ในคดีนี้ ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ซึ่งเป็นชาวจีนได้พยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นฝีมือของบุคคลท้องถิ่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้รวบรวมหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือและการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ที่ไม่ตรงกับข้อกล่าวหา จึงทำให้การสอบสวนในไทยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดเผยความจริงในที่สุด แต่คำถามสำคัญคือ: การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศไทยนั้นมันทำได้ง่ายจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ง่าย อย่างที่หลายคนคิด เพราะประเทศไทยมี กระบวนการตรวจสอบที่ละเอียดและเข้มงวด ทั้งในด้านการเก็บหลักฐานและการสืบสวนที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการคดีอาญาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ การใช้งานระบบจ่ายเงินออนไลน์ หรือการตรวจสอบพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุกฎหมายไทยมี มาตรการควบคุมและการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ ระบบนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการยืนยันการใช้บริการ WeChat Pay ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตัดข้อสงสัยในประเด็นที่ผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้คนไทยได้อย่างชัดเจน

หลักฐานเป็นตัวแปรสำคัญ! อย่าคิดว่าจะหนีจากคดีได้

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอนว่าจะต้องได้รับการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน โดยใช้ กฎหมายอาญาของประเทศไทย เป็นเครื่องมือหลักในการสอบสวน ในกรณีนี้ มาตรา 288 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าคนตายจะได้รับโทษสูงสุดซึ่งอาจเป็นการประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ใช้หลักฐานจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการใช้งาน WeChat Pay ในการชี้ชัดข้อเท็จจริง ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยเอง ไม่ใช่การกระทำของคนไทย ดังนั้นผุ้ต้องสงสัยไม่สามารถทำลายหลักฐานได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้จะเป็นหลักฐานอันน้อยนิด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการจับคนร้ายได้อยู่ดี

หากมั่นใจว่าเป็นการฆ่าคนชาติเดียวกัน ต้องส่งตัวไปยังจีนไหม ?

ในกรณีที่มีการตรวจสอบและพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวจีน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมในประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยสามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังจีนได้ตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอาศัย สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการทางการทูตในการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ประเทศไทยจะยังคงเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายไทย และหากมีการขอส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เราจะเห็นได้ว่าหลักฐานที่ทางตำรวจไทยมีนั้นเพียงพอที่จะตามจับคนร้ายได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการสืบตัวหากผู้ต้องสงสัยอยู่ต่างประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องประสานกับประเทศนั้นด้วย 

  • การติดตามเส้นทางรถเช่า – ติดตาม GPS ของรถเช่าผู้ต้องสงสัยที่ไปยังหลายจุด
  • หลักฐานจากกล้องวงจรปิด – พบภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย
  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ – พบเลือดและตัวอย่าง DNA ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี
  • การเผาทรัพย์สิน – พบกระเป๋าและทรัพย์สินของผู้สูญหายถูกเผา
  • การสืบสวนต่อเนื่อง – ตำรวจยังคงค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมและสอบสวนในพื้นที่ต่าง ๆ

จากคดีนี้เห็นได้ชัดว่า กฎหมายไทยสามารถจัดการกับคดีฆาตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการสืบสวนที่แข็งแกร่ง การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้การเปิดเผยความจริงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ในกรณีที่มีความพยายามในการโยนความผิดให้กับคนไทย คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายและการตรวจสอบในประเทศไทย

ญาติผู้ตายจ้างทนายช่วยเดินเรื่อง – ฟ้อง, สืบ, เรียกร้องความยุติธรรมครบวงจร

ในกรณีนี้ ครอบครัวของ Ms.YAN สามารถจ้างทนายเพื่อให้ช่วยดำเนินการตามกฎหมายและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ตายได้อย่างถึงที่สุด โดยทนายความมีบทบาทสำคัญในการดูแลทุกขั้นตอนของคดี ทั้งในด้านการสืบสวน การจัดการหลักฐาน และการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการปล่อยปละละเลยในกระบวนการยุติธรรม

