ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้เหรอ?

กลับคำ!!! ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ทั้งที่ตอนแรกประกันบอกรับผิดชอบ และลูกความได้เอารถเข้าซ่อมระยะเวลาเป็นเดือน

สุดท้ายประกันโทรมา อ้างเรื่องการวัดผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ลูกความเป่าได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันอ้างว่าก่อนที่จะเป่าปริมาณแอลกอฮอล์จะต้องมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และไม่รับผิดชอบอะไรเลย แถมประกันยังให้ลูกความหาทนายไปฟ้องร้องเอาถ้าอยากจะสู้คดี…

 นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหลายเคสหลายเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายหลายท่านเจอบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นำมาอ้างปฏิเสธการจ่าย เรียกได้เป็นกลยุทธ์เด็ดกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทที่มักนำมาใช้อ้างหลังจากเกิดอุบัติเหตุเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แต่กรณีในคลิปด้านล่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยที่ดูมีความน่าเชื่อถือ ที่เขาเชื่อใจซื้อประกันนภัยกับที่นี่ จะตอบแทนเขาด้วยการปฏิเสธการรับผิดชอบอย่างไม่ใยดีเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

เหตุการณ์ คือ ผู้เสียหายท่านนี้ไปเที่ยวและขับรถกลับประมาณ 03.00 น.  โดยขับรถออกจากสถานที่เที่ยวมาได้เพียง 100 เมตรเท่านั้น ด้วยความที่ถนนเป็นวันเวย์ไม่มีเลนสวน ประกอบกับบริเวณข้างทางได้มีรถกระบะคันหนึ่งท้ายกระบะยื่นออกมาจอดขวางอยู่ จึงทำให้รถผู้เสียหายเกี่ยวเข้ากับท้ายของรถกระบะคันดังกล่าว โดยตรงที่เบียดโดนรถกระบะคู่กรณีไม่เป็นอะไรเลย แต่รถของผู้เสียหายมีการครูดจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง และครูดด้านข้าง และตัวรถไม่ได้มีรอยยุบแต่อย่างใดปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน อยู่ ๆ มาปฏิเสธกันดื้อ ๆ

หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว บริษัทประกันก็ได้ดำเนินการจัดซ่อมรถของผู้เสียหายตามปกติ และรถของผู้เสียหายได้ซ่อมไปแล้วเป็นเวลา 1 เดือน แต่หลังจากนั้นประกันภัยได้โทรกลับมาบอกกับผู้เสียหายว่า “ไม่รับผิดชอบการซ่อมรถให้ผู้เสียหายแล้วนะ” นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังผู้เสียหายถึงกับงงจากที่ตอนแรกประกันภัยรับผิดชอบแล้ว อยู่ ๆ ก็โทรมาบอกว่าไม่รับผิดชอบแล้วซะอย่างนั้น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ข้ออ้างที่ประกันโทรมาปฏิเสธผู้เสียหายอย่างดื้อ ๆ ก็คือ ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ภายหลังนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันดันโทรมากลับคำบอกว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ซึ่งตามกฎหมายและผู้เสียหายก็ทราบดีและเข้าใจว่าห้ามเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และตัวผู้เสียหายเองก็มีปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเกิดอาการงงและตั้งคำถามว่า นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันภัยนึกจะปฏิเสธก็ปฏิเสธกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ประกันภัยยันไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา

หลังจากโทรมาแจ้งปฏิเสธไม่รับผิดชอบนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต่อผู้เสียหายยังไม่พอ ทางประกันจอมเจ้าเล่ห์หักหลังบอกกับผู้เสียหายว่า “ให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา” และยืนยันไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ซ้ำยืนยันปฏิเสธอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินไปแล้ว บอกว่าเหตุเกิดจากความประมาท เจอแบบนี้ผู้เสียหายถึงกับเงิบเลยทีเดียวเมื่อเจอบริษัทประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธความรับผิดชอบ

ความรู้สึกของผู้เสียหายหลังถูกประกันปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

หากถามถึงความรู้สึกหลังถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนั้น การที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายผู้เสียหายตอบว่าตนไม่เข้าใจการกระทำของบริษัทประกันภัยอย่างมาก อีกทั้งก็ได้มีการโทรไปต่อว่าทางประกันภัยเหมือนกันว่า “ทำไม เราซื้อประกันภัยกับเขา บริษัทต้องคุ้มครองดูแลเรา”  ณ ตอนนั้นผู้เสียหายรู้สึกว่า ตนก็เป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามหลักแล้วบริษัทประกันต้องดูแลคุ้มครอง แต่ดันกลับมานับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังปฏิเสธลูกค้า และทิ้งลูกค้าเผชิญหน้าทิ้งกันกลางทางอยู่คนเดียว ในส่วนรถของผู้เสียหายจากที่ตอนแรกบริษัทเอาไปดำเนินการซ่อมก็กลับมาทิ้งให้ผู้เสียหายแบกรับภาระและจัดการเองทั้งหมด  ทั้ง ๆ ที่ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน

หลังเจอประกันท้าหาทนายฟ้อง ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อเรา

หลังจากผู้เสียหายถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทิ้งกลางทางแบบดื้อ ๆ อีกทั้งยังท้าให้หาทนายฟ้องร้องเอาเองอีก จึงไม่รอช้ารีบติดต่อหาทนายทันทีแบบไม่คิด เพราะที่เจอมาทั้งหมด เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่มาเจอเหตุการณ์และบริษัทประกันภัยแบบนี้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุก็เจ็บช้ำใจมากพออยู่แล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย หลงอุ่นใจว่ามีบริษัทประกันดี อุ่นใจว่ารถมีประกันภัย และเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่า บริษัทต้องช่วยเหลือคุ้มครองเราเหมือนอย่างตอนที่เขาให้เราซื้อประกันด้วย เจอประกันทิ้งกลางทาง แถมท้าให้ฟ้องก็จัดการให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ทันที หากเจอมุกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ต้องปรึกษาทนายเท่านั้น

มีทนายไว้อุ่นใจกว่า

ไม่ต้องรอให้ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังงัดมุกไหนมาหัวหมอใส่ หลังเกิดเหตุรีบปรึกษาทนายทันที เพราะมีทนายไว้ตั้งแต่แรกอุ่นใจ และสะดวกกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

-ไม่ต้องคุยหรือเจรจากับประกัน จึงไม่ต้องไปเสียรู้กับกลยุทธ์ของประกัน เพราะทนายจะคุยให้เอง

-ไม่ต้องเดินเรื่อง ติดตามผลเอง และไม่ต้องเสียเวลา เพราะทนายจะดำเนินการเดินเรื่องเรียกร้องให้ทั้งหมด

-ทนายจะเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรกเริ่มของการเดินเรื่องจนวินาทีสุดทท้ายที่คดีความสิ้นสุด  

เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ ต้องโดนปรับ แถมประกันก็ไม่จ่าย

 สาเหตุที่บริษัทประกันปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายปฏิเสธการรับผิดชอบต่อผู้เสียหายนั้น ก็เพราะว่าบริษัทประกันจะมีข้อกำหนดว่า “จะไม่จ่ายค่าเสียหายให้ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการแจ้งข้อหากรณีเมาแล้วขับ ถึงแม้จะทำประกันชั้น 1 ทางประกันก็ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียหายต่อผู้เอาประกันหรือคู่กรณี

แต่ถ้าถามว่า กรณีเมา แล้วประกันภัยรถยนต์ของคุณเป็นภาคสมัครใจไม่จ่าย แล้วประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ล่ะ จ่ายให้หรือไม่ ?

          คำตอบ คือ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ ไม่ว่าคุณจะเมาไม่มีใบขับขี่ หรือทำผิดกฎหมายจราจรข้อใด พ.ร.บ.ก็จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้หมดเมื่อเกิดเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้กับคู่กรณี และจ่ายแค่ความเสียหายต่อบุคคลเท่านั้น ส่วนความเสียหายต่อรถของคู่กรณีคุณต้องจ่ายค่าเสียหายชดใช้ให้แก่คู่กรณีเองทั้งหมด

          ดังนั้น หากเมาแล้วอย่าขับเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน เสียประวัติ แถมยังเสียเงิน มีแต่เสียกับเสียแบบนี้ไม่ดีแน่

ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์หงายการ์ด ก่อนเกิดเหตุต้องเมาแน่

 แบบนี้ก็มีด้วยหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วโดนจับเป่าแอลกอฮอล์ แต่ผลออกมาไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กลับถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังอ้าง…ก่อนเกิดเหตุ ต้องเกินจากนั้นแน่นอน หัวหมอใส่ผู้เสียหายทันทีรีบหงายการ์ดทีเด็ดยกสูตรคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธการชดใช้ อ้างว่าก่อนเป่าผู้ขับขี่ต้องเมากว่านี้แน่    กลยุทธ์แบบนี้นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังรีบรู้ไว้แล้วจำให้ขึ้นใจ หากเจอบริษัทกันภัยทำแบบนี้ใส่ อย่าไปยอมเสียรู้ตกเป็นเหยื่อเด็ดขาดปรึกษาทนายด่วน  

ฝากถึงผู้เสียหายทุกท่านที่ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์มือหนึ่งยินดีให้บริการ

การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ทำไมต้องปรึกษาทนายตั้งแต่แรก? เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการเริ่มต้นที่ผิด

ในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาทำธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจครอบครัว ธุรกิจสตาร์ทอัป หรือธุรกิจระหว่างเพื่อน การ “จดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของทุกกิจการ เพราะเป็นการกำหนดสถานะทางกฎหมายของธุรกิจ และเป็นพื้นฐานของสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่าง “หุ้นส่วน” หรือ “ผู้ถือหุ้น” ทุกคนในองค์กร

แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับมองว่าการจดทะเบียนบริษัทเป็นเพียง “ขั้นตอนทางเอกสาร” ที่สามารถทำเองได้ หรือให้สำนักงานบัญชีทั่วไปดำเนินการแทนโดยไม่ต้องปรึกษาทนายความ ทั้งที่ “ขั้นตอนนี้” คือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคตโดยไม่รู้ตัว

จดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทไม่ใช่แค่กรอกเอกสาร แต่คือการกำหนดโครงสร้างอำนาจขององค์กร

หลายคนเข้าใจว่าการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทคือแค่การยื่นแบบฟอร์ม วางทุนจดทะเบียน และระบุกรรมการให้ครบตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด แต่แท้จริงแล้ว ขั้นตอนนี้คือการ “ออกแบบกติกาขององค์กร” ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในระยะยาว

เพราะในเอกสารเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น

  • วัตถุประสงค์ของบริษัท
  • สัดส่วนการถือหุ้น
  • อำนาจกรรมการ
  • เงื่อนไขการลงคะแนนเสียง
  • หรือแม้แต่ข้อกำหนดเรื่องการโอนหุ้น

ทุกบรรทัดล้วนมีความหมายทางกฎหมายที่สามารถ “สร้างอำนาจ” หรือ “ตัดสิทธิ์” หุ้นส่วนบางคนได้โดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น
หุ้นส่วนบางรายยอมเซ็นเอกสารให้เพื่อนเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวโดยไม่ได้ระบุข้อจำกัดใด ๆ ผลคือเมื่อเกิดความขัดแย้ง หุ้นส่วนที่เหลือกลับไม่มีสิทธิ์เข้าถึงบัญชีธนาคารของบริษัท หรือแม้แต่เอกสารสำคัญ เพราะกรรมการมีอำนาจเพียงผู้เดียวตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ

เริ่มต้นผิด = ปัญหาย้อนหลังที่แก้ยาก

ทนายความที่ปรึกษาธุรกิจมักพบปัญหาซ้ำ ๆ จากการที่ผู้ประกอบการเริ่มต้นโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เช่น

1.หุ้นส่วนขัดแย้งกันเรื่องผลกำไรหรืออำนาจการบริหาร
เพราะในตอนเริ่มต้นไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าใครมีสิทธิตัดสินใจในเรื่องใด ใครมีหน้าที่ลงทุนเท่าไร หรือผลตอบแทนจะคำนวณอย่างไร

2.เปลี่ยนหุ้นส่วนไม่ได้ เพราะโครงสร้างในสัญญาไม่รองรับ
บางบริษัทเขียนข้อตกลงแบบ “ภาษาชาวบ้าน” โดยไม่รู้ว่ามีผลผูกพันไม่สมบูรณ์ หรือขัดต่อกฎหมาย ทำให้ภายหลังไม่สามารถโอนหุ้นหรือเปลี่ยนผู้ถือหุ้นได้ตามที่ต้องการ

3.เสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็น
เพราะเลือกจดทะเบียนในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เช่น ควรเป็น “บริษัทจำกัด” แต่กลับจดเป็น “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ทำให้เสียภาษีมากกว่าหรือขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางอย่าง

4.ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิซ้ำ ๆ
เนื่องจากไม่ได้วางแผนโครงสร้างตั้งแต่แรก ทำให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อมูลซ้ำหลายรอบ

และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว ทุกอย่างจะย้อนกลับไปที่ “ตอนจดทะเบียน” ว่าเอกสารและสัญญาที่ทำไว้ระบุอย่างไร ซึ่งหากเขียนไม่รัดกุมหรือไม่ชัดเจน ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้อได้เปรียบในทางคดี

ทำไม “ทนายความ” ถึงควรเข้ามามีส่วนตั้งแต่เริ่มจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท?

1.วิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจและความเสี่ยงทางกฎหมายได้ลึกกว่า
ทนายไม่เพียงสามารถยื่นจดทะเบียนให้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังสามารถออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ เช่น ควรจดเป็น “บริษัทจำกัด” หรือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ภาษี และการขยายกิจการในอนาคต

2.จัดทำข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement)
ข้อตกลงนี้สำคัญกว่าหนังสือบริคณห์สนธิ เพราะเป็นเอกสารที่กำหนดกติกาภายในระหว่างหุ้นส่วน เช่น การโอนหุ้น การตัดสินใจทางธุรกิจ การเพิ่มทุน การแต่งตั้งกรรมการ หรือการออกจากบริษัท ซึ่งถ้าไม่มีข้อตกลงนี้ เมื่อเกิดปัญหาจะหาทางออกได้ยากมาก

3.ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทางกฎหมายทั้งหมด
เช่น ชื่อบริษัทไม่ซ้ำกับผู้อื่น วัตถุประสงค์ของบริษัทสอดคล้องกับประเภทธุรกิจจริง และไม่มีข้อความที่ขัดต่อกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ

4.ป้องกันปัญหาภาษีและข้อพิพาทในอนาคต
ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจจะสามารถดำเนินการวางแผนภาษีตั้งแต่ต้น เช่น วิธีจัดโครงสร้างทุน การถือหุ้นของคนไทยและต่างชาติ หรือการทำสัญญากู้ยืมระหว่างผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย

5.สามารถทำให้ธุรกิจมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ
การจดทะเบียนอย่างถูกต้องและมีเอกสารครบถ้วนที่จัดทำโดยทนายความมืออาชีพ จะสามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี

รอให้มีปัญหาแล้วค่อยมาปรึกษาทนาย = เสียทั้งเวลาและเงิน

หลายบริษัทเลือกที่จะมาปรึกษาทนายเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว เช่น หุ้นส่วนถอนตัวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า บริษัทถูกฟ้อง หรือมีปัญหากับภาษี ซึ่งในจุดนั้นมัก “สายเกินไป” เพราะเอกสารต้นฉบับที่จดทะเบียนไว้ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ทั้งหมด

การให้ทนายเข้ามามีบทบาทตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็น “การลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหาย” มากกว่าการแก้ปัญหาในภายหลัง เพราะเอกสารทุกฉบับตั้งแต่วันแรกคือ “รากฐานทางกฎหมายของบริษัท” หากเริ่มต้นถูกต้อง คุณจะไม่ต้องกลับมาเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนเพื่อแก้ไขหรือสู้คดีในภายหลัง

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดูแลการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของคุณตั้งแต่วันแรก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการครบวงจรด้าน การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และการวางโครงสร้างธุรกิจอย่างมืออาชีพ
บริการของเราครอบคลุม

  • การให้คำปรึกษาโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ
  • การจัดทำข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement)
  • การร่างและตรวจเอกสารหนังสือบริคณห์สนธิ
  • การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • การให้คำปรึกษาด้านภาษีและกฎหมายธุรกิจต่อเนื่อง

ทีมทนายความของเรามีประสบการณ์ตรงในการดูแลธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เข้าใจทั้งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายภาษี และขั้นตอนทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างละเอียด เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการเริ่มต้นธุรกิจของคุณจะมั่นคง ถูกต้อง และปลอดภัยในทุกขั้นตอน

“การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท” ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นธุรกิจ แต่คือการวางรากฐานทางกฎหมายขององค์กรในระยะยาว

 อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยมาปรึกษาทนาย เพราะเมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่แก้ได้อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นส่วน แต่คือการต่อสู้ในชั้นศาล ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดูแลคุณตั้งแต่วันแรก เพื่อให้ธุรกิจของคุณเริ่มต้นอย่างมั่นใจ ถูกต้อง และปลอดภัย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ร่างสัญญาให้รอบคอบตั้งแต่แรก ดีกว่าแก้ไขทีหลัง ทำไมนักธุรกิจควรให้ทนายความมืออาชีพร่างสัญญาภาษาอังกฤษให้?

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการแข่งขันสูง “สัญญา” คือหัวใจสำคัญของทุกข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุน ซื้อขายระหว่างประเทศ การจ้างงาน หรือการเป็นคู่ค้าทางธุรกิจ การร่างสัญญา จึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่ใครก็เขียนได้ เพราะแม้เพียงถ้อยคำที่คลาดเคลื่อน หรือใช้คำศัพท์ทางกฎหมายไม่ถูกต้อง ก็อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลในอนาคตได้

หลายบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก มักเริ่มต้นด้วยการให้ “คนในบริษัท” หรือ “ฝ่ายเอกสาร” เป็นผู้ร่างสัญญาเอง โดยอ้างเหตุผลว่า “เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย” แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาคือ สัญญาเหล่านั้นกลับกลายเป็น ระเบิดเวลา ที่สร้างปัญหาย้อนกลับในภายหลัง เมื่อเกิดข้อพิพาท หรือพบว่าข้อความในสัญญาไม่ครอบคลุม ไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงตามกฎหมาย

ทำไมการร่างสัญญาเองภายในองค์กรจึงเสี่ยง?

