อู่ซ่อมรถ บอกไม่เซ็นไม่ซ่อม แต่สุดท้ายก็ซ่อมได้ เพราะเจอคนจริงรู้ทันประกันภัย!

ผู้เสียหายต้องรู้สิทธิของตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อบริษัทประกันภัย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาเกี่ยวกับ อู่ซ่อมรถ และกระบวนการเคลมประกันภัยกลายเป็นเรื่องที่เจ้าของรถหลายคนต้องเจอแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ “อู่ซ่อมรถเรียกให้เจ้าของรถไปเซ็นเอกสารยินยอมว่าการซ่อมจะใช้เวลานานกว่า 15 วัน” และหากไม่ไปเซ็น อู่ซ่อมรถก็ปฏิเสธที่จะซ่อมให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเซ็นเอกสารใด ๆ หากสัญญาประกันภัยไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้น

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อ ก็ไม่ได้มีการกำหนดให้เจ้าของรถต้องเดินทางไปเซ็นยอมรับ “ระยะเวลาซ่อม” ที่อู่ซ่อมรถกำหนด เพราะ การซื้อประกันภัยคือการซื้อ “บริการ” จากบริษัทประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ชำระค่าเบี้ยไปแล้ว และควรได้รับความสะดวก ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม

ซื้อบริการ แต่ไม่ได้รับการบริการจากบริษัทประกันภัย เพราะอะไร?

เหตุผลส่วนใหญ่มีอยู่ 2 อย่าง

1. อู่ซ่อมรถต้องการป้องกันความรับผิดของตัวเอง
หากซ่อมช้า ก็อยากให้ผู้เอาประกันยอมรับไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ถูกเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียเวลาในภายหลัง

2. บริษัทประกันภัยบางแห่งผลักภาระไปให้ผู้เสียหายเอง
ทั้งที่จริงแล้ว การจัดหาอู่ซ่อมรถเป็น “หน้าที่ของบริษัทประกันภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของรถ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและยอมเซ็นเพราะกลัวว่ารถจะไม่ถูกซ่อม สุดท้ายจากที่เป็นผู้เสียหายอยู่แล้ว ก็กลายเป็นผู้เสียเปรียบแบบซ้ำซ้อน

รู้หรือไม่? คุณมีสิทธิ “ไม่ต้องเซ็น”

ตามหลักประกันภัยทั่วไป ถ้าในกรมธรรม์ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องเซ็น เจ้าของรถไม่ต้องเซ็นอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • เอกสารยินยอมเวลาซ่อม
  • เอกสารยินยอมอะไหล่เทียม
  • เอกสารยินยอมการส่งรถเข้าอู่

เพราะการที่เราชำระค่าเบี้ยประกันภัยนั้นหมายความว่า

 บริษัทประกันภัยต้องอำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ใช่สร้างภาระเพิ่มให้เรา

กรณีจริงจากทนายอาร์ม ไม่ได้เซ็นแม้แต่แผ่นเดียว แต่รถก็ซ่อมเสร็จ!

เคสล่าสุดของตัวทนายอาร์มเอง คือ รถยนต์ของทนายอาร์มที่ขับโดยพนักงานในบริษัทได้ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ และได้นำรถเข้าซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยอู่ซ่อมรถแจ้งว่า
“ถ้าเจ้าของรถหรือตัวทนายอาร์มเองไม่เข้าไปเซ็นรับทราบว่าจะใช้เวลาซ่อมนานกว่า 15 วัน และจะมีการซ่อมโดยใช้อะไหล่แท้รวมอะไหล่เทียมด้วย อู่จะไม่ซ่อมรถให้”

