อุทาหรณ์ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เมื่อบริษัทประกันภัยโยนความผิดให้ผู้บริโภค ใครควรรับผิดชอบกันแน่? 

หากติดตามเนื้อหากฎหมายจากเว็บไซต์สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยู่เป็นประจำ จะพบว่าเรื่อง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก หลายกรณีสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยที่พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด หรือโยนภาระให้ผู้เสียหาย ทั้งที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุและกระบวนการซ่อมที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถควบคุมได้

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคจำนวนมาก “ไม่รู้สิทธิของตนเอง” จนนำไปสู่การยอมรับความเสียหายโดยไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม บทความนี้จะพาไปดูอีกหนึ่งอุทาหรณ์จริงที่สะท้อนชัดว่า ทำไมเมื่อเกิดความวินาศภัย การมีทนายความตั้งแต่ต้นจึงสำคัญอย่างยิ่ง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าเสียหายที่ผู้ใช้รถมีสิทธิเรียกร้อง เมื่อไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติจากเหตุที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของตนเอง เช่น รถถูกรถคันอื่นชนจนต้องเข้าซ่อมเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้รถไปทำงาน ประกอบอาชีพ หรือดำเนินชีวิตประจำวันได้

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถถือเป็นค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้เช่ารถมาใช้แทนก็ตาม ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่า รถคันดังกล่าวถูกใช้งานเป็นปกติ และการขาดการใช้รถก่อให้เกิดความเสียหายจริง แต่กระบวนการหรือเทคนิคในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถหรือค่าเสียหายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับเทคนิคและกลยุทธ์ของทนายความแต่ละคน ซึ่งอาจสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้แตกต่างกันไป

รถซ่อมเกือบ 200 วัน ใครต้องรับผิด?

ในคดีตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปัญหาค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้อย่างชัดเจน ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุจนรถเกิดความวินาศภัย และต้องนำรถเข้าซ่อมเป็นระยะเวลานานเกือบ 200 วัน ซึ่งถือว่าเกินกว่าระยะเวลาปกติอย่างมาก

ด้วยระยะเวลาการซ่อมที่ยาวนาน ผู้เสียหายไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติ จึงมอบหมายให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นศาล กลับสะท้อนพฤติกรรมที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง

โยนบาปที่ 1: โทษผู้เอาประกันภัย “สมัครใจเอารถเข้าซ่อมเอง”

บริษัทประกันภัยให้การต่อสู้คดีโดยอ้างว่า

“โจทก์สมัครใจนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์ดังกล่าว ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่ามีคิวซ่อมนานหลายเดือน”

กล่าวคือ บริษัทพยายามโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยว่า เป็นผู้เลือกศูนย์ซ่อมเอง จึงต้องยอมรับผลของการซ่อมล่าช้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เอาประกันภัยแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และต้องซ่อมรถภายใต้ระบบที่บริษัทประกันภัยเป็นผู้ควบคุมการอนุมัติค่าใช้จ่าย

โยนบาปที่ 2: โยนต่อให้ศูนย์ซ่อม ทั้งที่บริษัทก็ล่าช้าเอง

หลังจากโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัทประกันภัยยังโยนความรับผิดไปให้ศูนย์ซ่อม โดยอ้างว่า ศูนย์มีคิวซ่อมนาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทประกันภัยเองก็มีส่วนทำให้การซ่อมล่าช้า จากการอนุมัติซ่อมที่ไม่ทันเวลา

พฤติกรรมลักษณะนี้ทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในสภาพ “ไม่มีใครรับผิด” ทั้งที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับลูกค้าของบริษัทประกันภัยโดยตรง คำถามสำคัญคือ ในฐานะผู้รับประกันภัย บริษัทควรมีความรับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัยเมื่อใด?

ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ? รู้ทันประกันภัยได้จาก YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า ควรเริ่มต้นเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างไร ต้องพูดกับบริษัทประกันภัยแบบไหน ใช้เอกสารอะไร หรือควรยอมรับคำอธิบายของประกันภัยมากน้อยแค่ไหน กรณีตัวอย่างจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่า หากผู้เสียหายเดินเรื่องเพียงลำพัง มักถูกปฏิเสธสิทธิ ถูกโยนความผิด หรือถูกทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมาย จนสุดท้ายยอมถอดใจและยอมรับความเสียหายไปโดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง และบริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ เพียงเพราะอ้างว่าศูนย์ซ่อมคิวนาน หรือผู้เอาประกันภัยเป็นผู้เลือกสถานที่ซ่อมเอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิทธิไม่มี แต่อยู่ที่ผู้เสียหาย “ไม่รู้ว่าจะใช้สิทธิอย่างไรให้ถูกต้อง”

หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ ขอแนะนำให้ติดตาม YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ได้รวบรวมเนื้อหาอุทาหรณ์จริงเกี่ยวกับ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ และปัญหาประกันภัยในรูปแบบเข้าใจง่าย พร้อมเทคนิคและแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว รู้สิทธิ รู้เทคนิค และรู้ทันประกันภัยตั้งแต่ก้าวแรก เพราะบางครั้ง แค่รู้มากกว่า ก็เป็นต่อได้มากกว่า

ทำไมต้องมีทนายตั้งแต่แรก เมื่อเกิดความวินาศภัย?

จากเคสที่ยกมาให้เป็นอุทาหรณ์ข้างต้นตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า การมีทนายความตั้งแต่เกิดเหตุมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทนายจะ

  • วางแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายตั้งแต่ต้น
  • รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถและระยะเวลาซ่อม
  • ประเมินค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างเหมาะสม
  • ป้องกันการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม

ต่างจากหลายกรณีที่ผู้เสียหายไปเดินเรื่องเองก่อน เมื่อไม่ได้รับเงินหรือถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ จึงค่อยมาหาทนาย ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสหรือเสียเปรียบทางคดีไปแล้ว

ปรึกษาทนายได้ทันที ดีกว่าเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้เงิน แล้วค่อยมาหาทนาย

อุทาหรณ์เรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ กรณีรถซ่อมเกือบ 200 วัน เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายไม่ควรถูกปล่อยให้รับภาระจากความล่าช้าและความไม่เป็นธรรมเพียงลำพัง เมื่อเกิดความวินาศภัย สิทธิของผู้เอาประกันภัยควรได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง

หากคุณประสบอุบัติเหตุ รถต้องเข้าซ่อมนาน หรือถูกปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่ารอให้ความเสียหายลุกลาม คุณสามารถปรึกษาทนายความได้ทันทีตั้งแต่นาทีแรก เพื่อวางแผนการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างถูกต้อง รอบคอบ และเป็นธรรมตั้งแต่ก้าวแรก ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

เตือนภัยผู้บริโภคคดีรถชน! เมื่อบริษัทประกันภัยหัวหมอยิ่งกว่าที่คิด ปฏิเสธจัดซ่อมรถ อ้างผู้เสียหาย “จัดฉากชน”

ในยุคที่จำนวนคดีรถชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงเชื่อว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบริษัทประกันภัยจะเข้ามาดูแล ซ่อมแซม และเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายเคสที่บริษัทประกันภัยใช้ “กลยุทธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะปฏิเสธการซ่อม อ้างว่าเอกสารไม่ครบ หรือตีความว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเอง

