ฉุกคิดก่อนฟ้องตัวแทนประกันชีวิต ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตต้องรู้อะไรบ้าง

ฉุกคิดก่อนฟ้องตัวแทนประกันชีวิต ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตต้องรู้อะไรบ้าง

          มีคดีความมากมายเกี่ยวกับเรื่องราวของตัวแทนประกันชีวิตที่เรียกได้ว่าบุคคลเหล่านี้ทำพิษไม่น้อยให้ผู้บริโภคจำนวนมาก จนเกิดข่าวและเรื่องราวการดำเนินคดีฟ้องตัวแทนประกันชีวิตหลายต่อหลายคดีเลยก็ว่าได้ ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็ได้นำเสนอเรื่องราววีรกรรมสุดแสบของตัวแทนประกันชีวิตไปอย่าง อุทาหรณ์ตัวแทนประกันชีวิต ขายประกันทิพย์จนต้องฟ้อง!! เพื่อเตือนภัยให้ผู้บริโภคทั้งหลายได้ฉุกคิดก่อนซื้อหรือทำประกันชีวิตกับตัวแทน เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหลังจากที่เราตัดสินใจทำประกันชีวิตกับตัวแทนไปแล้วนั้นจะเกิดผลอย่างไรตามมาบ้าง บางรายที่ทำประกันชีวิตไปก็ไม่เคยมีปัญหาใด ๆ ตามมา อีกทั้งยังได้รับผลตอบแทนตรงตามที่ตัวแทนประกันชีวิตนำเสนอมาในตอนแรก แต่ก็มีอีกหลายรายเช่นเดียวกันที่ถูกตัวแทนประกันชีวิตหลอกจนเกิดเป็นคดีความฟ้องตัวแทนประกันชีวิต กันมานักต่อนัก อาทิ เจอตัวแทนประกันชีวิตปลอมไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่มีใบอนุญาตเป็นตัวแทน , เจอกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ไม่มีอยู่จริง , ถูกตัวแทนประกันชีวิตปลอมแปลงเอกสาร/ลายเซ็นต์ ฯลฯ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคต้องสูญเสียเงินและได้รับความเดือดร้อนไปหลายรายเลยทีเดียว วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็ได้นำข้อมูลข่าวสารความรู้มาฝากผู้ติดตามทุกท่านอีกเช่นเคย เพื่อให้ทุกท่านได้ฉุกคิดก่อนทำประกันชีวิตจะได้ไม่มีปัญหาตามมาภายหลังจนต้องเกิดเป็นคดีความฟ้องตัวแทนประกันชีวิต

ก่อนทำประกันชีวิตควรรู้ 4 ข้อหลักที่ประกันชีวิตจะไม่จ่าย

ก่อนทำประกันชีวิตควรรู้ 4 ข้อหลักที่ประกันชีวิตจะไม่จ่าย

          ก่อนที่จะเกิดเป็นคดีความฟ้องตัวแทนประกันชีวิตในภายหลังจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจนเสียเวลากัน วันนี้เราก็ได้สืบหาข้อมูลความรู้ดี ๆ มาฝากสำหรับผู้ที่คิดจะทำประกันชีวิต ต้องมีความรู้หลัก ๆ เลยว่าบริษัทประกันชีวิตจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนหากทำ 4 สิ่งนี้ ดังนี้

  1. ข้อแรกเลยคือประกันชีวิตมีระยะเวลาให้ลูกค้าหรือผู้เอาประกันได้ชำระเบี้ยประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง หากผู้เอาประกันมีการขาดชำระค่าเบี้ยประกันเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลให้ประกันชีวิตขาดและหรือสิ้นผลบังคับได้ ภายหลังหากผู้เอาประกันเป็นอะไรขึ้นมาไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในช่วงที่ประกันชีวิตสิ้นผลบังคับไปแล้ว บริษัทประกันก็จะปฏิเสธการชดใช้ทุนประกันทันที ทำให้ผู้เอาประกันไม่สามารถได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่ตกลงกันกับตัวแทนประกันชีวิตในตอนแรกได้ หากผู้เอาประกันขาดส่งเบี้ยประกันในกรณีแบบนี้ก็อาจดำเนินคดีฟ้องตัวแทนประกันชีวิตในภายหลังไม่ได้
  2. ข้อต่อมาหากผู้เอาประกันฆ่าตัวตายด้วยใจสมัครภายใน 1 ปี นับตั้งแต่สัญญากรมธรรม์อนุมัติ บริษัทฯ ก็จะไม่จ่ายเช่นเดียวกัน สำหรับกรณีนี้หากจะดำเนินคดีฟ้องตัวแทนประกันชีวิตทางเราก็ไม่แนะนำเช่นเดียวกัน
  3. และก่อนจะฟ้องตัวแทนประกันชีวิตหากผู้เอาประกันถูกผู้รับผลประโยชน์ฆาตรกรรมโดยเจตนา เพื่อที่จะรับประโยชน์ หากบริษัทประกันพิสูจน์ข้อเท็จจริงของการเสียชีวิตของผู้เอาประกันได้ บริษัทฯ ก็จะไม่จ่ายเช่นกันทันที
  4. ข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะบริษัทฯ จะไม่จ่ายเลยทันทีก็คือ การที่ผู้เอาประกันมีการปกปิดแถลงเท็จขณะการสอบถามเพื่อสมัครเอาประกันชีวิต หากพิสูจน์แล้วว่าผู้เอาประกันมีการแถลงเท็จไม่เปิดเผยประวัติตามความเป็นจริง บริษัทฯ ก็จะไม่จ่ายในที่สุด

          สำหรับ 4 ข้อที่เรานำมาฝากเป็นความรู้เบื้องต้นก่อนที่คิดจะทำประกันชีวิต ซึ่งเป็น 4 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการไม่จ่ายของบริษัทประกันชีวิต ที่ผู้คิดจะทำต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันชีวิตไป เพราะหากภายหลังได้มีเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น จะได้ไม่มีคดีความฟ้องตัวแทนประกันชีวิตในภายหลังนั่นเอง

          แต่ถ้าหากใครกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการทำประกันชีวิตหรือถูกตัวแทนประกันชีวิตหลอก อย่ายอมให้ถูกบริษัทฯ โกงหรือเอาเปรียบ ฟ้องตัวแทนประกันชีวิต คือคำตอบที่ดีที่สุด หาทนายความเพื่อปรึกษาหรือดำเนินคดีไว้ตั้งแต่เกิดเรื่องดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการทุกคดีความ ด้วยทีมทนายความมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาทุกปัญหาของคุณ  

ขอขอบคุณข้อมูลความรู้ดี ๆ จากช่อง YouTube : PATTAMA CHANNEL

เตือนภัยออนไลน์ ภัยร้ายที่ยังวนเวียน แอพดูดเงินหมดบัญชี

เตือนภัยออนไลน์ ภัยร้ายที่ยังวนเวียน แอพดูดเงินหมดบัญชี

          ภัยร้ายออนไลน์ที่ยังวนเวียนอย่างแอพดูดเงินแอพพลิเคชันที่เหล่ามิจฉาชีพสร้างขึ้นมาเพื่อพร้อมดูดเงินคุณจนหมดบัญชี หากหลงเชื่อและคลิกลิงก์ที่มิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ได้ส่งมา และในขณะนี้ที่มากไปกว่านั้นภัยร้ายออนไลน์แอพดูดเงินไม่ใช่มีแค่เหล่ามิจฉาชีพออนไลน์ และหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกต่อไปที่จะส่งลิงก์แอพดูดเงินแอพพลิเคชันปลอมมาให้คุณ เพราะในขณะนี้คนที่คุณรู้จักเองก็อาจจะเป็นผู้ที่ส่งลิงก์แอพดูดเงินหรือแอพปลอมที่พวกเหล่ามิจฉาชีพมักชอบส่งมาได้เช่นเดียวกัน จะด้วยสาเหตุใดข้อเท็จจริงยังไม่แน่ชัดนัก แต่ที่แน่นอนเรียกได้ว่าในปัจจุบันนี้ไม่สามารถหลงเชื่อใครได้ แม้ว่าจะเป็นคนที่คุณรู้จักมักคุ้นก็ตาม ตามเช่นเคยวันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็ได้นำ 13 แอพพลิเคชั่นอันตรายมาฝากทุกคนให้ได้เช็กแอพดูดเงินในมือถือของคุณกัน และนอกจากนี้ยังได้นำข้อมูลความรู้วิธีป้องกันแอพดูดเงินที่พร้อมดูดเงินคุณจนหมดบัญชีหากเพียงคุณคลิกแค่ปลายนิ้วมาฝากกัน

เช็กมือถือด่วน !!! แอพที่มีเป็นแอพดูดเงินหรือไม่

เช็กมือถือด่วน !!! แอพที่มีเป็นแอพดูดเงินหรือไม่

          SPRING NEWS เปิด 13 แอพอันตรายหากโหลดมาอาจถูกแอพดูดเงินเกลี้ยงบัญชีได้ จะมีแอพอะไรบ้างมาเช็กกันเลย

