บริษัทประกันภัยนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย

ในหลายปีที่ผ่านมา มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ด้วยเหตุผลว่า “ขณะเกิดเหตุมีแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

แต่สิ่งที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภคคือ การที่บางบริษัทประกันภัย นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยไม่ได้อ้างอิงค่าที่ตรวจได้จริงในขณะเกิดเหตุ หากแต่ใช้ “คู่มือตีความภายใน” มาคำนวณย้อนกลับว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่จะลดลงเฉลี่ย 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วจึงตีความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในทางกฎหมายและความยุติธรรมของระบบประกันภัยว่า “บริษัทประกันภัยมีสิทธินับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเองหรือไม่?”

กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ขณะเกิดเหตุเท่านั้นที่สำคัญ

ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43(2) ระบุชัดเจนว่า

“หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย”

นั่นหมายความว่า การพิจารณาว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์หรือไม่ ต้องดูจาก ผลตรวจจริง “ขณะเกิดเหตุ” หรือใกล้เคียงกับเวลานั้นมากที่สุด
ไม่ใช่การคำนวณย้อนหลัง หรือสมมุติค่าแอลกอฮอล์จากสูตรเฉลี่ยตามคู่มือภายในของบริษัทประกันภัย

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัย “ตีความเอง” ว่าสามารถนับผลย้อนหลังได้ จึงเป็นการ ฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาประกันภัย และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดรองรับ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง “เชื่อถือไม่ได้”

ในคดีหนึ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่น่าสนใจมาก
ศาลได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทประกันภัยนำเพียง “คู่มือตีความกรมธรรม์” มาอ้างว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เอาประกันจะลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วคำนวณย้อนหลังเพื่ออ้างว่าผู้เอาประกันมีปริมาณเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น

เป็นพยานหลักฐานที่ “มีน้ำหนักน้อย” และ “เชื่อถือไม่ได้”

ศาลเห็นว่า การคำนวณย้อนหลังลักษณะนี้เป็นการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย และส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมในสัญญาผู้บริโภค

ศาลจึงวางหลักสำคัญไว้ว่า

“เมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางมากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้การคำนวณภายในฝ่ายเดียว”

กล่าวคือ หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือผลตรวจจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ เวลาที่เกิดเหตุ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองได้

ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด คปภ. กลับไม่ลงโทษบริษัทประกันภัย

แม้จะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วางหลักไว้ชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ
เมื่อบริษัทประกันภัยปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมด้วยเหตุผลเรื่องแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แล้วผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

หลายกรณีกลับพบว่า คำสั่งของ คปภ. เองก็ยังยึดแนวทางเดียวกับบริษัทประกันภัย โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน

ทนายอาร์มได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เมื่อศาลพิพากษาชัดว่าบริษัทประกันภัยทำผิด แต่ทำไม คปภ. ถึงไม่ลงโทษบริษัทเหล่านั้น?”

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในระบบกำกับดูแล ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากถูกเอาเปรียบซ้ำซ้อน ทั้งจากบริษัทประกันภัย และจากหน่วยงานที่ควรคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ผู้บริโภคควรทำอย่างไร หากถูกปฏิเสธเพราะประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง?

อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ

หากบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้ขับขี่ “มีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดขณะขับขี่” แล้วปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ควรรีบปรึกษาทนายความทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อสู้ด้วยตัวเอง

หลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่เราอธิบายความจริง เขาก็น่าจะเข้าใจ” หรือ “เรามีผลตรวจจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว ก็น่าจะพอ” แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและทนายความอยู่เบื้องหลัง พวกเขารู้ช่องว่างของสัญญา รู้แนวทางตีความในชั้นศาล และรู้แม้กระทั่งว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่กล้า” ฟ้อง

หากคุณไม่มีทนายความที่เข้าใจระบบประกันภัยคอยวางรูปเรื่องตั้งแต่ต้น ไม่มีทางเลยที่คุณจะรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่มีทางที่จะไม่ถูกเอาเปรียบ

เพราะ ทุกถ้อยคำในสัญญา หรือ ทุกจุดเล็ก ๆ ในรายงานผลแอลกอฮอล์ สามารถถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดได้ทั้งสิ้น
บริษัทประกันภัยอาจใช้ถ้อยคำคลุมเครือในสัญญา เช่น “หากมีแอลกอฮอล์ในเลือด” โดยไม่ระบุชัดว่า “ต้องวัด ณ เวลาที่เกิดเหตุ” ซึ่งเปิดช่องให้บริษัทนำมาใช้ตีความย้อนเวลาเองได้

หากไม่มีทนายความมาเดินเรื่องตั้งแต่ต้น ผู้บริโภคมักจะ “ตกหลุม” ทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว  จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎหมายจริง

ไม่สนับสนุนให้ขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน

ทนายอาร์มยืนยันว่า

“เราไม่สนับสนุนให้ใครขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน”

การตีความผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนอกจากจะขัดต่อสัญญาประกันภัยแล้ว ยังเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่ผิด” ให้กับระบบคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะจะเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธค่าสินไหมโดยอ้างเหตุผลใดก็ได้

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองเพราะข้ออ้างเรื่อง “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง”
อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภคและประกันภัยเพื่อให้กฎหมายคุ้มครองสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะมีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?

หากถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่า “มีแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แล้วปฏิเสธค่าสินไหม อย่ารอให้เสียเวลาไปกับการไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายบริษัทจะใช้ข้อกฎหมายตีความให้คุณเสียเปรียบอยู่ดี รีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย
เพื่อให้ทนาย “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น เพราะเพียงแค่ก้าวแรกที่ผิดพลาด คุณอาจเสียสิทธิ์ทั้งหมดที่ควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย

การนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่หลักฐานที่กฎหมายยอมรับ บริษัทประกันภัยไม่มีสิทธิคำนวณย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่พึงได้ เพราะกฎหมายอยู่ข้างผู้บริโภคที่ถูกต้องเสมอและ “การมีทนายอยู่ข้างคุณ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกของสัญญาและการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนที่ไม่เป็นธรรม หากถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คลิก >>>ติดต่อเรา<<< หรือโทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661

การมีทนายที่ปรึกษาในระหว่างที่กำลังจะจัดตั้งบริษัท ดีอย่างไร? ครอบคลุมทุกปัญหาอย่างไร?

การเริ่มต้นทำธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของ “ไอเดีย” หรือ “เงินทุน” เท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เจ้าของกิจการหลายคนมักมองข้ามไป นั่นคือ การมี “ทนายที่ปรึกษา” หรือ “ที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท” ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นของการจัดตั้งบริษัท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะสามารถให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บทความนี้จะพาคุณมาดูว่า “การมีทนายที่ปรึกษา” ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจัดตั้งบริษัทนั้นดีอย่างไร และสามารถให้คุณครอบคลุมทุกปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ทำไม “ที่ปรึกษา” ทางกฎหมายจึงสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ?

หลายคนเข้าใจว่า ทนายมีไว้เฉพาะตอน “เกิดปัญหา” แล้วค่อยว่าจ้าง แต่ในความจริงแล้ว ทนายที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญมากตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการวางแผนธุรกิจ เพราะการจัดตั้งบริษัทเกี่ยวข้องกับเอกสารทางกฎหมายมากมาย เช่น

  • การเลือกประเภทของนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วน, บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน ฯลฯ)
  • การจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • การจัดทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น หรือผู้ร่วมลงทุน
  • การวางโครงสร้างบริหารงานภายในและระบบบัญชี

หากไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายคอยแนะนำ อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญปัญหาที่ตามมาในภายหลัง เช่น ข้อพิพาทระหว่างหุ้นส่วน การแบ่งผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแก้ไขภายหลังได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง

เพราะธุรกิจที่มั่นคง เริ่มต้นจาก “รากฐานที่ถูกต้อง” และ “คำปรึกษาที่เชื่อถือได้”

1. ที่ปรึกษาวางโครงสร้างบริษัทให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

หนึ่งในสิ่งที่ “ทนายที่ปรึกษา” ทำได้ดีที่สุดคือ การวางโครงสร้างทางกฎหมายของบริษัทให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจของคุณ เช่น

  • ควรจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • การจัดสรรหุ้นระหว่างผู้ร่วมลงทุนอย่างเป็นธรรม
  • การกำหนดอำนาจกรรมการและผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจน
  • การร่างหนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับของบริษัทให้สอดคล้องกับเจตนาของผู้ถือหุ้น

เพราะการวางรากฐานที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะป้องกันความขัดแย้งภายในบริษัทในอนาคต และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

2. ป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ในระหว่างการจัดตั้งบริษัท อาจมีขั้นตอนหรือเอกสารบางอย่างที่ผู้ประกอบการไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เช่น การใช้ชื่อบริษัทที่ซ้ำกับผู้อื่น การร่างสัญญาร่วมทุนที่ไม่รัดกุม หรือการลงนามในเอกสารที่อาจมีผลผูกพันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ทนายที่ปรึกษาจะสามารถตรวจสอบและให้คำแนะนำเชิงป้องกัน ก่อนเกิดปัญหา เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตัวอย่างเช่น

  • ตรวจสอบเอกสารการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investor)
  • ตรวจสอบข้อตกลงทางภาษี
  • ป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ชื่อการค้า โลโก้ หรือแบรนด์

ซึ่งหากไม่มีที่ปรึกษาดูแล อาจเกิดความเสียหายทั้งทางการเงินและชื่อเสียงได้ในภายหลัง