1.ใช้ภาษากฎหมายไม่ถูกต้อง
สัญญาภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศมักมีศัพท์เฉพาะ (Legal Terms) ที่ดูเหมือนเข้าใจง่าย แต่มีนัยทางกฎหมายต่างจากความหมายทั่วไป เช่นคำว่า “Shall”, “May”, “Best Efforts” หรือ “Time is of the essence” ซึ่งหากใช้ผิดแม้เพียงคำเดียว อาจเปลี่ยนความหมายของพันธะในสัญญาไปโดยสิ้นเชิง

2.ขาดการวิเคราะห์ผลทางกฎหมาย
การร่างสัญญาไม่ใช่แค่แปลข้อความจากภาษาไทยเป็นอังกฤษ แต่ต้องเข้าใจระบบกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยอาจไม่เหมือนกับกฎหมายอังกฤษหรือสหรัฐฯ ทนายความจึงต้องร่างโดยคำนึงถึงความสอดคล้องของกฎหมายทั้งสองระบบ เพื่อให้สัญญาใช้ได้จริง ไม่ขัดต่อข้อบังคับของประเทศคู่สัญญา

3.สัญญาไม่ครอบคลุมสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
คนทั่วไปมักเขียนสัญญาตาม “สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น” แต่ทนายความจะเขียนสัญญาโดยคำนึงถึง “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” เช่น การผิดสัญญา การเลิกจ้างก่อนกำหนด การส่งมอบงานล่าช้า หรือการไม่ชำระเงินตรงเวลา เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต

4.แก้ภายหลังยากและเสียเวลา
หลายองค์กรที่พยายามร่างสัญญาเอง สุดท้ายเมื่อเกิดปัญหาก็ต้องนำสัญญานั้นกลับมาให้ทนายความ “แก้ไข” หรือ “รีวิว” อยู่ดี แต่จุดที่เสียหายไปแล้ว เช่น การตีความผิดหรือขาดข้อกำหนดสำคัญ มักไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ได้ทันที การร่างสัญญาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก จึงช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากกว่า

ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจากการร่างสัญญาเอง

  • สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ ที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากฎหมายประเทศใดจะใช้บังคับ เมื่อเกิดข้อพิพาท ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิตามกฎหมายของตนเอง ทำให้คดีต้องขึ้นศาลต่างประเทศและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล
  • สัญญาว่าจ้างชาวต่างชาติ ที่ใช้คำว่า “Contractor” แทน “Employee” โดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ภายหลังบริษัทไม่สามารถใช้กฎหมายแรงงานคุ้มครองสิทธิของตนเองได้
  • สัญญาร่วมทุน (Joint Venture) ที่ไม่กำหนดชัดเจนเรื่องการแบ่งผลกำไรหรือการตัดสินใจทางธุรกิจ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นในภายหลัง

ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจาก “การร่างสัญญาโดยไม่มีทนายความ” และสุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพื่อให้ทนายความดำเนินการแก้ไขหรือสู้คดีในภายหลัง

ทำไมควรให้ “ทนายความ” เป็นผู้ร่างสัญญา ?

1.เข้าใจทั้งภาษาและกฎหมาย
ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านการร่างสัญญาภาษาอังกฤษ จะเข้าใจทั้งบริบททางกฎหมายและการใช้ถ้อยคำทางธุรกิจที่เหมาะสม สามารถสื่อสารเจตนาของคู่สัญญาได้อย่างชัดเจนและเป็นทางการ

2.ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ทนายจะร่างสัญญาโดยคำนึงถึงทุกมิติ ทั้งข้อกฎหมาย ข้อบังคับของหน่วยงาน และหลักการตีความในทางศาล ทำให้สัญญาที่ได้มีความรัดกุมและปลอดภัยจากการตีความที่ผิดพลาด

3.เพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ
คู่ค้าต่างชาติจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นหากเห็นว่าสัญญาถูกจัดทำโดยสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง เพราะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและการเคารพข้อตกลงระหว่างกัน

4.ปรับแต่งให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
ทนายความจะออกแบบสัญญาให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เช่น สัญญาซัพพลายเออร์ สัญญาแฟรนไชส์ หรือสัญญาบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงขององค์กรคุณ

ร่างเองวันนี้ แก้ไขกับทนายวันหน้า บทเรียนที่นักธุรกิจหลายคนต้องเจอ

หลายบริษัทเริ่มจากการร่างสัญญาเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาที่ไม่คาดคิดเริ่มเกิดขึ้น-ข้อพิพาทกับคู่ค้า, ลูกค้าปฏิเสธชำระเงิน, หรือพนักงานเรียกร้องสิทธิตามสัญญาที่เขียนไม่รัดกุม สุดท้ายสัญญานั้นก็ต้องกลับมาอยู่ในมือของทนายความ เพื่อให้ทนาย “รีวิว” หรือ “แก้ไข” ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น แทนที่จะเสียเวลาแก้ภายหลัง การให้ทนายความร่างสัญญาตั้งแต่แรกคือทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่า เพราะจะสามารถทำให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องคอยหวาดระแวงปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

อย่ารอให้ต้องเสียเวลาแก้ไขภายหลัง ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนแรก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการ ร่างสัญญา อย่างมืออาชีพ ครอบคลุมทั้ง

  • ร่างสัญญาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน
  • สัญญาทางธุรกิจทุกประเภท เช่น สัญญาซื้อขายสินค้า, สัญญาบริการ, สัญญาร่วมทุน, สัญญาเช่า, สัญญาว่าจ้างพนักงานต่างชาติ ฯลฯ
  • บริการตรวจร่าง (Review) และแก้ไขสัญญาเดิมให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย
  • ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจแบบครบวงจร

เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งระบบกฎหมายไทยและต่างประเทศ พร้อมสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อให้สัญญาของคุณมีความถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถใช้บังคับได้จริงในทุกเขตอำนาจศาล

“การร่างสัญญา” ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือการป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจล่วงหน้า เพราะสัญญาที่ดีคือเกราะป้องกันชั้นแรกขององค์กร หากคุณต้องการให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และปลอดภัยจากข้อพิพาทในอนาคต อย่ารอให้ต้องเสียเวลาแก้ไขภายหลัง ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนแรก

 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการ ร่างสัญญา ภาษาไทย อังกฤษ และจีน โดยทีมทนายมืออาชีพที่เข้าใจทั้งกฎหมายและธุรกิจของคุณ

เคสตัวอย่างเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน : พอมีทนายจ่ายง่าย ไม่ต้องรอให้ “หายดีก่อน”

อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดแล้ว สิ่งที่ผู้เสียหายทุกคนควรได้รับคือ สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทั้งร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สิน ทว่าในความเป็นจริง หลายครั้งบริษัทประกันภัยกลับพยายามเลี่ยงหรือชะลอความรับผิดชอบ โดยใช้คำพูดที่ทำให้ผู้เสียหายลังเล เช่น “รักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมายื่นเรื่อง” ทั้งที่ตามกฎหมาย ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องได้ทันทีตั้งแต่วันเกิดเหตุ

บทความนี้จะพาไปดูเคสของ นาย A ผู้บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถชน ที่ตัดสินใจไม่หลงเชื่อคำพูดของบริษัทประกัน แต่เลือกปรึกษาทนายความและเดินหน้าดำเนินการทันที ผลลัพธ์คือได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว ต่างจากผู้ที่รอให้ “หายดีก่อน” อย่างสิ้นเชิง

เคสจริงที่สะท้อนปัญหา: รอไปก็เสียสิทธิ

นาย A ประสบอุบัติเหตุรถชนจนบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตอนแรกเมื่อครอบครัวติดต่อไปยังบริษัทประกัน กลับได้รับคำแนะนำว่า

“ให้รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้”

หากเป็นผู้เสียหายทั่วไปที่ไม่รู้สิทธิ อาจจะเชื่อตามคำแนะนำนี้ แล้วเลือกที่จะรอ แต่โชคดีที่นาย A ตัดสินใจไม่รอ เขาและครอบครัวเลือกปรึกษาทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ดำเนินเรื่องเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนทันที แม้ยังรักษาตัวไม่หาย

ผลลัพธ์ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหลังจากสำนักงานของเราส่งหนังสือทวงถาม (โนติส) ไปยังบริษัทประกัน ไม่ถึง 1 เดือน บริษัทรีบติดต่อกลับมาขอชำระค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว

ทำไมบริษัทประกันไม่จ่ายตั้งแต่แรก ทั้งที่ก็จ่ายได้?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ทำไมบริษัทประกันไม่จ่ายตั้งแต่แรก ทั้งที่ก็จ่ายได้?”

คำตอบง่าย ๆ คือ การที่ผู้เสียหายไม่รู้สิทธิ หรือไม่มีทนายเป็นที่ปรึกษา ย่อมทำให้บริษัทประกันมีโอกาส ยืดเวลา เลี่ยงความรับผิดชอบ หรือจ่ายน้อยกว่าที่ควรจะจ่าย ได้ง่ายมาก

การพูดว่า “รอให้หายดีก่อน” ดูเผิน ๆ อาจฟังเหมือนเป็นคำแนะนำด้วยความห่วงใย แต่ความจริงแล้วนี่คือ กลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ผู้เสียหายรักษาหายดีแล้ว บริษัทมักใช้เหตุผลว่า

  • “ในเมื่อแผลหายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายมาก”
  • “เดินได้เป็นปกติแล้ว จะเรียกร้องค่าเสียหายสูง ๆ ทำไม”

ผลก็คือ ผู้เสียหายถูกตีมูลค่าความเสียหายให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ได้เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่วันแรกของอุบัติเหตุ

ดังนั้น การรอจนรักษาหายจึงไม่ใช่ข้อดี แต่เป็นการเสียเปรียบในคดีและเสียสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ ทั้งที่ความเสียหายสามารถประเมินและเรียกร้องได้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ

สิทธิของผู้เสียหาย: เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนได้ทันที

ตามหลักกฎหมาย ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนสามารถ เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน ได้ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาล (ทั้งปัจจุบันและอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น)
  • ค่าเสียรายได้ ระหว่างที่ต้องหยุดงาน
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายหรือจิตใจ
  • ค่าเสียหายเชิงจิตใจ สำหรับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน
  • ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าของเสียหายอื่น ๆ

ที่สำคัญ หากคดีถึงศาล ศาลยังสามารถ “สงวนสิทธิ” ให้ผู้เสียหายเรียกร้องในอนาคตเพิ่มเติมได้อีก เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเสียหายที่อาจปรากฏภายหลัง

ทำไมต้องมีทนายเดินเรื่องให้?