  1. Battery Charging Animations Battery Wallpaper
  2. Classic Emoji Keyboard
  3. Battery Charging Animations Bubble -Effects
  4. Easy PDF Scanner
  5. Dazzling Keyboard
  6. Halloween Coloring
  7. EmojiOne Keyboard
  8. Smart TV remote
  9. Flashlight Flash Alert On Call
  10. Volume Booster Hearing Aid
  11. Now QRcode Scan
  12. Volume Booster Louder Sound Equalizer
  13. Super Hero Effect

          13 แอพที่ขึ้นอยู่ข้างต้น เป็นแอพที่ไม่ควรเผลอโหลดมาเด็ดขาด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากไม่อยากถูกแอพดูดเงินหมดบัญชี เพราะการทำงานของแอพดูดเงินประเภทนี้ เมื่อเราโหลดมาใส่มือถือของเราแล้ว นั่นหมายถึงเราได้กดยอมรับ/ติดตั้งให้เหล่ามิจฉาชีพออนไลน์ได้แฝงตัวเข้ามาอย่างถูกต้อง เนื่องจากเจ้าของโทษศัพท์มือถือ ได้มีการกดดาวน์โหลด และหรือใส่รหัสยืนยันให้มันเข้ามานั่นเอง และนอกจากวันนี้จะมาเปิดเผย 13 แอพดูดเงินแล้ว เรายังได้นำ 5 วิธีป้องกันดี ๆ ง่าย ๆ มาฝากทุกท่านกันด้วย

 5 วิธีป้องกัน “แอพดูดเงินหมดบัญชี” ภัยร้ายใกล้ตัวที่เสียหายได้แค่เพียงปลายนิ้วคลิก

          เนื่องจากแอพดูดเงินยังคงเป็นที่น่าระแวงและระวังอยู่ อีกทั้งยังเพิ่มพูนความอันตรายต่อข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเราเป็นอย่างมาก วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็ได้นำ 5 วิธีการป้องกันดี ๆ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ตัวแทนธนาคารออมสินขอออกมาเตือนภัยด้วยตนเองมาฝากทุกท่านกัน เพื่อให้ทุกท่านได้ระแวดระวังต่อแอพดูดเงินภัยร้ายออนไลน์ที่ยังไม่หมดไปจากสังคม โดยวิธีการป้องกันแอพดูดเงินก็มีดังนี้

  1.   อย่าคลิกลิงก์ที่เราไม่รู้จัก และหรือลิงก์ที่ส่งมาโดยคนแปลกหน้า
  2.   ถ้าเป็นไปได้ควรแยกเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานแอพธนาคาร กับเครื่องที่ใช้งาน Social ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น
  3.   ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีระบบความปลอดภัยสูง เช่น ระบบป้องกันการโหลดแอพพลิเคชันปลอม เพราะหากถูกแอพดูดเงินหมดบัญชีไปแล้ว ต่อให้ลบแอพธนาคารก็ไม่ช่วยอะไร
  4.   ตื่นตัวตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่หลงเชื่อใครง่าย ๆ ในยุคสมัยแบบนี้
  5.   ทำตัวเป็นเดก็ก็ก็กยึดคำว่า “อย่าเชื่อคนแปลกหน้า” ไว้เสมอ

          สุดท้ายนี้เมื่อความผิดพลาดไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น หากคุณถูกแอพดูดเงินไปเกลี้ยงบัญชี คงเป็นเรื่องยากที่จะไม่ให้ตระหนกตกใจ แต่เรื่องราวดี ๆ ยังมี คือ รีบปรึกษาทนายด่วน เรื่องแบบนี้ควรมีทนายไว้ปรึกษาและหรือดำเนินคดีเพื่อเอาเงินคืนบัญชีดีที่สุด มีหลายเคสที่โดนแอพดูดเงินไปหมดบัญชี ไปเดินเรื่องดำเนินการเอง ก็มีแต่เสียเวลา อีกทั้งคดีความยังไม่คืบหน้า เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ถูกแอพดูดเงินไป ดังนั้น การมีทนายความเพื่อให้คำปรึกษาหรือดำเนินคดีตั้งแต่ที่คุณได้ชื่อว่า “เป็นผู้เสียหาย” ตั้งแต่แรกเป็นเรื่องที่ดีที่สุด อีกทั้งยังไม่ต้องปวดหัวหรือกังวลใจที่จะไม่ได้เงินคืนอีก หากต้องการติดต่อทนายไม่ว่าจะเรื่องนี้หรือเรื่องไหนก็สามารถติดต่อเราได้ตลอดเวลา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการ

 ขอขอบคุณข้อมูลความรู้ดี ๆ จาก TikTok ช่อง SPRING NEWS

แฉ! วีรกรรมสุดแสบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ล่าสุด ดูดเงินกลางอากาศ

แฉ! วีรกรรมสุดแสบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ล่าสุด ดูดเงินกลางอากาศ

          ขณะนี้ในสังคมไทยอย่างที่รู้กันเป็นอย่างดีเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการมิจฉาชีพที่มีการหลอกลวงเหยื่อทางโทรศัพท์มือถือ โดยมักมีการสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกเหยื่อด้วยการอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ หรือสร้างความตื่นตระหนกให้เหยื่อตกใจและหลอกเอาเงินเหยื่อ หรือดูดเงินเหยื่อออกจากบัญชีจนหมดในท้ายที่สุด ซึ่งตั้งแต่ที่ขบวนการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ระบาดหนักในประเทศไทย ก็มีผู้เสียหายที่สูญเสียทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมากหลายรายแล้ว อย่างล่าสุดนี้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กำลังจะนำเสนอกับทุกท่านเพื่อเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ไม่ให้หลงตกเป็นเหยื่อของพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำเรื่องไม่หยุด อัปสกิลอีกขั้นดูดเงินกลางอากาศ

          เอาอีกแล้วเมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำพิษให้กับผู้เสียหายไม่หยุดจนเป็นข่าวดัง จนต้องเตือนภัยกันอีกสักรอบเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเรื่องที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งกลวิธีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ถือว่าร้ายแรงกว่าที่เคยมีมา เพราะคราวนี้มิจฉาชีพอัปสกิลดูดเงินกลางอากาศขณะโอนเงินเลยทีเดียว

ขอขอบพระคุณคลิปข่าวจากรายการเรื่องเล่าเช้านี้

          จากคลิปวิดีโอที่เรานำมาเตือนภัยเป็นเรื่องราวของผู้เสียหายรายหนึ่งที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดูดเงินกลางอากาศขณะโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นกลวิธีที่ใหม่มากสำหรับวิธีการหลอกเหยื่อของพวกมิจฉาชีพ เนื่องจากเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีตัวเองที่ชื่อบัญชีก็เป็นชื่อตัวเอง แต่ก็สามารถถูกมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดูดเงินไปได้ จึงเรียกได้ว่าวิธีดังกล่าวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้เป็นสกิลใหม่ที่มิจฉาชีพตั้งใจที่จะนำมาหลอกลวงเหยื่อรายต่อไปแน่นอน โดยวิธีการดูดเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้เป็นวิธีการแฮ็กโทรศัพท์มือถือจากลิงก์ทางข้อความ ซึ่งเป็นข้อความที่เสมือนว่าส่งมาจากบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งที่ผู้เสียหายใช้ประจำ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายสูญเงินไปจำนวน 9,000 บาท

          โดยเรื่องราวนี้ได้สืบเนื่องมาจากที่ก่อนหน้านี้มีข้อความพร้อมแนบลิงก์ส่งมาหาผู้เสียหาย ในทำนองที่ว่า “ไม่สามารถจัดส่งสินค้าให้คุณได้ ให้คลิกลิงก์เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่” โดยผู้เสียหายไม่ได้เอะใจอะไร เนื่องด้วยเห็นว่าตนได้สั่งสินค้าไปจริง ๆ จึงได้หลงตกเป็นเหยื่อโดยการคลิกลิงก์นั้นไป  หลังจากที่คลิกลิงก์ดังกล่าวไปแล้ว ลิงกก์นั้นได้เด้งไปเป็นการเพิ่มเพื่อนในไลน์ และผู้เสียหายก็ได้มีการพูดคุยกับบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ขนส่งเอกชนรายหนึ่งแจ้งว่า “สินค้าของผู้เสียหายมีการสูญหายเกิดขึ้น ทางบริษัทจึงต้องการขอชดใช้เงินให้” หลังจากนั้นมิจฉาชีพก็ได้ส่งลิงก์มา และมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ได้โอนเงินเข้ามาบัญชีของผู้เสียหายจริง ๆ อีกทั้งยังได้บอกให้ผู้เสียหายโอนเงินไปเก็บอีกบัญชีหนึ่งของตนเอง แต่ระหว่างที่ผู้เสียหายกำลังโอนเงินเข้าบัญชีตัวเองนั้น อยู่ ๆ โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายถูกล็อก และใช้งานโทรศัพท์ไม่ได้ ต่อมาเงินของผู้เสียหายก็หายไป โดยไม่ทราบสาเหตุ

