บุคคลที่มีชื่อเสียงถูก “ดูดคลิป” ไปแปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์ ภัยเงียบที่สร้างความเสียหายมากกว่าที่คิด

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่สร้างตัวตน สร้างชื่อเสียง และสร้างรายได้ ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยและทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ การถูก “ดูดคลิป” ไปใช้ในทางที่เจ้าของผลงานไม่ยินยอม โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลที่มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ หรือครีเอเตอร์ ถูกนำคลิปไปแปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายด้านชื่อเสียง แต่ยังมีผลกระทบทางกฎหมายอย่างร้ายแรง

หลายคนอาจมองว่า การดูดคลิปเป็นเพียงการนำวิดีโอไปใช้ต่อ แต่ในความเป็นจริง การดูดคลิปไปใช้ในลักษณะหลอกลวง แอบอ้าง หรือเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น เว็บพนันออนไลน์ ถือเป็นการละเมิดสิทธิและอาจทำให้เจ้าของคลิปต้องตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

“ดูดคลิป” คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหาทางกฎหมาย?

คำว่า “ดูดคลิป” ในทางปฏิบัติ หมายถึง การนำคลิปวิดีโอของผู้อื่นจากแพลตฟอร์ม เช่น TikTok, Facebook, YouTube หรือ Instagram ไปอัปโหลดซ้ำในช่องของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อคลิปที่ถูกดูดไปนั้น ถูกนำไปใช้ในลักษณะ

  • แปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์
  • โฆษณาเว็บผิดกฎหมาย
  • ชักชวนให้เล่นการพนัน
  • ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเจ้าของคลิปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน

กรณีเช่นนี้ ไม่ใช่แค่การละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการแอบอ้างชื่อเสียง และอาจสร้างผลเสียทางกฎหมายต่อเจ้าของคลิปโดยตรง

บุคคลที่มีชื่อเสียง เสี่ยงถูกดูดคลิปไปใช้กับเว็บพนันอย่างไร?

กลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายของการดูดคลิปไปแปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์บ่อยที่สุด ได้แก่

  • อินฟลูเอนเซอร์
  • เน็ตไอดอล
  • ยูทูบเบอร์
  • นักธุรกิจออนไลน์
  • บุคคลที่มีคลิปไวรัลหรือเป็นที่รู้จักในโซเชียล

ผู้กระทำมักเลือกใช้คลิปที่เจ้าของมีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ มีผู้ติดตามจำนวนมาก แล้วนำไปตัดต่อ ใส่ข้อความ หรือแปะลิงก์เว็บพนัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บของตนเอง โดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดกับเจ้าของคลิปตัวจริง

ผลกระทบที่เจ้าของคลิปต้องเผชิญ เมื่อถูกดูดคลิปไปแปะเว็บพนัน

หลายคนไม่รู้ว่า การถูกดูดคลิปไปใช้กับเว็บพนันออนไลน์ อาจก่อให้เกิดความเสียหายหลายด้าน เช่น

1.ชื่อเสียงและภาพลักษณ์เสียหาย
ผู้ติดตามหรือบุคคลทั่วไปอาจเข้าใจผิดว่าเจ้าของคลิปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนัน

2.กระทบต่อรายได้และงานโฆษณา
แบรนด์หรือคู่ค้าอาจยกเลิกความร่วมมือ เนื่องจากไม่ต้องการเชื่อมโยงกับเว็บพนัน

3.เสี่ยงถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ
แม้เจ้าของคลิปจะไม่เกี่ยวข้อง แต่การถูกนำภาพไปแอบอ้างอาจทำให้ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการชี้แจง

4.เสียโอกาสในระยะยาว
ภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่สร้างยาก แต่พังได้ง่ายเพียงคลิปเดียว

ดูดคลิปไปแปะเว็บพนัน ผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง?

ในทางกฎหมาย การดูดคลิปไปใช้ในลักษณะดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดหลายประการ เช่น

  • ละเมิดลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
  • ละเมิดสิทธิในชื่อเสียงและภาพลักษณ์
  • แอบอ้างหลอกลวงประชาชน
  • เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนหรือโฆษณาการพนันออนไลน์

แม้ผู้กระทำจะไม่ใช้ชื่อ-นามสกุลของเจ้าของคลิปโดยตรง แต่หากพฤติการณ์ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิด ก็สามารถดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายได้

หากพบว่าถูกดูดคลิปไปแปะลิงก์เว็บพนัน ควรทำอย่างไร?

