10 ปัญหาที่บริษัทมักชะล่าใจเพราะไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย และเหตุผลว่าทำไมยุค 2026 ต้องมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ตั้งแต่วันแรก?

ในโลกธุรกิจยุค 2026 ที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งกฎหมายแรงงาน กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กฎหมายภาษี และกฎหมายสัญญาทางการค้า หลายบริษัทกลับเลือก “รอให้มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย” แทนที่จะมีที่ปรึกษากฎหมาย ประจำองค์กรตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์คือเสียทั้งเงิน เสียเวลา และเสียความน่าเชื่อถือโดยไม่จำเป็น

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 10 ปัญหาที่บริษัทหรือองค์กรจำนวนมากต้องเผชิญ เพราะไม่มีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรก และชี้ให้เห็นว่าเหตุใดการมีที่ปรึกษากฎหมายจึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่คุ้มค่ากว่าแก้ไขปัญหาภายหลัง

1. สัญญาทางธุรกิจไม่รัดกุม เสี่ยงเสียเปรียบคู่สัญญา

หลายบริษัทใช้สัญญาที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตหรือคัดลอกจากที่อื่นมาใช้ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากที่ปรึกษากฎหมาย ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ เช่น

  • ไม่มีเงื่อนไขคุ้มครองบริษัท
  • ไม่กำหนดค่าปรับหรือความรับผิดให้ชัดเจน
  • เปิดช่องให้ถูกฟ้องหรือถูกเอาเปรียบ

สัญญาที่ดีต้องออกแบบเฉพาะตามลักษณะธุรกิจ ไม่ใช่ใช้สูตรสำเร็จ

2. ปัญหาแรงงานและการเลิกจ้างผิดกฎหมาย

การเลิกจ้างพนักงานโดยไม่รู้ข้อกฎหมาย อาจนำไปสู่การฟ้องร้องค่าเสียหายจำนวนมาก เช่น

  • ไม่จ่ายค่าชดเชย
  • เลิกจ้างไม่เป็นธรรม
  • ไม่ทำสัญญาจ้างให้ถูกต้อง

ที่ปรึกษากฎหมายจะสามารถวางระบบ HR ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ลดความเสี่ยงคดีแรงงานที่กระทบชื่อเสียงองค์กร

3. ถูกฟ้องคดีโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า

หลายบริษัทเพิ่งรู้ว่ามีคดี เมื่อหมายศาลมาถึงสำนักงานแล้ว ซึ่งสายเกินไปในการวางแผนป้องกัน หากมีที่ปรึกษากฎหมายจะสามารถ

  • ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
  • เตือนปัญหาที่อาจเกิดคดี
  • สามารถเจรจาประนีประนอมก่อนถึงศาล

4. ละเมิดกฎหมาย PDPA และข้อมูลส่วนบุคคล

ในยุคดิจิทัล การเก็บข้อมูลลูกค้าโดยไม่รู้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาจนำไปสู่โทษปรับมหาศาล และเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า

ที่ปรึกษากฎหมายจะสามารถวางนโยบายการใช้ข้อมูลให้ถูกต้อง เช่น

  • Privacy Policy
  • Consent Form
  • สัญญากับพนักงานและคู่ค้า

5. เสียโอกาสทางธุรกิจเพราะตรวจเอกสารไม่ทัน

หลายดีลธุรกิจต้องการความรวดเร็ว แต่ถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญตรวจสัญญา บริษัทอาจ

  • เซ็นสัญญาที่เสียเปรียบ
  • ยอมเงื่อนไขที่ไม่จำเป็น
  • แบกรับความเสี่ยงเกินควร

ที่ปรึกษากฎหมายสามารถให้ “กล้าเซ็นอย่างมั่นใจ”

6. ภาษีและโครงสร้างธุรกิจผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น

การจัดตั้งบริษัทโดยไม่ปรึกษากฎหมาย อาจทำให้

  • โครงสร้างหุ้นไม่เหมาะสม
  • ผู้ถือหุ้นมีปัญหาภายหลัง
  • เสียภาษีมากเกินจำเป็น

ที่ปรึกษากฎหมายจะสามารถวางโครงสร้างบริษัทให้เหมาะกับอนาคต

7. ไม่รู้วิธีรับมือเมื่อถูกตรวจจากหน่วยงานรัฐ

เมื่อมีการตรวจจากสรรพากร แรงงาน หรือหน่วยงานอื่น บริษัทที่ไม่มี ที่ปรึกษากฎหมาย มักตื่นตระหนกและตอบผิดขั้นตอน จนกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเอง

8. ขาดคนกลางในการเจรจาเมื่อเกิดข้อพิพาท

การให้ผู้บริหารเจรจาเอง อาจใช้อารมณ์มากกว่ากฎหมาย ส่งผลให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่ปรึกษากฎหมายทำหน้าที่เป็น “กันชนทางกฎหมาย” สามารถพูดแทนบริษัทอย่างมีหลักการ

9. เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการป้องกันหลายเท่า

ค่าทนายเมื่อเกิดคดี อาจสูงกว่าค่าที่ปรึกษากฎหมายรายเดือนหลายเท่า การมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้นคือการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหาย

10. ภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย

คดีความ ข่าวฟ้องร้อง หรือปัญหากฎหมายส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและคู่ค้าโดยตรง การมี ที่ปรึกษากฎหมาย คือการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่มีมาตรฐาน

ทำไมยุค 2026 บริษัทต้องมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ประจำ?