          หลังจากนั้นผู้เสียหายก็พยายามจะดึงซิมออกจากมือถือ และรีบเอาโทรศัพท์ไปให้ร้านซ่อมมือถือตรวจสอบให้ หลังจากได้รับการตรวจสอบปรากฏว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้มีการฝังลิงก์ที่ปลอมว่าเป็นบริษัทขนส่ง 2 บริษัทกับการไฟฟ้า PEA เอาไว้ในเครื่องของผู้เสียหาย ทำเอาผู้เสียหายตกใจเป็นอย่างมากในกระบวนการหลอกดูดเงินในบัญชีของพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่นอกจากบริษัทขนส่งแล้วยังมีหน่วยงานการไฟฟ้าด้วย ผู้เสียหายจึงได้ไปติดต่อที่ธนาคาร และพบความจริงเกี่ยวกับบัญชีธนาคารของตนว่าถูกโอนเงินซ้อน เจ้าหน้าที่ธนาคารได้ตรวจสอบเลขที่บัญชีที่ถูกโอนซ้อนแล้ว พบว่าเป็นบัญชีม้า ซึ่งมีการโอนจากบัญชีม้าโอนส่งต่อเป็นทอด ๆ อีก  

          จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ผู้เสียหายจึงได้ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจอีกว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ต้องตั้งสติ อีกทั้งยังฝากถึงหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นธนาคาร , เจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเหตุการณ์ในทำนองนี้มีการเกิดขึ้นบ่อย โดยตัวผู้เสียหายเองยังได้บอกอีกว่าตนก็ได้ทำใจไว้แล้วว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ แต่ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เช่น การปิดบัญชีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการดำเนินเรื่องทุกอย่างมีความล่าช้าไปหมด และจากเคสนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงอยากฝากเตือนไว้ว่าไม่ว่าจะลิงก์ใด ๆ จากหน่วยงานใดที่ถูกส่งมาไม่ว่าจะผ่าน SMS หรือ Line รวมไปถึงแอปพลิเคชันใด ๆ ก็ตามไม่ควรกดเข้าไป เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างไรเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือของคุณอีกหรือไม่ ควรป้องกันไว้ดีกว่าปล่อยให้ยอดเงินในบัญชีธนาคารของคุณจะถูกดูดไปหมดบัญชี  หากผู้เสียหายท่านต้องการดำเนินคดีความสามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที คลิก ติดต่อเรา

อัปเดตโทษกฎหมายแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% “เมาแล้วขับ” ปี 2024

อัปเดตโทษกฎหมายแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% “เมาแล้วขับ” ปี 2024

          “เมาแล้วขับ” พฤติกรรมการขับขี่ยานพาหนะขณะเมาสุราหรือแอลกอฮอล์ ไม่ว่าคุณจะขับขี่ไปแล้วเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งตัวผู้ขับขี่เองและเพื่อนร่วมท้องถนนด้วย นอกเหนือจากนี้หากการที่ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ขณะขับขี่แล้วดันขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าจะมีคู่กรณีกรณีหรือไม่ก็ตาม ต้องบอกเลยว่าผู้ขับขี่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงได้มาอัปเดตโทษกฎหมายใหม่ที่ว่าหากแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% “เมาแล้วขับ” ในปี 2024 มาฝากทุกท่านกัน เพื่อป้องกันไม่ให้พฤติกรรมการเมาแล้วขับเป็นเรื่องปกติของทุกคน และเพื่อเป็นการระมัดระวังให้กับสายดื่มสายปาร์ตี้ดึกทุกท่านกันด้วย

สายดื่ม สายปาร์ตี้ต้องรู้ บทลงโทษของคน “เมาแล้วขับ” ปี 2024 มีอะไรบ้าง

สายดื่ม สายปาร์ตี้ต้องรู้ บทลงโทษของคน “เมาแล้วขับ” ปี 2024 มีอะไรบ้าง

          ไม่ว่าคุณจะเป็นนักดื่ม หรือนักปาร์ตี้ในเวลากลางคืนหรือไม่ และไม่ว่าคุณจะต้องขับขี่ยานพาหนะหรือไม่นั้น สำหรับเรื่องนี้แล้วเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ เพื่อที่จะได้ไม่เผลอดื่มหนักแล้วขับขี่ยานพาหนะไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นและหรือตัวคุณเอง วันนี้จึงได้พาทุกท่านมาเช็กกฎหมายใหม่ของปี 2024 ในเรื่องของการเมาแล้วขับ แอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ขณะขับขี่กัน สายดื่ม สายเมา จำเป็นต้องรู้อย่างยิ่ง มีดังนี้

          ผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% การเมาและขับขี่ยานพาหนะตามกฎหมายแล้วมีโทษ คือ ต้องจำคุกไม่เกิน 1 ปี และมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 km และหรือทั้งจำทั้งปรับนั่นเอง

          ผู้ที่เมาแล้วขับแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นอกจากจะต้องได้รับโทษข้างต้นแล้ว ยังต้องถูกพักใช้ใบขับขี่หรือใบอนุญาตขับขี่รถระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

           และสำหรับผู้ที่เมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% และเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และหรือเป็นผู้ที่ยังมีใบขับขี่แบบชั่วคราว หรือแบบ 2 ปี หากมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% อย่างที่กล่าวไป ให้ถือว่าผู้นั้น “เมาแล้วขับ” ทันที

          นอกจากนี้ยังมีในกรณีที่ว่าผู้ขับขี่ “เมาแล้วขับ” มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% และหรือมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% หากผู้นั้นปฏิเสธการเป่าวัดแอลกอฮอล์จากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ จะต้องรับโทษทั้ง “จำคุก” ไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 – 20,000 บาท อีกทั้งยังต้องถูกระงับใช้ใบขับขี่ในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากนี้แล้วหากผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินศาลยังสามารถสั่งพักใบขับขี่ และหรือสั่งยกเลิกเพิกถอนใบขับขี่ และหรือสามารถยึดรถไว้ในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน ได้อีกด้วย

“เมาแล้วขับ” ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มีโทษอะไรบ้าง

“เมาแล้วขับ” ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มีโทษอะไรบ้าง

          มาถึงในกรณีที่ว่าหากผู้ขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมาสุราหรือแอลกอฮอล์ หากเป่าวัดแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% และหรือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หากเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าก็ถือว่าเมาแล้วขับ และหากผู้นั้นขับขี่ยานพาหนะขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น แล้วเกิอุบัติเหตุสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นในกรณีต่าง ๆ จะได้รับโทษดังนี้

เมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

          สำหรับผู้ที่ดื่มหนักมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินตามที่กฎหมายกำหนด และขับขี่ยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้นั้นจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี อีกทั้งยังต้องถูกปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท  นอกจากนี้ยังจะต้องถูกสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่ต่ำกว่า 60 เดือน และหรือถูกสั่งเพิกถอนใบขับขี่ด้วย

เมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส

          อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านอาจมองว่าโทษในข้อแรกที่ว่าเมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บว่าเป็นโทษที่หนักแล้ว สำหรับข้อนี้ผู้ใดที่เมาแล้วขับสร้างความเดือดร้อนโดยให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ “สาหัส” จะต้องได้รับโทษ คือ จำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี ปรับตึ้งแต่ 40,000 – 120,000 บาท อีกทั้งยังต้องถูกระงับใช้ใบขับขี่ไม่ต่ำกว่า 2 ปีเลยทีเดียว

เมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

          ผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินตามที่กฎหมายกำหนด แล้วขับขี่ยานพาหนะไปทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือเสียชีวิต จะต้องได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และต้องถูกโทษปรับตั้งแต่ 60,000 – 200,000 บาท นอกจากนี้ยังต้องถูกระงับใช้ใบขับขี่ทันทีอีกด้วย

          เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลที่เรานำมาให้ทุกท่านได้อ่านวันนี้ หวังว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสายดื่ม สายปาร์ตี้ และหรือบุคคลทั่วไปได้ดี เพื่อให้ทุกท่านไม่เผลอไปทำพฤติกรรมเมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่นและตัวเองต้องเดือดร้อน อีกทั้งอย่าชะล่าใจในเรื่องของปริมาณแอลกอฮอล์ เพราะถ้าเมื่อไรที่เป่าวัดแล้วมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% แม้ว่าจะไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ตาม ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่ดี

          แต่ถ้าใครขับขี่ยานพาหนะแล้วดันไปเกิดอุบัติเหตุ แล้วถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังบอกว่าคุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน เพื่อมาปฏิเสธการรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากไม่อยากเสียรู้และตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย หลังเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าคุณจะถูกหรือผิดรีบติดต่อทนายด่วน

ขอขอบคุณข้อมูล : กรมขนส่งทางบก

รถชนบาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ความเจ็บปวดทรมานที่เรียกร้องให้ประกันภัยชดใช้ได้

รถชนบาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ความเจ็บปวดทรมานที่เรียกร้องให้ประกันภัยชดใช้ได้

กระดูกหักใส่เหล็ก ไม่ใช่เรื่องเล็ก ทั้งเจ็บตัว ขาดรายได้ แถมยังเสี่ยงพิการได้ เรื่องนี้ใครๆก็รู้ บริษัทประกันภัยเองก็รู้แต่…..

