ประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหากเจอแบบนี้ปรึกษาทนายด่วน

ประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหากเจอแบบนี้ปรึกษาทนายด่วน

          หลายเคสที่เข้ามาปรึกษาทนาย ส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายที่ได้รับผลมาจากการกระทำของบริษัทประกันภัยทั้งนั้น โดยเรื่องที่ผู้เสียหายมักจะเข้ามาปรึกษาทนาย เห็นทีว่าจะไม่พ้นเรื่องที่ถูกบริษัทประกันภัยใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบผู้เสียหาย หรือประชาชน จนทำให้ผู้เสียหายหลายท่านรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ทำให้เสียความรู้สึก และที่มากไปกว่านั้นคือเสียเวลาที่จะดำเนินหน้าที่การงาน  เพราะทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับในหลายคน ไม่มีผู้เสียหายคนไหนที่ได้รับความรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างง่ายดายเลย หรือแม้แต่บางคนกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับความเดือดร้อนมากกว่าเดิมอีก จนทำให้เกิดคำถามว่า “นี่หรือบริษัทประกันภัยที่เราเลือกทำประกันภัยด้วย” ถึงขั้นทนไม่ไหวต้องนำเรื่องมาปรึกษาทนายกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คำปรึกษา และช่วยเหลือผู้ที่ถูกเอาเปรียบตกทุกข์ได้ยากอย่างผู้เสียหายที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบควรปรึกษาทนาย

กรณีตัวอย่าง ผู้เสียหายถูกประกันภัยเอาเปรียบ ปัดจ่าย ปัดรับผิดชอบทุกอย่าง

          กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ดำเนินคดีความโดยทนายอาร์ม ได้เข้ามาปรึกษาทนายอย่างเดือดเนื้อร้อนใจ เนื่องด้วยถูกบริษัทประกันภัยจงใจเอาเปรียบ และไม่ใยดีต่อความเดือดร้อนของผู้เสียหายแม้แต่น้อย

          เคสนี้ผู้เสียหายรีบปรึกษาทนาย ชื่อคดีคุณประสิทธิ์  อินทร์วงค์ ทางสำนักงานฯ ต้องขอขอบพระคุณที่คุณประสิทธิ์ฯ ยินดีที่จะให้สำนักงานฯ เผยแพร่ข้อมูลเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างให้กับผู้เสียหายคนอื่น ๆ ที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รวมไปถึงผู้ติดตามคนอื่น ๆ เพื่อที่จะได้ทราบรายละเอียดไว้รู้เท่าทันประกันภัย โดยเรื่องราวของผู้เสียหายก่อนนำเรื่องมาปรึกษาทนาย มีอยู่ว่า ผู้เสียหายได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทแห่งหนึ่ง และวันหนึ่งผู้เสียหายได้เกิดอุบัติเหตุขับรถเฉี่ยวชนกับเสาไฟจราจร และเหล็กประตูร้านค้าได้รับความเสียหาย ซึ่งต่อมาบริษัทได้ปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหาย  โดยเจ้าหน้าที่ประกันภัยอ้างกับผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีผลแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เสียหายแล้วว่ามีเพียง 38 Mg.% เท่านั้น แต่เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุ และได้รับความเสียหาย และถูกประกันภัยปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าเสียหาย ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อน รถเสียหาย และไม่มีรถใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ หากใครเจอแบบนี้ต้องปรึกษาทนายด่วน

เป่าได้เพียง 38 Mg.% ไม่เกินกฎหมายกำหนดยังถูกปฏิเสธจ่าย

          ก่อนดำเนินเรื่องปรึกษาทนาย คุณประสิทธิ์ฯ ผู้เสียหายได้เป่าวัดแอลกอฮอล์ และค่าที่ได้เพียง 38 Mg.% เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ประกันภัยเลือกปฏิเสธที่จะไม่จ่ายค่าเสียหาย โดยปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

          โดยในเอกสารได้แจ้งว่า “ซึ่งในวันผู้เสียหายขับรถยนต์เกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือกด้วยวิธีเป่าตรง และมีรายงานผลการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ อัลโคลมิเตอร์ รุ่น AXV XL วันที่ 2-5-2565 เวลา 03.46 น. ลำดับเครื่องตรวจวันที่ 1345 หมายเลขเครื่องวัด 11221 ค่าที่วัดได้มีจำนวน 38 Mg.% ระยะเวลาผ่านไปจากขณะเกิดเหตุจริง จำนวน 286 นาที อันตราค่าเฉลี่ยลดลง 0.25 Mg.%ต่อนาที (ตามสถาบันการแพทย์) คิดเป็นจำนวน 71.50 Mg.% เมื่อนำผลรวมกันกับผลเป่าตรงที่มีเอกสารแสดงไว้แล้วทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่ผู้เสียหายขับรถยนต์ เกิดเหตุเวลา 23.00 น. ท่านมีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นจำนวน 109.50 Mg.%”

นำเรื่องเข้าปรึกษาทนายหลังรู้ตัวว่าถูกประกันภัยเอาเปรียบ

           หลังจากผู้เสียหายทราบว่ากำลังถูกประกันภัยเอาเปรียบจึงไม่รอช้ารีบปรึกษาทนายทันทีก่อนที่อะไรจะสายไป สุดท้ายหลังเกิดเป็นคดีความหลังปรึกษาทนายที่ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินคดีให้ ผลปรากฏว่า ศาลตัดสินให้บริษัทประกันจ่ายค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย 200,000 กว่าบาทให้กับผู้เสียหายท่านนี้  หากในวันนั้นผู้เสียหายไม่ได้ปรึกษาทนายและให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้คงไม่รู้เลยว่าตนเองจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต เพราะเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำเท่านั้น คงไม่รู้วิธีการดำเนินเรื่องเพื่อทวงความยุติธรรมให้ตนเอง อีกทั้งผู้เสียหายท่านนี้ยังมองว่าประกันภัยเอาเปรียบประชาชนแบบตน ทำให้ต้องมาปรึกษาทนายต่อสู้คดีเอง

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียหาย อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนาย

ทนายอาร์มขอแนะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรีบปรึกษาทนายดีที่สุด

  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรปรึกษาทนาย เพื่อไม่ถูกประกันภัยเอาเปรียบ

 

  • ไม่ควรเซ็นเอกสารอะไรให้ประกันภัยไปแล้วค่อยมาปรึกษาทนาย เนื่องจากมาเมื่อมาแก้ไขอะไรในภายหลังจะเป็นเรื่องยาก เพราะดันเซ็นให้ประกันไปแล้ว

 

  • ปรึกษาทนายมีแต่ประโยชน์ เพราะทนายไม่ได้เอาเปรียบบริษัทประกันภัย มีแต่ประกันภัยที่จ้องจะเอาเปรียบชาวบ้าน

 

  • เมื่อเกิดเหตุอย่าเสียรู้เขียนตามคำประกันบอก ถ้าการเขียนข้อความไปแล้วเป็นไปตามความข้อเท็จจริงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าถูกประกันภัยหลอกให้เขียนตามว่า มีการดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ หลังจากนั้นไม่นานคุณจะถูกบริษัทปฏิเสธการจ่ายทันที ทางที่ดีควรปรึกษาทนาย

          จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น ก็เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับทุกท่านเพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อเสียรู้ให้กับบริษัทประกันภัย ทางที่ดีเมื่อเกดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเล็ก หรือใหญ่ควรปรึกษาทนายไว้ก่อนดีที่สุด เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งที่ประกันภัยแจ้งมานั้นควรเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และดีที่สุดควรปรึกษาทนายกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ดำเนินโดยทนายอาร์ม ทนายความมากความสามารถผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์อันดับหนึ่ง