3. ที่ปรึกษาทางกฎหมายสามารถร่างสัญญาให้รัดกุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของทนายที่ปรึกษาคือ การร่างและตรวจสอบสัญญาทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น

  • สัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement)
  • สัญญาจ้างงาน
  • สัญญาเช่าพื้นที่สำนักงาน
  • สัญญาซื้อขาย หรือข้อตกลงกับซัพพลายเออร์

การมีที่ปรึกษาทางกฎหมายดูแลสัญญาเหล่านี้ จะสามารถให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกข้อตกลงเป็นธรรม ปลอดภัย และคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัทอย่างสูงสุด เพราะสัญญาไม่ใช่แค่เอกสาร แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

4. ที่ปรึกษาทางกฎหมายสามารถดูแลเรื่องภาษีและบัญชีได้ในเบื้องต้น

การจัดตั้งบริษัทต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการยื่นภาษีประจำปีอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายบริษัทใหม่มักพลาดเพราะขาดความรู้ทางด้านภาษี ทนายที่ปรึกษาจะสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม เช่น

  • การจัดทำรายงานภาษีให้ถูกต้อง
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
  • การวางระบบเอกสารเพื่อให้การทำบัญชีเป็นไปตามกฎหมาย

การมีที่ปรึกษาคอยดูแลตั้งแต่ต้น จึงสามารถลดความเสี่ยงต่อการโดนปรับหรือเสียภาษีเกินความจำเป็น

5. ที่ปรึกษาเป็น “เพื่อนคู่คิดทางกฎหมาย” ของผู้บริหาร

การมีทนายที่ปรึกษาไม่ใช่แค่การมีคนร่างเอกสาร แต่ยังหมายถึงการมี “เพื่อนคู่คิด” ที่เข้าใจทั้งธุรกิจและกฎหมาย คอยให้คำปรึกษาในทุกเรื่อง เช่น

  • การตัดสินใจทางธุรกิจที่อาจมีผลทางกฎหมาย
  • การขยายสาขา หรือเปิดบริษัทร่วมทุน
  • การบริหารความเสี่ยงด้านแรงงานและสัญญาจ้าง

ทนายที่ปรึกษาที่ดีจะไม่เพียงรอให้คุณมาปรึกษาเมื่อมีปัญหา แต่จะสามารถวิเคราะห์และเตือนล่วงหน้า เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและปลอดภัยในทุกก้าวของธุรกิจ

ประโยชน์ระยะยาวของการมี “ที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท”

แม้ในช่วงแรก บริษัทอาจยังไม่พบปัญหาทางกฎหมาย แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การมี “ที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท” จะสามารถให้คุณประหยัดเวลา ลดต้นทุน และป้องกันความเสียหายมหาศาลในอนาคต

ประโยชน์ระยะยาว เช่น

  • ป้องกันข้อพิพาทกับคู่ค้าและลูกค้า
  • ลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือในการเจรจาทางธุรกิจ
  • บริหารเอกสารและสัญญาอย่างเป็นระบบ
  • คอยอัปเดตกฎหมายใหม่ ๆ ที่มีผลต่อธุรกิจ

กล่าวได้ว่าทนายที่ปรึกษา คือหนึ่งใน “ทรัพยากรที่มีค่า” ที่เจ้าของกิจการควรมีไว้ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะกฎหมายคือกรอบที่คุ้มครองธุรกิจให้เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

การมีทนายที่ปรึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่า ดีกว่ามาแก้ปัญหาภายหลัง

หลายคนอาจมองว่าการจ้างทนายที่ปรึกษาเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ในความจริงแล้ว นี่คือ “การลงทุนเพื่อความปลอดภัยของธุรกิจ” ที่สามารถประหยัดค่าเสียหายจำนวนมากในอนาคต

เมื่อมีที่ปรึกษาคอยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการจัดตั้งบริษัท คุณจะมั่นใจได้ว่า

  • ทุกเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย
  • ทุกข้อตกลงมีความรัดกุม
  • และทุกการตัดสินใจของคุณอยู่ในกรอบที่ปลอดภัย

เพราะธุรกิจที่มั่นคง เริ่มต้นจาก “รากฐานที่ถูกต้อง” และ “คำปรึกษาที่เชื่อถือได้”

หากคุณกำลังจะเริ่มต้นธุรกิจ และต้องการที่ปรึกษากฎหมายมืออาชีพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดตั้งบริษัทและธุรกิจครบวงจรพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้คุณเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ต้องการหาทนายความที่ปรึกษาคลิก >>ติดต่อเรา<< หรือโทร. 062-195-1661

เพราะ “การมีที่ปรึกษาที่ดี คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่มั่นคง”

“ค่าเสื่อมราคา” รถยนต์หลังอุบัติเหตุ ทำไมบริษัทประกันไม่จ่าย? และทำไมต้อง ให้ทนายเดินเรื่อง ถึงจะได้สิทธิ์คืน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนต้องเผชิญหลังจากความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สิน คือขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ค่าเสื่อมราคา” ของรถยนต์หลังซ่อม บริษัทประกันต้องจ่ายหรือไม่?