สิ่งที่เคสของนาย A สะท้อนอย่างชัดเจนคือ การมีทนายทำให้บริษัทประกันไม่กล้าเพิกเฉย เพราะทนายความรู้ช่องทาง รู้สิทธิ และรู้ทันเทคนิคทางกฎหมายของบริษัทประกันภัยเพื่อให้บริษัทรีบจ่ายตามความเสียหายจริง

ในขณะที่ผู้เสียหายทั่วไปอาจไปยื่นเรื่องเอง และต้องเจอกับคำตอบแบบเดิม ๆ เช่น

  • “เอกสารยังไม่ครบ”
  • “รอรักษาตัวให้หายก่อน”
  • “บริษัทจะพิจารณาให้อีกที”

ซึ่งทำให้เสียเวลาและเสียสิทธิอย่างมหาศาล

อย่าปล่อยให้คำพูดของประกันทำให้คุณเสียสิทธิ

เคสของนาย A แสดงให้เห็นชัดว่า การมีทนายเข้ามาเดินเรื่องให้ตั้งแต่ต้น ทำให้ เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน ได้อย่างรวดเร็วและเต็มจำนวน โดยไม่ต้องทนรอคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จากบริษัทประกัน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุ อย่าปล่อยให้สิทธิหลุดลอยไปเพียงเพราะคำพูดของประกัน ควรรีบเก็บหลักฐาน ติดต่อทนายความ และดำเนินการเรียกร้องทันที เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมและชดเชยความเสียหายอย่างแท้จริง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมยืนเคียงข้างคุณทุกคดี

✍️ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดย ทนายอาร์ม และทีมงานมืออาชีพ พร้อมยืนเคียงข้างคุณทุกคดี เพื่อให้คุณได้รับสิทธิและค่าสินไหมทดแทนที่ควรได้รับอย่างเต็มที่

ทนายอาร์มสุดทน เดินหน้าฟ้องประกัน ทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียหายกะโหลกยุบ

ตั้งแต่สำนักงานทนายความของเราได้ดำเนินกิจการมา เรียกได้ว่ามีหลายเคสและหลายกรณีเลยที่ทนายอาร์มได้ดำเนินการฟ้องประกัน หากจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เห็นทีว่าจะ 90% เลยก็ว่าได้  โดยแต่ละเคสของผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยนั้น ส่วนใหญ่นั้นก็คงจะไม่พ้นในเรื่องที่บริษัทประกันภัยเอาเปรียบผู้เสียหายหรือผู้บริโภคประชาชนคนธรรมดานั่นเอง เรื่องราวความร้ายแรงหนักหนาสาหัสที่บริษัทประกันภัยได้กระทำต่อผู้เสียหายจนได้เกิดการดำเนินคดีความฟ้องประกันเกิดขึ้น

วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็มี 1 เรื่องราวที่อยากจะแชร์ต่อไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจใครหลายคน เกี่ยวกับเรื่องของบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ที่กระทำต่อลูกความของเราท่านหนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ประสบอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส “กะโหลกยุบ” เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เหตุใดทนายอาร์มต้องสุดทนจนต้องฟ้องประกัน วันนี้เรามานำเสนอในรูปแบบของ Episode สรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

Ep.1 จุดเริ่มต้นของคดี เมื่อนางสาว A ถูกรถชน แล้วประกันบอกให้เธอไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของนางสาว A ที่ทำให้ทนายอาร์มลุยเดินหน้าฟ้องประกันแบบไม่ลังเล โดยเรื่องราวของนางสาว A มีอยู่ว่า วันหนึ่งความโชคร้ายได้มาเยือน ขณะที่เธอขี่รถจักรยานยนต์กำลังเดินทางกลับบ้าน เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งพุ่งชนจนตัวเธอกระเด็นลอยเคว้งอยู่บนท้องถนน อุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นเหตุทำให้ศีรษะของเธอกระแทกพื้นอย่างแรง นางสาว A บาดเจ็บหนักสาหัสถึงขั้นกะโหลกยุบ ต้องผ่าตัดเอากะโหลกเทียมใส่  อีกทั้งเธอยังต้องผ่าตัดกะโหลกอีกหลายครั้ง และยังต้องพักรักษาตัวนานอีกหลายเดือน ส่งผลให้เธอถูกบริษัทที่ทำงาน “เลิกจ้าง”  เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เต็มสมรรถภาพแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ คงถึงคราวโชคร้ายของนางสาว A จริง ๆ เมื่อเธอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนาดนี้แล้วก็ยังต้องมาเจอบริษัทประกันภัยเจ้าเล่ห์ใส่ อ้างให้เธอไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลัง แต่ในความโชคร้ายของเธอยังมีความโชคดีอยู่ เพราะเธอและสามีเอะใจไม่เชื่อคำพูดของตัวแทนบริษัทประกันภัยบอก นางสาว A จึงไม่ทนให้ถูกเอาเปรียบทั้งที่บาดเจ็บหนัก ขณะที่เธอบาดเจ็บต้องนอนพักรักษาตัวนั้นสามีของเธอจึงได้ให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ แต่ไม่วายเจอประกันภัยเจ้าเล่ห์ไม่หยุด จนต้องฟ้องประกันในขั้นต่อไป

Ep.2 เมื่อบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ จะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจรวมกัน

จากที่ได้เกริ่นนำไปข้างต้นสำหรับกรณีนางสาว A ผู้ประสบอุบัติเหตุกะโหลกยุบ ที่ดันซวยซ้ำซวยซ้อนเจอประกันภัยเจ้าเล่ห์ใส่ หลังให้ทนายอาร์ม ดำเนินคดีฟ้องประกันให้ ก่อนอื่นต้องทราบประเด็นต่อไปนี้ก่อนว่า ปกติแล้วในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยได้ระบุและกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า กรณีสูญเสียกะโหลกแบบนี้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายภาคบังคับให้แก่นางสาว A จำนวน 250,000 บาท แต่เมื่อมีการเจรจาในชั้น คปภ. บริษัทประกันภัยกลับบอกว่า จะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจรวมกัน จำนวน 200,000 บาท (ซึ่งแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?) ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้แจ้งให้บริษัทประกันภัยทบทวนการพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ต่อมาได้มีการเจรจากันอีกครั้งที่ 2 บริษัทประกันภัยก็ยังเจ้าเล่ห์ไม่หยุด บอกว่าจะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจ “รวมกัน” ให้อีก 250,000 บาท จากครั้งที่แล้ว 200,000 บาท นั่นหมายความว่าในส่วนที่นางสาว A ต้องได้รับในส่วนภาคบังคับคือ 250,000 บาท บริษัทก็จ่ายไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไข แล้วแบบนี้จะไม่ให้เดินหน้าฟ้องประกันได้อย่างไร?

สุดท้าย แต่ ! ไม่ท้ายสุด บริษัทประกันภัยยอมจ่ายภาคบังคับที่นางสาว A ต้องได้รับเต็มจำนวน และเรารับในส่วนนี้ อีกทั้งบริษัทยังเสนอจ่ายภาคสมัครใจจำนวน 300,000 บาท แต่ทางสำนักงานฯของเรายังมองไม่เห็นว่านางสาว A ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรจะได้รับ เพราะบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ แถมยังถูกประกันภัยจ้องเอาเปรียบอยู่ตลอดอีก ทางเราจึงไม่รับข้อเสนอ เรื่องนี้จึงได้เดินมาถึงขั้นตอนต่อไป คือทนายอาร์มดำเนินการฟ้องประกันทันทีแบบไม่ลังเล

Ep.3 ในชั้นศาลบริษัทประกันภัยหลอก อ้างเคยได้จ่ายเงินให้ผู้เสียหายแล้ว แต่ความจริงผู้เสียหายไม่เคยได้รับเลย

สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหายกะโหลกยุบ ที่ถูกบริษัทประกันภัยจ้องจะเอาเปรียบหากไม่มีทนายเดินเรื่องฟ้องประกัน หลังจากไปเจรจาที่ คปภ. แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมทนายอาร์มจึงมาดำเนินการฟ้องประกันในชั้นศาล แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ! ผู้เสียหายยังโดนประกันหลอก ทั้งตัวผู้เสียหายเองและหลอกทั้ง “ศาล” เมื่อมาถึงในชั้นศาล ทนายของบริษัทประกันภัยก็เจ้าเล่ห์อ้างทันทีว่า เคยได้จ่ายเงินให้กับนางสาว A ไปแล้วจำนวน 400,000 บาท แต่ ! ความจริงนางสาว A ไม่เคยได้รับเลย มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่วายจะเอาเปรียบผู้เสียหายอีก

Ep.4 บทสรุปของคดี จบลงด้วยเทคนิคและประสบการณ์ของทนายอาร์ม

มาต่อกันที่ Ep.4 สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหายกะโหลกยุบ หลายท่านที่ติดตามคงอยากรู้ว่าคดีนี้เรื่องราวจะจบลงอย่างไรเมื่อทนายอาร์มดำเนินการฟ้องประกันไปแล้ว สุดท้ายแล้วประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ก็เจอทนายอาร์มคนจริงเรื่องคดีประกันภัยในการฟ้องประกัน เนื่องจากสุดทนกับพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยที่จ้องจะเอาเปรียบ ได้ดำเนินการให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีอย่างเป็นธรรมต่อนางสาว A ในที่สุดนางสาว A ก็ได้รับค่าเสียหายในส่วนของภาคบังคับเต็มจำนวน 250,000 บาท และภาคสมัครใจอีกจำนวน 700,000 บาท เป็นอันจบลงด้วยดี ด้วยเทคนิคและประสบการณ์ของทนายอาร์มที่มีอย่างยาวนานในการฟ้องประกัน

ติดตามเรื่องราวกันมาถึงตรงนี้ ถ้าอยากรู้ว่าผู้เสียหายหลังจากได้ทนายอาร์มเดินเรื่องฟ้องประกันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง สามารถรับชมได้ในคลิปด้านล่างนี้

ฟ้องประกันเท่านั้นคือคำตอบ เมื่อถูกเอาเปรียบอย่ารอช้า ปรึกษาทนายได้ทันที

สำหรับเคสฟ้องประกันของนางสาว A กว่าจะจบลงด้วยดีแบบนี้ก็เรียกได้ว่าถูกประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย ไม่รับผิดชอบ สาหัสพอ ๆ กับอาการบาดเจ็บของนางสาว A เลยก็ว่าได้ สุดท้ายนี้อยากฝากถึงผู้ติดตามทุกท่านที่ติดตามกันมาถึงตรงนี้ เมื่อไรที่เกิดอุบัติเหตุไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ต้องรอให้เจอคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” เพื่อมาปัดความรับผิดชอบ ขนาดเคสนางสาว A บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้บริษัทประกันภัยยังปฏิเสธไม่ใยดีต่ออาการบาดเจ็บได้ลงคอ ฟ้องประกันเท่านั้นคือคำตอบ อย่ารอให้รักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันภัยบอก เพราะนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ เมื่อถูกเอาเปรียบต้องเดินหน้าหาทนายฟ้องประกันเท่านั้น เพื่อความยุติธรรมของตัวคุณ สามารถปรึกษาทนายได้ทันทีคลิก >>ติดต่อเรา<< ให้เป็นหน้าที่ของเราเพื่อเดินหน้าฟ้องประกันทันทีโดยไม่ลังเล