เมื่อพบว่าคลิปของตนเองถูกดูดไปใช้ในลักษณะดังกล่าว ไม่ควรนิ่งเฉย ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ได้แก่

1.เก็บพยานหลักฐานทันที
เช่น ลิงก์บัญชี คลิปที่ถูกดูด ภาพหน้าจอ และวันที่พบการละเมิด

2.หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าด้วยอารมณ์
การโต้ตอบโดยขาดหลักฐาน อาจทำให้เสียเปรียบในภายหลัง

3.แจ้งแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
เพื่อขอให้ตรวจสอบและนำเนื้อหาที่ละเมิดออก

4.ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย
เพื่อประเมินแนวทางการเรียกค่าเสียหายและการปกป้องสิทธิของตนเอง

ถูกดูดคลิปไปแปะเว็บพนัน เรียกค่าเสียหายได้หรือไม่?

คำตอบคือ สามารถเรียกค่าเสียหายได้ หากพิสูจน์ได้ว่า

  • เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คลิป
  • การนำคลิปไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายจริง
  • มีการแอบอ้างหรือเชื่อมโยงกับเว็บพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต

การดำเนินการผ่านทนายความตั้งแต่ต้น จะสามารถวางกลยุทธ์ทางกฎหมายได้อย่างเหมาะสม เพิ่มโอกาสในการเรียกค่าเสียหาย และลดความเสี่ยงในระยะยาว

ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เมื่อถูกดูดคลิปไปใช้ในทางผิดกฎหมาย

หากคุณเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ หรือครีเอเตอร์ ที่กำลังประสบปัญหาถูกดูดคลิปไปแปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์ อย่าปล่อยให้ความเสียหายลุกลาม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ในการดูแลคดีเกี่ยวกับ

  • การดูดคลิป
  • การละเมิดลิขสิทธิ์
  • การแอบอ้างชื่อเสียงในโลกออนไลน์
  • การเรียกค่าเสียหายจากการใช้คลิปในทางผิดกฎหมาย

การปรึกษาทนายความตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถให้คุณปกป้องสิทธิ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมาย

เพราะในโลกออนไลน์ คลิปหนึ่งคลิป อาจสร้างรายได้ให้คนอื่น แต่ความเสียหายอาจตกอยู่กับคุณ หากไม่จัดการอย่างถูกวิธี

เรื่องที่ต้องรู้ ! ชาวต่างชาติจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีความเสี่ยง ควรปรึกษาทนายความไทยก่อน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อสังหาริมทรัพย์ไทย” กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพฯ บ้านพักตากอากาศในภูเก็ต เชียงใหม่ หรือพัทยา ล้วนดึงดูดนักลงทุนและผู้เกษียณอายุจากทั่วโลก แต่แม้ว่าการซื้อ อสังหา ในไทยจะดูน่าดึงดูดเพียงใด ความจริงก็คือ “ชาวต่างชาติไม่ได้มีสิทธิ์ถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกประเภท” และการซื้อโดยไม่เข้าใจกฎหมายไทยอย่างถ่องแท้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงร้ายแรง เช่น ถูกยึดทรัพย์ สูญเงิน หรือไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในที่สุด

ดังนั้น ก่อนที่ชาวต่างชาติจะตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดในไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ควรปรึกษาทนายความไทยที่มีประสบการณ์ในการดำเนินการด้านอสังหาริมทรัพย์” เพื่อตรวจสอบเอกสาร วางแผนโครงสร้างการถือครอง และป้องกันความเสียหายทางกฎหมายในอนาคต

กฎหมายไทยจำกัดการถือครอง “อสังหา” ของชาวต่างชาติ

กฎหมายไทยโดยทั่วไปไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยตรง ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุดของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย ชาวต่างชาติสามารถถือครองได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้เท่านั้น

1.ซื้อคอนโดมิเนียมได้ไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายทั้งหมดในโครงการนั้น ๆ

oตัวอย่างเช่น ถ้าโครงการมีคอนโดทั้งหมด 100 ห้อง ชาวต่างชาติสามารถถือครองได้สูงสุด 49 ห้องเท่านั้น

oส่วนอีก 51% ต้องเป็นของคนไทย

2.เช่าที่ดินระยะยาว (Leasehold)

oกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติ “เช่าที่ดิน” ได้ไม่เกิน 30 ปี

oสามารถต่อสัญญาได้ตามข้อตกลง แต่ในทางปฏิบัติ หากไม่มีการร่างสัญญาที่รัดกุมก็อาจถูกปฏิเสธการต่อสัญญาได้

3.ถือครองผ่านบริษัทไทย

oชาวต่างชาติบางรายเลือกตั้งบริษัทไทยขึ้นมาเพื่อซื้อที่ดินในนามนิติบุคคล

oแต่หากสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติในบริษัทเกิน 49% หรือถูกพิสูจน์ว่าเป็น “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ก็ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษทั้งจำและปรับ