หนึ่งในนั้นคือเคสของ “คุณป้า” รายหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้ผู้บริโภคทุกคนต้องรู้เท่าทันสิทธิของตัวเองในคดีรถชน

เมื่อประกันภัยนิ่งเฉย 2 เดือนเต็ม รถเสียหายแต่ไม่ยอมจัดซ่อม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่คุณป้าถูกรถคู่กรณีชนจนรถได้รับความเสียหายหนัก แต่แทนที่บริษัทประกันภัยของคู่กรณีจะนำรถไปจัดซ่อมตามหน้าที่ กลับ “นิ่งเฉย” ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึง 2 เดือนโดยไม่มีการติดต่อกลับ ไม่มีการประเมินความเสียหาย และไม่มีการนำรถเข้าซ่อมแม้แต่น้อย

คุณป้าซึ่งไม่เคยมีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างให้ไป “ร้องเรียน คปภ.” แต่เป็นที่รู้กันว่า คปภ. มักทำงานในลักษณะสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยการร้องเรียนอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

โชคดีที่คุณป้ายังไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และได้ตัดสินใจมาพูดคุยกับทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก่อน

ทนายเข้าดูแลคดีรถชนทันที ส่งหนังสือให้บริษัทประกันภัยจัดซ่อมโดยเร่งด่วน

เมื่อทนายอาร์มตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้ว พบว่าเคสนี้มีความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกเบี่ยงประเด็นหรือปัดความรับผิดชอบอย่างไม่ถูกต้อง ทนายจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องทันที โดยจัดทำหนังสือถึงบริษัทประกันภัยเพื่อให้

  • นำรถของผู้เสียหายไปจัดซ่อม
  • คืนสภาพรถให้เหมือนก่อนเกิดเหตุ
  • ดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในเนื้อหาของหนังสือ “ไม่ได้มีการเรียกค่าซ่อมใด ๆ จากบริษัทประกันภัย” แต่เป็นการให้บริษัทนำรถไปซ่อมในฐานะผู้รับผิดชอบตามกรมธรรม์

จากปฏิเสธการซ่อม กลับกลายเป็นบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ขอใบเสนอราคา ค่าซ่อม ค่าแรง ค่าอะไหล่เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

หลังจากบริษัทประกันภัยได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมาย บริษัทตอบกลับมาในลักษณะที่เปลี่ยนท่าทีทันที โดยขอให้คุณป้าส่ง:

  • ใบเสนอราคาค่าซ่อม
  • รายละเอียดอู่ซ่อม
  • ค่าแรง
  • ค่าอะไหล่

เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

ฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนปกติ แต่แท้จริงแล้ว…

นี่คือกลยุทธ์ขั้นต่อไปของบริษัทประกันภัยบางแห่ง ที่พยายามโยนภาระให้ผู้เสียหายรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

ทำไมทนายจึงแนะนำว่า “ไม่ควรทำใบเสนอราคา”?

ทนายอาร์มให้ความเห็นว่า การทำใบเสนอราคาค่าซ่อมส่งให้บริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายถูกบริษัทกล่าวหาว่า:

  • ทำใบเสนอราคา “ปลอม”
  • ระบุอะไหล่ไม่ตรงรุ่น
  • ใส่ราคาอะไหล่สูงเกินจริง
  • บวกรายการเกินความจำเป็น

และอาจถูกบริษัทประกันภัยดำเนินคดีเพิ่ม โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายพยายามเอาเปรียบบริษัท

นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่เคยรู้มาก่อน”

แท้จริงแล้ว… การหาอู่ซ่อมและทำใบเสนอราคา “ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เสียหาย”

ตามกฎหมายและหลักการจัดการคดีรถชน คือ

  • บริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดซ่อมทั้งหมด
  • บริษัทต้องหาอู่ซ่อม
  • บริษัทต้องประเมินราคา
  • บริษัทต้องรับผิดชอบในการคืนสภาพรถ

ผู้เสียหายไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำใบเสนอราคาแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัยพยายามโยนภาระกลับมาให้ผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการทำผิดขั้นตอนและเป็นการบิดเบือนหน้าที่อย่างชัดเจน

บริษัทประกันภัยกลัวอะไร? กลัวซ่อมไม่จบ? กลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ…

  • หรือบริษัทกลัวว่าถ้าซ่อมแล้วต้องรับประกันงานซ่อม?
  • หรือกลัวว่าซ่อมไม่จบและต้องรับผิดชอบเพิ่ม?
  • หรือกลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้ผู้เสียหายในระหว่างที่รถเข้าซ่อม?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้เสียหายไม่ควรถูกผลักภาระเหล่านี้

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ ผู้บริโภคต้องมีทนาย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายรอปฏิเสธคุณตั้งแต่ก่อนรถจะชน

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ:

บริษัทประกันภัยมีทีมทนายรออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดคดีรถชน

บริษัทมีเวลา พร้อมข้อมูล พร้อมกฎหมาย และพร้อมกลยุทธ์ในการลดความรับผิดชอบ
แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีความรู้ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีคดีรถชน ผู้บริโภคควรมีทนายเพื่อ:

  • ปกป้องสิทธิ
  • ป้องกันการถูกเอาเปรียบ
  • ทำให้บริษัทประกันภัยต้องทำตามหน้าที่
  • ลดความเสี่ยงที่จะถูกโยนภาระกลับมา

อย่าให้ประกันภัยเล่นกลกับสิทธิของคุณ

เคสของคุณป้าเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจ

  • ปฏิเสธการซ่อมรถ
  • กล่าวหาผู้เสียหายว่าจัดฉาก
  • ขอเอกสารที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค
  • พยายามบิดเบือนขั้นตอนเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงิน

ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน และต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชน, บริษัทประกันภัยไม่ยอมซ่อมรถ หรือกำลังถูกปัดความรับผิดชอบ

👉 ปรึกษาทนายอาร์ม – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณตั้งแต่วันแรก หรือโทร 062-195-1661

เคสอุทาหรณ์! อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่พลิกวิกฤติทันเวลา ทำไม “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ถึงสำคัญ และทำไมต้องรีบปรึกษาทนาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนมักมองข้ามคือ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นค่าสินไหมที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับไม่เคยได้รับเงินส่วนนี้เลย เพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง หรือปล่อยให้เวลาผ่านจนเกือบหมดอายุความ และนี่คือ เคสจริง ที่เกิดขึ้นกับคุณ A ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้รถทุกคน

อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่ยังไม่ได้รับแม้แต่คำตอบเดียวจากประกันภัย

คุณ A ประสบอุบัติเหตุเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว รถพังหนักและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งตามกฎหมายผู้เสียหายควรได้รับ

  • ค่าซ่อมรถ
  • ค่ารถยก
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย
  • และที่สำคัญที่สุดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

แต่ผ่านไปเกือบ 2 ปี บริษัทประกันภัยกลับ ไม่เคยติดต่อกลับ ไม่เคยแจ้งผลดำเนินการ และไม่เคยจ่ายค่าสินไหมใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะอะไร?

คำตอบคือ…

บริษัทประกันภัยหัวหมอหวังไม่ต้องจ่ายสักบาท!