ปี 2026 เป็นยุคที่

  • ธุรกิจแข่งขันสูง
  • กฎหมายซับซ้อนขึ้น
  • ความเสี่ยงด้านออนไลน์เพิ่มขึ้น
  • ลูกค้าต้องการความน่าเชื่อถือ

ที่ปรึกษากฎหมายไม่ใช่แค่คนแก้คดี แต่คือผู้วางกลยุทธ์ทางกฎหมายให้ธุรกิจเดินอย่างปลอดภัย

ป้องกันดีกว่าแก้ไข มีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้นคือทางเลือกที่ฉลาด

หลายองค์กรพลาดเพราะคิดว่า “ยังไม่จำเป็นต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย” จนกระทั่งปัญหาเกิดขึ้นจริง และต้องจ่ายราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นหลายเท่า

การมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ

  • ลดความเสี่ยง
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว
  • เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้องค์กร

ในยุค 2026 ที่กฎหมายคือหัวใจของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทที่มีที่ปรึกษากฎหมายย่อมได้เปรียบมากกว่าบริษัทที่รอให้เกิดปัญหาก่อนเสมอ หากต้องการที่ปรึกษากฎหมาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ตกสถานะเป็น “นอมินี” โดยไม่รู้ตัว ทำอย่างไรดี? หากถูกหมายเรียกคดีนอมินี จะมีทางออกหรือไม่?

ในโลกธุรกิจของไทย คำว่า “นอมินี” (Nominee) มักถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกรณีการถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งตามกฎหมายไทยถือเป็นสิ่งต้องห้าม หากเข้าข่ายเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังตกเป็น “นอมินี” โดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ถูกชักชวนให้ถือหุ้นแทนเพื่อนหรือญาติ ได้รับข้อเสนอผลตอบแทนเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งเซ็นเอกสารโดยไม่เข้าใจรายละเอียดทางกฎหมาย

คำถามคือ หากคุณตกเป็นนอมินีโดยไม่รู้ตัว หรือได้รับหมายเรียกคดีนอมินี ควรทำอย่างไร? และจะมีทางออกหรือแนวทางป้องกันอย่างไรบ้าง?

นอมินี คืออะไร และมีความผิดตามกฎหมายอย่างไร?

ตามความเข้าใจทั่วไป “นอมินี” หมายถึง ผู้ที่ถูกใช้ชื่อเข้าถือหุ้นหรือทำธุรกิจแทนบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแทนชาวต่างชาติที่ไม่สามารถถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดได้ กฎหมายไทย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดชัดเจนว่า หากมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ถือว่าเป็นการเลี่ยงกฎหมายและมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

โทษของการเป็นนอมินี ได้แก่

  • ปรับจำนวนมาก อาจสูงถึงหลายแสนหรือหลายล้านบาท
  • โทษจำคุกในบางกรณี
  • ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและประวัติของผู้เกี่ยวข้อง

ทำไมหลายคนตกเป็นนอมินีโดยไม่รู้ตัว?

มีหลายสถานการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเผลอกลายเป็น นอมินี โดยไม่ตั้งใจ เช่น:

  • เพื่อนหรือคนรู้จักขอให้ช่วยถือหุ้นแทน โดยอ้างว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่ชื่อเฉย ๆ”
  • ได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อยเป็นรายเดือนเพื่อใช้ชื่อ
  • เซ็นสัญญาหรือเอกสารโดยไม่อ่านรายละเอียดครบถ้วน
  • ทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติและถูกจัดตั้งให้เป็นผู้ถือหุ้นเล็กน้อยโดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมาย

ในหลายกรณี บุคคลเหล่านี้อาจไม่รู้เลยว่าตนเองมีความเสี่ยงทางกฎหมาย จนกระทั่งวันหนึ่งได้รับหมายเรียกจากหน่วยงานรัฐ

หากถูกหมายเรียกคดีนอมินี ควรทำอย่างไร?