ดังนั้น การเข้าใจข้อจำกัดทางกฎหมายเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ชาวต่างชาติไม่พลาดก้าวสำคัญ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “ทนายความไทย” ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับด้านอสังหา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ความเสี่ยงที่พบบ่อยเมื่อต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย

หลายกรณีของชาวต่างชาติที่ลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย เพราะไม่รู้ข้อจำกัดหรือไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ดี ตัวอย่างเช่น

  • ซื้อที่ดินโดยให้คนไทยถือแทน (นอมินี)
    แม้จะดูเหมือนวิธีง่าย แต่หากถูกตรวจสอบว่าผิดกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวอาจถูกยึด และผู้ถือแทนกับผู้ต่างชาติอาจถูกดำเนินคดี
  • สัญญาซื้อขายไม่รัดกุม
    บางกรณีผู้ขายเป็นนายหน้าหรือผู้พัฒนาโครงการที่ไม่มีใบอนุญาตชัดเจน ทำให้ผู้ซื้อเสียเงินมัดจำแต่ไม่ได้รับโฉนดจริง
  • สัญญาเช่าที่ดินไม่คุ้มครองสิทธิ์ในระยะยาว
    เมื่อครบกำหนด 30 ปี เจ้าของที่ดินอาจไม่ต่อสัญญาให้ และผู้เช่าก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้ต่อ
  • ไม่ได้ตรวจสอบภาระผูกพันของที่ดิน
    เช่น ที่ดินติดจำนอง หรือมีข้อพิพาทในศาล ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้

ทุกกรณีล้วนชี้ให้เห็นว่า หากไม่มี ทนายความที่ปรึกษาด้านอสังหา ดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ต้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถแก้ไขได้เลย

ทนายความสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง?

การมีทนายที่ปรึกษาเป็น “เกราะป้องกัน” ที่ดีที่สุดของชาวต่างชาติในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทนายความที่เชี่ยวชาญจะสามารถให้บริการทางกฎหมายได้ในเรื่องต่อไปนี้

1.ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของที่ดินหรือโครงการ
เช่น มีโฉนดหรือไม่ ติดภาระจำนองหรือไม่ อยู่ในพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่สีเขียวหรือไม่

2.ร่างและตรวจสัญญาซื้อขายหรือสัญญาเช่าอย่างรัดกุม
เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ซื้อ และป้องกันช่องว่างที่อาจถูกเอาเปรียบ

3.วางแผนโครงสร้างการถือครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เช่น แนะนำรูปแบบการลงทุนในนามบริษัท การร่วมทุนกับคนไทย หรือการเช่าที่ดินระยะยาว

4.เจรจากับผู้ขายและหน่วยงานรัฐแทนลูกความ
เพื่อให้การโอนกรรมสิทธิ์และขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย

5.ให้คำปรึกษาด้านภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอสังหา
เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมโอน หรือภาษีรายได้จากการขาย

ทนายความจึงไม่ใช่เพียงผู้ช่วยด้านเอกสาร แต่เป็น “ผู้ปกป้องผลประโยชน์” ของผู้ซื้อในทุกมิติ

ทำไมควร “ปรึกษาทนายก่อนซื้อ” ไม่ใช่หลังมีปัญหา?

หลายคนมักคิดว่า การจ้างทนายความเป็นเรื่องสิ้นเปลือง แต่ความจริงแล้ว “การมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรก” จะสามารถประหยัดทั้งเงินและเวลาได้มากกว่าการแก้ไขปัญหาทีหลังหลายเท่า

เมื่อมีทนายความที่เข้าใจกฎหมายไทย ชาวต่างชาติจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง เช่น

  • ซื้อคอนโดโครงการไหนได้บ้าง
  • ที่ดินแปลงใดซื้อไม่ได้
  • ควรใช้ชื่อใครถือครองในเอกสาร
  • ภาษีและค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมคืออะไร

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การลงทุนในอสังหาไทยเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย 100%

อสังหาริมทรัพย์ไทยน่าลงทุน แต่ต้องรู้ทันกฎหมาย

ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การเกษียณ และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ทุกการซื้อขายต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย หากไม่ปรึกษาทนาย อาจพลาดรายละเอียดสำคัญที่ทำให้ความฝันของคุณกลายเป็นฝันร้ายได้

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองหาบ้านพักตากอากาศ หรือผู้บริหารที่ต้องการซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยในระยะยาว อย่าตัดสินใจลงทุนในอสังหาโดยไม่มีทนายความไทยที่ไว้ใจได้อยู่ข้างคุณ

เพราะในโลกของอสังหาริมทรัพย์ไทย “ความรู้ทางกฎหมาย” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของนักลงทุนต่างชาติทุกคน ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

พินัยกรรมเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมต้องให้ทนายเขียน?

