“ชนแล้วแยก” เรื่องเล็กที่คนมีประกันภัยต้องรู้ ก่อนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัทประกันไม่บอกคุณ

เมื่อพูดถึงประกันภัยรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2 หรือประกันชั้น 3 หลายคนอาจคิดว่าแค่ “มีประกัน” ก็เพียงพอแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุก็โทรหาบริษัทประกัน รอเจ้าหน้าที่มาเคลม แล้วทุกอย่างจะจบลงอย่างราบรื่น แต่ในความเป็นจริง เรื่องของประกันภัยมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผู้เอาประกันจำนวนมาก “ไม่เคยรู้” หรือ “ไม่เคยมีใครบอก” หนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ซื้อประกันภัยรถยนต์ทุกคนควรมีติดรถไว้เสมอ คือเอกสารที่เรียกว่า เอกสารชนแล้วแยกเอกสารเพียง 1 แผ่นนี้ อาจเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องทะเลาะกับคู่กรณี และไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของปัญหาการเคลมประกันในภายหลัง
บทความนี้ทนายอาร์มขอแชร์ประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้รถทุกคนที่มีประกันภัยได้รู้เท่าทัน และไม่พลาดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประสบการณ์จริง! เมื่อทนายความยังเจอปัญหา “ชนแล้วแยก”

วันหนึ่งทนายอาร์มประสบอุบัติเหตุถูกรถคู่กรณีชนท้าย รถได้รับความเสียหาย โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ และความเสียหายไม่ได้รุนแรงมาก

ในขณะนั้น ทั้งทนายอาร์มและคู่กรณีต่างก็รีบ จึงมีการพูดคุยกันอย่างสุภาพ โดยทนายอาร์มถามคู่กรณีตรง ๆ ว่า
“ทางคุณยอมรับผิดไหม?”

คู่กรณีกลับมีท่าทีงง ๆ ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง การชนท้ายเป็นความผิดของรถคันหลังอย่างชัดเจน แต่ด้วยความไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อ ทนายอาร์มจึงถามต่อว่า
“มีเอกสารชนแล้วแยกไหม?”

ซึ่งเอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารที่บริษัทประกันภัยออกให้ผู้เอาประกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงแลกเอกสาร “ชนแล้วแยก” กัน และแยกย้ายออกจากที่เกิดเหตุอย่างสุภาพ ไม่มีการโต้เถียงหรือมีปัญหาใด ๆ

ปัญหาเริ่มต้น เมื่อคู่กรณีโทรหาบริษัทประกันของตัวเอง

หลังจากแยกย้ายกันไป คู่กรณีของทนายอาร์มโทรแจ้งบริษัทประกันภัยของตนเอง โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า
“คู่กรณีรีบ จะแลกใบเคลมกัน”

สิ่งที่น่าตกใจคือ พนักงานบริษัทประกันภัยกลับตอบว่า
“ไม่ได้นะคะ ต้องรอเจ้าหน้าที่ของเราไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ”

ทนายอาร์มจึงติดต่อไปยังห้องรับแจ้งของบริษัทประกันภัยคู่กรณี และพยายามอธิบายอย่างสุภาพ พร้อมสอบถามชื่อ–นามสกุลของเจ้าหน้าที่ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

ทนายอาร์มจึงอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า
เอกสาร “ชนแล้วแยก” เขียนระบุไว้ชัดเจนว่า

“เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โปรดกรอกเอกสารฉบับนี้ แลกกับคู่กรณีที่มีเอกสารแบบเดียวกัน และแยกย้ายออกจากที่เกิดเหตุ โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ประกันภัย”

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ
เจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยกลับบอกว่า “ไม่รู้จักเอกสารชนแล้วแยก”

ทั้งที่เอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารที่ออกโดยบริษัทประกันภัยเอง!

เมื่อบริษัทประกันภัยไม่รู้จักเอกสารของตัวเอง

เหตุการณ์นี้ทำให้ทนายอาร์มถึงกับงงว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่พนักงานบริษัทประกันภัยจะไม่รู้จักเอกสารที่บริษัทตัวเองเป็นผู้ออก นี่คือปัญหาที่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากอาจเจอ แต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร บางคนอาจยอมตามบริษัทประกันภัย เพราะคิดว่า “เขาน่าจะรู้ดีกว่าเรา” ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิใช้เอกสารชนแล้วแยกได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

บทเรียนสำคัญสำหรับคนมีประกันภัย

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นชัดว่า
-แม้คุณจะซื้อประกันภัย
-แม้คุณจะทำทุกอย่างถูกต้อง
แต่หากคุณ “ไม่รู้สิทธิของตัวเอง” คุณก็อาจถูกปฏิเสธความรับผิด หรือถูกดึงเรื่องได้ง่าย ๆ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้เอาประกันภัยไม่ควรพึ่งพาคำพูดของบริษัทประกันเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าใจเอกสารและเงื่อนไขของตนเองด้วย

หากเกิดอุบัติเหตุ ควรทำอย่างไรเมื่อมีเอกสาร “ชนแล้วแยก”?

1.อย่าตกใจ และอย่าใช้อารมณ์
อุบัติเหตุเป็นสิ่งไม่แน่นอน เกิดขึ้นได้กับทุกคน

2.ลงจากรถด้วยท่าทีสุภาพ ยิ้มแย้มกับคู่กรณี
ลดความตึงเครียด จะช่วยให้สถานการณ์ไม่บานปลาย

3.กรอกเอกสาร “ชนแล้วแยก” ให้ครบถ้วน และแลกกันทั้งสองฝ่าย
ไม่จำเป็นต้องรอเจ้าหน้าที่ หากเอกสารระบุชัดเจน

4.ถ่ายรูปความเสียหายและที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

5.เก็บเอกสารทุกอย่างไว้ให้ครบ

เมื่อบริษัทประกันภัยไม่เคลม หรือมีปัญหา ควรทำอย่างไร?

หากคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้

  • บริษัทประกันภัยไม่ยอมเคลม
  • เจ้าหน้าที่อ้างว่า “ทำไม่ได้” ทั้งที่มีเอกสารชัดเจน
  • ถูกปฏิเสธความรับผิดโดยไม่มีเหตุผล

อย่าปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ

คุณสามารถปรึกษาทนายความได้ทันที โดยเฉพาะทนายที่มีประสบการณ์ด้านประกันภัย เพราะบริษัทประกันภัย “มีทนายความอยู่เบื้องหลังทุกเคส” ตั้งแต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุด้วยซ้ำ

อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนาย มีประกันภัยแล้ว ต้องรู้สิทธิของตัวเองด้วย

ประกันภัยมีไว้เพื่อคุ้มครอง ไม่ใช่เพื่อสร้างปัญหาให้ผู้เอาประกัน
เอกสาร “ชนแล้วแยก” คือสิทธิของคุณ และการรู้จักใช้เอกสารนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยประหยัดทั้งเวลา เงิน และความเครียด หากคุณเจอปัญหาเกี่ยวกับประกันภัย รถชน เคลมไม่ได้ หรือถูกบริษัทประกันปฏิเสธความรับผิด
อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้คุณไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของระบบประกันภัยที่คุณจ่ายเงินซื้อมาเอง

อุทาหรณ์ผู้เอาประกันภัย! ขับรถชนคนเจ็บ แต่บริษัท “ประกันภัย” ไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อความเชื่อใจในบริษัทประกันภัยกลายเป็นความเสียหายซ้ำซ้อน

ทนายอาร์มแนะ วิธีเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ในโลกของประกันภัยหลายคนเชื่อว่าการมีกรมธรรม์ไว้คือ “เกราะป้องกัน” ยามเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลับพบว่า เมื่อถึงเวลาต้องใช้สิทธิจริง ๆ ผู้เอาประกันภัยกลับต้อง “เดินเรื่องเองทุกขั้นตอน” แถมบางครั้งบริษัทประกันภัยยัง “ปัดความรับผิดชอบ” จนผู้เอาประกันต้องรับภาระร่วมกับผู้บาดเจ็บเอง

เรื่องจริงนี้เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์เขาได้ขับรถไปชนคนเจ็บจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้ตำรวจชี้ว่าเขาเป็นฝ่ายผิด ทุกอย่างดูเหมือนจะอยู่ในขั้นตอนของการเคลมตามปกติ แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นเมื่อบริษัทประกันภัย “ไม่ช่วยเหลือ” แม้แต่ในขั้นตอนสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล

บริษัทประกันภัย “ไม่สำรองจ่าย” ทั้งที่มีใบเคลม

ชายผู้เอาประกันภัยเล่าว่า เขามีเอกสารครบถ้วน ทั้งใบเคลมและหลักฐานการเกิดอุบัติเหตุ แต่บริษัทประกันภัยกลับให้เหตุผลว่า “ต้องให้ผู้เอาประกันและผู้ประสบภัยร่วมกันสำรองจ่ายก่อน” แม้จะมีใบเคลมอยู่ในมือ บริษัทก็ไม่ออกหนังสือรับรองให้โรงพยาบาลนำไปเบิกกับบริษัทได้โดยตรง ผลลัพธ์คือ ทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บต้องร่วมกันควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนเอง ฟังดูอาจแปลก แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริง และเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่ทำประกันทุกคนต้องตระหนักว่า

“การมีประกันภัยไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติในทุกกรณี”

เมื่อผู้เอาประกันภัย “กลายเป็นผู้เสียหายซ้ำซ้อน”

หลังเกิดเหตุ ตำรวจชี้ชัดว่า ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด หมายความว่าเขามีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่กรณีตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นว่า ทั้งผู้เอาประกันและผู้บาดเจ็บต้องร่วมมือกันเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกันภัย แทนที่บริษัทจะเป็นผู้จัดการเรื่องเคลมและชดใช้ตรงตามเงื่อนไข กลับทำให้ผู้เอาประกันกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” ทั้งเสียเงิน เสียเวลา และเสียความรู้สึก

 “ทนายอาร์ม” แนะนำ : ฟ้องศาลร่วมกันในคดีคุ้มครองผู้บริโภค

ทนายอาร์มแนะนำแนวทางว่า
หากผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บร่วมมือกันฟ้องบริษัทประกันภัยต่อศาล สามารถดำเนินคดีในฐานะ “คดีคุ้มครองผู้บริโภค” ได้ เพราะทั้งคู่ถือเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม

สิ่งสำคัญคือ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริง

ผู้เอาประกันภัยสามารถเรียกคืนค่าเสียหายทั้งหมดได้ รวมถึงค่าทนายความด้วย

ในบางคดี ศาลมีคำสั่งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าทนายความให้ผู้เสียหายด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของศาล

ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทนายจะสามารถดำเนินคดีให้เป็นระบบ ถูกต้องตามขั้นตอน และลดโอกาสเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

ทนายสามารถรับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ได้อย่างถูกกฎหมาย

หลายคนอาจไม่รู้ว่ากฎหมายทนายความไทยอนุญาตให้ทนายเรียกค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากทุนทรัพย์ที่บังคับคดีได้
ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถตกลงกับทนายได้อย่างโปร่งใส เช่น

  • กำหนดเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากยอดเงินที่เรียกคืนได้
  • หรือจ่ายค่าทนายแบบเหมาเพื่อให้ดำเนินคดีจนจบ

การพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และทำให้คดีดำเนินไปได้เร็วขึ้นโดยไม่เกิดความขัดแย้งเรื่องผลตอบแทนในภายหลัง

อย่ารอให้เรื่องผ่านไปนาน ถึงจะหาทนาย

อีกหนึ่งข้อเตือนใจจากทนายอาร์มคือ

“อย่ารอให้เรื่องผ่านไปหลายปีหรืออาการบาดเจ็บหายก่อน ถึงจะเริ่มฟ้อง เพราะเมื่อคุณหายแล้ว คุณอาจหมดสิทธิ์เรียกร้องค่าพิการหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมได้”

ในทางปฏิบัติ มีหลายกรณีที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้บาดเจ็บรอจนหายดีแล้วค่อยดำเนินคดี ทำให้ศาลพิจารณาว่า “ไม่มีความเสียหายต่อเนื่อง” ส่งผลให้ได้รับเพียงค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น

ดังนั้น หากเกิดเหตุ ควรปรึกษาทนายความทันทีหลังอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพื่อให้ทนายดำเนินการตรวจสอบสิทธิ์และเอกสารตั้งแต่แรก