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน อย่าหลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน ผู้เสียหายมักเผชิญความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาความเสียหายให้เร็วที่สุด แต่ในหลายกรณีบริษัทประกันภัยกลับมีกลยุทธ์เลี่ยงความรับผิดชอบ โดยมักใช้คำพูดที่ฟังดูดีว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” ซึ่งในความจริงแล้วอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน

กลยุทธ์ของประกันภัย: “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

หลายคนอาจคิดว่าการฟังคำแนะนำนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะผู้เสียหายก็ต้องการพักฟื้นร่างกายให้หายดีอยู่แล้ว แต่ในทางกฎหมาย การรอจนหายดีก่อนจึงไปเรียกร้อง กลับเป็นการ ทำให้หลักฐานความบาดเจ็บเลือนหายตามกาลเวลา และเมื่อถึงขั้นตอนพิจารณาคดี บริษัทประกันมักย้อนกลับมาอ้างว่า

  • ผู้เสียหายรักษาหายแล้ว
  • ไม่มีความเสียหายที่ต่อเนื่อง
  • ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมตามที่ร้องขอ

ดังนั้น คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เสียหายเสียเปรียบ ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน

กรณีศึกษา: เมื่อพ่อสั่งตรงจากไต้หวัน “ต้องทนายที่นี่เท่านั้น”

หนึ่งในเคสจริงที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายโดยสารรถตู้ซึ่งชนท้ายรถบรรทุกอ้อย ได้รับบาดเจ็บและพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากบริษัทประกัน แต่กลับถูกปัดด้วยคำพูดเดิมว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

ในช่วงแรกเจ้าของรถยังรับปากว่าจะช่วยประสานงาน แต่ไม่นานก็เปลี่ยนท่าที ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องจัดการเอง จนผู้เสียหายรู้สึกกังวลใจอย่างหนัก

โชคดีที่พ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ไต้หวัน และเป็นผู้ติดตามคลิป YouTube ของทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยู่แล้ว จึงย้ำกับลูกสาวว่า “ถ้าเจอคำพูดนี้ ต้องติดต่อทนายอาร์มเท่านั้น” นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจหาที่ปรึกษากฎหมายอย่างมืออาชีพ

ทำไมต้องรีบปรึกษาทนายความ?

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ไม่ใช่แค่การยื่นเอกสาร แต่คือการต่อสู้กับบริษัทประกันที่มีทนายมืออาชีพคอยวางแผนรับมืออยู่แล้ว หากผู้เสียหายไม่มีทนายความ การเจรจาหรือการดำเนินคดีมักเต็มไปด้วยความเสียเปรียบ

สิ่งที่ทนายความสามารถทำได้ ได้แก่

  • ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายในอนาคต
  • จัดทำเอกสารและหลักฐานทางการแพทย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ดำเนินคดีในชั้นศาลอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันการถูกบริษัทประกันบิดพลิ้วหรือประวิงเวลา

ทนายอาร์มมักย้ำเสมอว่า บริษัทประกันมีทีมกฎหมายตั้งแต่รถยังไม่ทันชน แต่ผู้เสียหายกลับไม่มีใครช่วย หากยังหลงเชื่อคำแนะนำผิด ๆ จาก “ทะแนะ” หรือคนรอบข้างที่ไม่รู้กฎหมาย ยิ่งทำให้เสียเปรียบมากขึ้น

ผลเสียของการ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

ผู้เสียหายหลายรายที่รอจนหายดีก่อนกลับมาพบว่า

  • ประกันใช้การหายดีมาเป็นข้อต่อสู้ในศาล
  • ค่าเสียหายที่ควรได้กลับถูกลดหรือไม่จ่ายเลย
  • เวลาที่เสียไปทำให้ขาดหลักฐานสำคัญ เช่น ใบรับรองแพทย์ ภาพถ่ายบาดแผล หรือเอกสารค่าใช้จ่าย

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายเสียโอกาสเรียกร้องสิทธิอย่างเต็มจำนวน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในปัจจุบันและอนาคตได้

จะเป็นไรอย่างไรเมื่อคนข้างบ้านอยากเป็น “ทนาย” แต่แนะนำผิดๆ

ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยมักได้รับคำแนะนำจาก “คนรู้ดี” รอบตัว หรือที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า ทะแนะ ซึ่งมักให้ข้อมูลผิด ๆ จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและเสียสิทธิไปโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น มีผู้เสียหายเล่าว่าคนข้างบ้านบอกว่า

“ถ้าเราไปเรียกค่าเสียหายแล้ว เราจะเรียกอะไรอีกไม่ได้”

คำพูดนี้ฟังดูเหมือนจริง แต่ในทางกฎหมาย ไม่ถูกต้องเลย เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในอนาคตได้ และหากไปถึงศาล ศาลยังสงวนสิทธิให้ผู้เสียหายสามารถเรียกเพิ่มได้อีกด้วย จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมและการชดใช้ที่รวดเร็วที่สุด

บริษัทประกันมี “ทนาย” แต่ผู้เสียหายกลับมีแค่ “ทะแนะ”

สิ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมักมีทีมทนายความมืออาชีพตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย เมื่อหลงเชื่อทะแนะที่แนะนำผิด ๆ จึงทำให้เสียเปรียบและถูกประกันภัยเอาเปรียบได้ง่าย

ตัวอย่างที่พบบ่อย คือ ประกันภัยชอบบอกผู้เสียหายว่า

“ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องค่าเสียหาย”

พอผู้เสียหายทำตามจริงและรักษาตัวจนหายดีแล้ว เมื่อไปถึงศาล ประกันกลับใช้เป็นข้อโต้แย้งว่า

“ตอนนี้คุณก็หายดีแล้ว จะมาเรียกค่าเสียหายเพิ่มอีกไม่ได้”

นี่คือตัวอย่างกลยุทธ์ที่บริษัทประกันใช้เพื่อประวิงเวลา และลดจำนวนเงินค่าสินไหมที่ควรจ่าย

หลงเชื่อทะแนะ สุดท้ายก็ต้องพึ่ง “ทนาย” ตัวจริง

การเป็นทนายความไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ต้องผ่านการเรียนและการสอบจนมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ต่างจากทะแนะที่แค่มี “ความเข้าใจผิด ๆ” ก็สามารถสวมบทผู้รู้ไปให้คำแนะนำได้แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องใหญ่ ๆ อย่าง การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน หากผู้เสียหายเชื่อคำพูดเหล่านี้โดยไม่ตรวจสอบ ย่อมทำให้เสียสิทธิและเสียเปรียบทางคดี

บทเรียนที่ควรจำ

  • อย่าเชื่อคำแนะนำจากคนข้างบ้านหรือคนรู้ดีที่ไม่ใช่ทนาย
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ควรรีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ทันที
  • อย่าปล่อยให้ประกันประวิงเวลา หรือใช้คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” มาเป็นเครื่องมือเอาเปรียบ

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้เสียหายต้องเข้าใจว่าประกันภัยมักมีทีมทนายคอยปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท ขณะที่ผู้เสียหายเองควรมีทนายความมืออาชีพคอยเดินเรื่องเพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบจากกลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรม และเพื่อให้ได้รับสิทธิและค่าชดเชยอย่างครบถ้วน

อย่าปล่อยให้คำพูดของประกันทำให้คุณเสียสิทธิ ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันที่รถชน

กรณีถูกรถชน ไม่ว่าคุณจะบาดเจ็บมากหรือน้อย อย่ารอจนกว่าจะหายดีแล้วค่อยเรียกร้อง เพราะนั่นอาจทำให้คุณเสียเปรียบในทางคดีและเสียสิทธิใน การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ทันทีที่เกิดเหตุ ควรเก็บหลักฐาน ติดต่อทนาย และดำเนินการเรียกร้องตามสิทธิของผู้เสียหาย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน แล้วต้องเจอคำพูด “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จากบริษัทประกัน อย่าหลงเชื่อ รีบปรึกษาทนายความมืออาชีพทันที ทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดย ทนายอาร์ม พร้อมให้คำปรึกษาและสู้เคียงข้างคุณ เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมและค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ตามที่ควรได้รับ

แผนที่เกิดเหตุสำคัญอย่างไรในคดีรถชน? และการบินโดรนสามารถสร้างความแม่นยำในแผนที่เกิดเหตุได้อย่างไร?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถสาธารณะ สิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ผู้เกี่ยวข้องในคดี รวมถึงตำรวจ ศาล ทนายความ และบริษัทประกันภัย ต้องใช้เป็นหลักฐานก็คือ “แผนที่เกิดเหตุ” แผนที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางหรือตำแหน่งคร่าว ๆ ของการชนเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการ พิสูจน์ข้อเท็จจริง และ แสดงลำดับเหตุการณ์ อย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจมีผลโดยตรงต่อการตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด

ความสำคัญของแผนที่เกิดเหตุในคดีรถชน

แผนที่เกิดเหตุถือเป็นเอกสารชิ้นสำคัญที่มักถูกใช้ประกอบในสำนวนการสอบสวนและในกระบวนการพิจารณาคดี เนื่องจากมีบทบาทในการ

  • ยืนยันตำแหน่งรถและบุคคลที่เกี่ยวข้อง: ว่ารถแต่ละคันอยู่ตรงไหนในขณะที่เกิดเหตุ
  • บอกทิศทางการเคลื่อนที่: เพื่อวิเคราะห์ว่ารถคันใดอาจเป็นฝ่ายประมาท
  • ระบุสิ่งแวดล้อมรอบข้าง: เช่น ไฟสัญญาณจราจร เส้นถนน ป้ายจราจร ทางม้าลาย หรือสิ่งกีดขวางต่าง ๆ
  • เป็นหลักฐานทางกฎหมาย: ศาลและทนายความสามารถใช้แผนที่เกิดเหตุเพื่ออธิบายและนำเสนอคดีต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา

หลายครั้งที่คดีรถชนกลับตาลปัตรเพียงเพราะแผนที่เกิดเหตุถูกจัดทำไม่ครบถ้วน หรือขาดรายละเอียดสำคัญ ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถพิสูจน์สิทธิของตนเองได้เต็มที่ ดังนั้น การจัดทำแผนที่เกิดเหตุจึงเป็นกระบวนการที่ไม่ควรถูกมองข้าม

ทำไมการบิน “โดรน” จึงสำคัญต่อการทำแผนที่เกิดเหตุ?