การได้รับหมายเรียกคดีนอมินีไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถือว่าเป็นคดีอาญาที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตและหน้าที่การงาน ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำคือ ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ ทันที โดยมีแนวทางเบื้องต้นดังนี้:

  1. อย่าละเลยหมายเรียก – การไม่ไปตามหมายเรียกอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงและถูกออกหมายจับได้
  2. รวบรวมเอกสารและหลักฐาน – เช่น ข้อตกลง หุ้นส่วนเอกสารการเงิน หรือข้อความแชท ที่แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้มีเจตนาจะเป็นนอมินี
  3. อธิบายข้อเท็จจริงกับทนายความ – บอกเล่าทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ว่าคุณเข้ามามีชื่อเกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นได้อย่างไร เพื่อให้ทนายวางกลยุทธ์ป้องกันได้ถูกต้อง
  4. ปฏิบัติตามคำแนะนำทางกฎหมาย – การต่อสู้คดีนอมินีมีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้แนวทางที่อ้างอิงข้อกฎหมายและหลักฐานที่ชัดเจน

มีทางออกหรือไม่ หากตกเป็นนอมินี?

คำตอบคือ มีทางออก หากคุณสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีเจตนาเข้าร่วมเลี่ยงกฎหมายหรือไม่ได้มีบทบาทจริงในการควบคุมธุรกิจ การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายให้คุณ:

  • แสดงข้อเท็จจริงว่าคุณไม่ใช่ผู้ได้ประโยชน์จากธุรกิจนั้น
  • ใช้หลักฐานยืนยันว่าเพียงถูกใช้ชื่อโดยไม่รู้รายละเอียด
  • ลดความเสี่ยงต่อการถูกตัดสินลงโทษรุนแรง

ทำไมควรปรึกษาทนายความเป็นอันดับแรก?

การตกเป็น “นอมินี” โดยไม่รู้ตัว ถือเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายการลงทุน กฎหมายธุรกิจ และกฎหมายอาญาในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้คุณเสียเปรียบหรือถูกลงโทษได้

ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีนอมินี สามารถให้บริการทางกฎหมายแก่คุณได้ในหลายด้าน เช่น:

  • ประเมินความเสี่ยงและโทษที่อาจเกิดขึ้น
  • วางกลยุทธ์ป้องกันและแนวทางต่อสู้คดี
  • ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานรัฐหรือศาลแทนคุณ
  • สามารถเจรจาเพื่อให้คดีจบลงด้วยผลกระทบที่น้อยที่สุด

การป้องกันไม่ให้ตกเป็นนอมินีตั้งแต่แรก

แม้จะมีทางออกหากตกเป็นนอมินีแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันก่อนปัญหาเกิดขึ้น:

  • อย่าเซ็นชื่อในเอกสารใด ๆ หากไม่เข้าใจรายละเอียด
  • อย่าถือหุ้นแทนใครโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อกฎหมาย
  • หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจหรือการลงทุน ควรปรึกษาทนายความก่อนเสมอ

นอมินีไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ควรรีบหาที่ปรึกษากฎหมายทันทีดีที่สุด

การตกเป็น นอมินี โดยไม่รู้ตัวอาจทำให้คุณต้องเผชิญกับคดีอาญา โทษปรับ หรือแม้แต่โทษจำคุก การเพิกเฉยหรือแก้ปัญหาด้วยตัวเองอาจยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ทางออกที่ดีที่สุดคือ รีบปรึกษาทนายความ ที่มีประสบการณ์ด้านคดีนอมินี เพื่อให้ได้รับการวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด👉 หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับ นอมินี หรือได้รับหมายเรียกคดีนอมินี
👉 ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญได้ทันที

โดนจับ “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ทำยังไงดี? รู้ไว้ก่อนสาย ป้องกันค่าปรับก้อนโตและคดีความตามมา

การบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” คือหนึ่งในความผิดที่ผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของกิจการโลจิสติกส์ หรือแม้แต่คนขับรถบรรทุกหลายคนอาจเคยเจอ หรืออาจเผลอทำผิดโดยไม่รู้ตัว ความผิดในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้ต้องเสียค่าปรับสูงแล้ว ยังอาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมาย หากมีผลกระทบต่อทรัพย์สินหรือชีวิตของบุคคลอื่น

ในบทความนี้เราจะมาอธิบายว่า “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ผิดกฎหมายอย่างไร โดนจับแล้วต้องทำยังไง และควรดำเนินการทางกฎหมายหรือปรึกษาทนายความเมื่อใด เพื่อป้องกันความเสียหายที่มากเกินควร

รถบรรทุกน้ำหนักเกิน คืออะไร?

“รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” หมายถึง รถที่มีน้ำหนักรวมของรถและสิ่งของที่บรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีการควบคุมชัดเจนโดย พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และ กฎกระทรวงที่กำหนดน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมของแต่ละประเภทของรถ

โดยทั่วไป รถแต่ละประเภทจะมีน้ำหนักบรรทุกที่อนุญาตตามพิกัด เช่น

  • รถบรรทุก 6 ล้อ: ไม่เกิน 15 ตัน
  • รถบรรทุก 10 ล้อ: ไม่เกิน 25 ตัน
  • รถพ่วงหรือเทรลเลอร์: ขึ้นอยู่กับจำนวนเพลาและชนิดของพ่วง

เมื่อรถมีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และอาจมีผลตามมา เช่น

  • ถูกจับโดยเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง หรือตำรวจจราจร
  • ถูกสั่งห้ามวิ่งต่อ
  • ต้องขนถ่ายสินค้าเพื่อลดน้ำหนักทันที
  • เสียค่าปรับจำนวนมาก
  • มีประวัติถูกดำเนินคดีในระบบราชการ

โดนจับ “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” แล้วต้องทำยังไง?