หากปล่อยให้ ขาดอายุความ บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว วันขาดอายุความตรงกับวันที่ 17 ซึ่งเป็น วันอาทิตย์ หมายความว่าเกือบจะไม่มีวันที่ทำเรื่องได้เลย หากคุณ A ไม่ตัดสินใจรีบหาทนาย ทุกอย่างจะจบสิ้น และไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้อีก

นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้รถจำนวนมากไม่รู้
และนี่คือสิ่งที่บริษัทประกัน “หวัง” ให้เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อบริษัทประกันภัยบอก “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อม”

บริษัทประกันภัยอ้างว่า “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อมในระบบ” แต่จริง ๆ แล้ว นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้เอาประกัน แต่เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัยโดยตรงที่ต้องจัดการให้รถของผู้เสียหายกลับมาใช้งานได้ตามปกติ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปัดความรับผิดชอบโดยข้ออ้างเช่นนี้ได้ แต่ก็มีผู้เสียหายจำนวนมากไม่รู้กฎหมาย จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

ออกหนังสือทวงถามภายในวันเดียว บริษัทประกันภัยยอมเสนอจ่ายทุกอย่าง!

ถ้าเป็นทนายคนอื่น อาจแนะนำให้รอ 3–7 วัน หรือบอกให้รอขั้นตอนตามระบบ

แต่การรอในเคสนี้เท่ากับคดีหมดอายุความ เท่ากับคุณ A ไม่ได้เงินสักบาท

ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงตัดสินใจลงมือทันที

  • จัดทำหนังสือทวงถาม ส่งถึงบริษัทประกันภัยโดยด่วน
  • ระบุชัดว่า “ให้เสนอจ่ายค่าสินไหมภายในเวลา 15.00 น. ของวันนั้น

ผลลัพธ์ที่หลายคนคิดว่า “เป็นไปไม่ได้”… ก็เกิดขึ้นจริง

บริษัทประกันภัยตอบกลับ และยอมเสนอจ่ายทุกค่าเสียหายที่เรียกไป!

โดยไม่ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติมเลย นั่นหมายความว่าจริง ๆ แล้ว “บริษัทประกันภัยสามารถทำได้” แต่เลือกที่จะไม่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี


บริษัทเสนอจ่ายครบทุกส่วน รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

หลังจากได้รับหนังสือทวงถาม บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้แบบ “จัดเต็ม” ครบทุกส่วน ได้แก่

  • ✔ ค่าซ่อมรถ
  • ✔ ค่ารถยก
  • ✔ ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (สิทธิสำคัญที่หลายคนไม่รู้)
  • ✔ ค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยอดรวมเป็นเงิน “หลักแสนบาท”

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ปล่อยให้คดีขาดอายุความ และมีทนายดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร และทำไมถึงสำคัญมาก?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิได้รับเพราะคุณไม่สามารถใช้รถได้ เช่น

  • ค่าเช่ารถในระหว่างซ่อม
  • ค่าเดินทางที่ต้องเสียเพิ่ม เช่น รถสาธารณะ
  • ค่าความเสียหายจากการไม่สามารถใช้รถทำงานหรือประกอบอาชีพได้

แม้คุณจะ ไม่ได้เช่ารถจริง ก็สามารถเรียกร้องได้ตามอัตรามาตรฐานที่ศาลใช้คำนวณ

แต่หลายคนไม่ได้รับเงินส่วนนี้เพราะ:

  • ไม่รู้ว่ามีสิทธิ
  • ไม่เคยทวงหรือไม่มีทนายทวงให้
  • ปล่อยให้คดีหมดอายุความ

เคสนี้คือบทเรียนใหญ่ อย่ารอจนเกือบหมดอายุความ

คุณ A ขับรถจากปราจีนบุรีมาหาทนายอาร์มด้วยตัวเอง และถือว่าเป็น “ความโชคดี” เพราะยังทันเวลาเพียง 3 วันก่อนหมดอายุความ

แต่ผู้เสียหายหลายคนไม่มีโอกาสเหมือนคุณ A

เพราะ…

  • คิดว่าประกันจะจัดการให้เอง
  • กลัวการปรึกษาทนาย
  • ไม่รู้ว่าใกล้ครบอายุความ
  • ปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถทำอะไรได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะยังไม่ชน”

บริษัทประกันมีทีมทนายครบพร้อมตั้งแต่ Day 1 แต่ประชาชนทั่วไปมัก “ไม่มีที่ปรึกษา” จึงกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนทั่วไปควรทำแบบเดียวกัน คือ

ปรึกษาทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ

เพื่อ:

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • กันไม่ให้โดนปัดตก
  • รู้ว่าเรียกค่าอะไรได้บ้าง
  • และที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ

อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยมีหวัง ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันแรกเกิดอุบัติเหตุ

เคสของคุณ A จบด้วยความสำเร็จ ได้รับค่าชดเชยครบทุกบาททุกสตางค์ แต่สาเหตุที่ทำได้เพราะ “ยังทันเวลา” และตัดสินใจมาพบทนายก่อนหมดอายุความ 3 วันเท่านั้น หากคุณเพิ่งประสบอุบัติเหตุ หรือรอคำตอบจากประกันมานานแล้ว หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

อย่าปล่อยทิ้งไว้อีกวันเดียว เพราะคดีหมดอายุความเท่ากับไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีเดียวที่จะปกป้องสิทธิ และทำให้คุณได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
รวมถึงค่าเสียหายอื่น ๆ อย่างครบถ้วนตามสิทธิที่ควรได้ ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

รถชนเรียกค่าเสียหาย ทำไมไปร้อง คปภ. เอง แล้วถึงไม่มีผล?

รู้ทันบริษัทประกันภัย และรู้เท่าทันกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย ก่อนจะเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายคนคิดว่าแค่มีประกันภัยก็คงพอแล้ว แต่ในความจริง การ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่คุณต้องเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งมักกลายเป็นประเด็นปะทะกันระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยอย่างไม่รู้จบ และในหลายๆ เคส การเดินเรื่องด้วยตัวเอง แม้แต่การไปร้องเรียนที่ คปภ. ก็อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี หากคุณไม่มีความรู้หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ

ตัวอย่างเคสจริง: คุณ A เดินเรื่องเอง แต่สุดท้ายกลับเสียเปรียบ

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนคือ เคสของ คุณ A ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 รถของคุณ A ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องส่งซ่อมนานถึง 240 วัน แต่เมื่อถึงเวลายื่นเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ บริษัทประกันภัยกลับเสนอให้เพียงแค่ 60 วัน ๆ ละ 500 บาท เท่านั้น รวมเป็นเงินเพียง 30,000 บาท

เมื่อคุณ A เห็นว่าตัวเลขที่ได้รับไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจไปร้องเรียนกับ คปภ. ด้วยตัวเอง หวังว่าหน่วยงานกลางจะช่วยเจรจาเพื่อความยุติธรรม แต่ผลที่ได้คือ คปภ.นัดไกล่เกลี่ยและบริษัทประกันภัยก็เพียง “เพิ่มให้เป็น 70 วัน” เท่านั้น ยอดรวมเป็น 35,000 บาท ซึ่งยังห่างไกลจากความเสียหายจริง

ไกล่เกลี่ย…หรือถูกเกลี้ยกล่อม?