หากผู้เสียหายท่านอื่นเจอแบบนี้ ก็คงจะรีบเข้าไปเซ็นเพราะกลัวว่าอู่ซ่อมรถจะไม่ยอมซ่อมรถให้ แต่ความจริงที่ทนายอาร์มอยากจะย้ำเตือนผู้บริโภคไว้ก็คือ ในสัญญาประกันภัยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดให้ต้องมาเซ็นแบบนี้ บริษัทประกันภัยหรืออู่ซ่อมรถก็ไม่สามารถบังคับให้ผู้เสียหายทำสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในกรมธรรม์  และสุดท้ายเคสนี้ก็เพราะเป็นตัวทนายอารามเองที่เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีการไปเซ็นหรือติดต่ออู่ซ่อมรถแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าอย่างไรอู่ก็มีหน้าที่ต้องจัดซ่อมรถให้แล้วเสร็จคืนสู่สภาพเดิม โดยที่ไม่ต้องเซ็นใด ๆ ทั้งนั้น  แต่สุดท้ายอู่ซ่อมก็โทรมาให้ทนายอาร์มเข้าไปเอารถได้ เพราะรถซ่อมเสร็จแล้ว และรถก็ได้ซ่อมแล้วเสร็จจริงแบบเสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่สำคัญในกรณีนี้ คือ ทนายอาร์มไม่ได้เซ็นเอกสารให้อู่ซ่อมรถเลยแม้แต่ใบเดียว แต่อู่ก็ซ่อมจนแล้วเสร็จได้ แล้วจะมาให้เซ็นรับทราบหรือยินยอมทำไมแต่แรก กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า หากผู้เสียหายไม่รู้สิทธิของตัวเองแล้วทำตามทุกอย่างที่อู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัยบอก อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ทำไมผู้เสียหายจึงมักเสียเปรียบบริษัทประกันภัย?

เพราะ…บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะชน แต่ผู้เสียหายไม่มีใครเลย

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย คอยหาช่องทางลดความรับผิดชอบให้มากที่สุด
ส่วนผู้เสียหายที่ไม่รู้กฎหมายก็ถูกชักจูง ถูกกดดัน หรือถูกบอกข้อมูลไม่ครบถ้วนจนต้องเซ็นในสิ่งที่ไม่ควรเซ็น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” คือ
– รถเสียหาย
– เสียเวลา
– เสียค่าใช้จ่าย
– และยังเสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่บริษัทประกันภัย “ปฏิเสธความรับผิด” ได้อย่างง่ายดาย

หลังรถชนให้ปรึกษาทนายทันที
เพื่อให้ทนายประเมินสิทธิ ค่าเสียหาย และขั้นตอนที่ถูกต้อง
เพราะแค่พลาดบางขั้นตอน ก็อาจถูกบริษัทประกันภัยใช้เป็นเหตุปฏิเสธได้

อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ กับอู่ซ่อมรถ หากไม่แน่ใจว่าเป็นสิทธิของตัวเอง
โดยเฉพาะเอกสารที่แปลก ๆ หรือไม่เคยแจ้งไว้ในกรมธรรม์

ให้ทนายเป็นคนสื่อสารแทน
ลดความเสี่ยงถูกกดดัน ถูกชักจูง หรือถูกพูดให้เข้าใจผิด

บทสรุปสำคัญที่เจ้าของรถต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะ…

ไม่มีใครควรเสียเปรียบ เพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย

1) อู่ซ่อมรถไม่มีสิทธิ “บังคับให้เซ็น”

ถ้าไม่อยู่ในกรมธรรม์ คุณไม่ต้องเซ็นแม้แต่แผ่นเดียว

2) บริษัทประกันภัยต้องบริการ ไม่ใช่สร้างภาระ

การหาอู่ซ่อมรถเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัย

3) การไม่รู้สิทธิ = เสียเปรียบ

ผู้เสียหายมักเสียรู้ เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

4) หากไปเดินเรื่องเอง อาจทำให้ยิ่งเสียปรียบได้

หากเดินเรื่องโดยที่ไม่รู้กระบวนการอาจมีโอกาสได้ค่าเสียหายน้อยกว่าที่ควรจะได้ หรือไม่ได้อะไรเลย

5) มีทนายตั้งแต่แรก = ลดโอกาสถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน

เพราะทุกจุดมีผลต่อสิทธิทางกฎหมายของคุณ

หากคุณกำลังมีปัญหากับอู่ซ่อมรถหรือถูกบริษัทประกันภัยให้เซ็นเอกสารบางอย่างโดยที่ไม่แน่ใจอย่ารอให้ประกันภัยปฏิเสธก่อน หรือไปเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้ค่าเสียหาย แล้วค่อยมาหาทนายเพราะตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้ว สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการทางกฎหมายกับผู้เสียหายทุกคนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของระบบบริษัทประกันภัย เพราะไม่มีใครควรเสียเปรียบเพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายวันนี้คลิก ติดต่อเรา หรือ โทร 062-195-1661

ทนายอาร์มแชร์ประสบการณ์จริง ! เจอ “อู่ซ่อมรถ” ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาซ่อม ถ้าไม่เซ็น ก็ไม่ซ่อม!