“พินัยกรรม” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่ยังแข็งแรง มีชีวิตมั่นคง หรือไม่มีทรัพย์สินมากมาย แต่ความจริงแล้ว “พินัยกรรม” ไม่ใช่เรื่องของคนใกล้ตาย หรือเฉพาะเศรษฐีเท่านั้น ทุกคนที่มีทรัพย์สิน หรือห่วงใยคนข้างหลัง ควรให้ความสำคัญกับการจัดทำพินัยกรรม เพราะไม่เช่นนั้น เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทรัพย์สินที่คุณหามาทั้งชีวิต อาจกลายเป็นต้นตอของความขัดแย้งในครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วคำถามคือ…การเขียนพินัยกรรมต้องจ้างทนายไหม? คำตอบคือ “ควร” อย่างยิ่ง เพราะพินัยกรรมที่ไม่มีทนายร่าง อาจนำมาซึ่งปัญหาทางกฎหมายมากกว่าที่คิด

พินัยกรรมคืออะไร?

พินัยกรรม (Will) คือเอกสารที่ผู้เขียนแสดงเจตนาล่วงหน้าว่า เมื่อเขาถึงแก่ความตายแล้ว ต้องการให้ใครได้รับทรัพย์สินอะไรบ้าง หรือมีความประสงค์ให้ดำเนินการเรื่องใดเป็นพิเศษ เช่น ให้นำเงินไปบริจาค แต่งตั้งผู้จัดการมรดก หรือกำหนดผู้ดูแลบุตรในกรณีที่ยังเป็นผู้เยาว์

พินัยกรรมมีหลายรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • พินัยกรรมแบบธรรมดา (เขียนเองและลงลายมือชื่อ)
  • พินัยกรรมแบบเขียนต่อหน้าพยาน
  • พินัยกรรมแบบบันทึกคำสั่งต่อเจ้าพนักงาน
  • พินัยกรรมแบบลับ
  • พินัยกรรมแบบทำในภาวะพิเศษ (ในเรือ ในระหว่างสงคราม เป็นต้น)

ปัญหาที่พบบ่อยจากพินัยกรรมที่ร่างเอง

แม้ใคร ๆ ก็สามารถเขียนพินัยกรรมเองได้ แต่เมื่อไม่ได้ใช้ทนายความช่วยร่างหรือให้คำปรึกษา ก็มักเกิดข้อผิดพลาดที่ทำให้พินัยกรรมนั้น “เป็นโมฆะ” หรือถูกโต้แย้งในศาล ได้ง่าย เช่น

1.เขียนไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย
เช่น ไม่มีพยานกำกับในกรณีที่ต้องมีพยาน ไม่ลงวันที่ หรือไม่ได้ลงลายมือชื่อครบถ้วน

2.ข้อความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน
เช่น ระบุว่า “ให้บ้านหลังนี้แก่ลูกชาย” แต่ไม่ได้ระบุชื่อลูกชายคนไหน ซึ่งหากมีหลายคน จะกลายเป็นข้อพิพาท

3.ละเมิดสิทธิของทายาทโดยธรรม
พินัยกรรมไม่สามารถตัดสิทธิทายาทโดยธรรมได้ทั้งหมด หากไม่ได้ทำตามขั้นตอนหรือระบุเหตุผลอย่างชัดเจน

4.มีผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในการร่างพินัยกรรม
กฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์เป็นผู้ร่างหรือเป็นพยานในการทำพินัยกรรม

5.พินัยกรรมหลายฉบับขัดแย้งกัน
หากทำพินัยกรรมหลายฉบับโดยไม่มีการยกเลิกฉบับเก่า อาจนำไปสู่การตีความขัดแย้งและฟ้องร้องกันในอนาคต

ทำไมจึงควรให้ทนายความร่างพินัยกรรม?

1. เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย

ทนายความมีความรู้ด้านกฎหมายและเข้าใจรูปแบบของพินัยกรรมที่มีผลบังคับใช้ได้จริง ทำให้เอกสารที่ร่างขึ้นสมบูรณ์ ครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องในภายหลัง

2. เพื่อให้เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมได้รับการเคารพ

หลายครั้งที่ผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนาชัดเจน แต่การถ่ายทอดด้วยภาษากฎหมายไม่แม่นยำ ส่งผลให้ตีความผิดพลาด ทนายจะช่วยแปลเจตนาของคุณให้กลายเป็นถ้อยคำที่ชัดเจนและเป็นทางการ

3. เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในครอบครัว

พินัยกรรมที่เขียนดีและมีทนายรับรอง จะช่วยลดความขัดแย้งของญาติพี่น้อง เพราะเห็นได้ชัดว่าผู้ตายมีเจตนาอย่างไร และกระบวนการทำพินัยกรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง

4. เพื่อจัดการทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ

ทนายความจะช่วยให้คุณมองภาพรวมของทรัพย์สิน แนะนำแนวทางแบ่งปันที่เหมาะสม รวมถึงวางแผนภาษีมรดกหากมีทรัพย์สินมูลค่าสูง

5. เพื่อวางแผนมรดกอย่างรอบด้าน

ทนายสามารถให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก การคุ้มครองบุตรผู้เยาว์ หรือการจัดสรรทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

พินัยกรรมไม่ใช่แค่เอกสาร — แต่คือการ “วางอนาคต” ให้คนข้างหลัง

ในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ พินัยกรรมอาจดูเป็นเอกสารธรรมดา แต่ในวันที่เราไม่อยู่ มันคือหลักฐานสุดท้ายที่มีพลังสูงสุดในการกำหนดชะตากรรมของทรัพย์สิน และความสงบสุขของครอบครัว

หากพินัยกรรมมีปัญหา ไม่ว่าจะจากข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือจากการใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน ก็อาจทำให้คนที่คุณรักต้องตกอยู่ในความเครียด ฟ้องร้อง หรือแม้แต่ความแตกแยกกันเอง

“พินัยกรรม” เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่กระดาษหนึ่งแผ่น แต่คือการวางแผนชีวิตหลังความตาย เพื่อให้คนที่คุณรักได้รับในสิ่งที่คุณตั้งใจไว้จริง ๆ

ดังนั้น หากคุณมีทรัพย์สิน มีครอบครัว หรือมีความห่วงใยใครสักคน อย่ารอให้สายเกินไป ปรึกษาทนายความเพื่อร่างพินัยกรรมที่ถูกต้องและชัดเจน เพราะมันคือหลักประกันสุดท้ายที่คุณสามารถมอบให้กับคนข้างหลังได้

ทำพินัยกรรมอย่างถูกกฎหมาย ปรึกษาทนายความมืออาชีพได้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ LINE: @Wongsakorn
เพื่อความสบายใจของคุณ และอนาคตที่มั่นคงของครอบครัว

เรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ทนายอาร์มกับก้าวใหม่แห่งความรู้ “การส่งมอบมรดก การวางแผนภาษีมรดก” รุ่นที่ 12

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้เข้าร่วมอบรมในหัวข้อ “การส่งมอบมรดก การวางแผนภาษีมรดก ” รุ่นที่ 12 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยการอบรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การดำเนินการของอาจารย์พละชัย ฟูเกียรติพงษ์ (ครูต๊ะ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนธุรกิจและภาษีอากร และประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือยักษ์สุข

ในโอกาสพิเศษนี้ ทนายอาร์มได้มอบผ้ายันต์หลวงพ่อเงินพร้อมกรอบให้กับอาจารย์พละชัย เพื่อเป็นที่ระลึกและแสดงความเคารพ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร

นอกจากจะได้รับความรู้ด้านการวางแผนมรดกและภาษีอากร ทนายอาร์มยังได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักธุรกิจหลากหลายวงการ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และอาจนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต

การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มพูนองค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับทนายอาร์มเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในวงกว้าง เป็นเครื่องยืนยันว่า การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และการเปิดใจรับโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ คือกุญแจสำคัญของความก้าวหน้าในวิชาชีพ

แบล็คลิสต์คนต่างด้าว ความสำคัญและผลกระทบที่ควรรู้

การควบคุมและบริหารจัดการคนต่างด้าวในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีของการขึ้นบัญชีดำหรือที่เรียกว่า “แบล็คลิสต์” ซึ่งมีผลต่อการเดินทาง การทำงาน และการดำรงชีวิตในประเทศไทยของคนต่างด้าว บทความจากเราจะอธิบายถึงความหมาย สาเหตุ และผลกระทบของการถูกแบล็คลิสต์ รวมถึงข้อแนะนำในการหลีกเลี่ยง

แบล็คลิสต์คนต่างด้าวคืออะไร?

แบล็คลิสต์คนต่างด้าว คือ กระบวนการที่หน่วยงานรัฐขึ้นบัญชีรายชื่อบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย หรือมีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ การขึ้นแบล็คลิสต์นี้เป็นมาตรการเพื่อควบคุมไม่ให้บุคคลดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศไทยในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งระยะเวลานั้นอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำผิด

ปัญหาของแบล็คลิสต์คนต่างด้าว

การกำหนดรายชื่อ “แบล็คลิสต์” คนต่างด้าวในประเทศไทยเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเข้าเมืองและการรักษาความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้มักมีปัญหาหลายด้าน ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้

1. ข้อจำกัดด้านกฎหมายและสิทธิ

 • การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม: การระบุบุคคลในแบล็คลิสต์อาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน หากไม่มีการตรวจสอบอย่างเหมาะสม