         เมื่ออุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น ย่อมต้องมีความเสียหายตามมา มาก-น้อย แล้วแต่เหตุการณ์ไป ความเสียหายนั้นอาจเป็นความเสียหายต่อร่างกายและอนามัย เช่น บาดเจ็บกระดูกหัก แขนหัก ฟันหัก ตาบอด สมองกระทบกระเทือน หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต และความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งของตนเองและของบุคคลภายนอก ซึ่งคนส่วนใหญ่ทราบดีอยู่แล้วว่า ความเสียหายเหล่านี้สามารถเรียกร้องให้ประกันภัยจ่ายค่าชดเชยได้ หากเป็นทรัพย์สินเราสามารถประเมินค่าเสียหายได้ แต่หากเป็นกรณีบาดเจ็บล่ะ? จะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไร?  เมื่อถูกรถชน อาการบาดเจ็บยอดฮิต คงหนีไม่พ้น กระดูกหักใส่เหล็ก ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวด ต้องรักษาตัวต่อเนื่องเป็นเวลานาน การขาดรายได้จากการที่ไม่สามารถประกอบอาชีพ รวมถึงสูญเสียโอกาสในการทำงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอีกด้วย

บาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

  1. ค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายไปในการรักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดจนกว่าจะหายดี
  2. ค่าขาดแรงงาน ค่าขาดรายได้จากการประกอบการงานในระหว่างรักษาพยาบาล
  3. ค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานในปัจจุบันและในอนาคต  อาการบาดเจ็บกระดูกหักใส่เหล็ก ทำให้ร่างกายส่วนที่หักไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิม 
  1. ค่าเสียหายอื่นอันที่มิใช่ตัวเงิน ที่เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย และเสรีภาพ เช่น ค่าทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลกระดูกหักใส่เหล็ก มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดทำให้ขาดความมั่นใจ 
    ค่าทุกข์ทรมานใจจากการที่เป็นนักกีฬาแต่ออกกำลังกายไม่ได้อีก ความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ เป็นต้น

บริษัทประกันภัยนัดไปโรงพักบอกจะจ่าย แต่เกลี้ยกล่อมให้ยอมรับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าความเสียหาย ต้องรับมืออย่างไร?

บริษัทประกันภัยนัดไปโรงพักบอกจะจ่าย แต่เกลี้ยกล่อมให้ยอมรับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าความเสียหาย ต้องรับมืออย่างไร?

       จากที่กล่าวมาข้างต้นเราทราบแล้วว่า ค่าเสียหายจากการถูกรถชนกระดูกหักใส่เหล็กสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง ก็ถึงคราวรวบรวมเอกสารใบรับรองแพทย์และหลักฐานแสดงความเสียหายเพื่อยื่นเรื่องขอรับสินไหมทดแทน เมื่อเราติดต่อบริษัทไป บริษัทมักจะทำการนัดหมายที่โรงพักแล้วเสนอค่าสินไหมทดแทนให้ในจำนวนน้อย มักจะขอเอกสารเพิ่ม และนัดหมายหลาย ๆ ครั้งเหมือนเป็นการยื้อให้ผู้บาดเจ็บเกิดความลำบากในการมาเดินเรื่อง รวมถึงการถูกเกลี้ยกล่อมให้ยอมรับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ ยังไม่รับค่าชดเชยและไม่เซ็นต์เอกสารยอมความใดๆ หลีกเลี่ยงการคุยที่ไม่เกิดประโยชน์ซึ่งทำให้เสียเวลาเปล่า ควรขอเอกสารคืนแล้วหาคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญไปดำเนินการแทน

ตัวอย่างเคสผู้เสียหายถูกรถชนได้รับบาดเจ็บขาหักใส่เหล็ก ประกันภัยนัดไปเจรจาที่โรงพัก เสนอค่าสินไหมทดแทนแค่หลักหมื่น!!

คำพิพากษาคดี

          ผู้เสียหายท่านนี้ได้ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายจากการบาดเจ็บถูกรถชนจนบาดเจ็บสาหัส กระดูกเท้าหักใส่เหล็ก แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวพักฟื้นที่บ้านถึง 120 วัน ในชั้นเจรจาที่โรงพักประกันภัยเสนอชดใช้เพียงแค่หลักหมื่น ซึ่งน้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง ผู้เสียหายรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงตัดสินใจติดต่อหาทนายให้มาดำเนินการแทน ซึ่งหลังจากที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าไปดำเนินการแทนจนจบกระบวนการแล้ว ศาลได้พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย รวมจำนวนเงิน 1,030,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เห็นได้ว่า การที่เข้าไปเจรจาเองที่โรงพักโดยไม่มีความรู้เท่าทันประกันภัยมากพอ อาจเสียประโยชน์ได้

          จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในการทำคดีประกันภัยมายาวนาน ทำให้เรียกร้องค่าเสียหายได้มากถึง 1,030,000 บาท โดยที่ผู้เสียหายไม่ต้องลำบากไปเดินเรื่องเอง หน้าที่ของผู้เสียหายคือ เก็บข้อมูลหลักฐาน รูปภาพ ให้ครบถ้วน พยายามอย่าอ้างว่ารูปภาพและหลักฐานอยู่กับตำรวจ หรือบริษัทประกันภัยได้นำไปแล้ว ผู้เสียหายต้องเก็บเอกสารไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินคดี
ซึ่งในการพิจารณาคดีศาลจะดูพยานหลักฐานเป็นสำคัญ  ยกตัวอย่างเคสนี้ได้เก็บภาพถ่ายบาดแผล
และเอกสารทางการแพทย์อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลก่อนฟ้องได้ 300,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลอันเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล จำนวนเงิน 200,000 บาท และอีกส่วนที่เรียกร้องได้เยอะก็คือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ซึ่งผู้เสียหายได้เบิกความว่า ได้รับความทุกข์ทรมานจากการรักษาพยาบาล อันเกิดจากอุบัติเหตุดังกล่าว ไม่สามารถเดินได้อย่างคนปกติ หรือช่วยเหลือตัวเองได้เป็นเวลา 172 วัน มีบาดแผลขนาดใหญ่ตามร่างกาย รับประทานอาหารด้วยความยากลำบาก หวาดกลัวว่าจะไม่สามารถจะรักษาให้สภาพร่างกายให้กลับไปดีได้อย่างเดิม มีอาการเท้าบวม ทำให้เลือกซื้อรองเท้าได้ลำบากกว่าคนปกติ ไม่สามารถออกกำลังกายได้ ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวัน มีหลักฐานภาพถ่ายที่แสดงถึงความทรมานและเอกสารการทำกายภาพบำบัดแนบ
ค่าสินไหมในส่วนนี้ศาลกำหนดให้เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท จากตอนแรกในชั้นโรงพักประกันภัยเสนอจ่ายเพียงหลักหมื่น เมื่อให้ทนายความดำเนินการแทน จะเห็นว่าเฉพาะยกตัวอย่างมาสองส่วนนี้ก็มากกว่าหลายเท่าแล้ว

          สำหรับใครที่ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บกระดูกหักกำลังถูกบริษัทประกันภัยเสนอชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงเหมือนอย่างเคสคดีนี้ ต้องรีบติดต่อหาทนายความด่วน เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายไว้ตั้งแต่ยังไม่มีเรื่องราว แต่สำหรับประชาชนไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา จึงอาจถูกเอาเปรียบได้ ดังนั้นสุดท้ายปรึกษาทนายคือทางออกที่ดีที่สุด

How to เช็กคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ หรือ เจ้าหน้าที่ตัวจริง

How to เช็กคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ หรือ เจ้าหน้าที่ตัวจริง

          คอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพนักต้มตุ๋นรูปแบบใหม่ที่ได้สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้ประชาชนในสังคมไทยพอสมควร แม้ว่าจะเดินทางข้ามปีมายัง 2024 แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเหล่า คอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ พวกนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปจากสังคม นอกจากจะยังไม่ลดลงแล้วยังมีกลวิธีในการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบใหม่ ๆ ให้คนหลงเชื่อแล้วโอนเงินให้ หรือถูกคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพดูดเงินจนหมดบัญชีอีกด้วย เรียกได้ว่าคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพในยุค 2024 นี้ไม่มีวี่แววว่าจะเกรงกลัวต่อกฎหมายใด ๆ เลย กลับมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อของคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ๆ

         แม้ว่าขณะนี้สังคมไทยจะมีการกวาดล้างคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพอย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่เราก็ยังชะล่าใจไม่ได้ เพราะขบวนการมิจฉาชีพพวกนี้คงไม่ลดลงง่าย ๆ อีกทั้งยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งส่งผลกระทบให้ประชาชนรวมไปถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกสารจำนวนมาก จนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้มีประชาชนหลายคนที่ใช้ชีวิตกับการรับสายทางโทรศัพท์มือถืออย่างหวาดระแวงจนบางคนไม่กล้าที่จะรับสายใครเลยก็ว่าได้ เนื่องจากกลัวว่าจะเป็นคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ  วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้รวบรวมข้อมูล วิธีเช็กว่าเบอร์ที่โทรเข้ามานั้นเป็นคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ หรือ เจ้าหน้าที่ตัวจริงกันแน่