หากคุณหรือพนักงานขับรถของคุณถูกเจ้าหน้าที่จับในข้อหาบรรทุกน้ำหนักเกิน ขั้นตอนที่ควรดำเนินการมีดังนี้

1. ตรวจสอบเอกสารและใบสั่ง

หากมีการชั่งน้ำหนักโดยด่านตรวจ และเจ้าหน้าที่ออกใบสั่ง ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งน้ำหนักที่ชั่งได้ พิกัดที่อนุญาต และข้อกฎหมายที่อ้างอิง

2. อย่ารีบร้อนเซ็นรับสารภาพ

หลายคนเข้าใจผิดว่า “เซ็นรับแล้วจะจบ” แต่ในความจริงแล้ว การเซ็นรับโดยไม่มีการปรึกษาทนายความ อาจเป็นการยอมรับผิดในข้อกฎหมายที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่ตั้งใจทำผิด

3. หากถูกยึดใบอนุญาตขับขี่หรือมีคำสั่งห้ามวิ่งต่อ

ให้สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนในการแก้ไข และควรติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดของรถเพื่อดำเนินการอย่างถูกต้อง

4. รวบรวมพยานหลักฐาน

เช่น ใบโหลดสินค้า, เอกสารจากต้นทางปลายทาง, น้ำหนักรถเปล่า, หรือเอกสารขนส่งอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่หรือศาลหากมีการดำเนินคดี

ปรับเท่าไหร่? โทษหนักแค่ไหน?

โทษของความผิดกรณีรถบรรทุกน้ำหนักเกินตามกฎหมายจะแตกต่างกันไปตามระดับน้ำหนักที่เกิน ตัวอย่างเช่น

  • น้ำหนักเกิน 5-10%: ปรับประมาณ 5,000–10,000 บาท
  • น้ำหนักเกิน 10-20%: ปรับสูงสุด 20,000 บาท
  • น้ำหนักเกินเกินกว่า 20% อาจพิจารณาโทษสูงถึง 50,000 บาท และอาจสั่งห้ามวิ่งเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจมีอำนาจในการดำเนินคดีอาญา หากเห็นว่ามีการฝ่าฝืนอย่างร้ายแรงหรือเจตนา โดยเฉพาะหากมีผลกระทบต่อสาธารณูปโภค เช่น ถนนได้รับความเสียหาย

รถบรรทุกน้ำหนักเกิน อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว

นอกจากค่าปรับและการดำเนินคดีแล้ว ผู้ประกอบการควรตระหนักถึงความเสียหายด้านชื่อเสียง และความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น

  • บริษัทขนส่งอาจถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลงานบางประเภท
  • ลูกค้าอาจไม่มั่นใจในความรับผิดชอบ
  • เกิดภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการแก้ไขปัญหา
  • หากเกิดอุบัติเหตุขณะบรรทุกเกิน น้ำหนักเกินอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดโดยบริษัทประกันภัย

ปรึกษาทนายความทันทีที่เกิดเรื่อง คือทางออกที่ดีที่สุด

แม้เหตุการณ์ดูเล็กน้อยเพียงแค่ “โดนจับบรรทุกน้ำหนักเกิน” แต่ถ้าไม่จัดการอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก อาจนำไปสู่คดีความ การเสียเงินโดยไม่จำเป็น และเสียเครดิตต่อคู่ค้าทางธุรกิจ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำให้คุณปรึกษาทนายความทันทีที่เกิดเรื่อง โดยเฉพาะในกรณีที่คุณเชื่อว่า

  • น้ำหนักที่ชั่งได้อาจไม่ถูกต้อง
  • มีเอกสารที่สามารถใช้ต่อสู้ข้อกล่าวหาได้
  • เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • คุณไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป

ทนายความจะช่วยคุณตรวจสอบเอกสาร ข้อกฎหมาย และสามารถเป็นตัวแทนดำเนินคดี หรือยื่นอุทธรณ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคุณได้อย่างถูกต้อง“รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ไม่ใช่เรื่องเล็ก การถูกจับหรือถูกดำเนินคดีในเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ความน่าเชื่อถือ และภาระทางการเงินของคุณ หากคุณหรือทีมงานของคุณเผชิญกับเหตุการณ์นี้ ขอให้ตั้งสติและปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อให้คุณสามารถต่อสู้ทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และลดความเสียหายที่จะตามมาในอนาคตติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำปรึกษาได้ทันที

คดียักยอกทรัพย์เป็นอย่างไร? แบบไหนถึงเรียกว่าเข้าข่าย “ยักยอกทรัพย์”