 • กระบวนการอุทธรณ์ไม่ชัดเจน: บางครั้งคนต่างด้าวไม่มีโอกาสอุทธรณ์คำสั่ง หรือไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีแก้ไขสถานการณ์

 • กฎหมายที่คลุมเครือ: การตีความกฎหมายการเข้าเมืองที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้คนต่างด้าวถูกขึ้นแบล็คลิสต์โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ

2. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

 • แรงงานขาดแคลน: การขึ้นแบล็คลิสต์อาจทำให้แรงงานต่างด้าวที่มีความสามารถถูกกีดกันออกจากตลาดแรงงานไทย

 • การลงทุนลดลง: นักลงทุนหรือผู้ประกอบการต่างชาติที่ถูกแบล็คลิสต์อาจไม่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

 • ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม: การตัดสินใจขึ้นแบล็คลิสต์อาจสร้างความไม่พอใจระหว่างประเทศ ส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการทูต

3. ปัญหาทางระบบและการบริหารจัดการ

 • ข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วน: ระบบที่เก็บข้อมูลอาจไม่มีการอัปเดต ทำให้เกิดการขึ้นบัญชีคนผิด หรือไม่ลบชื่อบุคคลที่แก้ไขปัญหาแล้ว

 • ความไม่โปร่งใส: ไม่มีระบบตรวจสอบหรือรายงานการทำงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการขึ้นและลบแบล็คลิสต์

 • ภาระงานของเจ้าหน้าที่: การจัดการข้อมูลคนต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักเกินไป ส่งผลต่อประสิทธิภาพ

4. ผลกระทบต่อตัวบุคคล

 • การเดินทาง: คนต่างด้าวที่ถูกแบล็คลิสต์จะถูกปฏิเสธการเข้าประเทศทันที ทำให้การทำงานหรือการเดินทางส่วนตัวเสียหาย

 • ชื่อเสียงและชีวิตความเป็นอยู่: การถูกแบล็คลิสต์อาจกระทบต่อชื่อเสียงและการดำรงชีวิตของบุคคลในประเทศอื่น ๆ

สาเหตุของการถูกแบล็คลิสต์

คนต่างด้าวที่ถูกแบล็คลิสต์มักเกิดจากการกระทำผิดต่าง ๆ เช่น

1. การอยู่เกินกำหนดวีซ่า (Overstay): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ผู้ที่อยู่เกินกำหนดจะถูกปรับและอาจถูกขึ้นบัญชีดำ

2. การกระทำผิดกฎหมาย: เช่น การค้ายาเสพติด การปลอมแปลงเอกสาร หรือการมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

3. การละเมิดเงื่อนไขการทำงาน: การทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือผิดประเภทจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต

4. การฝ่าฝืนกฎระเบียบการเข้าเมือง: เช่น ใช้เอกสารปลอม หรือปกปิดข้อมูลสำคัญ

ผลกระทบของการถูกแบล็คลิสต์

การถูกแบล็คลิสต์ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนต่างด้าว เช่น

1. ห้ามกลับเข้าประเทศ: ผู้ที่ถูกแบล็คลิสต์จะไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจมีระยะเวลา 1 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ขึ้นอยู่กับกรณี

2. กระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวและการทำงาน: โดยเฉพาะในกรณีที่คนต่างด้าวมีครอบครัวหรือธุรกิจในประเทศไทย

3. การเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ: ไม่สามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจหรือการลงทุนในประเทศไทยได้

วิธีการหลีกเลี่ยงการถูกแบล็คลิสต์อย่างถูกต้อง

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบล็คลิสต์ คนต่างด้าวควรปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด เช่น

1. ตรวจสอบสถานะวีซ่า: หมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของวีซ่าและต่ออายุให้ทันเวลา

2. ปฏิบัติตามกฎระเบียบ: หลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายทุกประการ

3. ขอคำปรึกษา: หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายการเข้าเมืองหรือสถานะการพำนัก ควรขอคำปรึกษาจากหน่วยงานรัฐหรือทนายความผู้เชี่ยวชาญ

วิธีการแก้ไขปัญหา

 1. ปรับปรุงระบบข้อมูล: ควรมีระบบเก็บและอัปเดตข้อมูลที่ทันสมัย พร้อมตรวจสอบความถูกต้องก่อนเพิ่มชื่อในแบล็คลิสต์

 2. สร้างกระบวนการอุทธรณ์ที่ชัดเจน: ให้โอกาสคนต่างด้าวยื่นอุทธรณ์หรือชี้แจงกรณีที่ถูกขึ้นแบล็คลิสต์

 3. ใช้มาตรฐานสากล: การบริหารจัดการคนต่างด้าวควรอ้างอิงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

 4. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่: เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและการปฏิบัติที่เหมาะสม