บริษัทประกันภัย “ขายประกัน” ง่าย แต่ตอนเคลมกลับยาก

ในมุมของผู้เอาประกัน หลายคนเลือกทำประกันกับบริษัทที่โฆษณาว่าบริการดี เคลมง่าย
แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกิดเหตุจริง หลายบริษัทกลับมีข้ออ้าง เช่น

  • “งานเยอะ ยังไม่ถึงคิวตรวจสอบ”
  • “ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายนี้ ต้องให้ลูกค้าไปทำเองก่อน”
  • “ต้องรอเอกสารจากโรงพยาบาลก่อนเบิกได้”

สุดท้าย ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นฝ่ายรับภาระมาดำเนินการเอง ทั้งโทรตาม ทั้งยื่นเอกสารซ้ำ ๆ กลายเป็นว่าการขายประกันง่าย แต่การให้บริการหลังการขายกลับยากเย็น

นี่คือเหตุผลที่ ทนายอาร์มย้ำเสมอว่า

“เวลาขายประกันภัย คุณขายความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ แต่เวลาลูกค้าเกิดเหตุ คุณต้องเซอร์วิสลูกค้า ไม่ใช่หาข้ออ้าง”

คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เอาประกันภัยทุกคน

1.เก็บหลักฐานทุกอย่างให้ครบ – ใบเคลม, ใบแจ้งความ, ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษา

2.แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีหลังเกิดเหตุ และขอเลขเคลมเป็นหลักฐาน

3.อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเอกสารยอมความหรือสละสิทธิ์

4.ปรึกษาทนายความทันที หากบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบหรือไม่ได้รับความคืบหน้า

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนว่า การมี “ประกันภัย” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับการดูแลเสมอไป แต่หากคุณรู้จักใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง และมีทนายความที่ปรึกษา ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้น คุณจะไม่เพียงแต่เรียกคืนสิ่งที่เสียไปได้ครบ แต่ยังอาจได้รับความเป็นธรรมมากกว่าที่คิด

เพราะในยุคที่บริษัทต่าง ๆ แข่งกัน “ขายประกัน” อย่าลืมว่า “ผู้เอาประกัน” เองก็ต้องรู้เท่าทันประกันเช่นกัน ปรึกษาทนายความวันนี้ เพื่อที่คุณจะไม่เสียรู้บริษัทประกันภัยอีกต่อไป

เมื่อ “รูป” ของคุณถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย เอารูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฟ้องได้ไหม?

ทุกวันนี้ “รูป” ไม่ได้เป็นแค่ภาพถ่ายธรรมดา แต่กลายเป็นทรัพย์สินทางดิจิทัลที่มีมูลค่าทั้งในเชิงส่วนตัวและธุรกิจ หลายคนอาจถ่ายรูปตนเองลงโซเชียลเพื่อแชร์ชีวิตประจำวัน หรือถ่ายรูปสินค้าเพื่อใช้ในงานรีวิว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ถูกนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในกรณีที่รูปถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย เช่น

  • เอารูปไปใช้โปรโมตเว็บพนันออนไลน์
  • ใช้รูปไปโฆษณาสินค้าโดยไม่ขออนุญาต
  • หรือแม้แต่เอารูปไปตัดต่อให้เกิดความเข้าใจผิดในทางเสียชื่อเสียง

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็น การละเมิดสิทธิในภาพบุคคล (Right of Publicity / Right of Image) และอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้ด้วย

สิทธิใน “รูป” ของเรา คือสิทธิส่วนบุคคล

ตามกฎหมายไทย “รูป” ที่ปรากฏใบหน้าหรือรูปลักษณ์ของบุคคล ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลและเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy)
ใครจะนำไปเผยแพร่ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรูปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น โฆษณาสินค้า หรือการใช้ในเชิงสาธารณะ เช่น โพสต์ลงเว็บไซต์ หรือเพจต่าง ๆ

ในกรณีที่ผู้อื่นเอารูปของเราไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน หรือใช้ประกอบโพสต์ที่ส่อไปในทางไม่ดี จนทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือมองเราในแง่ลบ
เจ้าของรูปมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งทางแพ่งและอาญา

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ระบุว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

หมายความว่า หากมีผู้ใดนำรูปของคุณไปใช้จนทำให้คุณเสียชื่อเสียง เสียโอกาสทางอาชีพ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ เช่น ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพนักงานเว็บพนัน หรือถูกคนใกล้ชิดต่อว่าเพราะรูปปรากฏในที่ไม่เหมาะสม
คุณสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ในฐานะ “ละเมิดสิทธิ”

2. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
รูปถ่ายที่สามารถระบุตัวตนได้ ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” การนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมจึงเป็นการละเมิด PDPA ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และในบางกรณีอาจถึงขั้นทางอาญา

3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 (หมิ่นประมาท)
หากรูปของคุณถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นดูหมิ่น เกลียดชัง หรือเสียชื่อเสียง เช่น การเอารูปไปตัดต่อให้ดูไม่เหมาะสม หรือโยงกับเนื้อหาอนาจาร เว็บไซต์พนัน หรือโพสต์ที่ส่อผิดศีลธรรม ผู้กระทำอาจถูกดำเนินคดีฐาน “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14
หากมีการนำรูปของคุณไปโพสต์ลงในระบบคอมพิวเตอร์ โดยรู้นำเข้า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” หรือข้อมูลที่ “อาจทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง”ผู้กระทำอาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ารู้ภายหลังว่ารูปถูกนำไปใช้ จะต้องทำอย่างไร?

1. เก็บหลักฐานทันที
ถ่ายภาพหน้าจอ (Screenshot) เว็บไซต์ โพสต์ หรือโฆษณาที่นำรูปของคุณไปใช้ให้ครบ ทั้งวันที่ เวลา ลิงก์ และบริบทของการใช้รูป เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนหรือศาล

2. แจ้งลบรูปหรือเนื้อหา
ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มโซเชียล (เช่น Facebook, Instagram, TikTok, หรือ Google) เพื่อขอลบเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิ์ของคุณ โดยแนบหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของรูป เช่น ไฟล์ต้นฉบับ หรือหลักฐานการโพสต์รูปเดิม

3. แจ้งความดำเนินคดี
สามารถเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจในท้องที่ หรือที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดยแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

4. ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีแพ่ง
หากการกระทำดังกล่าวส่งผลให้คุณเสียชื่อเสียง สูญเสียรายได้ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ คุณมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ โดยทนายความสามารถประเมินมูลค่าความเสียหายและยื่นฟ้องในศาลให้ถูกต้องตามขั้นตอน