คำตอบคือ “สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง “บริษัทประกันภัยมักไม่จ่าย”และสุดท้าย ผู้เสียหายจำนวนมากต้องพึ่งทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัย เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์คืน เพราะเรื่อง “ค่าเสื่อมราคา” ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็เรียกได้ง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายของทนาย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

 “ค่าเสื่อมราคา” คืออะไร?

“ค่าเสื่อมราคา” หมายถึง มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงจากสภาพเดิมหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมจนดูเหมือนใหม่ แต่ในตลาดรถยนต์มือสอง รถที่เคยชนจะขายได้ราคาต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดเหตุ เช่น รถยนต์ของคุณมีมูลค่าก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ 1,000,000 บาท
หลังอุบัติเหตุ บริษัทประกันซ่อมให้จนใช้งานได้เหมือนเดิม แต่เมื่อขายต่อกลับได้เพียง 900,000 บาท
ส่วนต่าง 100,000 บาทนี้ คือ “ค่าเสื่อมราคา”

มูลค่านี้ถือเป็นความเสียหายที่แท้จริงตามกฎหมายที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องจากผู้ก่อเหตุหรือบริษัทประกันภัยได้

วิธีคิด “ค่าเสื่อมราคารถ” ไม่มีใครอยากซื้อรถที่ถูกชนแล้ว

เวลารถเกิดอุบัติเหตุ แม้ซ่อมจนใช้งานได้ แต่สภาพรถจะไม่เหมือนเดิม ทำให้มูลค่ารถลดลง ตรงนี้เองที่เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” หรือ “ค่าขาดราคาของรถ” ซึ่งผู้เสียหายสามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยได้

ทนายอาร์ม อธิบายว่า วิธีการประเมินค่าเสื่อมราคารถที่มักใช้กันจริง ๆ มีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ

วิธีที่ 1  – อิงจากเหตุการณ์จริงของผู้ขาย

ผู้เสียหายรายหนึ่งทำธุรกิจซื้อขายรถมือสอง ขณะขับรถไปเสนอขายให้ลูกค้าเกิดอุบัติเหตุ รถถูกชนจนลูกค้าปฏิเสธซื้อทันที เพราะ “ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชน”
จากเดิมรถราคาประมาณ 500,000 บาท ลูกค้าบอกว่าถ้าจะซื้อก็ซื้อได้แค่ 100,000 บาท เท่านั้น
ส่วนต่าง 400,000 บาทนี้คือ “ค่าเสื่อมราคา” จากอุบัติเหตุ

วิธีที่ 2 – สอบถามเต็นท์รถ

ในบางกรณี ผู้เสียหายอาจไปสอบถามเต็นท์รถมือสองเพื่อประเมินราคา
เช่น เต็นท์แจ้งว่ารถรุ่นนี้ปกติขาย 500,000 บาท แต่ถ้าเคยชน จะรับซื้อเพียง 200,000 บาท
ส่วนต่าง 300,000 บาท ก็ถือเป็นค่าเสื่อมราคาได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 – ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือช่างผู้ชำนาญ

หากไม่มีการซื้อขายจริง สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างรถยนต์ หรือช่างผู้มีใบอนุญาต ประเมินมูลค่าหลังซ่อมโดยเทียบกับราคาตลาดรถมือสองรุ่นเดียวกัน วิธีนี้ถือว่ามีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ทางเทคนิค

ประเด็นสำคัญจากทนายอาร์ม

  • การเรียก “ค่าเสื่อมราคา” เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพราะรถที่ชนแล้วไม่อาจขายได้ราคาเดิม
  • บริษัทประกันภัยไม่ควรแนะนำให้ผู้เสียหายโกหกเต็นท์รถว่ารถไม่เคยชน เพื่อให้ขายได้ราคาเดิม เพราะถือเป็นการทำผิดจริยธรรม
  • ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชนหนัก และราคาขายต่อย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวได้ว่า “ค่าเสื่อมราคารถ” คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แม้รถจะซ่อมจนดูดี แต่ในตลาดรถมือสองมูลค่าก็ลดลง การเรียกร้องส่วนต่างนี้จึงเป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยชอบตามกฎหมาย

ทำไมบริษัทประกันภัยมัก “ไม่ยอมจ่ายค่าเสื่อมราคา”?

ถึงแม้จะเป็นมูลค่าความเสียหายจริง แต่บริษัทประกันภัยมักอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธ เช่น

1.รถซ่อมแล้วกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

2.ไม่มีหลักฐานราคาตลาดรองรับ

3.สัญญาประกันภัยไม่ครอบคลุมค่าเสื่อมราคา

แต่ในทางกฎหมาย ความเสียหายจากค่าเสื่อมราคาไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในกรมธรรม์
เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามูลค่ารถลดลงจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันหรือคู่กรณีต้องชดใช้ตามหลัก มูลละเมิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420)

ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย?

แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิ์เรียกร้องได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกค่าเสื่อมราคาต้องใช้หลักฐานที่ซับซ้อน เช่น

  • ใบประเมินราคาก่อนและหลังซ่อม
  • พยานผู้เชี่ยวชาญ
  • ใบเสร็จและเอกสารการซ่อม
  • ภาพถ่ายสภาพรถ

ซึ่งทนายความจะเข้ามาดำเนินการในส่วนสำคัญคือ
✅ การประเมินมูลค่าความเสียหายจริง
✅ การรวบรวมหลักฐานและจัดทำเอกสารที่ศาลรับฟังได้
✅ การอ้างคำพิพากษาเดิมที่ศาลเคยตัดสินให้ “จ่ายค่าเสื่อมราคา” เพื่อสร้างน้ำหนักทางคดี

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าบริษัทประกันมี “ทีมทนาย” ตั้งแต่ก่อนรถจะชน ประชาชนก็มีสิทธิ์ “มีทนายของตัวเองตั้งแต่รถชน” เช่นกัน

 “ค่าเสื่อมราคา” เรียกได้จริง แต่อยู่ที่ว่าคุณรู้วิธีเรียกหรือไม่?

“ค่าเสื่อมราคา” คือมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือของแถมจากบริษัทประกัน แต่เพราะผู้เสียหายจำนวนมากขาดความรู้และไม่รู้วิธีพิสูจน์ ทำให้สิทธิ์นี้ “หายไปโดยไม่รู้ตัว” หากคุณกำลังถูกบริษัทประกันปฏิเสธค่าเสื่อมราคา อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหรือเสียเปรียบบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายทันทีเพื่อให้บริการทางกฎหมายเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดย ทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยรถยนต์ พร้อมเดินเรียกเรียกร้องค่าเสียหายให้คุณในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคา ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ โทร 062-195-1661

ภาพหรือคลิปจาก OnlyFans ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ทำยังไงดี?

ยุคดิจิทัลทุกวันนี้ “OnlyFans” กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไป รวมถึงดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้ที่ต้องการสร้างรายได้จากคอนเทนต์ของตัวเอง สามารถเผยแพร่ “ภาพลักษณ์ส่วนตัว” ได้อย่างอิสระและถูกกฎหมายภายใต้การยินยอมของเจ้าของผลงาน

แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับต้องเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิด ภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ หรือคอนเทนต์จาก OnlyFans ถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำในช่องทางอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ถูกโพสต์ในเว็บโป๊ เว็บบอร์ดลับ หรือแม้แต่ถูกขายต่อโดยบุคคลที่สาม ซึ่งถือเป็น “การละเมิดสิทธิในภาพและละเมิดกฎหมายคอมพิวเตอร์” อย่างชัดเจน

เข้าใจก่อนว่า “ภาพจาก OnlyFans” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของใคร?

ตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์เจ้าของผลงานหรือเจ้าของภาพถ่ายคือผู้มีสิทธิในเนื้อหานั้นโดยสมบูรณ์
แม้คอนเทนต์จะถูกอัปโหลดลง OnlyFans แต่สิทธิในภาพและคลิปยังคงเป็นของผู้สร้าง (Creator) เว้นแต่มีการทำสัญญาโอนสิทธิอย่างชัดเจน

นั่นหมายความว่า หากมีบุคคลอื่นนำภาพจาก OnlyFans ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น

  • ดาวน์โหลดแล้วนำไปโพสต์ต่อในเว็บอื่น
  • ตัดต่อ ทำซ้ำ ดัดแปลง
  • หรือใช้ภาพในเชิงดูหมิ่น เสื่อมเสียชื่อเสียง

ผู้กระทำถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา

กรณีที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับการละเมิดคอนเทนต์ OnlyFans

1. นำภาพหรือคลิปไปเผยแพร่ในเว็บโป๊หรือกลุ่มลับโดยไม่ได้รับอนุญาต
→ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(4) ฐานนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

2. ตัดต่อภาพใบหน้ากับร่างกายคนอื่น หรือสร้าง Deepfake เพื่อขายต่อ
→ เข้าข่าย “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” และ “ปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์”

3. เผยแพร่ภาพเก่าของอดีตคู่รักหรือแฟนเก่าเพื่อประจาน
→ ผิดฐาน “ข่มขู่ กรรโชก และละเมิดสิทธิในภาพส่วนตัว”4.แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของภาพ หรือขายคอนเทนต์ของ Creator คนอื่น
→ ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ และอาจโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

เมื่อภาพจาก OnlyFans ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ต้องทำอย่างไร?