สุดท้ายนี้การถูกแบล็คลิสต์เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและโอกาสของคนต่างด้าวในประเทศไทยอย่างมาก การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศไทยคือวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหานี้ หากพบปัญหาในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถูกแบล็กลิสต์และหรือพบปัญหาการอยู่เกินกำหนดวีซ่า ฯลฯ การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือการปรึกษาทนายความจะช่วยลดความเสี่ยงและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้การพำนักหรือการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียเปรียบ อย่ากลัวที่จะ ติดต่อทนาย

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียเปรียบ อย่ากลัวที่จะ ติดต่อทนาย

          ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรก ด้วยความที่เป็นครั้งแรก และยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มาก่อน หลังเกิดอุบัติเหตุ 90% ก็มักจะทำตัวไม่ถูกอย่างแน่นอนว่าต้องทำอย่างไรต่อไป หรือควรจะเชื่อและทำตามคำบอกของประกันภัยดี ควรขอคำแนะนำจากญาติ จากคนรู้จัก หรือเพื่อน ซึ่งบรรดาคนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับ “ทะแนะ” สักเท่าไร เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้เป็นผู้รู้จริงและพากันให้คำแนะนำกันไปต่าง ๆ นานา ว่าควรทำอย่างนี้สิ อย่างนั้นสิ  ต้องไปแจ้งที่นั่นสิ ติดต่อที่นู่นดูสิ  ฯลฯ คำว่า “ติดต่อทนาย” คงไม่มีในความคิด เพราะกลัวและไม่กล้าที่จะติดต่อทนาย คิดว่าสามารถจัดการเองได้ และทำตามคำแนะนำของผู้ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเรื่องราวคดีความคงจะผ่านไปได้ด้วยดีเช่นคนอื่น จึงไม่คิดที่จะติดต่อทนายเข้ามา

          มีผู้เสียหายหลายท่านที่ได้ติดต่อทนายเข้ามาหลังจากที่ดันหลงผิดไปทำตามคำแนะนำของผู้อื่นมาแล้ว ต่างก็ล้วนมีปัญหาตามมาจากการที่ไปทำตามคำแนะนำของเหล่าทะแนะกันจำนวนมาก แน่นอนว่าหากหลงเชื่อใครคนใดคนหนึ่งไปแล้วเป็นคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจของแต่ละคนก็มีไม่เท่ากัน สุดท้ายแล้วก็เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา และปัญหาเดิมก็ไม่สามารถแก้ให้จบสิ้นไปได้ คดีก็ไม่มีความคืบหน้า เพราะไม่ยอมมาติดต่อทนายตั้งแต่แรกที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วเมื่อพอไปเดินเรื่องเอง ติดต่อหน่วยงานเองจากการไปเชื่อทะแนะผู้รู้ไม่จริง หรือคนอื่น ๆ เมื่อมาคิดได้ว่าต้องติดต่อทนาย คราวนี้ผู้เสียหายก็จะเริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาเสียเวลาไปเยอะพอสมควรแล้ว 

รีบปรึกษาทนายอย่ารอช้า เพื่อป้องกันการถูก “ประกันภัย” เอาเปรียบ

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียหาย อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนาย-2

          อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อด้านบนว่าเวลาเกิดอุบัติเหตุครั้งแรก อย่าทำตัวไม่ถูก ที่สำคัญอย่ากลัวที่จะติดต่อทนาย เพราะไม่เช่นนั้นการที่ไปเชื่อผู้อื่นบางทีนอกจากจะไม่ได้ทำให้เรื่องราวผ่านไปได้อย่างสวยงามแล้ว ในภายหลังอาจสร้างปัญหาตามมาอย่างที่คุณไม่คาดคิดก็เป็นได้ วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความมืออาชีพด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ มีเหตุผลดี ๆ มาบอกสำหรับใครที่ยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย หรือสำหรับใครที่เคยเกิดอุบัติเหตุแล้วก็สามารถมาอ่านความรู้ดี ๆ จากเราเพื่อรู้ไว้เป็นความรู้ และเพื่อเตือนใจว่าหากคราวหน้ามีเหตุให้ต้องเกิดอุบัติเหตุก็อย่ารอช้าที่จะติดต่อทนาย