หลังจากที่คุณ A เห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อขอคำปรึกษาจาก ทนายอาร์ม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยโดยเฉพาะ แต่ทว่าก็พบว่า… ช้าไปแล้ว เพราะการที่คุณ A ไปร้องเอง และเข้าสู่กระบวนการเจรจากับบริษัทประกันภัยก่อน โดยไม่มีทนายหรือผู้รู้กฎหมายอยู่ด้วย ทำให้เสียเปรียบตั้งแต่ต้น

ทนายอาร์ม อธิบายว่า

“การไกล่เกลี่ย ถ้าไม่มีความรู้ = ไปถูกเกลี้ยกล่อม”
เพราะบริษัทประกันภัยมีความพร้อมด้านกฎหมาย ทีมเจรจา และกลยุทธ์เชิงจิตวิทยา พอผู้เสียหายไม่มีความรู้ ก็อาจหลงเชื่อหรือยอมตกลงโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเสียสิทธิ์ไปแล้ว

รู้หรือไม่? ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ “เรียกได้มากกว่าวันละ 500 บาท!”

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เรียกได้เพียงวันละ 300–500 บาท แต่ในความเป็นจริง หากผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ว่าการไม่ได้ใช้รถทำให้สูญเสียรายได้ เช่น ใช้รถทำธุรกิจ ส่งของ หรือมีความจำเป็นใช้รถจริงๆ ก็สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ได้มากกว่านั้น และอาจมากถึงวันละ 800–1,500 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบแต่สิ่งที่สำคัญคือ…
คุณต้องมีความรู้ และต้องรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย
เพราะบริษัทมักเสนอจ่ายต่ำ ๆ ก่อน หากคุณไม่ท้วง ไม่ขอเจรจา หรือไม่มีผู้ช่วยที่เข้าใจสิทธิของคุณ เงินที่ควรได้รับก็อาจหลุดลอยไป

คำแนะนำจากทนายอาร์ม: อย่าไปร้อง คปภ. เอง ถ้าไม่มั่นใจ

หลายคนคิดว่า คปภ. คือที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งในทางทฤษฎีใช่ แต่ในทางปฏิบัติ หากคุณเข้าไปโดยไม่มีแผน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง คุณอาจเจอสิ่งที่เรียกว่า “ไกล่เกลี่ยแบบลดสิทธิ” เพราะบริษัทประกันภัยมักใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่เจรจาให้จ่ายน้อยลง โดยหวังว่าผู้เสียหายจะ “ยอมรับ” ข้อเสนอเพื่อให้เรื่องจบเร็ว

ดังนั้น ทนายอาร์มจึงแนะนำว่า

“หากจะไป คปภ. ควรให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้น หรืออย่างน้อยก็ขอคำปรึกษาก่อน”

เพราะหากคุณเสียเปรียบในชั้น คปภ. แล้ว จะย้อนกลับมาแก้ไขในภายหลังได้ยากมาก หรืออาจเสียสิทธิ์โดยสมบูรณ์

อย่าเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น! ดูคลิปเทคนิคเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากทนายอาร์มก่อน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกตีราคาชีวิตหรือทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะทุกสิทธิของคุณสามารถเรียกร้องได้อย่างถูกต้อง หากคุณรู้วิธี

ติดตามคลิปเทคนิคดี ๆ จากทนายอาร์ม
สอนวิธีเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างละเอียด ทั้งหลักฐาน วิธีเจรจา และกลยุทธ์ป้องกันการเสียเปรียบ
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.1

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.2

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.3

รถชนเรียกค่าเสียหาย อย่าประมาทเรื่องความรู้

  • บริษัทประกันภัยมักมีทีมเจรจาและกลยุทธ์
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกได้มากกว่าที่คิด
  • การไปร้อง คปภ. เอง หากไม่มีข้อมูล อาจกลายเป็นการเสียสิทธิ
  • ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

อย่ารอให้รถชนแล้วเสียสิทธิแบบคุณ A
เพราะการรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย คืออาวุธที่ดีที่สุดของผู้เสียหาย

อย่าลืมว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความเตรียมพร้อมตั้งแต่รถยังไม่ชน พร้อมใช้ทุกเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อลดภาระความรับผิดของตนเองให้มากที่สุด ดังนั้น ผู้เสียหายอย่างเราก็มีสิทธิ์ในการปกป้องตนเองเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเจรจาแบบเอาเปรียบ เพราะ “เดินเรื่องเอง = เสียเปรียบ” อย่างแน่นอน หากคุณไม่อยากให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเสียเปรียบ ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

บริษัทประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

เคยไหมที่เวลาเกิดอุบัติแล้วไม่รู้ต้องทำอะไรก่อน เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ขอบเขตของข้อกฎหมายเพื่อเอาไว้ปกป้องสิทธิที่ตัวเองควรจะได้รับ เพราะส่วนใหญ่เมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้บาดเจ็บมักจะถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้เซ็นหนังสือประนีประนอมยอมเพื่อลดการจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่ต้องทำคืออย่าเซ็นเอกสารใดๆ ที่บริษัทประกันภัยยื่นมาให้เด็ดขาด เพราะอาจถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก บาดเจ็บทุพพลภาพ หากสะดวกควรหาทนายเอาไว้เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาจะดีที่สุด

อย่างเคสที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายของผู้เสียหายอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะบาดเจ็บจากอุบัติอย่างหนักหนาสาหัสแล้ว ยังถึงขั้นบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยยังพยายามเตะถ่วงบ่ายเบี่ยงค่าเสียหายตามความเหมาะสม ทำให้ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยเท่าที่ควร โดยบริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะ “ทุพพลภาพถาวร” จริงหรือ?? ทั้งที่แพทย์ลงความเห็นว่าผู้บาดเจ็บนั้นได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร เกริ่นมาขนาดนี้แล้วหลายคนคงอยากทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ผู้บาดเจ็บได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง และสิ่งที่หลายคนคงอยากทราบคือบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าเยียวยาเหตุทุพพลภาพถาวรเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เราไปเริ่มลำดับเหตุการณ์กันเลยค่ะ

ประสบอุบัติเหตุสาหัสจนทุพพลภาพ บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงจ่าย!!

รถคว่ำ

โดยอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสารข้างคนขับ กำลังเดินทางกลับจากการไปทำธุระรายงานตัว ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีฝนตกลงมาจนเป็นสาเหตุให้ถนนลื่น ทำให้กระบะที่ผู้บาดเจ็บขับมานั้นเกิดเสียหลักลื่นไถลตกลงไปข้างทาง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยได้รับบาดเจ็บกระดูกบริเวณคอหัก หลังจากรักษาตัวมาได้ระยะหนึ่ง ผู้บาดเจ็บได้ถูกส่งตัวไปรักษาอีกโรงพยาบาลและต้องนอนพักรักษาตัวอีกราวประมาณ 1 เดือน และต่อมาได้ถูกส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งเพื่อพักรักษาตัวอีกประมาณครึ่งเดือนเศษ ซึ่งเป็นการรักษาที่ยาวนานและทรมานมาก ผู้บาดเจ็บได้รับข่าวร้ายว่าต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยหัวใสยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพตามที่ระบุเอาไว้ในประกัน

ใบรับรองแพทย์แจ้งทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยไม่เชื่อ!!