“อู่ซ่อมรถ” เป็นสิ่งที่เจ้าของรถทุกคนต้องเกี่ยวข้องไม่วันใดก็วันหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะมี “ประกันภัยรถยนต์” อยู่ในมือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับยังตกเป็นเหยื่อของอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัยโดยไม่รู้ตัว

ทนายอาร์ม ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อลูกจ้างเอารถของทนายอาร์มไปขับชนท้ายคู่กรณี สำหรับบทความนี้ทนายอาร์มก็ขอมาเตือนภัยและให้ความรู้กับประชาชน เพราะเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า หากคุณไม่รู้เท่าทันอู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัย หรือไม่มีทนายดูแลตั้งแต่ต้นหลังรถชน คุณอาจถูกเอาเปรียบได้ง่าย ๆ

เหตุเกิดจาก “อู่ซ่อมรถ” โทรมา…ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาการซ่อม

หลังจากรถของทนายอาร์มประสบอุบัติเหตุ และได้ส่งรถเข้าซ่อมที่อู่ในเครือของบริษัทประกันภัย วันหนึ่งอู่ซ่อมรถได้โทรมาหาทนายอาร์ม พร้อมแจ้งว่า “ต้องเซ็นยอมรับการซ่อมและการรออะไหล่ เพราะใช้เวลาเกิน 15 วัน หากไม่เซ็น…อู่จะไม่สามารถดำเนินการซ่อมต่อได้”

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่อู่ต้องการเอกสารยืนยันจากลูกค้า แต่สำหรับผู้ที่รู้กฎหมายดีอย่างทนายอาร์ม กลับพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้องตามระเบียบของคปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

คปภ. ระบุชัด “แจ้งให้ทราบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องเซ็น!

ตามระเบียบของคปภ. ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า “การแจ้งให้ทราบ” หมายถึง การแจ้งข้อมูลให้ผู้เอาประกันภัยทราบโดย ไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อรับทราบ

การแจ้งให้ทราบสามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น

  • โทรศัพท์
  • อีเมล
  • ข้อความทางไลน์
  • จดหมาย หรือเอกสารประกอบการซ่อม

ซึ่ง “การแจ้งให้ทราบ” มีเจตนาเพื่อสื่อสารความคืบหน้าในการซ่อม ไม่ใช่เพื่อให้ผู้บริโภคต้อง “ยอมรับเงื่อนไข” ที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การรออะไหล่เกินกำหนด หรือการผสมอะไหล่แท้กับเทียม แต่ในกรณีนี้ อู่ซ่อมรถกลับนำคำว่า “แจ้งให้ทราบ” ไปใช้ผิดบริบท กลายเป็น “ต้องเซ็นยอมรับ” ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนความหมายของระเบียบ คปภ. และเป็นการสร้างภาระที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

ปัญหาอะไหล่แท้ผสมเทียม คืออะไร?

นอกจากการบังคับให้เซ็นเอกสารแล้ว อู่ซ่อมรถยังแจ้งเพิ่มเติมว่า

“จะใช้อะไหล่แท้ผสมอะไหล่เทียมในการซ่อมให้”

ฟังดูเหมือนการประนีประนอม แต่ในทางกฎหมายและหลักจรรยาบรรณของอู่ซ่อมรถ
การซ่อมรถต้องคืนสภาพให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับสภาพก่อนเกิดเหตุให้มากที่สุด

ทนายอาร์มอธิบายว่า

“หลักการมันง่ายมาก ถ้ารถคุณเดิมใช้อะไหล่แท้ อู่ก็ต้องใช้ของแท้มาใส่
ถ้ารถคุณใช้อะไหล่เทียม ก็ใช้เทียม ไม่ใช่เอามาผสมกันมั่ว ๆ เพราะมันส่งผลต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และมูลค่ารถในอนาคต”

ซึ่งในความเป็นจริง หากอู่ซ่อมรถต้องรออะไหล่แท้จากบริษัทผู้ผลิต ก็สามารถแจ้งให้ลูกค้าทราบได้โดยไม่ต้องให้เซ็นยอมรับอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องไม่ปฏิเสธการซ่อมหรือเรียกร้องให้ลูกค้าทำในสิ่งที่ขัดต่อระเบียบ

สิ่งที่ควรทำเมื่อ “อู่ซ่อมรถ” ไม่ยอมซ่อม

ทนายอาร์มแนะนำว่า หากเจอสถานการณ์แบบนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ปรึกษาทนายความเพื่อวางรูปเรื่องให้จะดีกว่า เพราะคุณอาจเสียเปรียบจากความไม่รู้ได้ เพื่อให้ทนายความใช้เทคนิคในการติดต่อบริษัทประกันภัยโดยตรง เพื่อแจ้งว่า “อู่ซ่อมรถปฏิเสธการซ่อม เนื่องจากไม่ยอมเซ็นรับทราบการรออะไหล่เกิน 15 วัน” และที่ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ส่งอีเมล หรือแชทไลน์เพื่อเก็บหลักฐานไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ในกรณีเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