คดียักยอกทรัพย์ copy

คดียักยอกทรัพย์ คือคดีความที่โจทก์ทำการฟ้องจำเลยในฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 หลักว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่หากทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิด โดยผู้อื่นส่งมอบให้ หรือเป็นทรัพย์สินหายและผู้กระทำผิดเก็บได้ ผู้กระทำจะต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง

คดียักยอกทรัพย์1 copy

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1. ครอบครอง

การครอบครองนี้จะต้องเป็นการครอบครองอย่างแท้จริง โดยที่เจ้าของสละการครอบครองหรือส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้น เช่น การเช่าบ้านหากผู้เช่าบ้านเช่าพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ ผู้ให้เช่าบอกให้ผู้เช่าช่วยดูแลเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเช่าด้วย เท่ากับเป็นการมอบหมายให้ผู้เช่าครอบครองเฟอร์นิเจอร์ในบ้านแล้ว หากผู้เช่าเอาเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไปถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์

แต่ถ้าหากเป็นการแค่ยึดถือเอาไว้ชั่วคราว และเจ้าของไม่ได้ทำการสละการครอบครองทรัพย์นั้น ก็จะไม่ถือว่ายักยอกทรัพย์ แต่จะเข้าข่ายเป็นการลักทรัพย์แทน เช่น การฝากของเอาไว้ชั่วคราวอย่างกระเป๋าเงิน เป็นต้น

2. ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

เรื่องเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น เป็นไปตามกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในทางแพ่ง เช่น ใครซื้อมาคนนั้นก็เป็นเจ้าของ หรือหากเป็นทรัพย์มีทะเบียน ก็ให้ดูว่าทะเบียนของทรัพย์นั้นมีชื่อใครคนนั้นก็เป็นเจ้าของ

3. เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

คือการที่เราแสดงตนเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม อาจจะโดยการแปลสภาพทรัพย์นั้น ขายทรัพย์นั้นให้คนอื่น หรือเอาไปซ่อนเพื่อจะเก็บไว้ใช้เอง หรืออ้างกับคนอื่นว่าเป็นของตน หรือพูดง่ายก็คือเอาทรัพย์นั้นไปใช้ตามใจเหมือนตัวเองซื้อมาโดยไม่คิดจะคืนเจ้าของ และจะต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจโดยทุจริต กล่าวคือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องการหาประโยชน์จากสิ่งที่เรามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

หากองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นครบก็สามารถจ้างทนายฟ้องยักยอกทรัพย์ได้ แต่หากไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจเรื่องของกฎหมายสามารถหาทนายเพื่อปรึกษาก่อนได้ เมื่อเข้าข่ายการยักยอกทรัพย์ให้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวกับการยักยอก เช่น เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกยักยอก เอกสารที่แสดงว่ามีการส่งมอบการครอบครองไปสู่ผู้ที่ทำการยักยอก หลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำนั้นเอาทรัพย์ไปเป็นของตน หรือหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถจะรวบรวมมาได้ถ้าหากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้อง โดยสามารถนำเอาหลักฐานที่รวบรวมมาได้นำไปปรึกษาทนายก่อนว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้นเพียงพอในการดำเนินการฟ้องร้องยักยอกทรัพย์หรือไม่ 

อายุความในการฟ้องร้องคดียักยอกทรัพย์

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ แต่ผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกยักยอกจะต้องทำการแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลา 3 เดือนนับตั้งแต่รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้เรื่องผู้กระทำ หากไม่แจ้งความหรือแจ้งความในระยะเวลาดังกล่าวคดีก็จะหมดอายุความ และถึงแม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีความส่วนตัวที่สามารถยอมความกันได้ แต่ทั้งนี้ต้องให้ผู้ฟ้องทำการถอนฟ้องด้วย

คดียักยอกทรัพย์2 copy

คดียักยอกทรัพย์ต้องฟ้องศาลไหน? ใช้หลักประกันตัวเท่าไหร่?

ตรงนี้จะต้องดูว่าได้กระทำความผิดที่ไหน ตามหลักแล้วจะต้องฟ้องต่อศาลที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ๆ กระทำความผิด แต่ถ้าหากจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับกุมถูกสอบสวนนอกเขตศาลที่ความผิดเกิดขึ้น สามารถดำเนินการฟ้องในเขตพื้นที่นั้นได้เช่นกัน ส่วนวงเงินในการประกันตัวนั้น หากถูกดำเนินการแจ้งความคดียักยอกทรัพย์วงเงินในการประกันตัวนั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไป ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของความเสียหายที่ผู้เสียหายแจ้งมา แต่ทั้งนี้เงินประกันในชั้นศาลและชั้นตำรวจไม่เท่ากัน ดังนั้นควรโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลที่รับผิดชอบคดีอีกครั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาการประกันตัวไม่ได้