ทนายอาร์ม สุดทนเดินหน้าฟ้องประกัน ทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียหายกะโหลกยุบ

รถชนกระโหลกยุบ เจ็บปางตาย ประกันไม่จ่ายสักบาท

          ตั้งแต่สำนักงานทนายความของเราได้ดำเนินกิจการมา เรียกได้ว่ามีหลายเคสและหลายกรณีเลยทีเดียวที่ทนายอาร์มได้ดำเนินการ ฟ้องประกัน หากจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เห็นทีว่าจะ 90% เลยก็ว่าได้  โดยแต่ละเคสของผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันนั้น ส่วนใหญ่นั้นก็คงจะไม่พ้นในเรื่องที่บริษัทประกันภัยเอาเปรียบผู้เสียหายหรือผู้บริโภคประชาชนคนธรรมดานั่นเอง เรื่องราวความร้ายแรงหนักหนาสาหัสที่บริษัทประกันภัยได้กระทำต่อผู้เสียหายจนได้เกิดการดำเนินคดีความฟ้องประกันเกิดขึ้น วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็มี 1 เรื่องราวที่อยากจะแชร์ต่อไว้เป็นอุทธาหรณ์เตือนใจใครหลายคนเกี่ยวกับเรื่องของบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ที่กระทำต่อผู้เสียหายของเราท่านหนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ประสบอุบัติเหตุจนกะโหลกยุบ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เหตุใดทนายอาร์มต้องสุดทนจนฟ้องประกัน วันนี้เรามานำเสนอในรูปแบบของ Episode สรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

Ep.1 คดีกระโหลกยุบ

ep1 คดีกระโหลกยุบ

          กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของนางสาว A ที่ทำให้ทนายอาร์มลุยเดินหน้าฟ้องประกันแบบไม่ลังเล โดยเรื่องราวของนางสาว A มีอยู่ว่า วันหนึ่งความโชคร้ายได้มาเยือน ขณะเธอขี่รถจักรยานยนต์กำลังเดินทางกลับบ้านเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งพุ่งชนจนตัวเธอกระเด็นลอยเคว้งอยู่บนท้องถนน อุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นเหตุทำให้ศีรษะของเธอกระแทกพื้นอย่างแรง นางสาว A บาดเจ็บหนักสาหัสถึงขั้น #กะโหลกยุบ ต้องผ่าตัดเอากะโหลกเทียมใส่  อีกทั้งเธอยังต้องผ่าตัดกะโหลกอีกหลายครั้งต่อหลายครั้ง  และยังต้องพักรักษาตัวนานอีกหลายเดือน ส่งผลให้เธอถูกบริษัทที่ทำงาน #เลิกจ้าง  เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เต็มสมรรถภาพแล้ว เท่านั้นยังไม่พอคงถึงคราวโชคร้ายของนางสาว A จริง ๆ เมื่อเธอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนาดนี้แล้วก็ยังต้องมาเจอ #ประกันภัยหัวหมอ ใส่ อ้างให้เธอไป รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลัง แต่ในความโชคร้ายของเธอยังมีความโชคดีอยู่ เพราะเธอและสามีเอะใจไม่เชื่อคำประกันภัยบอก นางสาว A จึงไม่ทนให้ถูกเอาเปรียบทั้งที่บาดเจ็บหนัก ขณะที่เธอบาดเจ็บต้องนอนพักรักษาตัวนั้นสามีของเธอจึงได้ให้ #ทนายอาร์ม ดำเนินคดีให้ แต่ไม่วายเจอประกันภัยเจ้าเล่ห์ไม่หยุดจนต้องฟ้องประกัน ใน Step ต่อไป Ep.2 นางสาว A ได้ถูกประกันภัยหัวหมอใส่อย่างไร

Ep.2 คดีกระโหลกยุบ

ep2 คดีกระโหลกยุบ

          จากที่ได้เกริ่นนำไปข้างต้นสำหรับกรณีนางสาว A ผู้ประสบอุบัติเหตุ #กะโหลกยุบ ที่ดันซวยซ้ำซวยซ้อนเจอ #ประกันภัยหัวหมอ เจ้าเล่ห์ใส่ หลังให้ #ทนายอาร์ม ดำเนินคดีฟ้องประกันให้ ก่อนอื่นต้องทราบประเด็นต่อไปนี้ก่อนว่า ปกติแล้วในคู่มือตีความได้ระบุและกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า กรณี #สูญเสียกะโหลก แบบนี้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายภาคบังคับให้แก่นางสาว A จำนวน 250,000 บาท แต่ ๆ แต่…เมื่อมาเจรจาในชั้น #คปภ บริษัทกลับบอกว่า จะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจรวมกัน จำนวน 200,000 บาท (แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?) ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้แจ้งให้บริษัททบทวนใหม่อีกครั้ง

ต่อมาได้มีการเจรจากันอีกครั้งที่ 2 บริษัทประกันภัยก็ยังหัวหมอไม่หยุด บอกว่าจะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจ “รวมกัน” ให้อีก 250,000 บาท จากครั้งที่แล้ว 200,000 บาท นั่นหมายความว่าในส่วนที่นางสาว A ต้องได้รับในส่วนภาคบังคับ 250,000 บาท บริษัทก็จ่ายไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไข แล้วแบบนี้จะไม่ให้เดินหน้าฟ้องประกันได้อย่างไร

          สุดท้าย แต่ ! ไม่ท้ายสุด…บริษัทประกัน #ยอมจ่าย ภาคบังคับที่นางสาว A ต้องได้รับเต็มจำนวน และเรารับในส่วนนี้ อีกทั้งบริษัทเสนอจ่ายภาคสมัครใจจำนวน 300,000 บาท แต่เรายังมองไม่เห็นว่านางสาว A ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรจะได้รับ เพราะบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ แถมยังถูกประกันภัยจ้องเอาเปรียบอยู่ตลอดอีก ทางเราจึงไม่รับข้อเสนอ จึงมาถึงเรื่องราวในขั้นตอนต่อไป คือ #ทนายอาร์ม ดำเนินการฟ้องประกันทันทีแบบไม่ลังเล

Ep.3 คดีกระโหลกยุบ

ep3 คดีกระโหลกยุบ

          สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหาย #กะโหลกยุบ ที่ถูกบริษัท #ประกันภัย จ้องจะเอาเปรียบหากไม่มีทนายช่วยฟ้องประกัน หลังไปเจรจาที่คปภ. แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม #ทนายอาร์ม ต้องมาดำเนินการฟ้องประกันในชั้นศาล แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ! ผู้เสียหายยังโดน #ประกันหลอก ทั้งตัวผู้เสียหายเองและหลอกทั้ง “ศาล” เมื่อมาถึงในชั้นศาล…ทนายบริษัทประกันภัยก็หัวหมอมั่วอ้างทันทีว่า เคยได้จ่ายเงินให้กับนางสาว A ไปแล้วจำนวน 400,000 บาท แต่ ! ความจริงนางสาว A ไม่เคยได้รับเลย มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่วายจะเอาเปรียบผู้เสียหายอีก