1. อย่าเงียบหรืออย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก
เพราะการละเมิดในโลกออนไลน์ไม่เพียงกระทบต่อภาพลักษณ์ แต่ยังส่งผลต่อรายได้และชื่อเสียงระยะยาว

2. เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ทันที

o ภาพหน้าจอ (screenshot)

o ลิงก์เว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่

o วันเวลา และชื่อบัญชีผู้เผยแพร่
หลักฐานเหล่านี้จะสามารถให้ทนายความดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว

3. ปรึกษาทนายความทันที
เพราะหลายกรณีผู้เสียหายไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหน หรือควรดำเนินคดีในช่องทางใด หากรู้ตัวว่าได้รับความเสียหายสามารถปรึกษาทนายความได้ทันที เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

กฎหมายคุ้มครองภาพและคอนเทนต์ส่วนตัว

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าภาพและคลิปส่วนตัวถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
หากมีบุคคลใดนำข้อมูลนี้ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้กระทำอาจมีความผิดตามกฎหมายดังนี้

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326-328
    → ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
    → นำข้อมูลลามกหรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)
    → นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม มีโทษทั้งจำและปรับ

อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนาย เพราะคุณมีสิทธิ์ในภาพของตัวเอง

หลายคน โดยเฉพาะผู้หญิงหรือผู้สร้างคอนเทนต์ OnlyFans มักลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกตัดสินหรือถูกเปิดเผยชื่อเสียงในสังคม แต่ในความเป็นจริง คุณคือ “ผู้เสียหาย” ที่กฎหมายคุ้มครองเต็มที่

การมีทนายเข้ามาดำเนินการตั้งแต่แรก จะช่วยให้เรื่องไม่บานปลาย และสามารถจัดการทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • การขอคำสั่งศาลเพื่อปิดเว็บหรือบัญชีที่เผยแพร่ภาพ
  • การเรียกค่าเสียหายจากผู้ละเมิด
  • และการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลซ้ำอีก

ภาพจาก OnlyFans คือสิทธิ์ของคุณ ไม่ใช่ของใคร ปรึกษาทนายความทันที 

ทุกภาพ ทุกคลิปที่คุณสร้างขึ้นใน OnlyFans คือ ทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลส่วนบุคคลของคุณโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีใครนำไปใช้ในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเพื่อทำร้ายชื่อเสียง หรือหาผลประโยชน์ส่วนตัว อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบ รีบเก็บหลักฐาน และปรึกษาทนายความทันที เพื่อให้กฎหมายปกป้องสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีเทคโนโลยีและคดีละเมิดสิทธิในโลกออนไลน์ พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับ OnlyFans โทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661หรือทักแชตเพื่อขอคำแนะนำได้ทันที  เพราะ “ภาพของคุณ คือสิทธิ์ของคุณ” คลิก >>ติดต่อเรา<<

ระวัง! มิจฉาชีพหลอกทำ “งานออนไลน์” หลอกสมัครงาน-ข่มขู่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้าถึงทุกมุมของชีวิต “งานออนไลน์” กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมของผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นและนักศึกษา ที่มองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมจากที่บ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ความนิยมนี้ก็กลายเป็นช่องทางให้ มิจฉาชีพ ใช้หลอกลวงผู้บริสุทธิ์ให้ตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะรูปแบบ “หลอกสมัครงานออนไลน์” ที่ต้อง “จ่ายเงินก่อนเริ่มงาน” หรือ “ข่มขู่เมื่อพยายามยกเลิกงาน” ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

รูปแบบกลโกง “งานออนไลน์” ที่ควรรู้ทัน

1.หลอกให้จ่ายเงินก่อนเริ่มงาน
กลโกงที่พบบ่อยที่สุดคือ การหลอกให้ผู้สมัครงานโอนเงินก่อน เช่น อ้างว่าเป็น “ค่ามัดจำอุปกรณ์ทำงาน” หรือ “ค่าสมัครสมาชิกระบบงานออนไลน์” ซึ่งหลังจากโอนเงินไปแล้วกลับไม่สามารถติดต่อได้อีกต่อไป บางรายถูกบล็อกทันที หรือถูกชักชวนให้ “หาคนมาสมัครต่อ” เพื่อรับเงินค่าคอมมิชชั่น กลายเป็นการหลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่

2.ข่มขู่เมื่อขอยกเลิกงาน
อีกหนึ่งพฤติกรรมอันตรายคือ เมื่อผู้สมัครรู้ตัวว่าถูกหลอกและพยายามถอนตัวจาก “งานออนไลน์” มิจฉาชีพจะเริ่มส่งข้อความข่มขู่ เช่น

o    จะฟ้องร้องดำเนินคดี

o    จะเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว

o    จะส่งเรื่องให้ตำรวจหรือศาลดำเนินคดีฐานผิดสัญญา

โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียหายเคยส่งเอกสารสมัครงาน เช่น บัตรประชาชน หรือข้อมูลส่วนตัว มิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว

3.ตามรังควานแม้จะบล็อกแล้ว
หลายรายรายงานว่า ถึงแม้จะบล็อกแอคเคาท์ไปแล้ว มิจฉาชีพกลับใช้บัญชีอื่นมาตามรังควาน หรือทักไปหาคนรอบข้าง เช่น เพื่อนในโซเชียล ครอบครัว หรือที่ทำงาน เพื่อสร้างแรงกดดันและทำให้ผู้เสียหาย “ยอมจ่ายเงินเพิ่ม”

ทำไมมิจฉาชีพถึงมี “ข้อมูลส่วนตัว” ของเรา?

สาเหตุสำคัญคือ ผู้สมัครส่งข้อมูลให้เอง โดยไม่ทันระวัง เพราะต้องการเริ่มทำงานออนไลน์อย่างรวดเร็ว บางแพลตฟอร์มหรือเอเจนซี่ปลอมจะให้กรอกข้อมูลละเอียด เช่น

  • ชื่อ-นามสกุล
  • เบอร์โทรศัพท์
  • ที่อยู่
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • เลขบัญชีธนาคาร

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น

  • ข่มขู่เรียกเงิน
  • ปลอมเอกสารกู้ยืม
  • สมัครใช้บริการต่าง ๆ แทนเจ้าของตัวจริง
  • หรือขายต่อให้กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์

ดังนั้น ก่อนส่งข้อมูลส่วนตัวให้ใครในโลกออนไลน์ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นบริษัทจริง มีที่อยู่ชัดเจน ติดต่อได้จริง และควรค้นหาชื่อบริษัทหรือเพจนั้นใน Google หรือ Facebook ว่ามีประวัติการร้องเรียนหรือไม่

ถ้าเผลอส่งข้อมูลส่วนตัวไปแล้ว ควรทำอย่างไร?

1.อย่าตกใจและอย่าโอนเงินเพิ่มเด็ดขาด
ไม่ว่ามิจฉาชีพจะอ้างว่า “ถ้าไม่จ่ายจะฟ้อง” หรือ “จะเปิดเผยข้อมูล” ให้ตั้งสติ เพราะ ไม่มีอำนาจฟ้องร้องได้จริง และส่วนใหญ่เป็นการหลอกให้กลัวเท่านั้น

2.เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้
เช่น แชต บัญชีธนาคารที่ให้โอน เบอร์โทรศัพท์ ลิงก์ห้องแชต หรือชื่อผู้ติดต่อ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแจ้งความ

3.แจ้งความที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน
ควรนำหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าเราเป็น “ผู้เสียหาย” ไม่ใช่ “ผู้ร่วมกระทำผิด”

4.แจ้งธนาคารให้ระงับบัญชี
หากมีการโอนเงินหรือให้ข้อมูลบัญชี ควรรีบแจ้งธนาคารเพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีถูกนำไปใช้ในทางทุจริต

5.ปรึกษาทนายหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
การได้รับคำแนะนำจากทนายความโดยตรงจะสามารถให้คุณรู้ว่าควรดำเนินการอย่างไร เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองได้ถูกต้องตามกฎหมาย

กฎหมายคุ้มครองเหยื่อจากการหลอกทำงานออนไลน์

การกระทำของมิจฉาชีพในกรณีนี้อาจเข้าข่ายความผิดหลายมาตรา เช่น

  • ความผิดฐานฉ้อโกง (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341)
    ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความเท็จและได้ทรัพย์สินไป มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ความผิดฐานข่มขู่ (มาตรา 392)
    การขู่เข็ญให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือชื่อเสียง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  • ความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
    เช่น การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการส่งข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อทำให้ผู้อื่นเสียหาย

หากถูกข่มขู่ให้จ่ายเงินหรือจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวจะทำอย่างไรดี?

อย่าตกใจและอย่าจ่ายเงินเพิ่มเด็ดขาด เพราะมิจฉาชีพมักใช้ “ความกลัว” เป็นเครื่องมือให้เหยื่อยอมทำตาม ควรบันทึกข้อความและแจ้งความทันที พร้อมทั้งปรึกษาทนายเพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง

โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นเยาวชนหรือผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ การถูกข่มขู่ในลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างมาก ผู้ปกครองควรรีบเข้าช่วยเหลือและพาแจ้งความเพื่อป้องกันอันตรายเพิ่มเติม

อย่าหลงเชื่อ “งานออนไลน์” ที่ต้องจ่ายเงินก่อน หรือมีพฤติกรรมข่มขู่

งานออนไลน์ ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้อง “จ่ายเงินก่อนเริ่มงาน” และไม่มีสิทธิ์ “ข่มขู่” ผู้สมัครไม่ว่ากรณีใด หากพบพฤติกรรมดังกล่าวให้รีบรวบรวมหลักฐาน แจ้งความ และปรึกษาทนายโดยด่วน