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ถึงอย่างไรก็ควรมีทนายเอาไว้คอยให้คำแนะนำ หรือคอยให้คำปรึกษาไว้จะดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์พร้อมให้บริการในทุกปัญหาในด้านของกฎหมาย หากคุณมีปัญหาต้องการคำปรึกษา หรือคำแนะนำ ติดต่อเรา

รีวิวอาชีพทนายความ การเดินทางของ #ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ

การเติบโตและประสบความสำเร็จในสายอาชีพทนายความไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการเปิดสำนักงานทนายความของตัวเองและการได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ สำหรับผมในฐานะทนายศุภสิทธิ์ ศิริ (Supasit Siri) หรือที่หลายคนรู้จักในนาม #ทนายอาร์ม นั้นเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความท้าทายและประสบการณ์ที่หลากหลาย

การเริ่มต้นสู่การเป็นทนายความ  

การสอบใบอนุญาตทนายความเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญสำหรับผู้ที่มีความฝันอยากเป็นทนายความ การสอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญคือการเตรียมตัวและความพยายามในการศึกษาหาความรู้ เมื่อผ่านการสอบใบอนุญาตทนายความแล้ว ความท้าทายที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้น

ความสำคัญของการหาคดีและการบริหารสำนักงานทนาย

หลังจากได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความ การหาคดีเข้าสำนักงานทนายเป็นเรื่องที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การมีคดีในมือไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งรายได้หลักที่ช่วยให้สำนักงานสามารถดำเนินกิจการได้ แต่ยังเป็นการสะสมประสบการณ์และสร้างชื่อเสียงให้กับทนายและสำนักงานทนาย

การหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตและการบริหารบุคลากรในสำนักงานทนายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการที่มีงาน แต่ขาดบุคลากรที่มีความสามารถเพียงพอในการดำเนินการจะเป็นปัญหาใหญ่ การตัดสินใจเปิดสำนักงานทนายจึงต้องใช้ความคิดให้รอบคอบ การคิดว่าเปิดสำนักงานเล็ก ๆ แล้วจะพอ อาจทำให้พบกับความยากลำบากในการบริหารงานและตอบสนองความต้องการของลูกความได้

นอกจากนี้การบริหารสำนักงานทนายยังต้องคำนึงถึงการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ระบบการจัดเก็บข้อมูล และการให้บริการลูกความ การทำงานให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดต้องมีการวางแผนที่ดีและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันการหาคดีและการบริหารสำนักงานทนายก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ และมีบุคลากรที่มีคุณภาพในการให้บริการลูกความ การทำงานอย่างรอบคอบและการวางแผนที่ดีจะช่วยให้สำนักงานทนายสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว

ความสำคัญของการรับผิดชอบในการทำคดี

การรับผิดชอบในการทำคดีเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นทนายความที่ดี ความรับผิดชอบนี้ครอบคลุมทั้งด้านจริยธรรม ความเป็นมืออาชีพ และการให้บริการที่มีคุณภาพต่อลูกความ การทำคดีไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาในศาล แต่ยังรวมถึงการวางแผนและการจัดการที่ดีในทุกขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย

การรับผิดชอบต่อสังคมและต่อลูกความในการทำคดีเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานในฐานะทนายความหมายถึงการเป็นตัวแทนและผู้ปกป้องสิทธิของลูกความ ความรับผิดชอบนี้ต้องมีการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ในการวางแผนและเตรียมคดี เพื่อให้สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานในศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรับผิดชอบในการทำคดียังหมายถึงการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อลูกความ การแนะนำที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเสียหายและปัญหาที่รุนแรงกว่าเดิม การให้คำปรึกษาและการดำเนินการที่ถูกต้องต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอ

การวางแผนและการจัดการที่ดีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการทำคดี การเตรียมตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล และการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า เป็นสิ่งที่จำเป็นในการให้บริการที่มีคุณภาพต่อลูกความและการรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการทางกฎหมาย

ความรับผิดชอบในการทำคดีจึงเป็นสิ่งที่ทนายความทุกคนต้องให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกความและสังคม

กว่าจะประสบความสำเร็จมาเป็นสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การก่อตั้งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและจัดการอย่างรอบคอบ การมีสำนักงานทนายความของตัวเองหมายถึงการต้องพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และการให้บริการลูกความอย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการบริหารสำนักงานทนายคือการมีคอมพิวเตอร์ประจำสำนักงานและระบบซอฟต์แวร์การเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการทำงานของทนายความในปัจจุบันพึ่งพาเทคโนโลยีในการจัดการข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ หากระบบเหล่านี้ไม่ดีพอ อาจส่งผลให้การดำเนินงานมีปัญหาและล่าช้าได้

การบริหารจัดการข้อมูลเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญมาก ข้อมูลในคดีความเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการจัดเก็บและป้องกันอย่างดี การใช้ระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดการและเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลจะไม่สูญหายและสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการ

นอกจากนี้ การให้บริการลูกความอย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลายังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ หากเราอยู่นอกสำนักงานและลูกความต้องการขอเอกสารในคดี เราต้องสามารถจัดการและส่งไฟล์คดีนั้นให้ลูกความได้อย่างรวดเร็ว การที่เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกความได้ทันเวลาไม่เพียงแต่สร้างความไว้วางใจให้กับลูกความ แต่ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสำนักงานอีกด้วย

ความสำเร็จของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการให้คำปรึกษาและการทำคดี แต่ยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่ดีในทุกด้าน ทั้งการใช้เทคโนโลยีในการจัดการข้อมูล การบริการลูกความอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกความ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในอาชีพทนายความและคิดจะมีสำนักงานทนายของตัวเอง

การให้คำแนะนำลูกความ

การที่เราจะให้คำแนะนำลูกความเกี่ยวกับการไปศาลเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ถ้าเราแนะนำผิดพลาด เช่น แนะนำว่าไม่ต้องไปศาล แต่คดีนั้นกลับมีปัญหา ลูกความก็จะโทษเรา เพราะฉะนั้นเทคนิคและประสบการณ์ในการจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก การเปิดสำนักงานทนายความของตัวเองจึงจำเป็นที่จะต้องมีประสบการณ์ที่เพียงพอ ต้องพิจารณาได้ว่าตนเองมีความพร้อมมากพอหรือไม่ และควรที่จะเปิดสำนักงานทนายของตัวเองหรือไม่

มีสำนักงานทนายความเป็นของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็สามารถทำได้ถ้ามีความตั้งใจที่มากพอ

การเป็นทนายความและการมีสำนักงานทนายความของตัวเองเป็นการเดินทางที่ท้าทาย แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความภาคภูมิใจ การมีความรู้และประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจและการทำงาน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในอาชีพทนายความและคิดจะมีสำนักงานทนายของตัวเอง

ขอให้ข้อมูลนี้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเป็นทนายความและการเปิดสำนักงานทนายความ หวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากประสบการณ์และคำแนะนำจาก #ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ครับ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้คำปรึกษาและบริการทางกฎหมายในทุกด้าน ด้วยทีมทนายความที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างคุณในทุกสถานการณ์ หากคุณมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เรายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนคุณในทุกขั้นตอน 

บ.ประกันลั่น “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ผู้เสียหายโร่ปรึกษากฎหมาย @สนง.กฎหมายวงศกรณ์ สุดท้ายศาลสั่งชดใช้ 4 แสนกว่า

บ.ประกันลั่น “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” ผู้เสียหายโร่ปรึกษาฎหมาย

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้เสียหายได้เข้ามาปรึกษากฎหมายกับทนายความของเรา และเป็นคดีความที่ผลคดีออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่ประเด็นในวันนี้ที่เราต้องการนำเสนอหลัก ๆ คือ พฤติกรรมความเอาเปรียบอย่างใจดำของบริษัทประกันภัยหัวหมอ เมื่อนางสาว A หญิงสาวผู้โชคร้ายได้ขับขี่ จยย. ถูกรถกระบะเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้เธอต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกหักหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นข้อมือ แขน ขา และข้อเท้า อีกทั้งเธอยังต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก ทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จากเหตุการณ์อันแสนเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้นเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บ อีกทั้งยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่องเป็นปี ๆ ทั้งๆ ที่เธอต้องบาดเจ็บมากขนาดนี้ ในชั้นโรงพักบริษัทประกันภัยตัวดีเสนอจ่ายให้เธอเพียง 1 แสน 3 หมื่นบาท เท่านั้น จากเหตุการณ์ในครั้งเจรจาในชั้นโรงพัก เธอรับไม่ได้กับพฤติกรรมความเอาเปรียบของบริษัทฯ เธอจึงนำเรื่องราวมาปรึกษากฎหมายที่เราทันทีและท้ายที่สุดเรื่องราวของเธอจึงถึงมือทนายอาร์มในเวลาต่อมา

          ต่อมาหลังจากที่เธอปรึกษากฎหมายเรื่องราวดำเนินมาถึงชั้น คปภ. แต่บริษัทฯ ก็ยังเจ้าเล่ห์ไม่หยุดยืนยันเสนอจ่ายเท่าเดิม อีกทั้งยังมัดมือชกให้เธอเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความอีกด้วย นางสาว A ตัดสินใจปฏิเสธการรับผิดชอบของบริษัทฯ เพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรมกับความเจ็บปวดที่เธอได้รับ และบริษัทฯ ก็ยันไม่จ่ายไปมากกว่านี้แล้ว โบ้ยให้เธอไป “ฟ้อง” เรียกร้องเอากับคู่กรณีเอง เมื่อบริษัทฯ ทำกันถึงขนาดนี้แน่นอนว่าเราไม่รอช้าดำเนินการต่อในชั้นศาลทันที

          สุดท้ายเรื่องราวของนางสาว A จบลงที่ศาลสั่งพิพากษาให้ชดใช้ต่อเธอจำนวนสี่แสนกว่าบาทต่อความเจ็บปวดที่เธอต้องได้รับและยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการใช้ชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก็ยังดีกว่ายอมถูกบริษัทประกันภัยใช้เล่ห์เหลี่ยมเสนอจ่ายเพียงแสนกว่าบาทเพื่อจบทุกอย่าง

ตีแผ่ ! ประโยคเด็ดบ.ประกันภัยหลอกให้หลงเชื่อ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” ได้จริงหรือ ?