ในอดีต แผนที่เกิดเหตุมักถูกเขียนด้วยมือหรือถ่ายจากมุมมองภาคพื้นดิน ซึ่งมักเกิดข้อจำกัดด้านความชัดเจนและรายละเอียด แต่เมื่อเทคโนโลยี โดรน เข้ามามีบทบาท การทำแผนที่เกิดเหตุจึงมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

1. มุมมองจากมุมสูง

โดรนสามารถบินขึ้นไปถ่ายภาพจากมุมสูง ทำให้เห็น ภาพรวมของพื้นที่เกิดเหตุ ได้ชัดเจนกว่า มองเห็นทั้งเส้นทาง ถนน จุดชน สัญญาณไฟจราจร และสภาพแวดล้อมรอบด้านในมุมเดียวกัน ซึ่งช่วยให้การวิเคราะห์เหตุการณ์ทำได้ถูกต้องมากขึ้น

2. ความละเอียดสูงและแม่นยำ

การถ่ายภาพด้วยโดรนสามารถเก็บรายละเอียดในระดับเซนติเมตร ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการตรวจสอบ ตำแหน่งการชน ร่องรอยเบรก หรือร่องรอยการลาก ที่อาจมองไม่ชัดเจนจากพื้นดิน ภาพที่ได้สามารถนำไปประมวลผลทำเป็นแผนที่ดิจิทัลที่ใช้ในคดีได้จริง

3. การสร้างแผนที่ 3 มิติ

ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภาพจากโดรนสามารถนำไปประมวลผลเป็น แผนที่ 3 มิติ ที่แสดงสภาพพื้นที่เกิดเหตุอย่างสมจริง ทำให้ทนายความหรือศาลเข้าใจลำดับเหตุการณ์ได้ง่ายขึ้น และยังสามารถนำไปใช้ประกอบการจำลองเหตุการณ์ (Re-enactment) ได้อีกด้วย

4. ลดความเสี่ยงในการเข้าพื้นที่

บางครั้งสถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ที่ยังมีการจราจรหนาแน่นหรือมีความเสี่ยงสูง การใช้โดรนบินถ่ายแทนการลงไปวัดหรือบันทึกจากภาคพื้นดิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมาก

บทบาทของทนายความกับแผนที่เกิดเหตุจากโดรน

การมีแผนที่เกิดเหตุที่ถูกต้องและครบถ้วน ถือเป็น “อาวุธทางกฎหมาย” ที่สำคัญในการต่อสู้คดี เมื่อทนายความได้รับข้อมูลจากโดรน จะสามารถ

  • วิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ของคู่กรณีได้อย่างละเอียด
  • ยืนยันหลักฐานต่อศาลได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องอาศัยเพียงคำให้การ
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือในการเจรจาเรียกค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัย

เรียกได้ว่า แผนที่เกิดเหตุจากโดรนไม่ใช่แค่ภาพถ่ายธรรมดา แต่คือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ความยุติธรรมของผู้เสียหาย

เปรียบเทียบแผนที่เกิดเหตุแบบกราฟิกกับแผนที่เกิดเหตุแบบใช้การบินโดรน

1. ความแม่นยำของข้อมูล

  • แบบกราฟิก: อาศัยการบันทึกด้วยมือหรือการวาดจากความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากความจริงได้ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ร่องรอยเบรก ระยะห่าง หรือมุมชน
  • แบบโดรน: ได้ภาพจริงจากมุมสูง สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการตีความผิด

2. ความครบถ้วนของมุมมอง

  • แบบกราฟิก: ส่วนใหญ่มักนำเสนอเพียงแผนผังสองมิติ มองเห็นภาพรวมได้เพียงคร่าว ๆ
  • แบบโดรน: ให้ภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมดจากมุมสูง และยังสามารถสร้างเป็นภาพ 3 มิติ เพื่อใช้จำลองเหตุการณ์จริงได้

3. ความน่าเชื่อถือในทางกฎหมาย

  • แบบกราฟิก: ศาลหรือคู่ความอาจตั้งข้อสงสัยในความถูกต้อง เนื่องจากเป็นเพียงการวาดจำลอง
  • แบบโดรน: มีภาพถ่ายจริงเป็นหลักฐานประกอบ เพิ่มความน่าเชื่อถือและยืนยันได้ว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นเช่นไรในวันเวลานั้น ๆ

4. ความสะดวกในการทำงาน

  • แบบกราฟิก: ใช้เวลารวบรวมข้อมูลนาน ต้องลงพื้นที่วัดระยะและบันทึกเองทุกจุด
  • แบบโดรน: บินถ่ายภาพเพียงไม่กี่นาที ก็ได้ภาพรวมทั้งหมดมาประมวลผลเป็นแผนที่ได้ทันที

5. ค่าใช้จ่าย

  • แบบกราฟิก: มีต้นทุนต่ำกว่า แต่ข้อจำกัดสูงเมื่อเทียบกับความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ
  • แบบโดรน: ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อเปรียบกับคุณภาพและประโยชน์ที่ได้ ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว

จะเห็นได้ชัดเจนว่าแผนที่เกิดเหตุแบบโดรนมีความเหนือกว่าแบบกราฟิกทั้งในด้านความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความครบถ้วนของข้อมูล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ในคดีรถชนที่ต้องการหลักฐานที่ชัดเจนและป้องกันการโต้แย้งในชั้นศาล

บริการบินโดรนถ่ายแผนที่เกิดเหตุจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงได้จัดตั้งทีมงาน บริการบินโดรนถ่ายแผนที่เกิดเหตุในคดีรถชน โดยเฉพาะ นำโดย ร.ต.อ.พิสุทธิ์ ฤทธิ์ขจร รอง สว.ฝอ.3 บก.อก.บช.น. พร้อมด้วยทีมงานทุกคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบินโดรนที่ผ่านการรับรองจาก CAAT (สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย) เรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจได้ทั้งในเรื่องของ ความถูกต้องตามกฎหมาย ความปลอดภัย และคุณภาพของงาน

เรามีประสบการณ์ในการดำเนินคดีรถชนและการใช้แผนที่เกิดเหตุจากโดรนประกอบการว่าความมานับไม่ถ้วน ทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้เสียหายทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะผู้เสียหายที่ต้องการเรียกร้องสิทธิ หรือถูกกล่าวหาและต้องการพิสูจน์ความจริง

แผนที่เกิดเหตุถือเป็นหลักฐานสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินคดีรถชน การใช้ โดรน เข้ามาช่วยบันทึกและสร้างแผนที่ ทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงมีความแม่นยำ ครบถ้วน และเชื่อถือได้มากกว่าวิธีดั้งเดิม หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชนและต้องการหลักฐานที่แข็งแรง การเลือกใช้บริการ บินโดรนถ่ายแผนที่เกิดเหตุ จากทีมงานมืออาชีพของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือคำตอบที่จะทำให้คุณก้าวสู่ความยุติธรรมได้อย่างมั่นใจในคดีรถชน สนใจหรือต้องการติดต่อสอบถาม คลิก >>ติดต่อเรา<<

“พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล” ตำนานผู้กำกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สู่ที่ปรึกษากฎหมายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

อาชญากรรมทางเทคโนโลยี: ภัยร้ายยุคดิจิทัลและความสำคัญของทนายความในการดำเนินคดี

ในยุคที่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ได้กลายเป็นภัยเงียบที่สร้างความเสียหายต่อทั้งบุคคล องค์กร และสังคมโดยรวม หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบและพิสูจน์ความจริงในคดีประเภทนี้ก็คือ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Computer Traffic Data) ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนและดำเนินคดี

ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์คืออะไร?

ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง ข้อมูลที่แสดงถึงแหล่งที่มา เส้นทางการติดต่อ ข้อมูลวันเวลา ปริมาณการใช้ และลักษณะของการติดต่อสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่รวมถึงเนื้อหาของข้อมูล ตัวอย่างเช่น

  • หมายเลข IP Address ที่ใช้เชื่อมต่อ
  • วันและเวลาที่มีการส่งอีเมลหรือข้อความ
  • ข้อมูลเส้นทางการเข้าเว็บไซต์
  • การบันทึกการเข้าถึงระบบเครือข่าย

ข้อมูลเหล่านี้แม้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้กระทำความผิดในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบ การปลอมแปลงข้อมูล หรือการหลอกลวงออนไลน์

ภัยร้ายในโลกออนไลน์ที่น่าเป็นห่วง

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความซับซ้อนและแพร่หลายมากขึ้น โดยมีหลายรูปแบบที่ควรระวัง ได้แก่

1.การหลอกลวงออนไลน์ (Online Scam / Phishing)
เช่น การส่งอีเมลหรือข้อความแอบอ้างเป็นธนาคาร บริษัทขนส่ง หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงิน

2.การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล (Identity Theft)
ผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลบัตรเครดิต ไปใช้ในการกระทำผิดหรือก่อหนี้แทนเจ้าของตัวจริง

3.การแฮ็กระบบและโจมตีไซเบอร์ (Hacking & Cyber Attack)
ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบองค์กร การติดตั้งมัลแวร์ หรือการโจมตีแบบ DDoS ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลต่อธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

4.การหมิ่นประมาทและละเมิดสิทธิออนไลน์
เช่น การสร้างบัญชีปลอม การโพสต์ข้อความทำลายชื่อเสียง หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

5.การฉ้อโกงการลงทุนออนไลน์
เช่น แชร์ลูกโซ่ ดิจิทัลแอสเซท หรือการชักชวนลงทุนผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่มีจริง

ภัยเหล่านี้ล้วนสร้างความเสียหายทางการเงิน จิตใจ และชื่อเสียงแก่ผู้เสียหาย ซึ่งหากไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง อาชญากรทางเทคโนโลยีก็จะยิ่งกล้าก่อเหตุซ้ำ

ทำไมต้องให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินคดี?