ทนายความสามารถช่วยได้ในหลายด้าน:

  1. การให้คำปรึกษาและการดำเนินคดี – ทนายความสามารถให้คำปรึกษากับครอบครัวผู้ตายในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ตกหล่นในขั้นตอนต่าง ๆ และการฟ้องร้องจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย
  2. การรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม – ทนายความสามารถทำหน้าที่ในการช่วยสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจยังไม่เปิดเผย เช่น การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญหรือการสอบสวนทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยพิสูจน์การกระทำผิดอย่างชัดเจน
  3. การดำเนินการฟ้องร้อง – หากมีการพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิด ทนายความจะช่วยครอบครัวผู้ตายในการยื่นฟ้องต่อศาลและขอให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย รวมทั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลให้ความคุ้มครองและการฟ้องร้องภายใต้กฎหมายอาญาได้
  4. การเรียกร้องค่าเสียหายจากการฆาตกรรม – ทนายความจะช่วยให้ครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด ทั้งในส่วนของค่าเสียหายจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และค่าเสียหายจากการกระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจและร่างกาย
  5. การส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน – หากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมข้ามชาติและมีการขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน ทนายความจะช่วยครอบครัวในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้ไปยังประเทศจีน


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญบริการคดีอาญาของเราและเราพร้อมรับทำคดีอาญาทุกประเภท โดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการทวงคืนความเป็นธรรมให้คนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟ้องคดีฆาตกรรม การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การเรียกร้องค่าสินไหมในทางแพ่ง ทีมทนายของเราสามารถดูแลทุกขั้นตอนให้คุณได้อย่างรอบด้าน

หากคุณหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อในคดีอาญาเช่นนี้ หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม อย่าเงียบ อย่ารีรอ การนิ่งเฉยอาจทำให้คนผิดลอยนวล และคุณอาจเสียสิทธิ์ที่พึงมี ควรจะรีบปรึกษาทนายเพื่อให้มีคนสู้เคียงข้างคุณและเพื่อสิทธิ์ของตัวคุณเอง เพราะในกระบวนการยุติธรรม คนที่รู้สิทธิ์และใช้สิทธิ์เท่านั้นที่จะได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวล เพียงเพราะคุณไม่มีคนสู้แทน


อ้างอิงจากเว็บไซต์ :แกะรอย 12 จุด! นศ. สาวชาวจีนหายตัวปริศนา หนุ่มสนิทเผ่นหนีโผล่ฮ่องกง

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

สะเทือนนักท่องเที่ยว! คนจีนปล้นคนจีน ใจกลางกรุงเทพฯ

คดีปล้นทรัพย์โดยแก๊งคนจีนที่เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงเหตุอาชญากรรมธรรมดา แต่สะท้อนภาพใหญ่ของ “ขบวนการต่างชาติ” ที่มีแผนปฏิบัติการชัดเจน มุ่งเข้ามาก่อเหตุในไทย และรีบหลบหนีออกนอกประเทศก่อนถูกตามจับ โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารายหนึ่งได้ที่จังหวัดชลบุรี ขณะกำลังลักลอบเล่นพนันกับกลุ่มคนจีนอื่น ๆ ภายในร้านอาหาร

  เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านความมั่นคง และความจำเป็นของระบบกฎหมายที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติให้มากขึ้น

  เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 20.40 น. กลุ่มชายชาวจีน 6 คน พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปในบ้านพักของชาวจีน 3 คน ที่อาศัยอยู่ในย่านห้วยขวาง โดยใช้ปืนและมีดข่มขู่ ก่อนลงมือปล้นทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท รายการทรัพย์สินที่สูญหายประกอบด้วย:

  • แหวนทองคำขาวประดับเพชร ยี่ห้อ BVLGARI
  • กำไลข้อมือทองคำขาว ยี่ห้อ CARTIER
  • กระเป๋าถือ CHANEL สีดำ 3 ใบ
  • กระเป๋าเดินทาง RIMOWA
  • โทรศัพท์มือถือ iPhone 14 Pro จำนวน 2 เครื่อง

  หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งสืบสวนและออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย จากการสืบค้นพบว่าผู้ต้องหาบางคนได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ขณะที่อีกหนึ่งคน คือ นายหลิว เจี้ยน อายุ 34 ปี ถูกจับกุมได้ในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ในขณะจับกุม ผู้ต้องหากำลังลักลอบเล่นพนันไพ่นกกระจอกกับกลุ่มชาวจีนอีก 6 คน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทั้งหมดตามกฎหมาย และส่งผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมาดำเนินคดีที่ สน.ห้วยขวาง ส่วนผู้ร่วมเล่นพนันอีก 6 คน ส่งตัวดำเนินคดีที่ สภ.บ่อวิน

อาชญากรรมข้ามชาติ—ปัญหาในเงามืด

จากข้อมูลของ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาชุดนี้ เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อก่อเหตุโดยเฉพาะ โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เลือกเป้าหมายที่เป็นชาวจีนด้วยกันซึ่งมีฐานะดี และคุ้นเคยกับการถือครองทรัพย์สินมูลค่าสูง เมื่อก่อเหตุแล้วจะรีบแยกย้ายหลบหนีออกนอกประเทศ

การก่อเหตุในลักษณะนี้เข้าข่าย “อาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational Organized Crime) ซึ่งเป็นความผิดที่มีลักษณะร้ายแรง เพราะมีการวางแผนล่วงหน้า มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และมักมีเครือข่ายในหลายประเทศ

กฎหมายไทยระบุชัดว่า หากความผิดใดมีลักษณะข้ามชาติหรือมีผู้ร่วมกระทำความผิดในหลายประเทศ จะมีการประสานกับสำนักงานตำรวจสากล (Interpol) และพิจารณาการดำเนินคดีในระดับระหว่างประเทศได้ เช่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการออก “หมายแดง” เพื่อจับกุมในต่างประเทศ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339

“ผู้ใดกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ โดยร่วมกันกระทำตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือมีอาวุธติดตัวระหว่างกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต”

หากมีการทำร้ายร่างกาย หรือปล้นในยามวิกาล โทษอาจสูงขึ้นอีก รวมถึงทรัพย์สินที่ปล้นไปจะถูกอายัดเพื่อนำคืนผู้เสียหาย

บทบาทของหน่วยงานรัฐและการตรวจคนเข้าเมือง

หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เริ่มจับตาการเดินทางเข้า-ออกประเทศของชาวต่างชาติอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาในลักษณะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ เช่น เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่กลับมีพฤติกรรมตั้งรกราก เปิดบัญชีธนาคาร เช่าคอนโดระยะยาว หรือมีการเคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติ

  ในทางกฎหมาย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนวีซ่า หรือผลักดันออกนอกประเทศได้ หากพบว่าบุคคลนั้นเป็น “ภัยต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” นอกจากนี้ยังมีช่องทางการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อประสานข้อมูลกับสถานทูตของประเทศต้นทาง

แนวโน้มที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากคดีปล้นทรัพย์หรือฉ้อโกงแล้ว ยังพบว่ามีบางกลุ่มใช้วิธีการแฝงตัวในลักษณะ “นักธุรกิจ” เช่น เปิดร้านอาหาร ร้านนวด หรือธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อปกปิดเจตนาแท้จริงในการฟอกเงิน หรือใช้เป็นแหล่งข่าวในการหาข้อมูลเป้าหมาย  ในหลายกรณี กลุ่มเหล่านี้ยังสามารถสร้างเครือข่ายภายในได้อย่างรวดเร็ว เช่น รู้จักตำรวจท้องที่ หรือมีล่ามประจำตัว ทำให้การดำเนินคดีอาจถูกขัดขวาง หรือชะลอจากความซับซ้อนของภาษาและวัฒนธรรม นี่จึงทำให้ “บทบาทของทนายความ” กลายเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญในการแปลความเข้าใจระหว่าง “กฎหมายไทย” กับ “บุคคลต่างชาติ”

กรณีเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่โจรเดินถนน แต่มี “อาชญากรใส่สูท” และ “แก๊งข้ามชาติ” ที่มีเทคโนโลยีและแผนการซับซ้อน ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ต่างก็ต้องการ “เสียง” ที่เข้าใจภาษาและกฎหมายอย่างเท่าเทียม

ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะทนายที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา และเข้าใจกระบวนการสอบสวนระหว่างประเทศ จะมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยเหลือคดีลักษณะนี้ ทั้งในมุมของการฟ้องร้อง การปกป้องสิทธิ ไปจนถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ สามารถติดต่อเราได้ หากต้องการ ทนายที่เชี่ยวชาญและเข้าใจมิติข้ามชาติของกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่เป็น ความจำเป็น ที่จะช่วยให้คุณ “รอด” จากความเข้าใจผิด หรืออคติที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม 

อ้างอิงจาก  https://www.ch7.com/sports/674459

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

ชาวจีนทำธุรกิจในไทย ทำไมต้องรู้กฎหมายเกี่ยวกับเช็ค?

การประกอบธุรกิจในประเทศไทยของชาวจีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าขาย นำเข้า-ส่งออก หรือธุรกิจบริการต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในไทยก็คือ “เช็ค” แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เช็คมีอายุความในการฟ้องร้องเพียง 3 เดือนนับจากวันที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน

เช็คคืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในธุรกิจไทย?

เช็คเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้แทนเงินสดและเป็นการรับรองการชำระเงินในอนาคต โดยบุคคลหนึ่ง (ผู้ออกเช็ค) สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินให้กับบุคคลหรือบริษัทที่ระบุในเช็ค (ผู้รับเงิน) เช็คจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการทำสัญญาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยและชาวจีน

อย่างไรก็ตาม เช็คก็มีข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่อง “อายุความของเช็ค” ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยต้องให้ความสำคัญ

อายุความของเช็คในประเทศไทย

ตามกฎหมายไทย เมื่อมีการนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่น บัญชีไม่มีเงินเพียงพอ หรือบัญชีถูกปิด ผู้รับเงินสามารถดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกเงินคืนจากผู้ออกเช็คได้ แต่ต้องทำภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

หากปล่อยเวลาล่วงเลยไป สิทธิ์ในการฟ้องร้องตามกฎหมายเช็คจะหมดไป ซึ่งหมายความว่าผู้รับเงินอาจไม่สามารถเรียกเงินคืนได้ หรืออาจต้องใช้ช่องทางทางกฎหมายอื่นที่ยุ่งยากและใช้เวลานานกว่า

ทำไมชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยต้องรู้เรื่องนี้?

1.ป้องกันความเสียหายทางธุรกิจ
หากชาวจีนที่ประกอบธุรกิจในไทยไม่ได้รับทราบเรื่องอายุความของเช็ค อาจทำให้พลาดโอกาสในการเรียกคืนเงินที่ควรได้รับ และต้องเสียเวลาไปกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน

2.เพิ่มความมั่นใจในการรับชำระเงิน
ผู้ประกอบการชาวจีนสามารถใช้เช็คเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมและใช้กฎหมายบังคับการชำระเงินได้ หากเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับเช็คอย่างถูกต้อง

3.ลดความเสี่ยงจากการถูกโกง
มีหลายกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับเช็คเด้ง (เช็คที่ไม่สามารถขึ้นเงินได้) หากไม่เข้าใจว่าต้องดำเนินการภายใน 3 เดือน อาจเสียเปรียบและไม่สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้

4.วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรู้จักการใช้เช็คอย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถกำหนดระยะเวลาการรับเงินและการฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

เมื่อเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ควรทำอย่างไร?