กระดูกหัก

หลังจากนั้นผู้บาดเจ็บยังเกิดภาวะติดเชื้อทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ หลังจากต้องนอนป่วยติดเตียงมาเป็นเวลานานเกิดก็ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถเดินเหินใช้ชีวิตได้ตามปกติ แถมยังเกิดเป็นแผลกดทับลึกขนาดใหญ่จนไม่สามารถนอนหงายได้ ต้องคอยนอนตะแคงอยู่ตลอดเวลา และต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน ด้วยภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตัวเอง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก จึงเป็นอะไรที่ทรมานมากทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพภาวร ทำให้ขาดรายได้ในการจุนเจือครอบครัว

บาดเจ็บทุพพลภาพ

จากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล แน่นอนว่าบริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่บริษัทประกันภัยหัวใสใช้ช่องโหว่ยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายที่ระบุตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งบริษัทประกันภัยขอเสนอจ่ายเบื้องต้นแค่ค่าสินไหมเป็นเงิน 60,506 บาท และค่านอนรักษาตัวเป็นเงินเพียงแค่ 2,800 บาท ส่วนในกรณีทุพพลภาพถาวรนั้น บริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าทุพพลภาพนั้นจะต้องไม่สามารถใช้งานอวัยวะในร่างกายเพื่อการทำงานใดๆ ได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบริษัทประกันภัยเชื่อว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นอาจไม่ได้มีภาวะทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ผู้บาดเจ็บรู้สึกได้ถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัทประกันภัย และได้มอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกรณีทุพพลภาพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เห็นถึงการไร้ความรับผิดชอบต่อผู้บาดเจ็บที่ซื้อประกันภัยเพื่อความคุ้มครอง แต่บริษัทประกันภัยนั้นกลับไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ภาคบังคับ แถมกลับต้องมาเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจกันแบบนี้เมื่อเกิดกรณีอุบัติเหตุ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงต้องดำเนินการทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้บาดเจ็บอย่างถึงที่สุด ป่วยกายก็นับว่าทุกข์ใจแสนสาหัสอยู่แล้ว ยังมาเจอบริษัทประกันภัยพูดแบบนี้น่าเห็นใจผู้บาดเจ็บเสียจริงๆ

มีทนายไว้คอยให้คำปรึกษาหรือสู้คดีจะดีที่สุด

ประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ทำไมเราควรต้องมีทนายความผู้เชี่ยวชาญ” ไว้คอยช่วยเหลือดูแลเมื่อเกิดอุบัติขึ้น อย่างน้อยยังอุ่นใจได้ว่าเราจะไม่ถูกบริษัทประกันภัยเอารัดเอาเปรียบแบบกรณีนี้ หากท่านไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย หรืออยากปรึกษาคดีด้านไหนติดต่อมาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญไว้คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ

“ค่าขาดประโยชน์” จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

ค่าขาดประโยชน์ จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

หลายท่านที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับ ค่าขาดประโยชน์ หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั่นเอง สำหรับเรื่องค่าขาดประโยชน์นี้ทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจหรือช่องยูทูปของสำนักงานของเราก็ได้นำเสนอให้เห็นบ่อย ๆ กันสำหรับเคสคดีค่าขาดประโยชน์ เพราะมีผู้เสียหายหลายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยที่มักทำพิษให้ผู้เสียหายเหมือนเช่นเคย มีผู้เสียหายหลายท่านได้เข้ามาปรึกษาทนายอาร์มกี่ยวกับเรื่องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวนมาก โดยแต่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าไม่คิดเลยว่าประกันภัยจะหัวแพทย์ได้ขนาดนี้ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาดำเนินคดีให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้รับความเป็นธรรม หรือแทบจะไม่มีวี่แววเลยที่ประกันภัยจะยอมจ่ายให้ จึงต้องโร่ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ดังเช่นทนายอาร์ม

          อย่างที่กล่าวไปว่าหลายท่านที่ติดตามสำนักงานทนายของเราคงคุ้นเคยและเคยได้เห็นเคสตัวอย่างในเรื่องของค่าขาดประโยชน์กันมาบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อเลยว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจคำว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร จำเป็นต้องเรียกหรือไม่ วันนี้สำนักงานของเรามีคำตอบมาฝากทุกท่านกัน พร้อมนำเคสตัวอย่างมานำเสนอให้ชมกันเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่าคดีค่าขาดประโยชน์นี้ผู้เสียหายแต่ละท่านเจอมาอย่างไร และเจอประกันภัยเอาเปรียบรูปแบบไหนบ้าง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร ?

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าสินไหมทดแทนหรือที่เรียกว่าเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝ่ายถูกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้ ค่าขาดประโยชน์นี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าเช่ารถระหว่างที่รถจัดซ่อมอยู่ที่อู่ โดยตามหลักผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าขาดประโยชน์จากการที่ทำให้เจ้าของรถฝ่ายถูกไม่มีรถใช้ก็คือ บริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีฝ่ายผิดนั่นเอง แต่ถ้ารถของคู่กรณีไม่มีประกัน เจ้าของรถฝ่ายถูกก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กับตัวคู่กรณีได้โดยตรง

เคสตัวอย่าง : รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

          เคสนี้รถยนต์หรูยี่ห้อเบนซ์เกิดเหตุเมื่อช่วงต้นปีของเดือนมกราคมที่ผ่านมา เสียหายยับขนาดนี้ดันเจอประกันภัยนิ่งใส่ให้รถหรูจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน ทั้งที่ควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ เดือดร้อนไม่มีรถใช้งานด้วยความรอนานประกันไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้า จนมาเจอ #ทนายอาร์ม จากคลิปใน Youtube รีบตรงเข้าปรึกษาเรียกร้องค่าขาดประโยชน์และตัดสินใจดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยที่ #สำนักงานกฎหมายวงกรณ์ ทันที หลังจากทนายอาร์มเดินเรื่อง บริษัทประกันยังอ้างว่าเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน อีกทั้งเสียหายหนักต้องใช้เวลาซ่อมนาน เมื่อเจอแบบนี้ก็ต้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ผู้เสียหายอย่างสมเหตุสมผล

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

          มาต่อกันที่เคสนี้เป็นรถเบนซ์โดนชนหน้ายุบ แต่บริษัทประกันเสนอจ่ายเพียง 24,000 เท่านั้นจนเกิดคำถามว่าน่าเกลียดไปไหม ? สำหรับกรณีแบบนี้เมื่อรถจอดอยู่ดี ๆ ก็โดนชนจนเสียหายยับ ประกันคู่กรณีออกหลักฐานรับผิดชอบความเสียหายให้ไป #เรียกร้องเอาค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเอง จากที่เคยมีรถใช้ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคนไม่มีรถใช้ซะอย่างนั้น ให้ประกันจัดหารถเช่าก็แล้ว ให้จัดหาศูนย์เบนซ์ที่ซ่อมให้เร็วกว่า 30 วันก็แล้ว บริษัทประกันตัวดีก็ทำเพิกเฉย เท่านั้นยังไม่พอ ยังเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์ #ค่าเสื่อม ของรถเบนซ์เพียง 24,000 เท่านั้น เหมาะสมแล้วหรือที่ต้องมาเสียเวลา #ทรัพย์สินเสียหาย ไม่มีรถใช้ต้องเช่ารถขับ แถมประกันยังมาทำแบบนี้อีกเอาเปรียบกันเกินไปไหม

          จากกรณีดังกล่าวนี้ เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง บริษัทประกันเสนอจ่ายน้อยจริงทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เอาเปรียบกันอย่างชัดเจนขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างไรว่าประกันจงใจเอาเปรียบผู้บริโภค