อย่าคิดว่า “รูปแค่รูปเดียว” ไม่มีค่า

ในยุคดิจิทัล “รูป” คือทรัพย์สินที่สะท้อนตัวตน ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ทางสังคมของแต่ละคน การที่มีคนเอารูปของคุณไปใช้ในทางเสียหาย โดยเฉพาะในเว็บผิดกฎหมายหรือโพสต์เชิงโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากจะทำให้คุณเสียชื่อเสียงแล้ว ยังอาจทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น หากพบว่ารูปของคุณถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าปล่อยผ่านหรือพยายามจัดการเองโดยไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะอาจเสียสิทธิ์ในการดำเนินคดี หรือทำให้หลักฐานสูญหายได้

ปรึกษาทนายวันนี้ เพื่อปกป้อง “รูป” และสิทธิของคุณ

หากคุณเพิ่งทราบภายหลังว่ารูปของคุณถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน โฆษณาสินค้า หรือถูกตัดต่อในทางเสียหาย อย่าเพิ่งรีบหาทางแก้เอง เพราะแต่ละกรณีมีรายละเอียดทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านอาญา แพ่ง และคดีละเมิด

การปรึกษาทนายตั้งแต่ต้น จะสามารถให้คุณ

  • รู้แน่ชัดว่าคดีของคุณเข้ากฎหมายมาตราใด
  • เตรียมหลักฐานให้ถูกต้อง
  • และสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์
เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีและคดีละเมิด พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับการนำ “รูป” ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม และปกป้องชื่อเสียงของคุณอย่างเต็มที่

อย่าปล่อยให้ “รูป” ของคุณกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายตัวเอง ให้เราดำเนินการ “ปกป้องสิทธิ์ในรูปของคุณ” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

คำพิพากษา : แม้เป็นเด็กโดยสารรถยนต์ อย่างไรบริษัทประกันภัยก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

คำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2566

คดีความระหว่าง เด็กชาย A โดยนางสาว C ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 1 เด็กชาย B โดยนางสาว C ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 2 นางสาว C  ที่ 3  โจทก์ กับ บริษัท XYZ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัท EFG ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ 2 จำเลย

เรื่อง ประกันภัย

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจของของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564 อยู่ในระหว่างเวลาตามสัญญาประกันภัยของจำเลยทั้งสอง ขณะที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กำลังโดยสารรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย D เป็นผู้ขับซึ่งได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 3 แล้ว ขับรถยนต์คันดังกล่าวมาตามถนนบ้านดุง-บ้านม่วง จังหวัดอุดรธานี เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย E เป็นผู้ขับ ซึ่งนาย E ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะวิสัยเช่นนั้นจะต้องมีวิสัยและพฤติการณ์ในการขับ แต่หาได้ใช้ความระมัดระวังดังกล่าวไม่ คือ นาย E ขับรถยนต์คันดังกล่าวล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถคันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยสารมาเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกันและทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 200,000 บาท ค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต 300,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ได้แก่ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 200,000 บาท ค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต 300,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท และรับผิดต่อโจทก์ที่ 3 ได้แก่ ค่ารถยนต์ 120,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันเกิดเหตุ จนถึงวันฟ้อง วันละ 800 บาท เป็นเวลา 138 วัน คิดเป็นเงิน 110,400 บาท และค่าเสียหายในส่วนนี้จนกว่ารถยนต์ของโจทก์ที่ 3 จะซ่อมแซมเสร็จ วันละ 800 บาท โจทก์ทั้งสามได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น ชำระเงิน 900,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจะเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น ชำระเงิน 230,400 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจะเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ

          โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565

          ระหว่างพิจารณาคดี ศาลส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

          จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม เพราะโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า นายE กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร มีนิติสัมพันธ์กันอย่างไร และผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายอย่างไร ในส่วนของโจทก์ที่ 3 นั้น ค่าขาดประโยชน์นั้นสูงเกินไป เนื่องจากเป็นความบกพร่อมของโจทก์ที่ 3 ที่ติดต่อซ่อมแซมรถยนต์กับอู่ซ่อมรถยนต์เอง จำเลยที่ 2ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้การซ่อมแซมใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งตามกรมธรรม์นั้น กำหนดให้ชำระไม่เกินวันละ 500 บาท ต่อวัน ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น ค่ารักษาพยาบาลนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระในฐานะผู้รับประกันภัยภาคบังคับแล้ว 80,000 บาท โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตนั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 รักษาหายสนิทใน 1 เดือน และ 2 สัปดาห์ ตามลำดับ และไม่ได้มีการรักษาต่ออีก โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหาย ค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคตและสินไหมทดแทนอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น หลังจากที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 รักษาพยาบาลแล้วก็ไม่ได้เข้ารับการรักษาต่ออีก โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงยังสามารถประกอบอาชีพได้ อีกทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังอยู่ระหว่างการศึกษา ค่าเสียหายในส่วนนี้ จึงไม่แน่นอนและไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์
          พิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริที่เป็นที่ยุติรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564 ซึ่งอยู่ในระหว่างเวลาตามสัญญาประกันภัยของจำเลยทั้งสอง ขณะที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กำลังโดยสารรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย D เป็นผู้ขับ ซึ่งได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 3 แล้ว ขับรถยนต์คันดังกล่าวมาตามถนนบ้านดุง-บ้านม่วง จังหวัดอุดรธานี เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย E เป็นผู้ขับขี่ แล้วนาย E ขับรถยนต์โดยประมาท ล้ำเข้ามาในช่องทาฃเดินรถคันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยสารมาเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกันและทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสามไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามไม่ได้บรรยายถึงรายละเอียดว่านาย E กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร มีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรและผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายอย่างไร เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามบรรยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร โดยที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ให้ประเด็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าวงเงินความคุ้มครองที่ระบุไว้กรมธรรม์ที่จำเลยที่ 2 ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะใด ซึ่งเพียงพอให้จำเลยที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ว่ามีนิติสัมพันธ์ใดกับผู้เอารประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร และย่อมต้องเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหาโจทก์ทั้งสองและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา172 แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องถึงรายละเอียดของนิติสัมพันธ์ดังกล่าวหรือความสัมพันธ์ระหว่างนาย E กับผู้เอาประกันภัยเป็นอย่างไร แต่จากคำให้การก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจถึงคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามแล้ว ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงไม่เคลือบคลุม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนากรมธรรม์ระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร จากบริษัท คาร์เร้นท์แอนด์ลีส จำกัด (มหาชน) สิ้นสุดความคุ้มครองในวันที่ 14 กรกฎาคม 2565 ซึ่งเหตุเกิดในวันที่ 24 ตุลาคม 2564 สัญญาประกันภัยค้ำจุนจึงยังมีผลในวันเกิดเหตุ อีกทั้งจเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การไว้ในประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่านาย E เป็นผู้ขับขี่รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย แล้วนาย E ขับรถยนต์โดยประมาท ล้ำเส้นเข้ามาในช่องทางเดินรถคันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2  โดยสารมา เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกันและทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหาย เมื่อกรมธรรม์ระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก อีกทั้งตามรูปภาพและหนังสือชี้ประมาทระบุว่านาย E รับว่าตนเป็นฝ่ายประมาท ดังนั้นจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประเด็นสุดท้ายคือ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเพียงใด ในส่วนของโจทก์ที่ 3 นั้น โจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้ดังเดิมได้ โดยประเมินความเสียหายประมาณ 65,000 บาท แต่ความเสียหายจริงเป็นเงิน 120,00 บาท ตามบันทึกการตรวจสภาพรถยนต์และภาพถ่าย และค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ที่ 3 ไม่สามารถใช้รถยนต์ได้เป็นเงิน 800 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 138 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O พนักงานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์เป็นเงิน 120,000 บาท นั้น สูงเกินไป เนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ารถยนต์เสียหายอย่างไร และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเวลา 138 วัน เนื่องจากเป็นความบกพร่องของโจทก์ที่ 3 ที่ติดต่อซ่อมแซมรถยนต์กับอู่ซ่อมรถยนต์เอง จำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้การซ่อมแซมใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งตามกรมธรรม์นั้นกำหนดให้ชำระไม่เกินวันละ 500 บาท ต่อวัน เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากเอกสารแล้ว จะเห็นได้ว่ารถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายค่อนข้างรุนแรง และค่าเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ 65,000 บาท แม้โจทก์ที่ 3 จะเบิกความว่ารถยนต์ไม่สามารถซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีก แต่โจทก์ทั้งสามก็มิได้มีพยานหลักฐานใดว่าจะเป็นจริงดังที่อ้าง อีกทั้งโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้ซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีก แต่โจทก์ทั้งสามก็มิได้มีพยานหลักฐานใดว่าจะเป็นจริงดังที่อ้าง อีกทั้งโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้ซ่อมแซมจึงไม่อาจรับฟังได้ว่ารถยนต์ไม่สามารถซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้ จึงสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 65,000 บาท และในส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น แม้ในทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามไม่ปรากฏว่าจะใช้เวลาซ่อมแซมนานเท่าใด อีกทั้งหากโจทก์ทั้งสามนำรถยนต์เข้าซ่อมแซมในทันทีก็อาจไม่ต้องใช้ระยะเวลาถึง 138 วัน ตามที่กล่าวอ้าง แต่อย่างไรก็ตามการที่รถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายย่อมต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมแซมอยู่ดี จึงเห็นสมควรคกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 500 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 60 วัน คิดเป็นเงิน 30,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 95,000 บาท

          ในส่วนของโจทก์ที่ 3 นั้น โจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ กระดูกมือขวาหัก 2 ท่อน มีบาดแผลถลอกที่คาง หลังมือซ้าย ไหปลาร้าด้านขวา มือขวาบวม มีแผลฟกช้ำ ต้องรักษาโดยการใส่เฝือกอ่อน ใช้เวลารักษาตัวเป็นระยะเวลา 1 เดือน และโจทก์ที่ 1 ยังต้องพักรักษาตัวต่อไปอีกมากกว่าที่กำหนดไว้ในใบรับรองแพทย์ อีกทั้งอุบัติเหตุดังกล่าวยังทำให้ศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบ ภาพถ่ายอาการบาดเจ็บ สำเนาฟิล์มเอกซเรย์ สำเนาใบรับรองแพทย์ สำเนาประวัติการรักษา สำเนาใบนำส่งผู้บาดเจ็บ มีค่ารักษาพยาบาลก่อนฟ้องเป็นเงิน 1,250 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับค่ารักษาพยาบาล โดยหลังจากเกิดอุบัติเหตุโจทก์ที่ 1 จึงดื่มนมตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ คิดเป็นเงิน 4,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลในอนาคตนั้น โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุให้ศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบลงจนเห็นได้ชัด จึงต้องทำการรักษาในอนาคต คิดเป็นเงิน 95,990 บาท ในส่วนของค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต โจทก์ที่ 1 ประสงค์ที่จะประกอบอาชีพตำรวจในอนาคต แต่เมื่อศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบลง ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจจะประกอบอาชีพดังกล่าวได้ คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น โจทก์ที่ 1 ใช้เวลารักษาพยาบาล 1 เดือน ยังไม่สามารถใช้มือขวาได้ดีดังเดิม และมีภาวะหวาดกลัวในขณะที่ต้องโดยสารรถยนต์ คิดเป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O พนักงานจำเลยที่ 2 เบิกความได้ความว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่ารักษาพยาบาลในฐานะผู้รับประกันภัยภาคบังคับของรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 แล้ว โดยมีวงเงิน 80,000 บาท โจทก์ที่ 3 จึงไม่เสียหายในส่วนนี้ ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ นั้น โจทก์ที่ 1 ใช้เวลารักษาพยาบาลเพียง 1 เดือน และไม่ปรากฏว่าต้องรักษาพยาบาลอีก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด เห็ฯว่าระบุว่า ชำระเงินเอง(ผู้ประสบภัยจากรถ)และโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่ง แต่ก็มาเบิกความว่าพยานเป็นผู้ชำระเงินเอง อันเป็รการขัดแย้งกันในตัวเอง แต่เมื่อพิจารณาจากวงเงินที่จำเลยที่ 1 ให้ความคุ้มครองนั้น เป็นวงเงิน 80,000 บาท และโจทก์ที่ 3 ก็รับว่าเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เต็มวงเงิน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 3 ชำระค่ารักษาพยาบาล แต่เป็นจำเลยที่ 1 ที่ชำระ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล การที่โจทก์ที่ 3 จะให้โจทก์ที่ 1 ดื่มนมเพื่อรักษาอาการกระดูกมอืขวาหักนั้น แม้จะเป็นการทำตามที่แพทย์แนะนำดังที่โจทก์ที่ 3 เบิกความ แต่โจทก์ทั้งสามไม่ได้มีหลักฐานว่าได้ซื้อนมดังกล่าวที่อ้างหรือไม่ อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ยังเป็นเด็ก การที่โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ดื่มนมย่อมเป็นเรื่องปกติในการดูแลบุตรของมารดา จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ส่วนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลในอนาคตและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลศีรษะยุบลง แต่ระบุเพียงว่ามีบาดแผลที่คางฉีกขาดที่คาง 0.1 x 0.5 เซนติเมตร และแพทย์ให้ความเห็นว่ารักษาหายใน 1 เดือน ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามจะอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ต้องทำการรักษาที่ศีรษะหรือไม่สามารถประกอบอาชีพตำรวจได้ แต่การที่ศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบลงจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากอุบัติเหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บกระดูกมือขวาหักต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลา 1 เดือน และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงของอุบัติเหตุ ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความทุกข์ทรมานและเกิดการหวาดระแวงอยู่บ้าง แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมานั้นสูงเกินไป จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 50,000 บาท