ตีแผ่ ! ประโยคเด็ดบ.ประกันภัยหลอกให้หลงเชื่อ

          ประโยคสุดฮิตประโยคเด็ดของบริษัทประกันภัยทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมากไปถึงบาดเจ็บสาหัส และในบางรายสาหัสมากไปถึง “สูญเสียอวัยวะ” , “ทุพพลภาพถาวร” อาทิ แขน, ขา, ตา, ฟัน ฯลฯ สิ่งแรกที่บริษัทฯ จะกล่าวหลังจากที่ผู้เสียหายได้มีการถามถึงเรื่อง “ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน” จากบริษัทฯ ประโยคที่ว่านั่นคือ “ไปรักษาตัวก่อน” , “รักษาตัวให้หายดีก่อน” “รักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลัง” ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประโยคที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทฯ จงใจจะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้เสียหาย แล้วคำว่า “เรียกร้องทีหลังก็ได้” มันได้จริงหรือ ?

          “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” หากผู้เสียหายท่านใดได้ประสบพบเจอเข้ากับประโยคนี้ ควรรีบปรึกษากฎหมายกับทนายทันที เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการ “เอาเปรียบ” อย่างใจดำของบริษัทประกันภัย หลักการง่าย ๆ ของปัญหาที่ว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” ก็คือ หากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วยอมไปทำตามคำพูดของบริษัทฯ กับคำว่า “ค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้” นั่นเป็นเพราะบริษัทฯ ต้องการให้คุณไปรักษาตัวรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี แล้วเมื่อถึงคราวที่คุณไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่คุณต้องได้รับตามที่เคยได้ตกลงกันไว้ บริษัทฯ จะจ่ายให้ แต่จ่ายในจำนวนที่เห็นว่าคุณรักษาตัวหายดีแล้ว คุณก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนที่น้อยกว่าที่ควรจะได้รับ คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จึงเป็นมุกเด็ด กลยุทธ์ยอดฮิตของบริษัทฯ ที่มักนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้เสียหายนั่นเอง และที่น่ากลัวไปกว่านั้นประโยคนี้ยังสามารถสร้างความเดือดร้อนให้ผู้เสียหายได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

          หากผู้เสียหายท่านใดไม่อยากตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย อย่า ! หลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” เด็ดขาด เพราะหากหลงเชื่อไปแล้วนั่นหมายความว่าความเป็นธรรมที่ควรได้รับก็แทบจะหายไปเช่นเดียวกัน

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้ ปรึกษากฎหมายต้องที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้

          เป็นความจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องที่ว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่ยังไม่เกิดเรื่อง แต่ประชาชนคนธรรมดาและหรือผู้บริโภคของบริษัทฯ เองไม่มีแม้แต่ผู้ให้คำปรึกษา บางคนไม่มีความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุรถชนต้องทำอย่างไรต่อ ด้วยซ้ำ อีกทั้งในบางรายยังต้องสูญเสียเวลาไปกับ “ทะแนะ” ผู้ที่มีความรู้แต่รู้ไม่จริงให้คำแนะนำต่าง ๆ นานาที่ผิดพลาดไปหมดจนผู้เสียหายต้องเสียเวลาไปเรื่อย ๆ และท้ายที่สุดก็หาทางออกของปัญหาไม่ได้ กว่าจะมาปรึกษากฎหมายกว่าจะถึงมือทนายความ เรื่องราวความเสียหายต่าง ๆ และการที่จะเรียกร้องค่าเสียหายก็ล่วงเลยไปมากแล้ว

          สิ่งที่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยากจะสื่อออกมาให้ทุกท่านที่ได้ติดตามเราได้ฉุกคิดก่อนที่จะหลงเชื่อบริษัทประกันภัย เพราะในความเป็นจริงบริษัทฯ มีทนายความที่พร้อมจะดำเนินคดีไม่ว่าเรื่องใด และสำหรับผู้บริโภคประชาชนคนธรรมดาเมื่อเกิดอุบัติเหตุตกสถานะเป็นผู้เสียหายก็สามารถมีทนายความได้เช่นเดียวกับบริษัทฯ หากมีทนายไว้ปรึกษากฎหมายก็ไม่ต้องยอม ไม่ต้องเสียรู้บริษัทฯ อีกต่อไป และยังได้รับค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมกับความบาดเจ็บที่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกด้วย ดังนั้น หลังเกิดเหตุปรึกษากฎหมายกับทนายได้ทันทีไม่ต้องรอ >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!