เคสตัวอย่าง : อู่ประเมินคืนซาก ประกันบอกมีอู่ซ่อม 200,000

          มาต่อกันที่เคสตัวอย่างที่สามรถยนต์พังยับขนาดนี้ ทั้งที่เป็นอู่ในเครือของประกันภัยประเมินให้ “คืนซาก” แต่ประกันดันบอก มีอู่ที่อื่นซ่อมได้ พร้อมจ่ายให้ 200,000 บาทเท่านั้น พอจริงหรือ ? เหมาะสมจริงหรือ ? ที่จะจ่ายแค่ 200,000 บาท รถพังยับขนาดนี้ ซ่อมแล้วจะเหมือนเดิมใช่ไหม ผู้เสียหายทนไม่ไหว โร่ปรึกษาทนายเรียกร้องค่าขาดประโยชน์พร้อมดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยตัวแสบอย่างเต็มที่ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

มีประกันอย่าเพิ่งชะล่าใจ ระหว่างรออะไหล่ อย่าลืมเรียกค่าขาดประโยชน์

          ไม่ว่าจะรถแพงรถหรูหรือรถไมแพงเมื่อเข้าอู่ซ่อมแล้วต้องรออะไหล่นาน มีประกันภัย แต่ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ห้ามลืมเด็ดขาดว่าสามารถเรียก “ค่าขาดประโยชน์” ได้ #ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่จำเป็นต้องรอให้ซ่อมเสร็จ สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันภัยได้เลย ไม่ว่ารถต้องใช้เวลาซ่อมหรือรออะไหล่นาน หรือไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด บริษัทมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่ผู้เอาประกันภัย

          พบบริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยง เพิกเฉย ติดต่อยาก อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด! มิเช่นนั้นอาจถูกเอาเปรียบก็เป็นได้ ปรึกษาทนายความผู้มีความเชี่ยวชาญใช้แนวทางด้านกฎหมายในการเรียกร้องสิทธิค่าขาดประโยชน์และดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย ต้องทนายอาร์มแห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยมือหนึ่ง 

“ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

ค่าขาดประโยชน์ จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

       หลายท่านที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับ ค่าขาดประโยชน์ หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั่นเอง สำหรับเรื่องค่าขาดประโยชน์นี้ทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจหรือช่องยูทูปของสำนักงานของเราก็ได้นำเสนอให้เห็นบ่อย ๆ

กันสำหรับเคสคดีค่าขาดประโยชน์ เพราะมีผู้เสียหายหลายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยที่มักทำพิษให้ผู้เสียหายเหมือนเช่นเคย มีผู้เสียหายหลายท่านได้เข้ามาปรึกษาทนายอาร์มกี่ยวกับเรื่องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวนมาก โดยแต่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าไม่คิดเลยว่าประกันภัยจะหัวแพทย์ได้ขนาดนี้

ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาดำเนินคดีให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้รับความเป็นธรรม หรือแทบจะไม่มีวี่แววเลยที่ประกันภัยจะยอมจ่ายให้ จึงต้องโร่ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ดังเช่นทนายอาร์ม

          อย่างที่กล่าวไปว่าหลายท่านที่ติดตามสำนักงานทนายของเราคงคุ้นเคยและเคยได้เห็นเคสตัวอย่างในเรื่องของค่าขาดประโยชน์กันมาบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อเลยว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจคำว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร จำเป็นต้องเรียกหรือไม่ วันนี้สำนักงานของเรามีคำตอบมาฝากทุกท่านกัน พร้อมนำเคสตัวอย่างมานำเสนอให้ชมกันเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่าคดีค่าขาดประโยชน์นี้ผู้เสียหายแต่ละท่านเจอมาอย่างไร และเจอประกันภัยเอาเปรียบรูปแบบไหนบ้าง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร ?

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าสินไหมทดแทนหรือที่เรียกว่าเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝ่ายถูกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้ ค่าขาดประโยชน์นี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าเช่ารถระหว่างที่รถจัดซ่อมอยู่ที่อู่ โดยตามหลักผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าขาดประโยชน์จากการที่ทำให้เจ้าของรถฝ่ายถูกไม่มีรถใช้ก็คือ บริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีฝ่ายผิดนั่นเอง แต่ถ้ารถของคู่กรณีไม่มีประกัน เจ้าของรถฝ่ายถูกก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กับตัวคู่กรณีได้โดยตรง

เคสตัวอย่าง : รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

          เคสนี้รถยนต์หรูยี่ห้อเบนซ์เกิดเหตุเมื่อช่วงต้นปีของเดือนมกราคมที่ผ่านมา เสียหายยับขนาดนี้ดันเจอประกันภัยนิ่งใส่ให้รถหรูจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน ทั้งที่ควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ เดือดร้อนไม่มีรถใช้งานด้วยความรอนานประกันไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้า จนมาเจอ #ทนายอาร์ม จากคลิปใน Youtube รีบตรงเข้าปรึกษาเรียกร้องค่าขาดประโยชน์และตัดสินใจดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยที่ #สำนักงานกฎหมายวงกรณ์ ทันที หลังจากทนายอาร์มเดินเรื่อง บริษัทประกันยังอ้างว่าเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน อีกทั้งเสียหายหนักต้องใช้เวลาซ่อมนาน เมื่อเจอแบบนี้ก็ต้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ผู้เสียหายอย่างสมเหตุสมผล

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

          มาต่อกันที่เคสนี้เป็นรถเบนซ์โดนชนหน้ายุบ แต่บริษัทประกันเสนอจ่ายเพียง 24,000 เท่านั้นจนเกิดคำถามว่าน่าเกลียดไปไหม ? สำหรับกรณีแบบนี้เมื่อรถจอดอยู่ดี ๆ ก็โดนชนจนเสียหายยับ ประกันคู่กรณีออกหลักฐานรับผิดชอบความเสียหายให้ไป #เรียกร้องเอาค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเอง จากที่เคยมีรถใช้ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคนไม่มีรถใช้ซะอย่างนั้น ให้ประกันจัดหารถเช่าก็แล้ว ให้จัดหาศูนย์เบนซ์ที่ซ่อมให้เร็วกว่า 30 วันก็แล้ว บริษัทประกันตัวดีก็ทำเพิกเฉย เท่านั้นยังไม่พอ ยังเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์ #ค่าเสื่อม ของรถเบนซ์เพียง 24,000 เท่านั้น เหมาะสมแล้วหรือที่ต้องมาเสียเวลา #ทรัพย์สินเสียหาย ไม่มีรถใช้ต้องเช่ารถขับ แถมประกันยังมาทำแบบนี้อีกเอาเปรียบกันเกินไปไหม

          จากกรณีดังกล่าวนี้ เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง บริษัทประกันเสนอจ่ายน้อยจริงทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เอาเปรียบกันอย่างชัดเจนขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างไรว่าประกันจงใจเอาเปรียบผู้บริโภค

เคสตัวอย่าง : อู่ประเมินคืนซาก ประกันบอกมีอู่ซ่อม 200,000

          มาต่อกันที่เคสตัวอย่างที่สามรถยนต์พังยับขนาดนี้ ทั้งที่เป็นอู่ในเครือของประกันภัยประเมินให้ “คืนซาก” แต่ประกันดันบอก มีอู่ที่อื่นซ่อมได้ พร้อมจ่ายให้ 200,000 บาทเท่านั้น พอจริงหรือ ? เหมาะสมจริงหรือ ? ที่จะจ่ายแค่ 200,000 บาท รถพังยับขนาดนี้ ซ่อมแล้วจะเหมือนเดิมใช่ไหม ผู้เสียหายทนไม่ไหว โร่ปรึกษาทนายเรียกร้องค่าขาดประโยชน์พร้อมดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยตัวแสบอย่างเต็มที่ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