          ในส่วนของโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ กระดูกขาหัก 2 ข้าง ต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดดามเหล็กต้องใส่เหล็กดามตรงต้นขาทั้งสองข้างและใส่เหล็กดามตรงกระดูกหน้าแข้งของขาข้างซ้าย มีบาดแผลฉีกขาดที่ขาขวาและใต้ตาซ้าย ใช้เวลารักษาตัวเป็นระยะเวลา 60 วัน และโจทก์ที่ 2 ยังต้องพักรักษาตัวต่อไปอีกมากกว่าที่กำหนดในใบรับรองแพทย์ ตามสำเนาใบส่งตัวผู้บาดเจ็บ สำเนาภาพถ่ายอาการบาดเจ็บ สำเนาฟิล์มเอกซเรย์ สำเนาใบรับรองแพทย์ สำเนาประวัติการรักษา และสำเนาใบนัดผู้ป่วย มีค่ารักษาพยาบาลจากการผ่าตัด 3 ครั้ง เป็นเงิน 238,368 บาท และเข้ารักษาในโรงพยาบาลวันละ 200 บาท เป็นเวลา 1,800 บาท รวเป็นเงิน 241,968 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล โดยโจทก์ที่ 2 ต้องเดินทางจากจังหวัดสกลนครไปรักษาที่โรงพยาบาลอุดรธานี 4 ครั้ง คิดเป็นเงิน 8,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลในอนาคตนั้น โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นขาหักสองข้าง จึงต้องผ่าตัดนำเหล็กออกจากกระดูกที่ดามไว้ คิดเป็นเงิน 160,000 บาท ค่ากายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกาย คิดเป็นเงิน 10,000 บาท และมีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด จึงซื้อยาทาบริเวณรอยแผลเป็นและต้องทำการรักษาในอนาคต คิดเป็นเงินจำนวน 4,920 บาท และ 21,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ดื่มนมตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ คิดเป็นเงิน 8,000 บาท ในส่วนของค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต โจทก์ที่ 2 ประสงค์จะประกอบอาชีพตำรวจในอนาคต แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 เดินกะเผลก แขนขายาวไม่เท่ากันอย่างชัดเจน ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่อาจจะประกอบอาชีพดังกล่าวได้ คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น โจทก์ที่ 2 ต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัด 3 ครั้ง ระหว่างนั้นโจทก์ที่ 2 ไม่สามารถเดินและช่วยเหลือตัวเองได้ และมีภาวะหวาดกลัวในขณะที่ต้องโดยสารรถยนต์ คิดเป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O พนักงานจำเลยที่ 2 เบิกความได้ความว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่ารักษาพยาบาลในฐานะผู้รับประกันภัยภาคบังคับของรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 แล้ว โดยมีวงเงิน 80,000 บาท โจทก์ที่ 3 จึงไม่เสียหายในส่วนนี้ ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ นั้น โจทก์ที่ 2 ใช้เวลารักษาพยาบาลเพียง 2 สัปดาห์ และไม่ปรากฏว่าต้องรักษาพยาบาลอีก จำเลยที 2 จึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่าตามเอกสารระบุว่ามีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เป็นเงิน 119,000 บาท, 52,500 บาท และ 66,330 บาท ตามลำดับ ซึ่งแม้โจทก์ที่ 3 จะเบิกความจะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ใช้สิทธิบัตรทองในการชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ที่ 2 จะได้รับตามโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐ ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องระงับไป เพราะเป็นสิทธิของโจทก์ที่ 2 ตามที่กฎหมายบัญญัติ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจของรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในส่วนนี้เป็นเงิน 238,368 บาท ส่วนค่าชดเชยรายวันนั้น ไม่ปรากฏว่าในทางนำสืบว่าโจทก์ที่ 2 จะได้รับชดเชยในส่วนนี้อย่างไร อันเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ส่วนค่าเดินทางมารักษาพยาบาลนั้น โจทก์ที่ 2 ต้องเดินทางจากจังหวัดสกลนครมาที่โรงพยาบาลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 4 ครั้ง ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จึงกำหนดให้ตามขอ เป็นเงิน 8,000 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคต โจทก์ที่ 2 ที่มีอายุ 10 ปี ย่อมมีการเจริญเติบโตไปตามวัยและจำต้องเอาเหล็กดามกระดูกออกเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายอนาคตแต่เมื่อเทียบเคียงจากค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดที่ผ่านมาของโจทก์ที่ 2 และแบบประเมินค่าทำหัตถการแล้ว เห็นควรกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนค่ากายภาพบำบัดในการรักษาด้วย ที่โจทก์ที่ 2 ขอค่าเสียหายมาในส่วนนี้เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้ตามขอ เป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนค่ารักษารอยแผลเป็นนั้น ตามรูปถ่ายจะเห็นได้ว่าโจทก์ที่ 2 มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดหลายจุด แต่การรักษาทั้งใช้ยาทาหรือทำเลเซอร์ตามที่โจทก์ที่ 3 เบิกความนั้นไม่ใช่การรักษาบาดแผลที่ได้รับจากอุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องของการตบแต่งบาดแผล ยกคำขอในส่วนนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล การที่โจทก์ที่ 3 จะให้โจทก์ที่ 2 ดื่มนมเพื่อรักษาอาการกระดูกต้นขาหักนั้นต่างกับโจทก์ที่ 1 เนื่องจากอาการกระดูกต้นขาหักเป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรง นอกจากจะต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือทำกายภาพบำบัด จะต้องดื่มนมที่มีโปรตีนและแคลเซียมประกอบด้วยจึงจะทำให้กระดูกสมานกันดังเดิม เมื่อโจทก์ที่ 2 ต้องดื่มนมวันละ 2 กล่อง อันเป็นปริมาณที่เหมาะสม จึงกำหนดให้ตามขอเป็นเงิน 8,000 บาท ส่วนค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคตและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น เมื่อพิจารณาจากคลิปวิดีโอและความรุนแรงของบาดแผลที่โจทก์ที่ 2 ได้รับแล้ว การที่โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นขาหักทั้งสองข้างจึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต โดยใช้เวลาตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ผ่าตัดครั้งสุดท้ายเป็นเวลา 2 เดือนและยังต้องทำกายภาพบำบัดอีก แม้โจทก์ที่ 2 จะกลับมาเดินได้ แต่ก็ยังมีอาการเดินกะเผลกและไม่แน่ว่าจะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ซึ่งอาจประสบปัญหาในการประกอบอาชีพต่อไป แต่อย่างไรก็ดี ที่โจทก์ที่ 3 อ้างว่าโจทก์ที่ 2 อยากประกอบอาชีพเจ้าพนักงานตำรวจก็เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ที่ 3 เอง โจทก์ที่ 2 อาจประกอบอาชีพอื่นที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนก็ได้ จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคตเป็นเงิน 250,000 บาท และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงของอุบัติเหตุตามภาพถ่ายอาการบาดเจ็บ และการเดินของโจทก์ที่ 2 ตามเอกสารแล้ว นอกจากย่อมทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความทุกข์ทรมานระหว่างการรักษาแล้ว โจทก์ที่ 2 อาจไม่สามารถเดินหรือวิ่งได้เหมือนคนปกติ และยังมีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดและเกิดการหวาดระแวงในการโดยสารรถยนต์ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมานั้นสูงเกินไป จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 250,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 856,368 บาท