Ep.4 คดีกระโหลกยุบ

ep4 คดีกระโหลกยุบ

          มาต่อกันที่ Ep.4 สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหาย #กะโหลกยุบ หลายท่านที่ติดตามคงอยากรู้ว่าคดีนี้เรื่องราวจะจบลงอย่างไรเมื่อทนายอาร์มดำเนินการฟ้องประกันไปแล้ว สุดท้ายแล้วประกันภัยหัวหมอก็เจอ #ทนายอาร์ม คนจริงเรื่องคดีประกันภัยฟ้องประกัน เนื่องจากสุดทนกับพฤติกรรมของ #บริษัทประกัน ที่จ้องจะเอาเปรียบ ได้ดำเนินการให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีอย่างเป็นธรรมต่อนางสาว A ในที่สุดนางสาว A ก็ได้รับค่าเสียหายในส่วนของภาคบังคับเต็มจำนวน 250,000 บาท และภาคสมัครใจอีกจำนวน 700,000 บาท เป็นอันจบลงด้วยดี ด้วยเทคนิคและประสบการณ์ของทนายอาร์มที่มีอย่างยาวนานในการฟ้องประกัน

          ติดตามเรื่องราวกันมาถึงตรงนี้ ถ้าอยากรู้ว่าผู้เสียหายหลังจากได้ #ทนายอาร์ม ช่วยเหลือฟ้องประกันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง โปรดรอติดตาม Ep. ถัดไป คราวหน้าเราจะมาลงเป็นคลิปให้แฟนเพจได้รับชมกัน 

          สำหรับเคสฟ้องประกันของนางสาว A กว่าจะจบลงด้วยดีแบบนี้ก็เรียกได้ว่าถูกประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย ไม่รับผิดชอบสาหัสพอ ๆ กับอาการบาดเจ็บของนางสาว A เลยก็ว่าได้ สุดท้ายนี้อยากฝากถึงผู้ติดตามทุกท่านที่ติดตามกันมาถึงตรงนี้ เมื่อไรที่เกิดอุบัติเหตุไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ต้องรอให้เจอคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน เพื่อมาปัดความรับผิดชอบ ขนาดเคสนางสาว A บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้บริษัทประกันภัยยังปฏิเสธไม่ใยดีต่ออาการบาดเจ็บได้ลงคอ ฟ้องประกันเท่านั้นคือคำตอบ อย่ารอให้รักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันภัยบอก เพราะนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ เมื่อถูกเอาเปรียบต้องเดินหน้าหาทนายฟ้องประกันเท่านั้น เพื่อความยุติธรรมของตัวคุณปรึกษาเราฟรีที่
 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงให้เป็นหน้าที่ของเราเพื่อเดินหน้าฟ้องประกันทันทีโดยไม่ลังเล

“ค่าขาดประโยชน์” จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

ค่าขาดประโยชน์ จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

หลายท่านที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับ ค่าขาดประโยชน์ หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั่นเอง สำหรับเรื่องค่าขาดประโยชน์นี้ทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจหรือช่องยูทูปของสำนักงานของเราก็ได้นำเสนอให้เห็นบ่อย ๆ กันสำหรับเคสคดีค่าขาดประโยชน์ เพราะมีผู้เสียหายหลายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยที่มักทำพิษให้ผู้เสียหายเหมือนเช่นเคย มีผู้เสียหายหลายท่านได้เข้ามาปรึกษาทนายอาร์มกี่ยวกับเรื่องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวนมาก โดยแต่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าไม่คิดเลยว่าประกันภัยจะหัวแพทย์ได้ขนาดนี้ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาดำเนินคดีให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้รับความเป็นธรรม หรือแทบจะไม่มีวี่แววเลยที่ประกันภัยจะยอมจ่ายให้ จึงต้องโร่ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ดังเช่นทนายอาร์ม

          อย่างที่กล่าวไปว่าหลายท่านที่ติดตามสำนักงานทนายของเราคงคุ้นเคยและเคยได้เห็นเคสตัวอย่างในเรื่องของค่าขาดประโยชน์กันมาบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อเลยว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจคำว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร จำเป็นต้องเรียกหรือไม่ วันนี้สำนักงานของเรามีคำตอบมาฝากทุกท่านกัน พร้อมนำเคสตัวอย่างมานำเสนอให้ชมกันเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่าคดีค่าขาดประโยชน์นี้ผู้เสียหายแต่ละท่านเจอมาอย่างไร และเจอประกันภัยเอาเปรียบรูปแบบไหนบ้าง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร ?

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าสินไหมทดแทนหรือที่เรียกว่าเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝ่ายถูกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้ ค่าขาดประโยชน์นี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าเช่ารถระหว่างที่รถจัดซ่อมอยู่ที่อู่ โดยตามหลักผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าขาดประโยชน์จากการที่ทำให้เจ้าของรถฝ่ายถูกไม่มีรถใช้ก็คือ บริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีฝ่ายผิดนั่นเอง แต่ถ้ารถของคู่กรณีไม่มีประกัน เจ้าของรถฝ่ายถูกก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กับตัวคู่กรณีได้โดยตรง

เคสตัวอย่าง : รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

          เคสนี้รถยนต์หรูยี่ห้อเบนซ์เกิดเหตุเมื่อช่วงต้นปีของเดือนมกราคมที่ผ่านมา เสียหายยับขนาดนี้ดันเจอประกันภัยนิ่งใส่ให้รถหรูจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน ทั้งที่ควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ เดือดร้อนไม่มีรถใช้งานด้วยความรอนานประกันไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้า จนมาเจอ #ทนายอาร์ม จากคลิปใน Youtube รีบตรงเข้าปรึกษาเรียกร้องค่าขาดประโยชน์และตัดสินใจดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยที่ #สำนักงานกฎหมายวงกรณ์ ทันที หลังจากทนายอาร์มเดินเรื่อง บริษัทประกันยังอ้างว่าเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน อีกทั้งเสียหายหนักต้องใช้เวลาซ่อมนาน เมื่อเจอแบบนี้ก็ต้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ผู้เสียหายอย่างสมเหตุสมผล

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

          มาต่อกันที่เคสนี้เป็นรถเบนซ์โดนชนหน้ายุบ แต่บริษัทประกันเสนอจ่ายเพียง 24,000 เท่านั้นจนเกิดคำถามว่าน่าเกลียดไปไหม ? สำหรับกรณีแบบนี้เมื่อรถจอดอยู่ดี ๆ ก็โดนชนจนเสียหายยับ ประกันคู่กรณีออกหลักฐานรับผิดชอบความเสียหายให้ไป #เรียกร้องเอาค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเอง จากที่เคยมีรถใช้ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคนไม่มีรถใช้ซะอย่างนั้น ให้ประกันจัดหารถเช่าก็แล้ว ให้จัดหาศูนย์เบนซ์ที่ซ่อมให้เร็วกว่า 30 วันก็แล้ว บริษัทประกันตัวดีก็ทำเพิกเฉย เท่านั้นยังไม่พอ ยังเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์ #ค่าเสื่อม ของรถเบนซ์เพียง 24,000 เท่านั้น เหมาะสมแล้วหรือที่ต้องมาเสียเวลา #ทรัพย์สินเสียหาย ไม่มีรถใช้ต้องเช่ารถขับ แถมประกันยังมาทำแบบนี้อีกเอาเปรียบกันเกินไปไหม

          จากกรณีดังกล่าวนี้ เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง บริษัทประกันเสนอจ่ายน้อยจริงทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เอาเปรียบกันอย่างชัดเจนขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างไรว่าประกันจงใจเอาเปรียบผู้บริโภค