มีประกันอย่าเพิ่งชะล่าใจ ระหว่างรออะไหล่ อย่าลืมเรียกค่าขาดประโยชน์

          ไม่ว่าจะรถแพงรถหรูหรือรถไมแพงเมื่อเข้าอู่ซ่อมแล้วต้องรออะไหล่นาน มีประกันภัย แต่ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ห้ามลืมเด็ดขาดว่าสามารถเรียก “ค่าขาดประโยชน์” ได้ #ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่จำเป็นต้องรอให้ซ่อมเสร็จ สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันภัยได้เลย ไม่ว่ารถต้องใช้เวลาซ่อมหรือรออะไหล่นาน หรือไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด บริษัทมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่ผู้เอาประกันภัย

          พบบริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยง เพิกเฉย ติดต่อยาก อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด! มิเช่นนั้นอาจถูกเอาเปรียบก็เป็นได้ ปรึกษาทนายความผู้มีความเชี่ยวชาญใช้แนวทางด้านกฎหมายในการเรียกร้องสิทธิค่าขาดประโยชน์และดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย ต้องทนายอาร์มแห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยมือหนึ่ง 

ประกันภัยตัวร้าย จากผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหา หากไปประเมินราคาเอง

จากผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหา หากไปประเมินราคาเอง

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย และกรณีที่ถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ.2566 หมวด 1 หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ข้อ 10 ระบุว่า

เมื่อบริษัทได้รับแจ้งเหตุ หรือมีการเรียกร้องให้ชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ให้บริษัทดำเนินการอย่างน้อยต่อไปนี้

                (1)บันทึกข้อมูลการรับแจ้งเหตุหรือการเรียกร้อง โดยเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวไปบันทึกรายการในสมุดทะเบียนค่าสินไหมทดแทนที่เกี่ยวข้อง และสมุดบัญชีของบริษัทภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับข้อมูลดังกล่าว พร้อมทั้งออกเลขที่ตรวจสอบรายการความเสียหายและประมาณการค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น

                (ก)กรณีที่ต้องมีการสำรวจภัย ให้บริษัทแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจภัย ณ ที่เกิดเหตุ หรือสถานที่ที่ผู้เอาประกันภัยนัดหมาย และออกเอกสารการรับแจ้งเหตุ หรือใบตรวจสอบรายการความเสียหายให้กับผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย ไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้นำมาติดต่อกับบริษัทหรือดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

                (ข)กรณีที่ไม่ต้องมีการสำรวจภัย ให้บริษัทแจ้งให้ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย ทราบถึงเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ต้องใช้ประกอบการเรียกร้อง ช่องทางการติดต่อกับบริษัท และระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาและชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย

          แล้วใครจะไปคาดคิดได้ว่าวันหนึ่งเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุอยู่ ๆ ก็ได้รับสถานะเป็น ผู้เสียหาย สถานะที่ไม่มีใครอยากจะเป็นหรือได้รับ เพราะไม่ได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้เสียหายเลย อีกทั้งยังมีแต่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ที่รถต้องมาได้รับความเสียหาย อีกทั้งจัดซ่อมรถ และไม่มีรถชนระหว่างรอซ่อมอีก แต่ผู้เสียหายก็ยังอุ่นใจที่คิดว่ารถมีประกันภัย และประกันภัยก็เป็นสิ่งแรกที่นึกถึงว่าจะเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือได้แน่นอนเมื่อยามเดือดร้อนนี้ แต่ ๆ แต่ ที่ไหนได้ประกันภัยกลับทำให้ผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหาซะอย่างนั้น

ประกันภัยตัวร้ายทำพิษ จากผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ต้องหา

ประกันภัยตัวร้ายทำพิษ จากผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องหา

กรณีต่อไปนี้ทนายอาร์มจะมาพูดถึงกรณีหนึ่งที่ผู้เสียหายหรือผู้บริโภคได้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบอย่างมาก และได้รับความเดือดร้อนจากพฤติกรรมที่สุดแสนจะเอาเปรียบประชาชนและผู้บริโภคตาดำ ๆ ของบริษัทประกัน ก่อนอื่นต้องเท้าความไปถึงหลักประกาศของคปภ. ปี 2566 ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น และสรุปคร่าว ๆ ก็คือ บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ที่จะต้องประเมินความเสียหายให้กับผู้บริโภค แต่ปัญหาอยู่ตรงที่บริษัทประกันภัยดันไม่ทำตามหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ คือบริษัทได้ให้ผู้บริโภคหรือผู้เสียหายไปประเมินราคาค่าซ่อมรถเอง พอผู้บริโภคไปประเมินราคาเอง ทำใบประเมินราคาเองตามที่ประกันบอก ประกันก็กลับอ้างต่อผู้บริโภคว่า “ทำใบเสนอราคาปลอมหรือไม่” บ้าง “ไม่ใช่ของจริง” บ้าง หรือ “ไม่ได้ซ่อมราคานี้หรือไม่” บ้าง และ “ราคาสูงเกินความเป็นจริงหรือไม่” เป็นต้น

          กลายเป็นเหตุให้บริษัทประกันภัยนำมาอ้างสงสัยต่อตัวผู้บริโภคว่า ฉ้อฉลประกันภัย ซะอย่างนั้นว่า ราคาที่ผู้บริโภคตั้งมานั้น การไปซ่อมเอง,ทำเองราคามันแพงเกินไป, ผู้บริโภคมีเจตนาเอาประโยชน์อะไรจากบริษัทประกันหรือไม่” กลายเป็นว่าผู้บริโภคไม่สุจริตต่อบริษัทประกันภัยซะอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่บริษัทประกันก็ทราบหน้าที่ของตนเองดี ว่ามีหน้าที่ต้องทำอะไร แต่ทำไมจึงไม่ทำตามหน้าที่ของตนเอง

ประกันภัยไม่ยอมทำหน้าที่ คนที่เดือดร้อนคือใคร ?

เมื่อบริษัทประกันไม่ทำหน้าที่ของตน คนที่เดือดร้อนคือใคร ? คำตอบ คือ ผู้บริโภค ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและหวังพึ่งว่าประกันจะสามารถช่วยเหลือได้ในยามเดือดร้อน แต่ประกันภัยกลับมาผลักภาระให้ผู้บริโภคว่าที่ผู้บริโภคต้องไปดำเนินการตามที่ประกันบอก จริง ๆ กลายเป็นว่าประกันก็เอาตรงนั้นมาเป็นข้ออ้างต่อผู้บริโภคอีกว่า “เจตนาคุณไม่สุจริตนะ” “มันราคาสูง” “ใบเสนอราคานี้ปลอมหรือเปล่า” “ฉ้อฉลประกันหรือไม่” ฯลฯ และอีกหลายเหตุผล ไม่ว่าจะทำอะไรผู้บริโภคก็ผิด ทั้ง ๆ ที่ประกันมีหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ดันผลักภาระมาให้ผู้บริโภค พอผลักภาระมาให้ไม่พอยังมาซ้ำเติมผู้บริโภคอีกโดยการบอกว่า “น่าสงสัยนะ” “มีพิรุธนะ” กลายเป็นมองว่าที่ผู้บริโภคประเมินมาไม่ถูกต้อง และสุดท้ายจบด้วยคำว่า “ผมไม่จ่าย” ถ้าหากบริษัทประกันภัยจะคิดว่าผู้บริโภคที่ตั้งใจเอาเปรียบหรือฉ้อฉลประกันภัย เพราะเหตุใดจึงไม่ดำเนินการตามประกาศของคปภ. ปี 2566 ที่ระบุว่า