          ในส่วนดอกเบี้ยนั้นปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธว่าตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย หมวดเงื่อนไขทั่วไปข้อ 5 ระบุว่าหากศาลพิพากษาให้บริษัทแพ้คดี บริษัทจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนั้น โดยชดใช้ค่าเสียหายตามอัตราดังกล่าว สำหรับค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้นเห้ฯว่าโจทก์มีนายศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามและทนายโจทก์ เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร จึงมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกเมื่อเกิดวินาศภัย ภายหลังเกิดเหตุ โจทก์ทั้งสามทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วแต่เพิกเฉย ทั้งที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน แต่กลับไม่ดำเนินการพิจารณาและชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนภายใน 15 วัน และไม่ระบุข้อเท็จจริงและเหตุผลของการปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O เบิกความว่าพยานเคยเจรจากับโจทก์ที่ 3 แล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากพยานเสนอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เกินคนละ 50,000 บาท แต่โจทก์ที่ 3 เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินตามกรมธรรม์ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเคยเจรจาค่าสินไหมทดแทนกับโจทก์ที่ 3 แล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาทบทวนการจ่ายยค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลของการปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการขัดต่อคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย แม้โจทก์ทั้งสามจะไม่ใช่ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ทั้งสามเป็นผู้เสียหายจากรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ในการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพและธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินคนละ 50,000 บาท ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ประกอบมาตรา 42

          พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2565) เป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 864,368 บาท ให้โจทก์ที่ 2 พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 864,368 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงิน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท  นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 5,000 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยส่วนที่โจทก์ทั้งสามได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสาม เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก/

ผู้บริโภคไม่ใช่ฝ่ายอ่อนแอ! เจอสินค้าจีนไม่ได้มาตรฐาน มีสิทธิฟ้องร้องเอาผิดผู้ขายได้เต็มที่ 

ในยุคที่ใครก็สามารถสั่งสินค้าจากประเทศจีนมาขายออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Facebook Marketplace ผู้บริโภคจำนวนมากจึงตกเป็นเหยื่อของ “สินค้าไม่มีมาตรฐาน” โดยไม่รู้ตัว

สินค้าราคาถูกเหล่านี้ บางชิ้นไม่มีเครื่องหมายการรับรองความปลอดภัย ไม่มีเอกสารศุลกากรถูกต้อง และบางกรณีก็ไม่ได้ขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือ อย. ในกรณีที่เป็นอาหาร เครื่องสำอาง หรือของใช้ที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย นอกจากนี้ ยังพบว่า สินค้าหลายชนิดไม่มีเอกสารศุลกากรอย่างถูกต้อง หรือไม่ชำระภาษีนำเข้า อย่างเหมาะสม ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับผู้บริโภค เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ บาดเจ็บ หรือเสียหายต่อทรัพย์สินกลับไม่มีการเยียวยาใด ๆ อย่างเหมาะสม อีกทั้งผู้ขายบางราย ปฏิเสธความรับผิดชอบ อ้างว่าสินค้าผลิตจากต่างประเทศ หรือเป็นแค่ “ตัวกลางนำเข้า” ผู้บริโภคอย่างเราสามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการได้เต็มที่ไม่ต้องกลัวไร้ความยุติธรรม ในวันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกคนไปพบกับวิธีการรับมือจากผู้ประกอบการที่เพิกเฉยต่อความเสียหายของผู้บริโภคกันค่ะ

เราจะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นไม่ได้มาตรฐาน? 

เมื่อมองที่ตัวสินค้าผู้บริโภคมักตัดสินใจจาก “ราคา”  “รีวิว” และ “ความชอบส่วนตัว” โดยมองข้ามเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียทรัพย์ หรือร้ายแรงถึงชีวิต  และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รวมถึงทนายความเชี่ยวชาญด้านผู้บริโภคจึงได้รวบรวม “วิธีเช็กง่าย ๆ” เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันตัวเองได้ทันก่อนตกเป็นเหยื่อ

✅ 1. ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐาน (เช่น มอก. หรือ อย.)