เคสตัวอย่าง : อู่ประเมินคืนซาก ประกันบอกมีอู่ซ่อม 200,000

          มาต่อกันที่เคสตัวอย่างที่สามรถยนต์พังยับขนาดนี้ ทั้งที่เป็นอู่ในเครือของประกันภัยประเมินให้ “คืนซาก” แต่ประกันดันบอก มีอู่ที่อื่นซ่อมได้ พร้อมจ่ายให้ 200,000 บาทเท่านั้น พอจริงหรือ ? เหมาะสมจริงหรือ ? ที่จะจ่ายแค่ 200,000 บาท รถพังยับขนาดนี้ ซ่อมแล้วจะเหมือนเดิมใช่ไหม ผู้เสียหายทนไม่ไหว โร่ปรึกษาทนายเรียกร้องค่าขาดประโยชน์พร้อมดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยตัวแสบอย่างเต็มที่ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

มีประกันอย่าเพิ่งชะล่าใจ ระหว่างรออะไหล่ อย่าลืมเรียกค่าขาดประโยชน์

          ไม่ว่าจะรถแพงรถหรูหรือรถไมแพงเมื่อเข้าอู่ซ่อมแล้วต้องรออะไหล่นาน มีประกันภัย แต่ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ห้ามลืมเด็ดขาดว่าสามารถเรียก “ค่าขาดประโยชน์” ได้ #ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่จำเป็นต้องรอให้ซ่อมเสร็จ สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันภัยได้เลย ไม่ว่ารถต้องใช้เวลาซ่อมหรือรออะไหล่นาน หรือไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด บริษัทมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่ผู้เอาประกันภัย

          พบบริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยง เพิกเฉย ติดต่อยาก อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด! มิเช่นนั้นอาจถูกเอาเปรียบก็เป็นได้ ปรึกษาทนายความผู้มีความเชี่ยวชาญใช้แนวทางด้านกฎหมายในการเรียกร้องสิทธิค่าขาดประโยชน์และดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย ต้องทนายอาร์มแห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยมือหนึ่ง 

“ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

ค่าขาดประโยชน์ จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

       หลายท่านที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับ ค่าขาดประโยชน์ หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั่นเอง สำหรับเรื่องค่าขาดประโยชน์นี้ทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจหรือช่องยูทูปของสำนักงานของเราก็ได้นำเสนอให้เห็นบ่อย ๆ

กันสำหรับเคสคดีค่าขาดประโยชน์ เพราะมีผู้เสียหายหลายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยที่มักทำพิษให้ผู้เสียหายเหมือนเช่นเคย มีผู้เสียหายหลายท่านได้เข้ามาปรึกษาทนายอาร์มกี่ยวกับเรื่องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวนมาก โดยแต่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าไม่คิดเลยว่าประกันภัยจะหัวแพทย์ได้ขนาดนี้

ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาดำเนินคดีให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้รับความเป็นธรรม หรือแทบจะไม่มีวี่แววเลยที่ประกันภัยจะยอมจ่ายให้ จึงต้องโร่ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ดังเช่นทนายอาร์ม

          อย่างที่กล่าวไปว่าหลายท่านที่ติดตามสำนักงานทนายของเราคงคุ้นเคยและเคยได้เห็นเคสตัวอย่างในเรื่องของค่าขาดประโยชน์กันมาบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อเลยว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจคำว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร จำเป็นต้องเรียกหรือไม่ วันนี้สำนักงานของเรามีคำตอบมาฝากทุกท่านกัน พร้อมนำเคสตัวอย่างมานำเสนอให้ชมกันเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่าคดีค่าขาดประโยชน์นี้ผู้เสียหายแต่ละท่านเจอมาอย่างไร และเจอประกันภัยเอาเปรียบรูปแบบไหนบ้าง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร ?

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าสินไหมทดแทนหรือที่เรียกว่าเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝ่ายถูกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้ ค่าขาดประโยชน์นี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าเช่ารถระหว่างที่รถจัดซ่อมอยู่ที่อู่ โดยตามหลักผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าขาดประโยชน์จากการที่ทำให้เจ้าของรถฝ่ายถูกไม่มีรถใช้ก็คือ บริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีฝ่ายผิดนั่นเอง แต่ถ้ารถของคู่กรณีไม่มีประกัน เจ้าของรถฝ่ายถูกก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กับตัวคู่กรณีได้โดยตรง

เคสตัวอย่าง : รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

          เคสนี้รถยนต์หรูยี่ห้อเบนซ์เกิดเหตุเมื่อช่วงต้นปีของเดือนมกราคมที่ผ่านมา เสียหายยับขนาดนี้ดันเจอประกันภัยนิ่งใส่ให้รถหรูจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน ทั้งที่ควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ เดือดร้อนไม่มีรถใช้งานด้วยความรอนานประกันไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้า จนมาเจอ #ทนายอาร์ม จากคลิปใน Youtube รีบตรงเข้าปรึกษาเรียกร้องค่าขาดประโยชน์และตัดสินใจดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยที่ #สำนักงานกฎหมายวงกรณ์ ทันที หลังจากทนายอาร์มเดินเรื่อง บริษัทประกันยังอ้างว่าเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน อีกทั้งเสียหายหนักต้องใช้เวลาซ่อมนาน เมื่อเจอแบบนี้ก็ต้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ผู้เสียหายอย่างสมเหตุสมผล

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

          มาต่อกันที่เคสนี้เป็นรถเบนซ์โดนชนหน้ายุบ แต่บริษัทประกันเสนอจ่ายเพียง 24,000 เท่านั้นจนเกิดคำถามว่าน่าเกลียดไปไหม ? สำหรับกรณีแบบนี้เมื่อรถจอดอยู่ดี ๆ ก็โดนชนจนเสียหายยับ ประกันคู่กรณีออกหลักฐานรับผิดชอบความเสียหายให้ไป #เรียกร้องเอาค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเอง จากที่เคยมีรถใช้ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคนไม่มีรถใช้ซะอย่างนั้น ให้ประกันจัดหารถเช่าก็แล้ว ให้จัดหาศูนย์เบนซ์ที่ซ่อมให้เร็วกว่า 30 วันก็แล้ว บริษัทประกันตัวดีก็ทำเพิกเฉย เท่านั้นยังไม่พอ ยังเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์ #ค่าเสื่อม ของรถเบนซ์เพียง 24,000 เท่านั้น เหมาะสมแล้วหรือที่ต้องมาเสียเวลา #ทรัพย์สินเสียหาย ไม่มีรถใช้ต้องเช่ารถขับ แถมประกันยังมาทำแบบนี้อีกเอาเปรียบกันเกินไปไหม

          จากกรณีดังกล่าวนี้ เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง บริษัทประกันเสนอจ่ายน้อยจริงทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เอาเปรียบกันอย่างชัดเจนขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างไรว่าประกันจงใจเอาเปรียบผู้บริโภค

เคสตัวอย่าง : อู่ประเมินคืนซาก ประกันบอกมีอู่ซ่อม 200,000

          มาต่อกันที่เคสตัวอย่างที่สามรถยนต์พังยับขนาดนี้ ทั้งที่เป็นอู่ในเครือของประกันภัยประเมินให้ “คืนซาก” แต่ประกันดันบอก มีอู่ที่อื่นซ่อมได้ พร้อมจ่ายให้ 200,000 บาทเท่านั้น พอจริงหรือ ? เหมาะสมจริงหรือ ? ที่จะจ่ายแค่ 200,000 บาท รถพังยับขนาดนี้ ซ่อมแล้วจะเหมือนเดิมใช่ไหม ผู้เสียหายทนไม่ไหว โร่ปรึกษาทนายเรียกร้องค่าขาดประโยชน์พร้อมดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยตัวแสบอย่างเต็มที่ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