                (18) กรณีบริษัทไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย เนื่องจากสงสัยถึงการกระทำไม่สุจริต หรือโดยทุจริต หรือการฉ้อฉลประกันภัยของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 108/4 หรือมาตรา 108/5 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือมาตรา 341 มาตรา 342 หรือมาตรา 347 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และบริษัทได้ดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าว แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งงดการสอบสวนหรือมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แล้วแต่กรณี และบริษัทไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พนักงานอัยการมีคำสั่งหรือศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว แล้วแต่กรณี

           นั่นกลายเป็นว่าหลังจากนี้คนที่ได้รับความเดือดร้อนเต็ม ๆ ก็คือ ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังโดนคดีติดตัวอีก เพราะประกันมาอ้างว่าผู้บริโภคนั้นฉ้อฉลประกันภัยเรื่องราคาที่ประกันมองว่าแพงไป อีกทั้งมองว่าผู้บริโภคแสวงหาผลประโยชน์อะไรกับบริษัทประกัน ทั้ง ๆ ที่ผู้บริโภคไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น แต่เพราะได้รับความเดือดร้อนรถไม่ได้ซ่อม และประกันไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง

ประกันภัยผู้ผลักภาระหน้าที่แก่ผู้บริโภค

ประกันภัยผู้ผลักภาระหน้าที่แก่ผู้บริโภค

จากการที่ประกันให้ผู้บริโภคไปประเมินราคาเอง แล้วผลสุดท้ายกลับมาสงสัยในตัวผู้บริโภค ก็ต้องเกิดคำถามว่า แล้วทำไมผู้บริโภคจึงต้องมารับผิดชอบกับการที่ประกันไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของประกันแท้ ๆ อย่างไรประกันต้องรู้อยู่แล้วว่ารถที่เสียหายมีความเสียหายตรงไหนเกิดขึ้นบ้าง และความเสียหายตรงนี้ประกันสามารถประสานกับอู่คู่สัญญาได้อยู่แล้ว ว่าราคาเท่าไรอย่างไร รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ถ้าหากประกันจะมองว่าเอกสารที่ผู้บริโภคประเมินมามันสูงไป หรือแพงไป ประกันก็ต้องทำหน้าที่ของประกันให้ดี เพราะมีกำหนดไว้อยู่แล้ว หมายความว่าต้องสามารถประเมินราคาหรือ ประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่กำหนดได้ สามารถแจ้งผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน แต่ประกันภัยเป็นฝ่ายที่ไม่ชัดเจนต่อผู้บริโภค ไม่ยอมดำเนินการให้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น อย่างใบเสนอราคาหรือ ใบประเมินความเสียหายก็ไม่ยอมออกให้ผู้บริโภค แล้วผู้บริโภคจะไปรู้ได้อย่างไรว่าราคาอย่างไรเท่าไร ทั้ง ๆ ที่ประกันเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ หน้าที่หลัก ๆ ของประกันต้องย่อมรู้อยู่แล้วว่า รายการความเสียหายตัวอู่เองประเมินราคาซ่อมได้อย่างไร อนุมัติอะไหล่ได้แบบไหนก็ล้วนเป็นหน้าที่ของประกันภัย

ประกันภัยมีหน้าที่อะไร เพราะเหตุใดจึงไม่ทำหน้าที่ ?

          เมื่อรถของผู้เอาประกันเกิดุอบัติเหตุประกันมีหน้าที่ประสานงานกับอู่เพื่อให้ดำเนินการจัดซ่อมรถผู้เสียหายให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือตามกฎที่กำหนด แต่ประกันดันไม่ยอมทำ เมื่อไม่ทำตามหน้าที่ และมีประเด็นที่ “รู้สึกว่า เชื่อว่า สงสัยว่า” ตั้งสมมติฐานว่า ผู้บริโภคต้องโกงประกันแน่ ๆ จึงเอาตรงนี้มาอ้างเพื่อปฏิเสธกับผู้บริโภคอย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค แทนที่ประกันรู้ว่าสามารถจัดซ่อมไปก่อนได้ อีกทั้งยังรู้อยู่แล้วว่าโดยหลักการประกันภัยเป็นผู้ให้บริการ คุณย่อมต้องบริการ และถ้าภายหลังจะมีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นตามมา ประกันสามารถไปดำเนินคดีกับผู้บริโภคภายหลังได้

          ถ้าการแค่เชื่อ หรือแค่เข้าใจว่า ผู้บริโภคเป็นคนโกง ฉ้อฉลประกัน แล้วเพราะเหตุใดจึงไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ แต่กลับเอามาอ้างเพื่อปฏิเสธในหนังสือแจ้งผลพิจารณาว่า “คิดว่าผู้บริโภคน่าจะเข้าข่ายโกงประกัน” แล้วอย่างนี้จะพิสูจน์อย่างไรว่าทำอย่างนั้นจริง ๆ เท่ากับว่าความเสียหายย่อมมีเกิดขึ้น แต่คนที่แบกรับความเสียหายทุกอย่าง คือ ผู้บริโภค ที่ต้องแบกรับเต็ม ๆ

ประกันทำถูกต้องแล้วหรือ ? ไม่ยอมทำหน้าที่ กลับมาดำเนินคดีกับผู้บริโภค

          เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าประกันไม่ทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นยังไม่พอ เมื่อผู้บริโภคมาซ่อมรถเอง ก็กลายเป็นว่าจะเดือดร้อนอีก เพราะประกันจะเอามาอ้างปฏิเสธเหมือนเดิม  ในเมื่อตอนแรกไม่รับผิดชอบในหน้าที่ บอกว่าราคาที่เอาไปซ่อมสูงเกินไปก็ไม่จ่าย ต่อมาดูเอกสารแล้วปรากฏว่าประกันมีความคิดว่า ผู้บริโภคน่าจะเข้าข่ายสงสัยว่าจะฉ้อฉลประกันภัย คราวนี้ก็มาดำเนินคดีต่อผู้บริโภค โดยให้เหตุผลว่าน่าจะโกงประกัน จึงได้ฟ้องเป็นคดีอาญากับผู้บริโภค อย่างนี้ประกันภัยทำถูกต้องแล้วหรือทำกับผู้บริโภคได้ขนาดนี้ หากประกันเอารถไปซ่อมให้ผู้บริโภคตั้งแต่แรกจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น เพราะหน้าที่ของประกัน คือ ให้บริการ ควรรับผิดชอบ ดูแลผู้บริโภคให้สมกับเป็นผู้บริโภค และที่สำคัญควรบริการให้สมกับที่จ่ายเบี้ยประกันไป และถ้าหลังจากนี้จะมาสงสัยอะไรในตัวผู้บริโภคก็มาดำเนินคดีภายหลังได้ เพราะประกันต้องพิสูจน์ และนั่นก็เป็นภาระของประกันเอง ไม่สมควรที่ต้องให้ผู้บริโภคต้องมาเดือดร้อนระหว่างที่ประกันภัยพิสูจน์ข้อเท็จจริง าถ้าประกันภัยจะเจ้าเล่ห์กับผู้บริโภคขนาดนี้ก็ต้องหาทนายเข้าช่วยแล้ว

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!