ข้อเสียของการไม่รีบติดต่อทนายหลังเกิดอุบัติเหตุ

  • ถูกประกันภัยเอาเปรียบได้ง่าย

          เกิดอุบัติเหตุครั้งแรกแน่นอนว่าความกลัว ความประหม่า ความไม่มั่นใจ ความทำตัวไม่ถูกมีเกิดอยู่แล้วเป็นธรรมดาและปกติมาก ๆ สำหรับมนุษย์ทั่วไป แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเมื่อใดที่คุณแสดงอาการเหล่านั้นออกไป ไม่ว่าจะความกลัว ความไม่รู้ก็แล้วแต่ จะทำให้คุณเกิดความเชื่อในคำแนะนำของผู้อื่น ๆ ได้ง่าย เมื่อคุณได้เจอเข้ากับบริษัทประกันภัย หากเขาพูดสิ่งใดมา หรือให้คุณทำอะไร คุณก็จะพร้อมที่จะเชื่อ และทำตามโดยไม่ขัดขืน ก็จะยิ่งเข้าทางประกันทันที แล้วหลังจากนั้นความเดือดร้อนก็จะตามมาอย่างที่คุณไม่รู้ตัว หรือเมื่อมารู้ตัวในภายหลังว่าเริ่มมีบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นกับตัวคุณ ถึงตอนนั้นคุณก็จะเริ่มต้องการติดต่อทนายแล้ว

  • เสียเวลา/เสียสุขภาพจิต

          เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้เสียหายที่เคยติดต่อทนายให้ทำคดีความให้ คือเมื่อไปทำตามคนอื่นบอกมาว่าต้องไปติดต่อหน่วยงานที่นั่นที่นี่เอง แล้วทุกอย่างต้องใช้เวลา การที่คุณไปเดินเรื่องเอง ทำอะไรเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ก็ไม่รู้ว่าไปถูกทางหรือไม่ จะตอบโจทย์กับสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่นั้น กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็ยังไม่ทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมได้รับค่าเสียหายอยู่ดี พอคุณมารู้ทีหลังหลังจากติดต่อทนายก็จะเกิดความรู้สึกว่าเสียเวลา ที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า แล้วกว่าจะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ก็คงทำให้คุณเสียสุขภาพจิตไปไม่น้อยทางที่ดีต้องติดต่อทนายให้ไวที่สุด

  • อาจมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้อีก

          อย่างที่กล่าวไปใน 2 ข้อแรกนั้น ข้อเสียอีกหนึ่งข้อที่ต้องมีแน่ ๆ หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุแล้วกลัวที่จะติดต่อทนาย ก็คือปัญหาที่ตามมามีแน่นอน 100% แล้ววิธีการแก้ปัญหาก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเกิดปัญหา แล้วแก้ปัญหาไม่ถูกจุดก็ไม่ทำให้คุณได้รับค่าเสียหายได้ไวกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นการขยายระยะเวลาไปอีก และทำให้คุณไม่ได้รับความเป็นธรรมในที่สุด ติดต่อทนายคือตัวเลือกที่ดีที่สุด และอย่าตัดสินใจติดต่อทนายตอนที่ถูกเอาเปรียบไปมากแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดคือติดต่อทนายไว้เป็นอันดับแรก

  • เมื่อมาติดต่อทนายภายหลัง เรื่องอาจยากขึ้น

           เมื่อคุณคิดได้ในภายหลังว่าควรติดต่อทนายตั้งแต่แรกที่เกิดอุบัติเหตุ คุณก็เสียเวลาเสียสุขภาพจิตไปมากพอสมควรแล้ว และการที่ไปทำตามคำแนะนำของทะแนะ ไม่ยอมติดต่อทนายก็ยิ่งสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง บางทีอาจะส่งผลให้คดีความไม่จบง่าย ๆ เมื่อมาติดต่อทนายถึงมือทนายก็อาจเป็นเรื่องที่ยากขึ้น เพราะเรื่องได้มีการดำเนินการไปแล้ว และยิ่งไปทำดำเนินการเองในวิธีที่ไม่ถูกทางก็จะยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับทนายในภายหลังด้วย อย่างที่กล่าวไปติดต่อทนายให้ไวเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุดหลังเกิดอุบัติเหตุ หากติดต่อทนายไวการได้รับความเป็นธรรมหรือค่าเสียหายก็จะไวด้วย อีกทั้งยังไม่ต้องตกเป็นเหยื่อเสียรู้ประกันภัยอีก

          หลังเกิดอุบัติเหตุอย่ากลัวที่จะติดต่อทนา เพื่อป้องกันการถูกประกันภัยเอาเปรียบเกิดอุบัติเหตุครั้งแรกในชีวิต อย่ากลัว และอย่าเพิ่งหลงเชื่อทะแนะผู้รู้ไม่จริง เข้าใจไม่จริง ทางที่ดีหลังเกิดอุบัติเหตุทันทีควรรีบปรึกษา “ทนายความ” ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สามารถใช้วิชาชีพในการให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาให้คุณได้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัยหรือคู่กรณี ที่คุณอาจรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขา อย่าเพิกเฉย หรือเชื่อคำพูด #ทะแนะ มากกว่า #ทนาย ผู้รู้กฎหมาย ติดต่อทนายไวที่สุดเป็นเรื่องที่ควรทำ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!