เข้าใจให้ถูก “แจ้งให้ทราบ” ไม่ใช่ “แจ้งให้เซ็น”

หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งทนายอาร์มได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

“คำว่า ‘แจ้งให้ทราบ’ ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการลงนามรับทราบ และไม่ได้หมายความว่าอู่จะพ้นจากความรับผิดในระยะเวลาการซ่อม การแจ้งให้ทราบมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความคืบหน้า ไม่ใช่เพื่อให้ลูกค้ายอมรับเงื่อนไขล่าช้า” ดังนั้น หากอู่บอกว่า “ถ้าไม่เซ็น จะไม่ซ่อม”
ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมเซ็น และสามารถแจ้งเรื่องไปยังบริษัทประกันภัยได้ทันที

เหตุผลที่ “การมีทนาย” สำคัญตั้งแต่หลังรถชน

เหตุการณ์ของทนายอาร์มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้คุณจะเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย หรือเป็นผู้เอาประกันภัยที่ทำทุกอย่างถูกต้อง แต่หากไม่มีทนายหรือผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำตั้งแต่ต้นหลังเกิดอุบัติเหตุ คุณอาจเสียเปรียบได้ทุกเมื่อ เพราะทั้งอู่ซ่อมรถ และบริษัทประกันภัยอาจตีความระเบียบหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ตามมุมของตนเอง ซึ่งไม่เสมอไปว่าจะตรงกับสิทธิ์ของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริง “หากไม่มีทนายตั้งแต่หลังรถชน ผู้บริโภคอาจถูกอู่หรือบริษัทประกันภัยเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว”

รู้ทันอู่ซ่อมรถ รู้ทันประกันภัย ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยแล้วเสียเปรียบ

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการรู้กฎหมายและระเบียบ คปภ. คือเกราะป้องกันสำคัญของผู้บริโภค
อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ หากเจออู่หรือบริษัทประกันภัยที่พยายามกดดันให้เซ็นรับทราบในระยะเวลาในการจัดซ่อมรถหรือพยายามให้เซ็นในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจ สามารถปรึกษาทนายความได้ทันที เพราะสุดท้ายแล้ว การมี “ทนายอยู่ข้างคุณ” คือสิ่งที่จะทำให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อของทั้ง “อู่ซ่อมรถ” และ “บริษัทประกันภัย” ปรึกษาทนายความ คลิก>>ติดต่อเรา<< หรือโทร 062-195-1661

ประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถลูกค้าไหม?

คำตอบคือ “มี” แต่ไม่มีสิทธิ์ทำให้ลูกค้าเสียหายได้

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ก็มักจะรู้สึกอุ่นใจว่า “ยังไงก็ซ่อมได้” เพราะมีบริษัทประกันคอยรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ บริษัทประกันภัยมีวิธีการจัดการซ่อมรถหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “การเหมาซ่อม” หรือ “การตีเหมาซ่อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกว่า “รถที่ได้กลับมาไม่เหมือนเดิม” หรือบางครั้ง “ซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่ครบ”

คำถามที่ตามมาคือ แล้วประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถของลูกค้าหรือไม่?
คำตอบตามกฎหมายคือ “มีสิทธิ์”
 แต่! สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบธรรม และไม่ทำให้ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย “เสียหายเพิ่มเติม” เพราะการซ่อมรถของลูกค้าคือการ “คืนสู่สภาพเดิม” ไม่ใช่การซ่อมเพื่อลดต้นทุนของบริษัทประกันภัยเอง

ทำความเข้าใจคำว่า “เหมาซ่อม” ของบริษัทประกันภัย

“การเหมาซ่อม” หมายถึง การที่บริษัทประกันภัยประเมินค่าเสียหายทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แล้วตกลงราคากับอู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ เพื่อให้ซ่อมรถของลูกค้าในราคาที่กำหนดไว้ เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชน บริษัทประกันประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเหมาซ่อมกับอู่ในราคาเท่านี้ โดยไม่ได้ให้ลูกค้าร่วมตัดสินใจในรายละเอียดการซ่อม