วิธีเช็กคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ หรือ เจ้าหน้าที่/หน่วยงานจริง

วิธีเช็กคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ หรือ เจ้าหน้าที่/หน่วยงานจริง

         อย่างที่กล่าวไปว่าในปัจจุบันนี้เหล่าคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพได้เข้ามาสร้างความเดือดร้อนเสียหายเป็นอย่างมาก จนทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันต้องอยู่แบบหวาดระแวงว่าจะถูกมิจฉาชีพมาหลอกให้โอนเงิน หรือถูกดูดเงินในบัญชีไปหรือไม่ วันนี้เราจึงได้นำข้อมูลความแตกต่างระหว่าง คอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ กับ เจ้าหน้าที่ตัวจริง / หน่วยงานจริง มาฝากกันเพื่อให้สังเกตและรู้ทันกลโกงเบอร์แปลกจากพวกมิจฉาชีพ ดังนี้

เจ้าหน้าที่/หน่วยงานจริง

         -ก่อนอื่นที่ต้องรู้เป็นอันดับแรกเมื่อมีเบอร์แปลกโทรเข้ามาก็คือ การสังเกตเบอร์ที่โทรเข้ามา โดยเบอร์ของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานจริงนั้นจะไม่มีการใช้เบอร์ที่เป็นเบอร์ส่วนตัวติดต่อมาเด็ดขาด อาทิ เบอร์ที่ขึ้นต้นด้วยพวก 08 , 09 เป็นต้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐตัวจริง เช่น เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทย , เจ้าหน้าที่ตำรวจ , เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ฯลฯ จะไม่มีทางติดต่อคุณมาก่อนอย่างแน่นอน

         -เบอร์โทรของเจ้าหน้าที่ตัวจริงหรือหน่วยงานจริงจะเป็นเบอร์ที่ลงทะเบียนไว้อย่างถูกต้องของสังกัดหน่วยงานนั้น ๆ และจะเป็นเบอร์ที่มีหมายเลขเพียง 4 ตัวเท่านั้น นอกจากนี้หากในบางกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตัวจริงโทรเข้ามา เสียงปลายสายจะเป็นเสียงของเจ้าหน้าที่จริง ๆ ไม่ใช่เสียงของคอลเซ็นเตอร์ และจะไม่มีการให้กดหมายเลขใดเพื่อต่อสายอีก

       -เจ้าหน้าที่ตัวจริงจะสามารถยืนยันข้อมูลส่วนตัวของคุณเกี่ยวกับเรื่องที่ติดต่อเข้ามาได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง และจะเข้าประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการติดต่อเข้ามาทันที

แก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ

         -อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าหากมีเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย 08 หรือ 09 โทรเข้ามาให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นเบอร์ของคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพแน่นอน และหากหลงไปรับสายแล้วปลายสายให้กดหมายเลขหรือเครื่องหมายใด ๆ ในการต่อสายไปยังอีกที่หนึ่งหรือเพื่อรับข้อมูลต่อ นั่นคือมิจฉาชีพอย่างแน่นอน 100% ให้รีบวางสายทันที

         –คอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ เมื่อโทรเข้ามามักเป็นเสียงคอลเซ็นเตอร์โทรเข้ามาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ อีกทั้งยังมักจะหลอกถามข้อมูลส่วนตัวของคุณ เช่น “กำลังเรียนสายอยู่กับใคร” หรืออาจจะจั่วเรื่องเข้ามาเลยว่า “คุณมียอดค้างชำระ…” เป็นต้น  

         -นอกจากวิธีการโทรเข้ามาแล้ว คอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ ยังมีการส่งข้อความ SMS พร้อมแนบลิงก์เข้ามาเพื่อให้กด ซึ่งจะมาพร้อมข้อความทำนองที่ว่า “คุณเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัล” ซึ่งวิธีการนี้เป็นเหตุให้มีผู้เสียหายหลายท่านสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก หรือในบางท่านได้ถูกดูดเงินไปจนหมดบัญชี

         ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลเล็ก ๆ น้อย  ๆ ที่เรานำมาให้ทุกท่านได้มีวิธีการเช็กว่าเบอร์แปลกที่โทรเข้ามานั้นเป็นคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพหรือไม่อย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ทันไม่หลงกลหลงเชื่อและถูกเหล่ามิจฉาชีพพวกนี้หลอกให้โอนเงิน หรือถูกดูดเงินไปหมดบัญชีตามที่เป็นข่าวดังมากมาย นอกจากนี้ยังมีวิธีการการสังเกตอีกมาก และในคราวหน้าเราจะนำมาลงให้อ่านกันอย่างแน่นอน

ประกันภัยหัวแพทย์แกล้งผู้บริโภคอ้างว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ต้องจ่ายได้อย่างนั้นหรือ ?

ประกันภัยหัวแพทย์แกล้งผู้บริโภคอ้างว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ต้องจ่ายได้อย่างนั้นหรือ ?

          วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ มีเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์จะมาพูดถึงในหัวข้อเรื่อง ประกันไม่จ่าย ประกันภัยหัวแพทย์แกล้งผู้บริโภคอ้างว่าเอกสารปลอม เอกสารไม่น่าเชื่อถือ เพื่อมาปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งในกรณีที่จะเล่าต่อไปนี้ผู้เสียหายเป็นชาวพม่าที่ต้องสูญเสียสามีจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ หนำซ้ำยังต้องมาเจอบริษัทประกันไม่จ่าย ไม่ใยดีต่อความสูญเสียในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน  

https://www.youtube.com/watch?v=7Qy3zSZnuqc

บริษัทประกันภัยหัวแพทย์ แกล้งอ้างว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือกับคนพม่า

          สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เสียหายชาวพม่าที่เป็นลูกความของสำนักงานเรา อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัทประกันไม่จ่าย ประกันภัยหัวแพทย์ที่ตั้งใจจะเอาเปรียบผู้เสียหายที่เป็นชาวพม่า ทำเอาชาวพม่าถึงกับเหวอเมื่อเจอบริษัทประกันภัยทำแบบนี้ใส่ขณะที่ตนต้องสูญเสียสามีจากเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ อีกทั้งความยุติธรรมยังไม่มีต่อตัวเธออีกเมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าเอกสารที่เธอนำมาให้ต่อบริษัทนั้นเป็นเอกสารปลอม ไม่น่าเชื่อถือ !

          โดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่จังหวะระยอง มีบริษัทประกันภัยรับประกันภัยไว้ทั้งหมดจำนวน 4 บริษัทด้วยกัน ได้เกิดอุบัติเหตุชนชาวพม่าเสียชีวิต โดยชาวพม่าที่เสียชีวิตนั้นเป็นผู้โดยสาร ด้วยความที่เป็นชาวพม่า เอกสารที่เกี่ยวกับการรับรองความถูกต้องนั้นได้ถูกบริษัทประกันภัยบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ในขณะที่อีก 3 บริษัทจ่ายหมด เมื่อมาถึงตรงนี้ปัญหาที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยก็คือ เพราะเหตุใดบริษัทประกันภัยที่จัดตั้งถูกต้องตามกฎหมาย ถึงไม่ยอมทำตามกฎหมาย ? ทั้ง ๆ ที่กฎหมายได้มีระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องของหลักสุจริตอย่างชัดเจนแล้ว

          แต่เพราะเหตุใดบริษัทนี้กระทำเหมือนแกล้งให้คนไม่ได้เงิน และเมื่อไม่ได้เงินแล้วก็ให้ผู้ประสบภัยที่ไม่ได้เงินไปฟ้องเอา หากคนไหนไม่ฟ้องก็เท่ากับว่าบริษัทประกันไม่จ่าย แบบนี้ก็มีด้วยหรือ ? หลังจากนั้นจึงได้ไปร้องเรียนที่คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมธุรกิจประกันภัย แต่คปภ.ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก ผลสุดท้ายจึงได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลตามที่บริษัทประกันภัยประสงค์และต้องการ ในเมื่อประกันไม่จ่ายก็ต้องมาสู้กันในศาลสักตั้งหนึ่ง เมื่อผู้เสียหายมีทนายความนำเรื่องไปฟ้องศาล ประกันภัยกลับสู้ว่า “สงสัยว่าเอกสารปลอม” “สงสัยว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ”