มีประกันอย่าเพิ่งชะล่าใจ ระหว่างรออะไหล่ อย่าลืมเรียกค่าขาดประโยชน์

          ไม่ว่าจะรถแพงรถหรูหรือรถไมแพงเมื่อเข้าอู่ซ่อมแล้วต้องรออะไหล่นาน มีประกันภัย แต่ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ห้ามลืมเด็ดขาดว่าสามารถเรียก “ค่าขาดประโยชน์” ได้ #ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่จำเป็นต้องรอให้ซ่อมเสร็จ สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันภัยได้เลย ไม่ว่ารถต้องใช้เวลาซ่อมหรือรออะไหล่นาน หรือไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด บริษัทมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่ผู้เอาประกันภัย

          พบบริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยง เพิกเฉย ติดต่อยาก อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด! มิเช่นนั้นอาจถูกเอาเปรียบก็เป็นได้ ปรึกษาทนายความผู้มีความเชี่ยวชาญใช้แนวทางด้านกฎหมายในการเรียกร้องสิทธิค่าขาดประโยชน์และดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย ต้องทนายอาร์มแห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยมือหนึ่ง 

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีคนรู้เรื่องกฎหมาย ไปเจรจาที่สถานีตำรวจด้วย ?

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีคนรู้เรื่องกฎหมาย ไปเจรจาที่สถานีตำรวจด้วย ?

วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับทนายอาร์ม มีเกล็ดความรู้ที่ต้องรู้ไว้ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเองมาฝากทุกท่านกันอีกเช่นเคย เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีคนรู้เรื่องกฎหมาย ไปเจรจาที่สถานีตำรวจด้วย เรียกได้ว่าเป็นคำถามที่หลายคนน่าจะอยากรู้อย่างแน่นอน เพราะบางท่านคงอยากรู้กันว่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่จะต้องไปสถานีตำรวจ หรือเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการไปเจรจาค่าเสียหายที่สถานีตำรวจ เราจำเป็นที่จะต้องมี ทนายความ หรือผู้รู้เทคนิคทางกฎหมายไปร่วมเจรจาด้วยหรือไม่

ผู้เสียหายทักปรึกษาสงสัยจำเป็นต้องมีทนายไปร่วมเจรจาด้วยหรือไม่ ?

จำเป็นต้องมี ทนาย ไปร่วมเจรจาด้วยหรือไม่?

โดยต้นตอของการมาให้ความรู้ของทนายอาร์มในครั้งนี้ก็คือเรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่ง ทนายอาร์มได้รับคำปรึกษาจากผู้เสียหายท่านหนึ่งทักข้อความมาปรึกษาในช่องทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ว่า เขาเกิดอุบัติเหตุและจะไปเจรจาค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัยที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง จึงต้องการจ้างทนายความผู้รู้กฎหมายไปร่วมเจรจาค่าเสียหายด้วย ตรงนี้จึงเป็นที่มาของบทความนี้ว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีคนรู้เรื่องกฎหมาย ไปเจรจาในสถานีตำรวจด้วย และวันนี้ทนายอาร์มจะมาให้ความรู้กับมุมมองชวนคิดกันว่าจำเป็นหรือไม่

          หลายคนคงอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วนั้นคำตอบของคำถามนี้นั้น จำเป็นหรือไม่ ในความเห็นส่วนตัวของทนายอาร์มมองว่า ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น คือเมื่อเราไปเจรจาที่สถานีตำรวจนั้น มีเหตุผลที่ไม่จำเป็น เนื่องจากตัวของบริษัทประกันภัยเองจะเพียงแค่รับเรื่องไปเสนอที่บริษัทเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำให้ผู้เสียหายได้ประโยชน์อะไรจากการไปเจรจาที่สถานีตำรวจเท่าไรนัก หรือเรียกได้ว่าไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยก็ว่าได้ ในการประกอบกิจการบริการธุรกิจสำนักงานทนายความของทนายอาร์ม จากประสบการณ์การดำเนินกิจการมามากกว่า 10 ปีแล้ว ที่ผ่านมาทนายอาร์มไม่เคย หรือต้องเน้นที่จะต้องไปเจรจาที่สถานีตำรวจ เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์ทั้งตัวผู้เสียหายเองและตัวทนายเอง ที่สำคัญเลยคือผู้เสียหายไม่ได้รับประโยชน์อะไรกับการไปเจรจาที่สถานีตำรวจ

ไม่จำเป็นต้องเอาทนายไปร่วมเจรจา แต่ถ้าไม่อยากถูกเอาเปรียบต้องจ้างทนาย

การที่ต้องการเอาทนายความหรือผู้รู้เทคนิคทางกฎหมายไปเจรจาที่สถานีตำรวจ สรุปคือเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเมื่อไรเราเห็นว่าถูกเอาเปรียบ หรือรู้สึกว่าจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้ประโยชน์ ควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งทนาย หรือมีทนายความไว้ทันที และทนายจะเป็นผู้กำหนดแนวทางการทำคดีให้เอง เนื่องจากผู้เสียหายหลายท่านอาจจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วเราจึงต้องให้ทนายเป็นคนวางแผนคดี และดำเนินคดีให้ เราเป็นเพียงแค่ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องวางแผนคดีแทนทนาย ข้อสำคัญอย่างยิ่งของการมีทนายความคือเพื่อให้ผู้เสียหายไม่เสียรู้ต่อบริษัทประกันภัย อีกทั้งการมีทนายยังทำให้เรารู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทประกันภัยเพิ่มมากขึ้นด้วย อย่ารอให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย อย่ารอให้ถูกเอาเปรียบ หากเกิดอุบัติเหตุควรรีบติดต่อทนายทันที และมีทนายไว้ทำคดีดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง ปรึกษาทนายความคลิก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ประกันภัยตัวร้าย จากผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหา หากไปประเมินราคาเอง

จากผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหา หากไปประเมินราคาเอง

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย และกรณีที่ถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ.2566 หมวด 1 หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ข้อ 10 ระบุว่า

เมื่อบริษัทได้รับแจ้งเหตุ หรือมีการเรียกร้องให้ชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ให้บริษัทดำเนินการอย่างน้อยต่อไปนี้

                (1)บันทึกข้อมูลการรับแจ้งเหตุหรือการเรียกร้อง โดยเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวไปบันทึกรายการในสมุดทะเบียนค่าสินไหมทดแทนที่เกี่ยวข้อง และสมุดบัญชีของบริษัทภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับข้อมูลดังกล่าว พร้อมทั้งออกเลขที่ตรวจสอบรายการความเสียหายและประมาณการค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น

                (ก)กรณีที่ต้องมีการสำรวจภัย ให้บริษัทแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจภัย ณ ที่เกิดเหตุ หรือสถานที่ที่ผู้เอาประกันภัยนัดหมาย และออกเอกสารการรับแจ้งเหตุ หรือใบตรวจสอบรายการความเสียหายให้กับผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย ไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้นำมาติดต่อกับบริษัทหรือดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

                (ข)กรณีที่ไม่ต้องมีการสำรวจภัย ให้บริษัทแจ้งให้ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย ทราบถึงเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ต้องใช้ประกอบการเรียกร้อง ช่องทางการติดต่อกับบริษัท และระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาและชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย

          แล้วใครจะไปคาดคิดได้ว่าวันหนึ่งเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุอยู่ ๆ ก็ได้รับสถานะเป็น ผู้เสียหาย สถานะที่ไม่มีใครอยากจะเป็นหรือได้รับ เพราะไม่ได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้เสียหายเลย อีกทั้งยังมีแต่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ที่รถต้องมาได้รับความเสียหาย อีกทั้งจัดซ่อมรถ และไม่มีรถชนระหว่างรอซ่อมอีก แต่ผู้เสียหายก็ยังอุ่นใจที่คิดว่ารถมีประกันภัย และประกันภัยก็เป็นสิ่งแรกที่นึกถึงว่าจะเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือได้แน่นอนเมื่อยามเดือดร้อนนี้ แต่ ๆ แต่ ที่ไหนได้ประกันภัยกลับทำให้ผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหาซะอย่างนั้น

ประกันภัยตัวร้ายทำพิษ จากผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหา

ประกันภัยตัวร้ายทำพิษ จากผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องหา

กรณีต่อไปนี้ทนายอาร์มจะมาพูดถึงกรณีหนึ่งที่ผู้เสียหายหรือผู้บริโภคได้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบอย่างมาก และได้รับความเดือดร้อนจากพฤติกรรมที่สุดแสนจะเอาเปรียบประชาชนและผู้บริโภคตาดำ ๆ ของบริษัทประกัน ก่อนอื่นต้องเท้าความไปถึงหลักประกาศของคปภ. ปี 2566 ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น และสรุปคร่าว ๆ ก็คือ บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ที่จะต้องประเมินความเสียหายให้กับผู้บริโภค แต่ปัญหาอยู่ตรงที่บริษัทประกันภัยดันไม่ทำตามหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ คือบริษัทได้ให้ผู้บริโภคหรือผู้เสียหายไปประเมินราคาค่าซ่อมรถเอง พอผู้บริโภคไปประเมินราคาเอง ทำใบประเมินราคาเองตามที่ประกันบอก ประกันก็กลับอ้างต่อผู้บริโภคว่า “ทำใบเสนอราคาปลอมหรือไม่” บ้าง “ไม่ใช่ของจริง” บ้าง หรือ “ไม่ได้ซ่อมราคานี้หรือไม่” บ้าง และ “ราคาสูงเกินความเป็นจริงหรือไม่” เป็นต้น

          กลายเป็นเหตุให้บริษัทประกันภัยนำมาอ้างสงสัยต่อตัวผู้บริโภคว่า ฉ้อฉลประกันภัย ซะอย่างนั้นว่า ราคาที่ผู้บริโภคตั้งมานั้น การไปซ่อมเอง,ทำเองราคามันแพงเกินไป, ผู้บริโภคมีเจตนาเอาประโยชน์อะไรจากบริษัทประกันหรือไม่” กลายเป็นว่าผู้บริโภคไม่สุจริตต่อบริษัทประกันภัยซะอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่บริษัทประกันก็ทราบหน้าที่ของตนเองดี ว่ามีหน้าที่ต้องทำอะไร แต่ทำไมจึงไม่ทำตามหน้าที่ของตนเอง

ประกันภัยไม่ยอมทำหน้าที่ คนที่เดือดร้อนคือใคร ?

เมื่อบริษัทประกันไม่ทำหน้าที่ของตน คนที่เดือดร้อนคือใคร ? คำตอบ คือ ผู้บริโภค ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและหวังพึ่งว่าประกันจะสามารถช่วยเหลือได้ในยามเดือดร้อน แต่ประกันภัยกลับมาผลักภาระให้ผู้บริโภคว่าที่ผู้บริโภคต้องไปดำเนินการตามที่ประกันบอก จริง ๆ กลายเป็นว่าประกันก็เอาตรงนั้นมาเป็นข้ออ้างต่อผู้บริโภคอีกว่า “เจตนาคุณไม่สุจริตนะ” “มันราคาสูง” “ใบเสนอราคานี้ปลอมหรือเปล่า” “ฉ้อฉลประกันหรือไม่” ฯลฯ และอีกหลายเหตุผล ไม่ว่าจะทำอะไรผู้บริโภคก็ผิด ทั้ง ๆ ที่ประกันมีหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ดันผลักภาระมาให้ผู้บริโภค พอผลักภาระมาให้ไม่พอยังมาซ้ำเติมผู้บริโภคอีกโดยการบอกว่า “น่าสงสัยนะ” “มีพิรุธนะ” กลายเป็นมองว่าที่ผู้บริโภคประเมินมาไม่ถูกต้อง และสุดท้ายจบด้วยคำว่า “ผมไม่จ่าย” ถ้าหากบริษัทประกันภัยจะคิดว่าผู้บริโภคที่ตั้งใจเอาเปรียบหรือฉ้อฉลประกันภัย เพราะเหตุใดจึงไม่ดำเนินการตามประกาศของคปภ. ปี 2566 ที่ระบุว่า

                (18) กรณีบริษัทไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย เนื่องจากสงสัยถึงการกระทำไม่สุจริต หรือโดยทุจริต หรือการฉ้อฉลประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 108/4 หรือมาตรา 108/5 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรา 341 มาตรา 342 หรือมาตรา 347 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และบริษัทได้ดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าว แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งงดการสอบสวนหรือมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แล้วแต่กรณี และบริษัทไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พนักงานอัยการมีคำสั่งหรือศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว แล้วแต่กรณี

           นั่นกลายเป็นว่าหลังจากนี้คนที่ได้รับความเดือดร้อนเต็ม ๆ ก็คือ ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังโดนคดีติดตัวอีก เพราะประกันมาอ้างว่าผู้บริโภคนั้นฉ้อฉลประกันภัยเรื่องราคาที่ประกันมองว่าแพงไป อีกทั้งมองว่าผู้บริโภคแสวงหาผลประโยชน์อะไรกับบริษัทประกัน ทั้ง ๆ ที่ผู้บริโภคไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น แต่เพราะได้รับความเดือดร้อนรถไม่ได้ซ่อม และประกันไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง

ประกันภัยผู้ผลักภาระหน้าที่แก่ผู้บริโภค

ประกันภัยผู้ผลักภาระหน้าที่แก่ผู้บริโภค

จากการที่ประกันให้ผู้บริโภคไปประเมินราคาเอง แล้วผลสุดท้ายกลับมาสงสัยในตัวผู้บริโภค ก็ต้องเกิดคำถามว่า แล้วทำไมผู้บริโภคจึงต้องมารับผิดชอบกับการที่ประกันไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของประกันแท้ ๆ อย่างไรประกันต้องรู้อยู่แล้วว่ารถที่เสียหายมีความเสียหายตรงไหนเกิดขึ้นบ้าง และความเสียหายตรงนี้ประกันสามารถประสานกับอู่คู่สัญญาได้อยู่แล้ว ว่าราคาเท่าไรอย่างไร รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ถ้าหากประกันจะมองว่าเอกสารที่ผู้บริโภคประเมินมามันสูงไป หรือแพงไป ประกันก็ต้องทำหน้าที่ของประกันให้ดี เพราะมีกำหนดไว้อยู่แล้ว หมายความว่าต้องสามารถประเมินราคาหรือ ประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่กำหนดได้ สามารถแจ้งผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน แต่ประกันภัยเป็นฝ่ายที่ไม่ชัดเจนต่อผู้บริโภค ไม่ยอมดำเนินการให้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น อย่างใบเสนอราคาหรือ ใบประเมินความเสียหายก็ไม่ยอมออกให้ผู้บริโภค แล้วผู้บริโภคจะไปรู้ได้อย่างไรว่าราคาอย่างไรเท่าไร ทั้ง ๆ ที่ประกันเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ หน้าที่หลัก ๆ ของประกันต้องย่อมรู้อยู่แล้วว่า รายการความเสียหายตัวอู่เองประเมินราคาซ่อมได้อย่างไร อนุมัติอะไหล่ได้แบบไหนก็ล้วนเป็นหน้าที่ของประกันภัย

ประกันภัยมีหน้าที่อะไร เพราะเหตุใดจึงไม่ทำหน้าที่ ?