  • สำหรับสินค้าไฟฟ้า เครื่องใช้ในบ้าน ต้องมี ตราสัญลักษณ์ มอก. กำกับ
  • สินค้าอาหาร ยา เครื่องสำอาง ต้องมี เลขที่จดแจ้งของ อย. หากไม่มี ถือว่าไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย

✅ 2. ไม่มีฉลากภาษาไทย

  • ตาม ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สินค้าที่ขายในไทยต้องมีฉลากภาษาไทยชัดเจน บอกรายละเอียด เช่น วิธีใช้ ส่วนผสม ข้อควรระวัง
  • หากฉลากมีแต่ภาษาจีนหรืออังกฤษ ไม่มีแปลไทย = ผิดกฎหมาย และเสี่ยงเป็นของไม่มีคุณภาพ

✅ 3. ราคาถูกผิดปกติ / ไม่มีที่มาชัดเจน

  • ของที่ถูกกว่าท้องตลาดมาก ๆ อาจเป็นสินค้าตกเกรด หรือไม่ได้ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบ
  • ผู้ขายไม่สามารถบอกแหล่งที่มาหรือชื่อผู้นำเข้าได้ = น่าสงสัย

✅ 4. ไม่มีใบรับประกัน / ไม่มีข้อมูลติดต่อผู้ขาย

  • สินค้ามาตรฐานส่วนใหญ่มักมีใบรับประกัน หรืออย่างน้อยมีข้อมูลให้ติดต่อหากสินค้ามีปัญหา
  • ถ้าซื้อผ่านเพจ เฟซบุ๊ก หรือร้านค้าไม่มีชื่อ ไม่มีนโยบายคืนสินค้า = เสี่ยงสูงมาก

✅ 5. กล่อง/บรรจุภัณฑ์ผิดปกติ

  • ตรวจสอบว่ากล่องมีรอยแกะ ซองบุบ เบี้ยว สกรีนไม่ชัดเจน จนสามารถมองเห็นได้ชัด
  • สินค้าปลอม/ลอกเลียนแบบมักใช้บรรจุภัณฑ์ราคาถูก หลีกเลี่ยงต้นทุนสูง

หากพบสินค้าไม่มี มอก. หรือ อย. = ฟ้องได้!

ถ้าสินค้าที่คุณซื้อมาไม่มี มอก. หรือ อย. แล้วเกิดความเสียหาย เช่น บาดเจ็บ ไฟไหม้ ทรัพย์สินเสียหาย คุณสามารถ ฟ้องผู้ขายได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายแพ่ง ได้ทันที ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบคนเดียว 

โดยเฉพาะสินค้าที่ขายในไทย ผู้ขายไทยจะต้องรับผิด แม้จะอ้างว่านำเข้ามาจากประเทศจีนก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นผู้ขายชาวจีนหรือต่างประเทศก็ควรจะต้องดูเอกสารการนำเข้าและดำเนินคดีตามกฎหมายไทยได้เลย   

กรณีสำคัญที่คุณสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้

1. สินค้าไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ

  • เช่น กรณีซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องชาร์จ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ “ไม่มี มอก.” แล้วเกิดไฟไหม้ หรือไฟดูด
  • ผู้บริโภคสามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และแจ้งหน่วยงานรัฐตรวจสอบสินค้า

2. ไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสินค้า

  • หากผู้ขายไม่ได้แจ้งว่าเป็นสินค้านำเข้า ไม่มี มอก. หรือไม่มีใบอนุญาตจาก อย. ในกรณีสินค้าอาหาร/ยา
  • เข้าข่าย “โฆษณาเกินจริง” หรือ “ปกปิดความจริง” ผู้บริโภคสามารถแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ทันที

3. ผู้ขายไทยเป็น “ผู้รับผิดตามกฎหมาย” แม้จะบอกว่าสินค้ามาจากจีน

  • ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 41 ระบุว่า “ผู้ขาย” ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้า แม้จะไม่ได้ผลิตเอง
  •  ต่อให้สั่งจากจีนมาขายแค่เป็นพ่อค้าคนกลาง ก็ยังถูกฟ้องร้องได้ เพราะจำหน่ายในประเทศไทย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :

  • พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
  • พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ตรวจสอบภาษีนำเข้าว่าได้นำเข้าอย่างเสียภาษีครบหรือไม่
  • กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 (ความรับผิดจากการละเมิด)
  • มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 (สมอ.)

แนวทางปกป้องสิทธิของผู้บริโภค

  1. เก็บหลักฐานทุกครั้งที่ซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น ภาพสินค้า, แชท, ใบเสร็จ
  2. หากสินค้ามีปัญหา ติดต่อผู้ขายทันที และเก็บบันทึกการพูดคุยไว้เป็นหลักฐาน
  3. หากผู้ขายไม่รับผิดชอบ ให้ปรึกษาทนายหรือติดต่อ สคบ.

ในกรณีรุนแรง เช่น ไฟไหม้ บาดเจ็บ แจ้งความและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ทันที

ปรึกษาทนายจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ =  ปลอดภัยกว่า 

ทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภค มีความเห็นว่า “ผู้บริโภคมีสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหาย ต่อผู้ประกอบการที่ทำให้ผู้บริโภคเสียหายและขอให้ฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสินค้านั้นได้ทันที อย่ากลัว อย่าคิดว่าเราจะสู้อยู่ฝ่ายเดียว เพราะกฎหมายออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้บริโภคเช่นกัน ”

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้านำเข้าจากจีนหรือประเทศอื่นๆ อย่ารอให้เรื่องเงียบ ควรรีบปรึกษาทนายความ เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องก่อนดำเนินการทางกฎหมาย ทนายสามารถช่วยยื่นคำร้องต่อ สคบ. หรือฟ้องศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งจะช่วยให้คุณได้รับความยุติธรรม

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำคดีความประเภทนี้ดีเป็นอย่างมาก ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป และผลลัพธ์ในการทำคดี ส่วนใหญ่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับผู้ที่มาใช้บริการของเรา ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค 

👉  เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : https://www.mmthailand.com/cheap_china_product_threat/ 

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!