          ผลสุดท้ายในที่สุดหลังจากทนายอาร์มได้ดำเนินคดีนี้ ก็มีคำพิพากษาออกมาในที่สุดสำหรับคดีความของชาวพม่า โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินการทั้งหมด 6 เดือนด้วยกัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วพอสมควรสำหรับคดีคุ้มครองผู้บริโภค  และในส่วนของคำพิพากษาศาลได้บอกอย่างชัดเจนว่า ประเด็นที่ฟ้องนั้นจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาหรือไม่ สุดท้ายแล้วบริษัทประกันภัยที่สงสัยในตัวเอกสารของผู้เสียหายว่า เอกสารไม่น่าเชื่อถือ เอกสารสารปลอม ก็ต้องจ่ายต่อผู้เสียหายอยู่ดี เนื่องจากเป็นเรื่องของหลักสุจริต โดยศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3 แสนบาท และดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อผู้เสียหาย ซึ่งเนื่องจากที่บริษัทประกันไม่จ่ายนั้น ถือเป็นการปฏิเสธผู้เสียหายโดยมิชอบ โดยอ้างเหตุว่า สงสัยว่าเอกสารปลอมหรือไม่ปลอม  อีกทั้งในกฎหมายได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่เบิกค่าเสียหายเป็นเท็จ ต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว

          หากบริษัทประกันภัยจ่ายเงินให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรก และหากสงสัยว่าเอกสารปลอมหรือไม่น่าเชื่อถือจริง บริษัทก็ต้องพิสูจน์ และเมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าปลอมจริง ก็สามารถดำเนินคดีความกับผู้เสียหายต่อได้ทันที ไม่ใช่การที่ประกันไม่จ่ายมาแกล้งผู้เสียหายแบบนี้ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย สุดท้ายสิ่งที่ทนายอาร์มอยากจะบอกไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับเรื่องนี้ประกันไม่จ่ายว่า สิ่งที่บริษัทประกันทำนั้น เป็นการเหมือนแกล้งผู้ประสบภัยให้ไปฟ้องคดี ทั้ง ๆ ที่เอกสารครบถ้วนดีทุกประการ แต่กลับมาสงสัยว่าเอกสารไม่น่าเชื่อถือ เป็นเอกสารปลอม แล้วมาปฏิเสธประกันไม่จ่ายไม่ยอมจ่ายแบบนี้ สำหรับเรื่องทำนองเดียวกันนี้ไม่ได้มีแค่ชาวพม่าที่ต้องเจอ ยังมีเคสของคนไทยอีกหลายคนที่เคยถูกบริษัทประกันไม่จ่ายแกล้งอ้างว่าเอกสารปลอม,ไม่น่าเชื่อถือ ให้ไปฟ้องศาลมาสู้คดีเอา

ทนายอาร์มขอเตือน ! บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ยังไม่มีเรื่อง เมื่อเกิดเหตุก็ควรมีทนายทันที

ทนายอาร์มขอเตือน ! บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ยังไม่มีเรื่อง เมื่อเกิดเหตุก็ควรมีทนายทันที

          และอีกสิ่งหนึ่งที่ทนายอาร์มจะไม่ย้ำเตือนไม่ได้เลยเกี่ยวกับเรื่องประกันไม่จ่าย เกี่ยวกับเรื่องความหัวแพทย์ของบริษัทประกันก็คือ บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่ยังไม่ได้มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น มีทนายความที่พร้อมสู้คดีกับประชาชน หรือผู้บริโภคตาดำ ๆ  แต่สำหรับผู้บริโภคนั้น ไม่ได้มีทนายไว้รอเพื่อต้องสู้คดีกับใครและไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าเมื่อมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น จะถูกบริษัทประกันภัยตอบแทนแบบนี้ สุดท้ายก็หลอกให้ไปฟ้องศาลเพื่อมาสู้คดีกันอยู่ดี ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่ารอให้ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธ อย่ารอให้ประกันไม่จ่าย อย่ารอให้ถูกเอาเปรียบ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรีบมีทนายไว้ปรึกษาทันที ประชาชนคนธรรมดาก็สามารถมีทนายความเพื่อปรึกษาและดำเนินการสู้คดีกับบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ที่พร้อมจะเอาเปรียบได้ เกิดอุบัติเหตุเมื่อใด ปรึกษาทนายด่วน คลิก ติดต่อเรา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้บริการ  

รถชนบาดเจ็บสาหัสขาหักต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ประกันภัยบอกให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” สุดท้ายได้ค่าเสียหายเป็นล้าน

รถชนบาดเจ็บสาหัสขาหักต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ประกันภัยบอกให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” สุดท้ายได้ค่าเสียหายเป็นล้าน

          “รักษาตัวให้หายดีก่อน” วลีเด็ดของบริษัทประกันภัย ที่เมื่อฟังกี่ทีก็เหมือนจะรู้สึกดีที่ดูเหมือนว่าประกันภัยจะดูเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายเมื่อประสบอุบัติเหตุรถชน แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นประโยคที่ทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนไม่ใช่น้อย จนต้องติดต่อทนายให้เข้าช่วยเหลือ วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ก็มีเรื่องราวหนึ่งที่ผู้เสียหายเดือดร้อนหนัก เนื่องจากประสบอุบัติเหตุถูกรถชน ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างร้ายแรง แต่ก็ดันถูกบริษัทประกันภัยหัวหมอใช้วลีเด็ดมาปฏิเสธที่ว่าให้ไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” แล้วค่อยมาเรียกร้อง แต่ในความโชคร้ายของผู้เสียหายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เมื่อผู้เสียหายเจอคลิปวิดีโอของทนายอาร์ม จึงรู้ทันประกันภัยและไม่รอรักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันบอก รีบติดต่อหาทนายทันที สุดท้ายผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ เมื่อศาลพิพากษาให้ค่าเสียหายในจำนวนเกือบ 2 ล้าน…

ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสหนักทั้งคู่ ไม่รอรักษาตัวให้หายดีก่อน โร่ปรึกษาทนาย


ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสหนักทั้งคู่ ไม่รอรักษาตัวให้หายดีก่อน โร่ปรึกษาทนาย

          สำหรับเคสต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของผู้เสียหาย 2 ท่านที่กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์แต่ดันถูกรถยนต์คู่กรณีฝ่าไฟแดงมาชน เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ วันนี้เราจะมาเล่าให้ผู้ติดตามทุกท่านฟังกันเป็นอุทาหรณ์ว่าผู้เสียหายทั้ง 2 ท่านนี้ได้รับบาดเจ็บอย่างไร การที่ไปรักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันบอกมีผลเสียอย่างไร และศาลได้พิพากษาค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้ง 2 ท่านอย่างไรบ้าง

ผู้เสียหายคนที่ 1

          สำหรับผู้เสียหายคนแรกนี้ เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสกว่าคนที่ 2 เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บหนักที่เท้า คือ ขาขวาหัก , กระดูกเท้าแตกละเอียด , กระดูกเท้าหัก , มีแผลเปิดที่หลังเท้า อีกทั้งยังต้องใส่เหล็กเพื่อดาม แต่เป็นเหล็กชนิดที่ต้องเสียบเข้าไปในเนื้อเพื่อดาม และเมื่อมีการเสียบใส่เหล็กดามก็ต้องมีการดึงเอาเหล็กออก โดยเป็นวิธีการพิเศษเฉพาะแพทย์ สำหรับผู้เสียหายคนที่ 1 นี้ ศาลก็ได้พิพากษาค่าเสียหายให้ในจำนวน 1 ล้านกับอีก 3 หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 และสำหรับผู้เสียหายท่านนี้ศาลได้เชื่อว่าเขามีอาการบาดเจ็บที่สาหัสจริง ๆ เนื่องจากมีหลักฐาน และแนวทางการรักษาที่ชัดเจน ส่งผลให้ทั้งหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกับอาการบาดเจ็บยิ่งมีน้ำหนักต่อศาล

          สำหรับเรื่องของหลักฐานภาพถ่ายขณะเกิดเหตุ หรือขณะบาดเจ็บ การรักษาต่าง ๆ ทนายอาร์มขอย้ำเตือนไว้เลยว่า เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากในบางคนมีรูปถ่ายหลักฐานครบทุกอย่าง แต่รูปภาพหลักฐานดันไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ศาลไม่สามารถไปเอารูปภาพเหล่านั้นมาจากมือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่ต้องเก็บข้อมูลอาการบาดเจ็บ ถ่ายรูปภาพต่าง ๆ ไว้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะศาลจะเชื่อว่าคุณบาดเจ็บสาหัสจริง กลับกันกับในบางคนที่หลงเชื่อคำประกันว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ก็ดันไปรักษาตัวจนหายดี เมื่อไปถึงศาล ศาลท่านก็จะเห็นว่า คุณรักษาตัวให้หายดีก่อนรักษาตัวหายดีแล้วก็จะไม่ช่วยอะไรมาก

          แต่สำหรับเคสนี้คือผู้เสียหายมีลำดับเหตุการณ์ทุกอย่าง , มีรูปภาพหลักฐานมายืนยัน , มีใบนัดพบแพทย์อย่างชัดเจน สำหรับผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บคนที่ 1 นี้ มีอาชีพค้าขายขนมโตเกียว ซึ่งต้องยืนทำขนม และต้องขับรถจักรยานยนต์เอาขนมไปส่งลูกค้า โดยเคสนี้มีหลักสำคัญที่ว่า “อาการบาดเจ็บมีผลกระทบต่ออาชีพที่ทำหรือไม่” ดังนั้น อย่างเรื่องอาชีพก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน และการจัดวางรูปเรื่องคดีก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญในการทำคดีของทนายความด้วย ต่อมาสำหรับเรื่องค่าทุกขเวทนา เคสนี้ศาลก็ได้พิพากษาให้เป็นจำนวน 3 แสนบาทด้วยกัน โดยได้ตามที่เรียกร้องไป สำหรับ ค่าทุกขเวทนา ตามประสาชาวบ้านจะเรียกว่า ค่าทำขวัญ แต่ในทางกฎหมายจะใช้คำว่า ทุกขเวทนา นั่นเอง