          เมื่อรถของผู้เอาประกันเกิดุอบัติเหตุประกันมีหน้าที่ประสานงานกับอู่เพื่อให้ดำเนินการจัดซ่อมรถผู้เสียหายให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือตามกฎที่กำหนด แต่ประกันดันไม่ยอมทำ เมื่อไม่ทำตามหน้าที่ และมีประเด็นที่ “รู้สึกว่า เชื่อว่า สงสัยว่า” ตั้งสมมติฐานว่า ผู้บริโภคต้องโกงประกันแน่ ๆ จึงเอาตรงนี้มาอ้างเพื่อปฏิเสธกับผู้บริโภคอย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค แทนที่ประกันรู้ว่าสามารถจัดซ่อมไปก่อนได้ อีกทั้งยังรู้อยู่แล้วว่าโดยหลักการประกันภัยเป็นผู้ให้บริการ คุณย่อมต้องบริการ และถ้าภายหลังจะมีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นตามมา ประกันสามารถไปดำเนินคดีกับผู้บริโภคภายหลังได้

          ถ้าการแค่เชื่อ หรือแค่เข้าใจว่า ผู้บริโภคเป็นคนโกง ฉ้อฉลประกัน แล้วเพราะเหตุใดจึงไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ แต่กลับเอามาอ้างเพื่อปฏิเสธในหนังสือแจ้งผลพิจารณาว่า “คิดว่าผู้บริโภคน่าจะเข้าข่ายโกงประกัน” แล้วอย่างนี้จะพิสูจน์อย่างไรว่าทำอย่างนั้นจริง ๆ เท่ากับว่าความเสียหายย่อมมีเกิดขึ้น แต่คนที่แบกรับความเสียหายทุกอย่าง คือ ผู้บริโภค ที่ต้องแบกรับเต็ม ๆ

ประกันทำถูกต้องแล้วหรือ ? ไม่ยอมทำหน้าที่ กลับมาดำเนินคดีกับผู้บริโภค

          เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าประกันไม่ทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นยังไม่พอ เมื่อผู้บริโภคมาซ่อมรถเอง ก็กลายเป็นว่าจะเดือดร้อนอีก เพราะประกันจะเอามาอ้างปฏิเสธเหมือนเดิม  ในเมื่อตอนแรกไม่รับผิดชอบในหน้าที่ บอกว่าราคาที่เอาไปซ่อมสูงเกินไปก็ไม่จ่าย ต่อมาดูเอกสารแล้วปรากฏว่าประกันมีความคิดว่า ผู้บริโภคน่าจะเข้าข่ายสงสัยว่าจะฉ้อฉลประกันภัย คราวนี้ก็มาดำเนินคดีต่อผู้บริโภค โดยให้เหตุผลว่าน่าจะโกงประกัน จึงได้ฟ้องเป็นคดีอาญากับผู้บริโภค อย่างนี้ประกันภัยทำถูกต้องแล้วหรือทำกับผู้บริโภคได้ขนาดนี้ หากประกันเอารถไปซ่อมให้ผู้บริโภคตั้งแต่แรกจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น เพราะหน้าที่ของประกัน คือ ให้บริการ ควรรับผิดชอบ ดูแลผู้บริโภคให้สมกับเป็นผู้บริโภค และที่สำคัญควรบริการให้สมกับที่จ่ายเบี้ยประกันไป และถ้าหลังจากนี้จะมาสงสัยอะไรในตัวผู้บริโภคก็มาดำเนินคดีภายหลังได้ เพราะประกันต้องพิสูจน์ และนั่นก็เป็นภาระของประกันเอง ไม่สมควรที่ต้องให้ผู้บริโภคต้องมาเดือดร้อนระหว่างที่ประกันภัยพิสูจน์ข้อเท็จจริง าถ้าประกันภัยจะเจ้าเล่ห์กับผู้บริโภคขนาดนี้ก็ต้องหาทนายเข้าช่วยแล้ว

คดีเมาแล้วขับ เป่าแอลกอฮอล์ เกินหรือไม่เกินประกันภัยก็ไม่จ่าย ได้หรอ ?

คดีเมาแล้วขับ เป่าแอลกอฮอล์ เกินหรือไม่เกินประกันภัยก็ไม่จ่าย ได้หรอ ?

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลยุทธ์เด็ดที่ผู้เสียหายปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเทคนิคกลยุทธ์ที่แยบยลมากทีเดียวในการที่บริษัทประกันภัยคิดที่จะมาเอาเปรียบผู้เสียหาย ราวกับว่าเป็นกลยุทธ์ที่คิดขึ้นมาแต่แรก เพื่อที่ตั้งใจจงใจมาเอาเปรียบผู้บริโภคในยามเดือดร้อนแต่แรก เจอประกันภัย นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กับผู้เสียหายทุกคนที่เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ ผู้เสียหายถึงกับไปไม่เป็นหลายเคสเลยทีเดียว

https://www.youtube.com/watch?v=MhWTZ2MW66U

คลิปนี้ทนายอาร์มและทนายนัท จะมาพูดถึงการคิดคำนวณ #ผลแอลกอฮอล์ ของบริษัทประกันภัย ที่บริษัทมักใช้คู่มือตีความมาเป็นหลักเกณฑ์ในการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนกลับไปขณะเกิดเหตุว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินหรือไม่ ความเจ้าเล่ห์ของบริษัทประกันภัย เกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับในเรื่อง นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มาพูดให้ฟังเป็นเกล็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อที่จะไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัประกันภัย หรือผู้เสียหายท่านใดที่เจอเมาแล้วขับถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นคดีเมาแล้วขับ ยิ่งต้องดูคลิปนี้เลย ถือว่าเป็นเกล็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากทนายอาร์ม และทนายนัท มาฝากให้ทุกท่านได้รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยกัน

คดีเมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย

แม้ว่าทนายอาร์มจะเป็นทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ และทำคดีเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับมาเป็นจำนวนมากอยู่บ่อยครั้ง  แต่ทนายอาร์มก็ไม่สนับนุนให้คนดื่มเหล้าหรือดื่มแอลกอฮอล์ จนนำไปสู่การเมาแล้วขับ แต่ก็เป็นธรรมดาตราบใดที่สุราของมึนเมาหรือแอลกอฮอล์ยังมีจำหน่ายอยู่ ประกอบกับกฎหมายก็ไม่ได้มีการห้ามเด็ดขาด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาจมีคนเผลอดื่มแอลกอฮอล์แล้วไปขับรถได้  ที่นี้เมื่อมีคนเลือกที่จะทำอย่างนั้นแล้ว ก็จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในเรื่องเมาแล้วขับไว้บ้าง อีกทั้งแต่ละมุกและเทคนิคของบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์อีกที่พร้อมจะเอาเปรียบคุณได้อยู่ตลอดเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ  จึงทำให้เกิดความสงสัยมากมายว่าเพราะเหตุใดหน่วยงานของรัฐถึงปล่อยให้มาถึงจุดนี้ได้