เมื่อเกิดความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลายคนอาจเลือกแจ้งความหรือพยายามหาหลักฐานเอง แต่ในความเป็นจริง การดำเนินคดีประเภทนี้มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎหมายเฉพาะทางและหลักฐานดิจิทัลที่ต้องจัดเก็บอย่างถูกวิธี หากผู้เสียหายดำเนินการผิดขั้นตอน อาจทำให้หลักฐานไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้

ทนายความจึงมีบทบาทสำคัญในการ

  • ให้คำปรึกษาเชิงกฎหมาย เพื่อวางแนวทางการฟ้องร้อง
  • รวบรวมและจัดการหลักฐานดิจิทัล ให้ถูกต้องตามกระบวนการ
  • แทนผู้เสียหายในชั้นศาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและปกป้องสิทธิ
  • เจรจาไกล่เกลี่ย กับคู่กรณีหรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาเร็วขึ้น

กล่าวได้ว่า การมีทนายความช่วยดำเนินคดี จะเพิ่มโอกาสในการพิสูจน์ความจริง และทำให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมมากกว่าการจัดการเอง

ความเชี่ยวชาญของ พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล ที่ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในประเทศไทยคือ พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล อดีตผู้กำกับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ปัจจุบัน พ.ต.อ.สันติพัฒน์ เป็นที่ปรึกษาให้กับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทำหน้าที่ให้คำแนะนำเชิงลึกในการดำเนินคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการตรวจยึดและวิเคราะห์พยานหลักฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการต่อสู้คดี

จากการบรรยายสาธารณะในหัวข้อ “หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล” (ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 25 ตุลาคม 2558) พ.ต.อ.สันติพัฒน์ ได้อธิบายแนวทางสำคัญในการตรวจยึดพยานหลักฐานดิจิทัลที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล

แนวทางทั่วไปในการตรวจยึดพยานหลักฐานทางดิจิทัล

การตรวจยึดพยานหลักฐานดิจิทัลเป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูล ได้แก่

1.การรักษาความปลอดภัยสถานที่เกิดเหตุ (Scene Security)
ป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล

2.การรักษาความปลอดภัยส่วนที่มีพยานหลักฐานดิจิทัล (Evidence Security)
แยกและควบคุมพื้นที่ที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสื่อบันทึกข้อมูล

3.การยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสื่อบันทึกข้อมูล (Seizure of Devices)
อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์ หรือแฟลชไดรฟ์ ที่อาจมีข้อมูลสำคัญ

4.การบันทึกและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ
จดบันทึกรายละเอียด จัดทำแผนผัง ติดป้ายกำกับ และบรรจุอุปกรณ์เพื่อเตรียมการขนย้าย

5.การส่งของกลางเพื่อพิสูจน์ (Forensic Examination)
นำอุปกรณ์ไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการดิจิทัล โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐาน

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีจัดการได้ แต่ต้องจัดการอย่างมืออาชีพ

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนอาจตกเป็นเหยื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ การถูกขโมยข้อมูล หรือการถูกทำลายชื่อเสียง การรับมือกับปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับหลักฐานดิจิทัลที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

การมีทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะทนายความที่ทำงานร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่าง พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล จะทำให้ผู้เสียหายมั่นใจได้ว่าทุกคดีได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีโอกาสสูงที่จะได้รับความยุติธรรมและค่าเสียหายที่ควรได้รับ

โดนหลอกอีกแล้ว!!! บริษัทประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน ประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ ที่ฟังแล้วดูแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจและหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นประโยคเริ่มต้นของการหวังดีแต่ประสงค์ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เมื่อไรที่ถูกบริษัทประกันภัยพูดคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วง แต่เป็นเพราะเขาจะประวิงเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งหลายนั่นเอง

ประกันภัยหรือผี หลอกผู้เสียหายรักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

ผู้เสียหายท่านนี้ประสบอุบัติเหตุคู่กรณีมาชนท้าย ได้บาดเจ็บสาหัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 เจอประกันภัยแสดงความหวังดีทันทีว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน โดยผู้เสียหายท่านนี้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนอนรพ. นานร่วมสัปดาห์ด้วยอาการกระดูกก้นกบหัก รักษาอาการบาดเจ็บที่รพ. ยังไม่พอ ต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลากว่า 2 เดือน

ครั้งที่ 2

ผู้เสียหายยังเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนนั้นนอนพักรักษาตัวที่รพ. บริษัทประกันภัยไม่มีการติดต่อใด ๆ มายังผู้เสียหายเลย เรียกได้ว่าเงียบสนิทหลังจากบอกให้ผู้เสียหายไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ผู้เสียหายก็รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด ผู้เสียหายทนไม่ไหวเห็นเงียบหายนาน จนต้องเป็นผู้พยายามติดต่อหาประกันเองทั้งที่ตนยังบาดเจ็บและยังต้องรักษาตัว หลังจากที่ติดต่อประกันได้ จึงได้นัดคุยกันที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อได้พบปะพูดคุยกัน ประกันภัยยังย้ำต่อผู้เสียหายอีกครั้งว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  ผู้เสียหายก็หลงเชื่อคำประกันบอกจึงไม่ได้เอะใจอะไร

ครั้งที่ 3

จนระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้เสียหายรอจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 64 ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อหาประกันภัยอีกครั้ง และได้นัดพูดคุยกับประกันภัยอีก แต่คราวนี้ผู้เสียหายอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สามารถนั่งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 – 20 นาทีได้แล้วจากที่นั่งไม่ได้เลย แต่อาการยังไม่ดี 100% พอประกันภัยทราบดังนั้นว่าผู้เสียหายเริ่มอาการดีขึ้นตามคำบอกรักษาตัวให้หายดีก่อน จึงได้ออกกลอุบายต่อผู้เสียหายอีกครั้ง ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายอีกว่า “หมอยังนัดดูอาการอยู่เลย” , “เรียกเท่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนะ” , “อาจได้ไม่คุ้ม” และตบท้ายด้วยคำพูดยอดฮิตว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” กับผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 3 จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

ผู้เสียหายไหวตัวทันหลังเจอประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

หลังจากได้นัดพูดคุยกันและถูกประกันภัยบอก รักษาตัวให้หายดีก่อน ถึง 3 ครั้งผู้เสียหายยังเล่าอีกว่าตั้งแต่เกิดเหตุมานี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ที่ไม่มีผลตอบรับหรือการติดต่อโทรถามแต่อย่างใดจากประกันภัยอีกเลย ผู้เสียหายเอะใจถึงพฤติกรรมของประกันภัย เพราะระยะเวลาก็ล่วงเลยมายาวนานพอสมควรหลังเกิดเหตุ จึงไหวตัวคิดว่าต้องพึ่งสำนักงานทนายความเข้าดำเนินคดี จนได้ไปเจอเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และช่อง YOUTUBE ที่เคยทำวิดีโอให้ความรู้ไว้ เมื่อศึกษาข้อมูลจากทั้งเพจและ YouTube ของสำนักงานทนายความ จึงได้ถึงบางอ้อว่า ตนถูกประกันหลอกให้รักษาตัวให้หายดีก่อนเหมือนเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่ทางสำนักงานของเราเคยดำเนินคดีความให้  ผู้เสียหายท่านนี้จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายทันทีโดยไม่รอประกันแล้ว

3 ข้อเสีย เมื่อประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน หากจากคำนี้เมื่อไร ควรรีบปรึกษาทนายทันทีไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยหลอกแล้วหลอกเล่าเหมือนกรณีเคสตัวอย่างข้างต้นที่ถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้งด้วยกันในระยะเวลากว่าครึ่งปี เพราะคำพูดหรือข้ออ้างต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย มักจะใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงเป็นข้อระวังสำคัญที่ไม่ควรหลงเชื่อ

  • คดีอาจขาดอายุความ

 ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องได้  เป็นเพียงกลยุทธ์ตื้นๆ ที่พอเมื่อเราเสียเวลาในการไปรักษาตัวให้หายดีแล้วจึงให้ไปติดต่อขอเคลมประกัน แต่บางกรณีต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน จึงทำให้คดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องใด ๆ ได้เลย

  • อาจหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราขาหักแล้วต้องใส่เหล็กดาม ทางประกันภัยก็ตีความว่าการรักษาพยาบาลเป็นอันสิ้นสุด จึงได้อนุมัติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และทำการเซ็นสัญญาประนีประนอม เป็นอันจบคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางแพทย์ก็ได้นัดให้ทำการผ่าเอาเหล็กดามออก ทีนี้เราจึงไม่สามารถกลับไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้อีกแล้ว

  • บริษัทประกันอาจอนุมัติจ่ายค่าสินไหมให้น้อยกว่าเท่าที่ควร

เนื่องจากเห็นว่าเรารักษาตัวหายดีแล้ว เมื่อรักษาตัวให้หายดีแล้วตามที่ประกันบอก ก็ไม่มีบาดแผล หรือความเจ็บปวดใดที่จะไปเรียกร้อง เมื่อประกันเห็นว่าหายดีแล้ว ก็จึงจ่ายค่าสินไหมให้ตามสภาพอาการบาดเจ็บนั่นเอง

3 ข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสียเบื้องต้นเท่านั้น แต่มุกเด็ด หรือกุลยุทธ์เด็ด ๆ ของประกันภัยอีกมากมายที่บริษัทประกันภัยมักหยิบมาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เจอแบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อ รีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อเดินเรื่องหาทางออกให้ดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 