ผู้เสียหายคนที่ 2

          ผู้เสียหายคนที่ 2 นี้ มีอาการบาดเจ็บ คือ ศีรษะกระแทก ส่งผลให้มีแผลที่บริเวณศีรษะ ในมุมมองสำหรับบริษัทประกันภัยอาจมองว่าผู้เสียหายเพียงแค่ “หัวแตก” หรือแค่ศีรษะแตกเท่านั้น จะเรียกร้องค่าเสียหายอะไรมากมาย แต่สำหรับเคสนี้ด้วยกระบวนการ ด้วยหลักฐานต่าง ๆ  แนวทางการรักษาของผู้เสียหาย การนำเสนอต่อศาล กระบวนการทำงานของทนายความ ทำให้ศาลเชื่อเช่นเดียวกันว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บได้รับอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายซึ่งเสียหายมาก ในความเป็นจริงแล้วนั้นศีรษะของมนุษย์ไม่ควรได้รับความกระทบกระเทือนใด ๆ เลย เนื่องจากในสมองของคนเราต้องใช้ความจำสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างมาก และสำหรับคำพิพากษาของศาลในผู้เสียหายคนที่ 2 นี้ ศาลได้พิพากษาให้จำนวน 8 แสนบาทด้วยกัน

ทนายอาร์มขอเตือน ! บาดเจ็บหนักสาหัสไม่ต้องกลัวจะสู้ไม่ได้ ไม่ต้องรอรักษาตัวให้หายดีก่อน นั่งอยู่เฉย ๆ ความยุติธรรมไม่มาหาแน่นอน

          เรียกได้ว่าสำหรับผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง 2 คนนี้ไม่ว่าจะเรียกไปเท่าไร ศาลก็ได้พิพากษาเกือบเต็มตามฟ้องเลยทีเดียว และไม่มีโดนฟ้องกลับแต่อย่างใด เรื่องรักษาตัวให้หายดีก่อนทนายอาร์มจึงบอยากขอเตือนไว้สำหรับผู้ที่ประสบอุบัติเหตุรถชนว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะไปสู้กับเขาได้อย่างไร ยิ่งในกรณีที่บาดเจ็บสาหัส ไม่ต้องกลัวหรือกังวลเลยว่าจะสู้ไม่ได้ หากรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็ไม่ต้องรอรักษาตัวให้หายดีก่อน อย่ายอมตกเป็นเหนื่อยหลงเชื่อคำประกันภัย

          หากนั่งอยู่เฉย ๆ  ความยุติธรรมไม่ไปหาแน่นอน นอกจากคุณจะสู้ด้วยตัวคุณเอง เรียกร้องความเป็นธรรมให้อาการบาดเจ็บ ความเสียเวลาของคุณ ที่สำคัญคืออย่าหลงเชื่อคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน หลังเกิดอุบัติเหตุรีบติดต่อหาทนายทันที เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุ แต่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีแม้แต่ทนายไว้ปรึกษา เพราะเหตุนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ต้องมีทนายไว้ปรึกษาทันที อีกทั้งอย่าหลงเชื่อทะแนะ เพราะนอกจากทะแนะจะทำให้คุณเสียเวลาแล้ว ยังทำให้คุณไม่ได้ค่าเสียหายอะไรเลย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายที่เปิดให้บริการกว่า 1 ทศวรรษ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายที่เปิดให้บริการกว่า 1 ทศวรรษ

          สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายที่เปิดให้บริการมากว่า 10 ปี โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์  ศิริ ผู้ริเริ่มจัดตั้งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ด้วยความมุ่งหวังว่าจะเป็นสำนักงานทนายที่มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพในการให้บริการทางด้านกฎหมายแก่ผู้มาใช้บริการ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีอาชีพใด สำนักงานทนายของเราก็พร้อมและยินดีที่จะให้บริการในทุกปัญหาของผู้มาใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันนี้สำนักงานทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้เดินทางมา 1 ทศวรรษด้วยกัน มีทีมทนายมากความสามารถมากกว่า 20 คน และให้บริการประชาชนผู้มาใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพจนได้รับความไว้วางใจจากผู้มาใช้บริการหลายท่าน เพราะเรามุ่งเน้นที่จะให้ทุกคำปรึกษาของเรามีประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อผู้มาใช้บริการ วันนี้จึงจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักสำนักงานทนายของเรากันให้มากยิ่งขึ้น ว่าเรามีบริการทางด้านกฎหมายอะไรบ้าง และทำไมเมื่อเกิดปัญหาต้องใช้บริการสำนักงานทนาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีบริการอะไรบ้าง ?


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีบริการอะไรบ้าง ?

          สำนักงานทนายของเราตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นสถานที่สำหรับให้บริการทางด้านกฎหมายให้แก่ประชาชนอย่างครบครันในทุกเรื่องของกฎหมาย และในวันนี้สำนักงานทนายของเราก็ได้มีบริการทางด้านกฎหมายกว่า 10 บริการด้วยกัน ดังนี้

คดีประกันภัย

          สำนักงานทนายของเราให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีประกันภัยในทุกกรณี เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัย ฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อบริษัทประกันภัย ทำให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมจากบริษัทประกันภัยได้มากที่สุด และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัยทั้งหมด

คดีแพ่ง

          สำหรับคดีแพ่งเป็นคดีที่สำนักงานทนายของเรามีอยู่ในมือหลายคดีที่มีความแตกต่างหลากหลายกรณีออกไป ไม่ว่าจะเป็นการรับปรึกษาคดีเบื้องต้นเกี่ยวกับคดีแพ่ง, ทำคดีเกี่ยวกับที่ดิน, คดีเกี่ยวกับการผิดสัญญา, คดีเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน และคดีอื่น ๆ อีกมากมายที่เรารับทำเกี่ยวกับคดีแพ่ง สำหรับใครที่ต้องการให้เราช่วยดำเนินคดีแพ่งสามารถติดต่อเราเข้ามาได้ทันที

คดีอาญา

          คดีอาญานี้แต่ละกรณีจะมีความร้ายแรงที่แตกต่างกันออกไป แต่สำนักงานทนายของเราก็ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ถูกแจ้งความหรือผู้ที่ถูกฟ้องคดีอาญารับทำคดีอาญาทุกประเภท

คดีหมิ่นประมาท

         เป็นคดีความที่เกี่ยวกับการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวถึงเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง โดยคดีประเภทหมิ่นประมาทเป็นคดีที่เกิดขึ้นได้ง่ายและใกล้ตัว สำนักงานทนายของเรารับปรึกษาและทำคดีหมิ่นประมาททุกคดี ไม่ว่าจะฟ้องคดีหมิ่นประมาท, เจรจา และหรือไกล่เกลี่ย

คดีครอบครัว

          คดีครอบครัวนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหย่าร้าง/ชู้สาว สินสมรส การผิดสัญญาหมั้น อำนาจในการปกครองบุตร การร้องขอเป็นบุตรโดยชอบ เรียกร้องค่าเลี้ยงดู คดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว สำนักงานทนายของเราสามารถดำเนินการช่วยเหลือให้คำแนะนำ รวมไปถึงทิศทางหรือแนวทางในการดำเนินคดี เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมายได้

คดีมรดก

          สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับมรดกหรือทรัพย์สินทุกชนิดของบุคคลที่เสียชีวิต ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ส่วนใหญ่ก็เป็นคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาท หรือบุคคลที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วยกันตามกฎหมาย หรือตามพินัยกรรม รวมไปถึงคดีที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกถูกฟ้องในฐานะทายาทให้รับผิดชอบหนี้ของผู้เสียชีวิต สำนักงานทนายของเราก็สามารถดำเนินคดีนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการมรดก , จัดทำพินัยกรรม , การฟ้องเกี่ยวกับคดีมรดก เป็นต้น  

คดีผู้บริโภค

          สำนักงานทนายของเรามีประสบการณ์ในการทำคดีผู้บริโภคอย่างมาก สำหรับคดีความระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคนี้ โดยลักษณะคดีจะเป็นการเรียกร้องให้ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการ รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภค หากท่านใดที่ต้องการดำเนินคดีความกับผู้ประกอบธุรกิจก็สามารถมาใช้บริการสำนักงานทนายของเราได้

การร่างสัญญา

          หนึ่งในบริการของสำนักงานทนายของเรา เป็นกระบวนการเตรียมการร่างเอกสารทางกฎหมาย เกี่ยวกับการทำข้อตกลงระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย หรือ หลายฝ่าย ที่มีข้อตกลงเห็นชอบร่วมกันว่าจะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน หรืองดเว้นการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน หรือข้อตกลงต่าง ๆ อย่างชัดเจน ที่ทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ระบุไว้อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการลงลายมือชื่อของบุคคลที่ร่วมทำสัญญากัน และหรือลายมือชื่อของพยานด้วย