หากผู้ประกอบการชาวจีนได้รับเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ควรดำเนินการดังนี้

1.ติดต่อผู้ออกเช็คทันที
ตรวจสอบสาเหตุของการปฏิเสธการจ่ายเงินและพยายามติดต่อผู้ออกเช็คเพื่อเจรจาให้ชำระเงิน

2.เก็บหลักฐานทั้งหมด
เก็บเช็คที่ถูกปฏิเสธ ใบแจ้งปฏิเสธจากธนาคาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่ต้องดำเนินการทางกฎหมาย

3.แจ้งความดำเนินคดีอาญา
หากพบว่ามีเจตนาโกง เช่น ออกเช็คโดยรู้ว่าบัญชีไม่มีเงินเพียงพอ ผู้รับเช็คสามารถแจ้งความดำเนินคดีอาญาฐานออกเช็คโดยไม่มีเงินรองรับ ซึ่งอาจมีโทษจำคุก

4.ยื่นฟ้องคดีแพ่งภายใน 3 เดือน
หากผู้ออกเช็คไม่ยอมชำระเงิน ผู้รับเช็คต้องรีบยื่นฟ้องคดีแพ่งภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หากเลยระยะเวลานี้แล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมายเช็คได้

ข้อแนะนำสำหรับชาวจีนที่ใช้เช็คในการทำธุรกิจในไทย

  • ตรวจสอบสถานะของคู่ค้า ก่อนรับเช็คจากคู่ค้า ควรตรวจสอบข้อมูลทางการเงินและประวัติของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ
  • กำหนดวันขึ้นเงินให้ชัดเจน เมื่อตกลงรับเช็ค ควรกำหนดวันนำไปขึ้นเงินให้แน่ชัด และไม่ควรเก็บเช็คไว้นานเกินไป
  • หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาทนายความ เพื่อให้แน่ใจว่าการรับและใช้เช็คเป็นไปตามกฎหมายและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ตัวอย่างคำสั่งศาลฎีกากรณีเช็คที่ถือว่าเป็นฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับกรณีการใช้เช็คในลักษณะที่ถือว่าเป็นการฉ้อโกงมีหลายคดี หนึ่งในนั้นคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9634/2542 ในคดีนี้ จำเลยได้แสดงตนว่ามีคู่ชายหญิงพร้อมจะแลกเปลี่ยนคู่นอน แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกโดยเสียเงินค่าสมาชิก และนำหลักฐานมาแสดง ต่อมาจำเลยแจ้งว่ามีคู่ที่จะแลกเปลี่ยนคู่นอนด้วย แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับไม่มีคู่ใดปรากฏ การกระทำของจำเลยถือเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

แม้ว่าคดีนี้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้เช็ค แต่หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้สามารถนำมาใช้พิจารณากรณีที่มีการออกเช็คโดยมีเจตนาหลอกลวง เช่น การออกเช็คโดยรู้ว่าไม่มีเงินเพียงพอในบัญชีเพื่อชำระหนี้ หรือการออกเช็คโดยไม่มีเจตนาที่จะให้เช็คถูกเรียกเก็บเงินได้จริง การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการฉ้อโกงตามกฎหมาย

ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เช็คควรตระหนักถึงความรับผิดชอบในการออกเช็ค และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการฉ้อโกง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา มีทนายความที่ปรึกษาสำหรับชาวจีนดีที่สุด

การประกอบธุรกิจในประเทศไทยของชาวจีนจำเป็นต้องเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับเช็ค โดยเฉพาะเรื่อง อายุความ 3 เดือนนับจากวันที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน หากเพิกเฉยหรือไม่รู้ข้อกฎหมายนี้ อาจทำให้พลาดโอกาสในการเรียกเงินคืนและก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ

ดังนั้น ชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้เช็คเป็นเครื่องมือทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย หรือหากไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาเรื่องนี้ หรือเรื่องอื่น ๆ ควรมีทนายความที่ปรึกษาสำหรับชาวจีนดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!