อย่าหลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ปรึกษาทนายเพื่อปกป้องสิทธิของคุณ

เมื่อบริษัทประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน” อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นความหวังดี เพราะแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อประวิงเวลาและลดภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของพวกเขา การหลงเชื่ออาจทำให้คุณเสียสิทธิ เสียเวลา หรือแม้กระทั่งหมดโอกาสในการเรียกร้องสิ่งที่ควรได้รับ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเล่ห์เหลี่ยมบริษัทประกันภัย รีบปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะการมีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้จะสามารถปกป้องสิทธิ และให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริงได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย อย่าเสียรู้ เมื่อเกิดเหตุรีบติดต่อหาทนาย

ความรู้ดี ๆ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์วันนี้พามาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย ไม่ให้ผู้เสียหายเสียรู้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรรีบติดต่อทนายทันทีไม่ต้องคิดนาน เพราะคุณจะไม่มีทางเสียประโยชน์จากการตัดสินใจหาทนายหลังจากเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ทุกคนคงทราบกันดีว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่เกิดก็มีเรื่องให้ต้องติดต่อทนาย เพราะเมื่อไรที่มันเกิดขึ้นแล้วมักจะต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือร้ายแรงไปถึงขั้นเสียชีวิต รวมไปถึงเกิดการเสียหายต่อทรัพย์สิน ผลกระทบต่อกระบวนการทำงาน และหรืออาจส่งผลเสียไปถึงสิ่งแวดล้อม หรือสาธารณชนได้อีกด้วย และอุบัติเหตุที่มักส่งผลเสียสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากที่สุดก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น อุบัติเหตุทางรถทุกชนิดนั่นเอง ไม่ว่าจะรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ต่างก็ได้สร้างบาดแผล หรือบทเรียนชั้นดีให้กับผู้ประสบภัยได้มากถึงขั้นติดต่อทนาย เพราะจะมีตัวละครสำคัญอย่าง “ประกันภัย” เข้ามามีบทบาทด้วย และทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุและมีประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่วายที่จะมีเรื่องให้ต้องติดต่อทนายกันหลายท่าน  หลังจากได้ตกเป็นผู้มีสถานะผู้เสียหายที่เรียกว่า “ผู้ประสบภัยจากรถ”

ทำไมบริษัทประกันภัยชอบสร้างบทเรียนให้ผู้ประสบภัย ?

หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุทางยานพาหนะผู้ประสบภัยหรือผู้เสียหายก็มักจะอุ่นใจว่าเรานั้นมีประกันภัยรถอยู่ แต่ภายหลังต้องติดต่อทนาย ตอนที่ทำประกันภัยก็ได้ถูกบริษัทสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่าเมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุเขาจะอยู่เคียงข้าง จนวันหนึ่งคุณเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส หรือทรัพย์สินเสียหายขึ้นมา หลังจากนั้นประกันภัยจะเปลี่ยนจากญาติมิตรเป็นอื่นทันที

จากประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์  มีผู้เสียหายหลายท่านได้ติดต่อทนาย ให้ดำเนินคดีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยมากกว่า 1,000 เคสในระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ วันนี้จึงอยากพาทุกท่านมาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตของบริษัทประกันภัยกัน เพื่อไม่ให้ใครเสียรู้ในวันที่ได้สถานะว่าผู้เสียหายในวันเกิดอุบัติเหตุกัน

ลิสต์มุกยอดฮิตเล่ห์เหลี่ยมประกันภัย

  • รักษาตัวให้หายดีก่อน

         มุกเด็ดอันดับหนึ่งของบริษัทประกันภัยที่คนต้องติดต่อทนายกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ฟังดูแล้วก็เหมือนว่าเขาดูเป็นห่วงเป็นใยเราดี เพราะเขาอาจจะเห็นว่าเราบาดเจ็บสาหัส ถึงให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน  แต่ความจริงแล้วคำนี้หวังดีประสงค์สิ่งใดกันแน่ มีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีให้ เพราะได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นห่วงเป็นใยจากคำนี้

  •  ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม

         หากคุณถูกบริษัทประกันภัยแจ้งคำนี้กับคุณเมื่อไร นั่นหมายถึงต้องติดต่อทนาย เพราะเขากำลังหยิบยื่นความเดือดร้อนมาให้ จำทริคง่าย ๆ ว่า ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม เท่ากับ การประวิงเวลาการจ่าย บางเคสผู้เสียหายบาดเจ็บหนัก ให้เอกสารที่มีไปจนหมด แต่ก็ยังไม่วายต้องหอบหิ้วร่างกายอันบาดเจ็บเดินทางไปขอเอกสารบ่อย ๆ เสียเวลาร่วมหลายเดือนก็ยังไม่ได้รับค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด จึงติดต่อทนายให้เข้าดำเนินการเพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานไม่มีทีท่าว่าจะได้รับค่าเสียหายใด ๆ เลย

  • นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

         ทุกครั้งที่ติดต่อทนายก็มักมีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุ  เมื่อผู้ขับขี่เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์มีปริมาณไม่เกิน 50 Mg.% ก็เท่ากับว่าไม่ได้ #เมาแล้วขับ แต่ประกันภัย #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มักเอาเวลาที่เป่ากับเวลาที่ขณะเกิดเหตุไม่ตรงกัน มาคำนวณเป็นชั่วโมงนับย้อนหลัง อ้างว่า 1 ชั่วโมงเท่ากับปริมาณแอลกอฮอล์ 15 Mg.% แล้วบอกว่า “เกิน 50 MG.% แต่ไม่ยอมนับผลเป่าจริงขณะเกิดเหตุ ต่อให้คุณไม่ได้เมาแล้วขับ ก็กลับกลายว่าเมาขับจนได้ ต้องติดต่อทนายด่วน

  • ท่านยังรักษาไม่สิ้นสุด

         คำนี้ไม่ต่างอะไรกับให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน  หนึ่งในผู้เสียหายของเราคนหนึ่งก็เคยถูกบริษัทประกันภัยแจ้งผลมาว่า “เนื่องจากยังรักษาไม่สิ้นสุด” ทั้งที่บาดเจ็บสาหัส มีหลักฐานการรักษา และยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง พอเจอคำนี้ไปผู้เสียหายถึงขั้นรีบติดต่อทนาย เจอประโยคนี้เมื่อไรต้องปรึกษาทนายอาร์มทันที

  • ไม่มีบัตรคนพิการ

        กรณีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุตกเป็นบุคคลทุพพลภาพ แค่รู้ว่าต้องตกเป็นผู้พิการก็ใจเสียมากพออยู่แล้ว บริษัทประกันภัยยังมาปฏิเสธการจ่ายด้วยคำนี้อีก โดยให้เหตุผลว่า ไม่ถือว่าพิการ แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครอยากตกเป็นผู้พิการ แม้ว่าจะยังไม่มีบัตร แต่มีใบรับรองความพิการจากหมอ ก็ถือว่าพิการแล้ว กับคนพิการยังจะเอาเปรียบอีกหรือ เจอแบบนี้ต้องติดต่อทนาย

  • เผื่อจะกลับมาเดินได้

          มุกนี้ประกันภัยไปทางเก่งกว่าหมอ หากเจอคำนี้ติดต่อทนายเลย อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะมันก็ชัดเจนว่าเขาจงใจประวิงเวลาการจ่ายไปเรื่อย อีกทั้งให้คำนึงว่าหากคุณต้องตกเป็นผู้พิการจริง ประโยคที่บอกว่า “เผื่อจะกลับมาเดินได้ ให้รักษาตัวไปก่อน” หมายถึงว่าเขาตั้งใจจะไม่จ่ายในส่วนของค่าความพิการหรือไม่  ให้คิดดี ๆ ว่าเขาหวังดีจริง หรือมีนัยแอบแฝงติดต่อทนาย

  • ยังไม่ได้รับเรื่อง/ยังไม่ทราบเรื่อง

        อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ติดต่อทนาย มักนำมาอ้างต่อผู้เสียหายว่า “ยังไม่ได้รับเรื่อง” “ไม่ทราบเรื่อง” ฯลฯ ประโยคทำนองนี้ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังจะถูกประวิงเวลาการจ่ายแน่นอน ถ้าหากเสียรู้ไป เผลอ ๆ ถูกประวิงเวลาร่วมปี หรือไม่ก็ถูกเสนอจ่ายน้อยกว่าความเสียหาย หรืออาการบาดเจ็บที่แท้จริง เจอแบบนี้อย่าไปยอมรีบติดต่อทนายดำเนินการ

ผู้เสียหายไหวตัวทัน รีบติดต่อหาทนายทันที

  กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของหนึ่งในผู้เสียหายที่ติดต่อทนายให้ดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมให้อย่างทันท่วงที เมื่อเกิดความรู้สึกว่าตนนั้นกำลังจะถูกบริษัทประกันภัยเล่นแง่หัวหมอใส่คิดจะเอาเปรียบ โดยผู้เสียหายท่านนี้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสกระดูกขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน แต่ดันถูกบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพียง 80,000 บาท เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ค่ารักษาตัวหลายแสน ยังไม่พอเท่านั้นประกันภัยยังมีความเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายบอกให้รอ รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วมาเรียกทีหลังก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้เสียหายบาดเจ็บหนักและยังต้องพักฟื้นอีกนาน พอได้ฟังแบบนี้ ผู้เสียหายเอะใจและไหวตัว ติดต่อทนาย โทรสายตรงหา #ทนายอาร์ม ทันทีหลังจากนั้น

 นี่เป็นเพียงลิสต์คร่าว ๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายกลยุทธ์จากบริษัทประกันภัยที่พร้อมจะเอาเปรียบ ติดต่อทนาย เพื่อเดินเรื่องให้คุณ เพื่อไม่ต้องรอให้ประกันภัยงัดมุกไหนมาอ้างก็สามารถติดต่อทนายได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ อย่าไปยอมเสียรู้ เพราะสิ่งที่ดูเหมือนจะหวังดี แท้ที่จริงแอบแฝงบางอย่างไว้

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!