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในเชิงธุรกิจ บริษัทประกันภัยย่อมต้องบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้ขาดทุน
แต่ปัญหาคือ การเหมาซ่อมมักกลายเป็นช่องทางที่บริษัทประกันภัยเลือกซ่อมแบบ “ประหยัดต้นทุน” มากกว่าการซ่อมให้ลูกค้าได้คุณภาพเดิมจริง ๆ

ลูกค้าหลายคนเจอปัญหา เช่น

  • ซ่อมไม่ครบตามจุดที่เสียหาย
  • ใช้อะไหล่เทียมหรืออะไหล่มือสอง
  • งานสีไม่เนียน ไม่ตรงกับของเดิม
  • หรือแย่ที่สุดคือ “ซ่อมไม่จบ” ต้องเข้าซ่อมซ้ำหลายรอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ์เหมาซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะ “ละเมิดสิทธิของลูกค้า”

สิทธิของลูกค้าตามกฎหมายคือ “ต้องได้รถคืนในสภาพเดิม”


ตามหลักของประกันภัยรถยนต์ การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ คือการ “คืนสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ” นั่นหมายความว่า รถของคุณต้องกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด ทั้งในด้านโครงสร้าง สี ความปลอดภัย และการใช้งาน

ดังนั้น หากบริษัทประกันเลือกซ่อมแบบเหมาที่ทำให้รถคุณเสียหายมากขึ้น หรือคุณภาพลดลง การกระทำนั้นอาจถือเป็น “การละเมิด” (Tort)
 เพราะบริษัทประกันภัยใช้อำนาจตามสัญญาโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้เอาประกันได้รับความเสียหาย

ในทางกฎหมาย แม้บริษัทประกันจะเป็นคู่สัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้กับรถของลูกค้า สิทธิของลูกค้าคือการได้รับการซ่อมแซมอย่างเป็นธรรม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับสภาพเดิม การคำนึงเพียงผลประโยชน์ของบริษัทเอง ไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายจะยอมรับได้

มุมมองจากทนายอาร์ม : เหมาซ่อมได้ แต่ต้อง “ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย”

ทนายอาร์มอธิบายว่า
“คำถามว่าประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมไหม คำตอบคือมี แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้ลูกค้าเดือดร้อน”

สิทธิในการบริหารงานของบริษัทประกันภัยเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริตและความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

นั่นหมายความว่า ถ้าการเหมาซ่อมของบริษัทประกันเป็นเหตุให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น รถมีปัญหาหลังซ่อม สีไม่ตรง หรือประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ก็เข้าข่าย “ละเมิด” ได้ทันที

และอย่าลืมว่า ในทางกฎหมาย “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความปลอดภัยในการใช้งาน” หากซ่อมไม่ดีแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต บริษัทประกันภัยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งหรืออาญาได้ด้วย

ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มเรียกร้องค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการซ่อมรถ สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีคือ “ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น” ว่า
บริษัทประกันจะซ่อมที่ไหน ซ่อมอย่างไร และมีสิทธิ์เลือกอู่หรือศูนย์บริการเองได้หรือไม่

เพราะหากคุณปล่อยให้บริษัทประกัน “เหมาซ่อมเองทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไข
ผลลัพธ์อาจคือการได้รถคืนในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม แต่ต้องมานั่งเสียเวลาเรียกร้องภายหลัง ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน และเสียความรู้สึก

การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถให้คุณ

  • เข้าใจสิทธิของตัวเองตามกรมธรรม์
  • รู้ว่าการซ่อมแบบใดที่คุณมีสิทธิ์เลือก
  • และหากบริษัทประกันทำผิดเงื่อนไข ทนายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องร้องได้อย่างถูกวิธี

สิทธิ์ของประกันมีได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรมของลูกค้า

สุดท้ายนี้ สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเหมาซ่อมรถลูกค้าถือว่า “มีอยู่จริง”
แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้เอาประกันภัย
การซ่อมต้องคืนสภาพรถให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ไม่ใช่ซ่อมเพื่อลดต้นทุนจนลูกค้าเดือดร้อน

หากคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องซ่อมรถ อย่ารอให้เรื่องซับซ้อนหรือเสียหายหนักก่อนถึงจะมาหาทนาย
 ปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้น คือทางออกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิ์ของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และรถของคุณกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่เสียเปรียบ

ให้เรา “ซ่อมสิทธิ์ของคุณ” ให้กลับมาครบ เหมือนรถที่ซ่อมดีตั้งแต่แรก

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!