          จากในคลิปได้ยกตัวอย่างคดีเมาแล้วขับ ผู้เสียหายถูกบริษัทนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังและได้รับหนังสือปฏิเสธจากบริษัทประกันภัย โดยผู้ขับขี่ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หลังเกิดเหตุได้ 53 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เท่ากับเกินตามสัญญาประกันภัย บริษัทจึงไม่จ่ายก็ถือว่าถูกต้องตามหลักการ แต่ในอีกคดีหนึ่งผู้ขับขี่ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หลังเกิดเหตุเหมือนกัน แต่ผลปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่บริษัทประกันก็ไม่จ่ายเช่นเดียวกัน สรุปว่าตรวจวัดหลังเกิดเหตุแล้วไม่ว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินประกันก็ไม่จ่าย และต่อให้ไม่เกินก็ไม่จ่ายอีก ถือว่ากลยุทธ์นี้เป็นความเจ้าเล่ห์ของบริษัทประกันภัยก็ไม่ผิดใช่หรือไม่

คดีเมาแล้วขับ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

สำหรับคดีเมาแล้วขับถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังและก็เรียกได้ว่ามีผู้เสียหายหลายท่านเลยทีเดียวที่กำลังประสบปัญหากับความเจ้าเล่ห์ของบริษัทประกันนี้อยู่ ทนายอาร์มขอชี้แจงและอธิบายเลยว่าอย่าหลงกลบริษัทประกันภัยเด็ดขาด เพราะในสัญญาประกันภัยไม่มีเขียนหรือระบุแม้แต่ข้อความเดียวเลยว่า ขณะเกิดเหตุหรืออะไรก็แล้วแต่ที่บริษัทปฏิเสธมา ทนายอาร์มจึงขอสมมติเป็นคดี A และคดี B โดยคดี A วัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 53 Mg.% และคดี B วัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้เพียง 49 Mg.% โดยทั้ง 2 คดีนี้ประกันภัยไม่จ่ายเรียกได้ว่าทั้งเกินก็ไม่จ่าย ไม่เกินก็ไม่จ่าย ระยะเวลาที่นับย้อนหลังแพทยสภาก็ให้ตั้งฐานไว้ที่ 20 Mg.% จากกรณีนี้ทนายอาร์มยังเล่าต่อว่า มีทนายบางสำนักงานไปสู้คดี แต่ไม่รู้ว่าควรสู้แบบไหนอย่างไร เอาคำพิพากษามาให้ทนายอาร์มช่วยเหลือว่า ทำอย่างไรถึงจะชนะคดี ทนายอาร์มจึงตอบไปว่า อยู่ที่ความเข้าใจในเรื่องทางการแพทย์ด้วย แต่ชาวบ้านคนธรรมดาทั่วไปที่ซื้อรถ ซื้อประกันภัย ทำไมต้องมาเดือดร้อนเพราะเหตุผลถูกบริษัทประกันภัยเจ้าเล่ห์ อย่างนี้คปภ.ต้องตอบให้ได้ว่าสรุปแล้วเกินก็ไม่จ่าย ไม่เกินก็ไม่จ่าย แต่คปภ.ดันออกกฎว่า ให้นับย้อนหลัง 15 Mg.% ทุก ๆ  1 ชม. โดยกฎนี้ใช้บังคับได้หรือไม่ ทนายอาร์มยืนยันว่าจากประสบการณ์ของทนายอาร์มที่ทำคดีมา จากคำพิพากษาศาลจะบอกในทำนองที่ว่าใช้ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าใช้ไม่ได้ แต่ศาลบางท่านก็บอกว่าใช้ไม่ได้ จึงแนะว่าให้สู้ไปในแนวทางของคดีและของการใช้กฎในการนับ

คดีเมาแล้วขับ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง-2

การเป็นทนายนั้นไม่ได้ง่ายเลย เพราะต้องมีความรู้ทางการแพทย์ด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ บริษัทประกันภัยใช้เวลาประวิงเพื่อบีบผู้เสียหายมาเจรจาค่าเสียหาย สมมติว่าค่าซ่อมรถคุณ 100,000 บาท พอคุณโดนคดีเมาแล้วขับแบบนี้ ประกันก็จะออกอุบายบอกว่าจะไม่นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แต่จะขอจ่ายครึ่งเดียวแบบนี้เพื่อให้เรื่องจบ ผู้เสียหายก็จะได้ค่าเสียหายน้อยกว่าความเป็นจริง จึงขอยืนยันว่าสนับสนุนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่เมาแล้วขับและอย่าตกเป็นเหยื่อของประกันภัย อีกทั้งพฤติการณณ์ของปรักนภัยยังชอบปฏิเสธไปก่อนเผื่อผู้เสียหายเชื่อด้วย เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรกับคำว่ารักษาตัวให้หายดีก่อนเลย ทนายอาร์มย้ำว่าไม่อยากให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ บางคนไปติดต่อหน่วยงานที่ควบคุมธุรกิจประกันภัย และมีความรู้สึกว่า สรุปแล้วเป็นหน่วยงานอะไรกันแน่ถึงให้การช่วยเหลือบริษัทประกันภัย เมื่อถึงเวลาเดือดร้อนเราก็มีหน้าที่เดินหน้าทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง สุดท้ายก็มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง แนะนำว่าหากเจอคดีเมาแล้วขับถูกประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังรีบหาทนายเพื่อปรึกษาโดยเร็วดีที่สุด

มอบใบประกาศนียบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์

มอบใบประกาศนียบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์-01

ฝึกงานกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แล้วได้อะไรบ้าง ?

        สำหรับใครที่อยากมาฝึกประสบการณ์การทำงานกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอรับรองเลยว่าคุณจะได้รับประสบการณ์การทำงานที่ครบองค์ความรู้อย่างแน่นอน เพราะที่เราคุณจะได้ปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่เริ่มต้นทำสำนวน เรียนรู้การวางแนวทาง การวางรูปคดี จัดทำเอกสารไม่ว่าจะเป็นคำร้อง คำขอ คำแถลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังได้มีการฝึกร่างอุทธรณ์ ร่างฎีกา นอกจากนี้คุณจะได้ออกไปศาล ได้ออกไปดูการทำงานของทนายความจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไรอีกด้วย วันนี้เราก็ได้นำบทสัมภาษณ์ของหนึ่งในผู้ที่เคยฝึกประสบการณ์กับสำนักงานฯ ของเรามาให้อ่านกันว่าฝึกประสบการณ์กับเราดีอย่างไร และได้อะไรจากการฝึกงานที่นี่บ้าง

          “ได้ทำงานและได้ประสบการณ์การทำงานจริงค่ะ เราจะได้รู้การทำงานตั้งแต่การเตรียมร่างฟ้องไปจนถึงศาลมีคำพิพากษา ไปจนถึงการอุทธรณ์ฎีกาเลย ซึ่งตอนเรียนมหาวิทยาลัยหรือตอนอบรมวิชาว่าความเรารู้สึกเหมือนเราเรียนไปเยอะแล้วนะ แต่พอมาทำงานจริงเราถึงได้รู้ว่ามันมีรายละเอียดเยอะกว่านั้นไปอีก ซึ่งรายละเอียดบางอย่างเราจะได้รู้ก็ต่อเมื่อเราต้องมาทำงานจริงและเจอมันหน้างานจริง ๆ”

           เรียกได้ว่าการฝึกงานกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ทำให้ผู้ที่มาฝึกงานได้รับอะไรหลาย ๆ อย่างจากการฝึกงานครั้งนี้ก็ว่าได้ ทั้งประสบการณ์จริง และความรู้ต่าง ๆ ที่จะสามารถนำไปพัฒนาการทำงานในอนาคต อีกทั้งฝึกงานกับเราจบก็สามารถออกไปทำงานได้จริงในสนามงานจริงอีกด้วย

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!