ทนายความรับรองลายมือชื่อ

          เป็นบริการรับรองลายมือชื่อของทนายความ เพื่อรับรองเอกสาร รวมไปถึงการทำสัญญาต่าง ๆ ว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลนั้นจริง นอกจากนี้ยังมีการลงชื่อในเอกสารฉบับนั้นด้วยในฐานะพยาน และรวมไปถึงการลงลายมือชื่อรับรองสำเนาว่าเป็นเอกสารที่สำเนามาจากต้นฉบับนั้นจริง

บริการคัดถ่ายสำนวนของศาลในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

          สำหรับบริการไปคัดถ่ายสำนวนสรรพเอกสารต่าง ๆ ของศาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นบริการที่สำนักงานทนายของเราตั้งใจมีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สำหรับทนายความ หรือคู่ความที่ไม่สะดวกเดินทางมาเอง หรือผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด หากไม่อยากเสียเวลาเดินทางมาก็สามารถใช้บริการนี้ของสำนักงานทนายของเราได้ทันที

ทำไมต้องทำคดีกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ?


https://www.youtube.com/watch?v=SzZyLiK-Www

          จากคลิปวิดีข้างต้นเป็นเพียงเหตุผลบางส่วนจากผู้มาใช้บริการของเราเท่านั้น นอกจากนี้ทุกท่านยังสามารถติดตามและอัปเดตข่าวสารและรีวิวการทำคดีความของสำนักงานทนายของเราได้ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์นี้ FACEBOOK, YOUTUBE และ TIKTOK สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายสำนักงานหนึ่งที่พร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้บริการทางกฎหมายกับทุกท่านที่ต้องการความช่วยเหลือในทุกปัญหา นอกจากเราจะมีบริการทางกฎหมายที่ครบครันแล้ว ทีมทนายความของเรายังเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการทำคดีความที่หลากหลาย และพร้อมให้คำปรึกษาคุณในทุกปัญหาของคุณ 

ทำความรู้จักอาชีพทนายความให้มากขึ้นกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทำความรู้จักอาชีพทนายความให้มากขึ้นกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

          วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาพูดถึงในเรื่องของบริษัททนายความ หรือสำนักงานกฎหมายนั่นเอง ว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นบริษัททนายความให้บริการอย่างไรบ้าง และอาชีพทนายความเป็นอย่างไร มีหน้าที่อะไรบ้าง และต้องมีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะมาเป็นทนายความได้ สำหรับใครที่ในอนาคตต้องการมีอาชีพเป็นทนายความต้องอ่านเลย เพราะวันนี้เราได้สรุปและรวบรวมข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับอาชีพทนายความ และบริษัททนายความมาฝากทุกคนกัน

บริษัททนายความ สำนักงานทนายความ สำนักงานกฎหมายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

บริษัททนายความ สำนักงานทนายความ สำนักงานกฎหมาย เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

          บริษัททนายความ  สำนักงานทนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย คือ สถานที่สำหรับให้บริการทางด้านกฎหมายแก่ผู้มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป องค์กรและหรือบริษัทขนาดเล็ก-ใหญ่ ที่ต้องการได้รับคำแนะนำ คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย หรือต้องการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย เช่น จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย โดยบริษัททนายความจะมีทนายความและทีมผู้ช่วยทนายความเป็นผู้ให้บริการทางกฎหมายแก่ผู้มาใช้บริการ โดยจะต้องให้คำปรึกษา คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาของผู้ที่มาใช้บริการอย่างตรงจุด และให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากการที่มาปรึกษาทนาย ซึ่งบริษัททนายความบริษัทหนึ่งสามารถมีทนายความได้หลายคน และทนายความแต่ละคนอาจมีประสบการณ์ ความถนัด หรือความสามารถทางกฎหมายที่แตกต่างกันได้ เพื่อให้คำปรึกษาความเข้าใจอย่างตรงปัญหาของผู้มาใช้บริการมากที่สุด นอกจากนี้ยังเพื่อให้ผู้มาใช้บริการได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อถือในตัวทนายความอย่างมากที่สุดด้วย

คุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นทนายความ


          สำหรับใครที่สนใจและต้องการจะประกอบอาชีพทนายความในอนาคต ต้องอ่านหัวข้อนี้เลย ว่าการจะเป็นทนายความได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เพื่อการเตรียมตัวที่ดีในการที่จะประกอบอาชีพนี้ในอนาคต

  • ต้องมีสัญชาติไทย
  • ต้องสำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์หรืออนุปริญญาจากสถาบันที่สภาทนายความให้การรับรองอนุมัติ
  • ต้องเป็นบุคคลที่มีการขอจดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความจากสภาทนายความอย่างถูกต้อง
  • ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นขอจดทะเบียนและได้รับใบอนุญาต
  • ต้องไม่เป็นผู้ที่อยู่ระวางมีโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด และหรือต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
  • ต้องไม่เป็นผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียในศีลธรรมหรือมีความบกพร่องในการทำผิดศีลธรรมอันดี อีกทั้งยังต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความประพฤติหรือการกระทำใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริต
  • ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจของสังคม
  • ต้องไม่เป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ความพิการ หรือมีความบกพร่องทางด้านจิตใจอันเป็นผลไปสู่ความบกพร่องในสมรรถภาพในการประกอบอาชีพ
  • ต้องไม่เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งทางราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงินเดือนและตำแหน่งประจำ
  • ต้องมีความซื่อตรงซื่อสัตย์ต่อลูกความ ผู้ร่วมงาน องค์กร บริษัท และมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง

ลักษณะงานของทนายความ

          ใครที่อยากเป็นทนายความในอนาคตต้องรู้เลยว่าลักษณะการทำงานของทนายความในแต่ละวันนั้นต้องทำอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

  • ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มาใช้บริการทางกฎหมายกับบริษัททนายความที่เราทำงานประจำอยู่
  • จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งในบางบริษัททนายความทนายความส่วนใหญ่อาจไม่ต้องทำเอกสารเอง เนื่องจากจะมีผู้ช่วยทนายความหรือที่เรียกว่าเสมียนทนายความทำให้อยู่แล้ว
  • มีหน้าที่ในการดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย ว่าความ และดำเนินกระบวนการพิจารณาใด ๆ ในศาลแทนคู่ความทั้งคดีแพ่งและหรืออาญา
  • สร้างความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ให้กับบุคคลหรือองค์กรที่รับเป็นทนายความให้
  • นอกจากนี้ในบางครั้งทนายความยังมีหน้าที่ในการเป็นคนกลางไกลเกลี่ยความขัดแย้งในด้านผลประโยชน์ด้วย

สถานที่ทำงานของทนายความ

          ส่วนใหญ่แล้วสถานที่ทำงานของทนายความจะเป็นลักษณะออฟฟิศอย่างบริษัททนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย ก็จะเป็นบริษัททนายความมีออฟฟิศที่มีสิ่งแวดล้อมพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการทำงานของทนาย บริษัททนายความจะมีความคล้ายคลึงกับออฟฟิศทั่ว ๆ ไป แต่อาจมีความแตกต่างเล็กน้อยตรงที่โต๊ะของทนายความอาจต้องใช้พื้นที่มากพอสมควรสำหรับการวางเอกสารต่าง ๆ และนอกจากนี้ทนายความยังต้องมีการออกไปติดต่อประสานงานนอกสถานที่อย่างเช่น ศาล สถานีตำรวจ รวมไปถึงสถานที่อื่น ๆ อีกด้วย โดยการทำงานในหนึ่งสัปดาห์ของทนายความนั้นอาจมีการทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงก็เป็นได้ เนื่องจากต้องปฏิบัติงานให้ได้ตามที่ได้รับมอบหมายและต้องอยู่ในขอบเขตเวลา นอกจากนี้ยังอาจมีการใช้วันหยุดอย่างวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันทำงานหรือต้องเข้าบริษัททนายความด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าบางสัปดาห์ทนายความอาจไม่มีวันหยุดเลยก็ว่าได้ สำหรับอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องทุ่มเทและเสียสละเวลาส่วนตัวมากจริง ๆ

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นนั้น หากใครที่สนใจในอาชีพทนายความก็อย่าลืมศึกษาคุณสมบัติข้างต้นของทนายความไว้ เพื่อเป็นการเริ่มต้นเตรียมตัวที่จะเป็นทนายความในอนาคต และที่สำคัญเกี่ยวกับอาชีพนี้ก็คือ นอกจากจะต้องมีความฝัน มีใจรักในอาชีพนี้แล้ว ต้องรู้ไว้เลยว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่จะต้องมีความอดทน ความเสียสละและทุ่มเทอย่างมาก ดังนั้น หากสามารถทำได้ตามที่กล่าวไปนี้ก็จะสามารถเป็นทนายในบริษัททนายความได้อย่างประสบความสำเร็จแน่นอน

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!