เพราะทุกคนมีสิทธิทางกฎหมายที่จะได้รับความคุ้มครอง และไม่มีใครสามารถนำข้อมูลส่วนตัวของคุณไปใช้ข่มขู่หรือเรียกเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อย่าปล่อยให้ “ความกลัว” เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพจาก “งานออนไลน์” ปรึกษา “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ

 ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำและให้บริการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นความลับ เพื่อปกป้องสิทธิ์ของคุณในทุกกรณี

เมื่อบริษัทประกันภัยพูดว่าอยากได้ “ให้ไปฟ้องเอา” นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริง

ประโยคนี้สะท้อนถึง “ช่องว่างของอำนาจ” ระหว่างผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา กับบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่มีทีมทนายและฝ่ายกฎหมายครบเครื่อง

คำถามคือ…

  • ทำไมบริษัทประกันภัยที่มีรายได้ปีละหลายพันล้าน จึงปฏิเสธความรับผิดชอบกับผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาลและยังไม่สามารถเดินได้ปกติ?
  • ทำไมต้องให้ผู้เสียหาย “ไปฟ้องเอาเอง” ทั้งที่รู้ว่าคนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย และไม่มีเงินหรือเวลามาฟ้องร้อง?

สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “เครื่องมือทางอำนาจ” ที่บริษัทประกันภัยบางแห่งใช้ เพื่อบีบให้ผู้เสียหายยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ แล้วจบเรื่องไป

ความจริงทางกฎหมาย คือ ผู้เสียหายมีสิทธิมากกว่าที่บริษัทพยายามบอก

ตามหลักกฎหมายมูลละเมิดและกฎหมายประกันภัยผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ครบทุกส่วน ไม่ใช่แค่ค่าหยุดงานเท่านั้น

โดยกฎหมายกำหนดให้คู่กรณีหรือบริษัทประกันภัยต้องชดใช้ในส่วนต่อไปนี้

1. ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
รวมถึงค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่ากายภาพบำบัด และค่าฟื้นฟูร่างกาย

2.  ค่าขาดรายได้จากการหยุดงาน
ต้องคิดตามรายได้จริง ไม่ใช่เพียง “วันละ 350 บาท” แบบที่บริษัทบางแห่งตั้งขึ้นเองโดยไม่มีหลักเกณฑ์

3.  ค่าทนทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บ
ศาลสามารถพิจารณาให้ได้ตามสภาพความเสียหาย เช่น ความเจ็บปวด ความพิการ หรือผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

4.  ค่าขาดโอกาสทางอาชีพ
เช่น หากผู้เสียหายมีอาชีพอิสระ แล้วไม่สามารถรับงานได้ในช่วงพักฟื้น

ดังนั้น หากบริษัทประกันภัยบอกว่า “ไม่จ่าย” หรือ “ให้ไปฟ้องเอา” นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายไม่มีสิทธิ แต่เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบในทางที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

เหตุใดบริษัทประกันภัยจึงกล้าท้าให้ผู้เสียหายไป “ฟ้องเอา”?

เพราะพวกเขารู้ดีว่า

  • คนทั่วไป “ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย”
  • ไม่รู้ขั้นตอนการฟ้องร้อง
  • คิดว่าทนายความแพง
  • และสุดท้ายเลือก “ยอมรับเงินเท่าที่ให้”

แต่นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
บริษัทบางแห่งจึงกล้าพูดได้เต็มปากว่า “อยากได้มากกว่านี้ ไปฟ้องเอา” เพราะมั่นใจว่าเหยื่อส่วนใหญ่จะไม่กล้า

แต่สำหรับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และ ทนายอาร์ม เราเชื่อว่า “ความจริง” และ “สิทธิของประชาชน” ต้องมาก่อนผลประโยชน์ขององค์กร

ประกันภัยที่ดี ควรรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระ

บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแล เยียวยา และจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
ไม่ใช่ใช้ความได้เปรียบทางกฎหมายมาข่มขู่ หรือบอกให้ประชาชนธรรมดา “ไปฟ้องเอาเอง”

เพราะในความเป็นจริง คนที่นอนเจ็บอยู่บ้าน คนที่ยังเดินไม่ได้ คนที่ต้องหยุดงานขาดรายได้
พวกเขาไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะไม่มีทนายอยู่ข้างตัว

ถ้าเจอประกันท้าให้ฟ้องแบบนี้จะทำอย่างไรดี?

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนมักเลือกเชื่อบริษัทประกันภัยที่บอกว่า “รอให้ร่างกายหายดีก่อน” ค่อยว่ากันเรื่องเคลม แต่ในความเป็นจริงนี่คือความเข้าใจผิดที่อาจทำให้คุณเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว เพราะ “อีกฝ่าย” ไม่ว่าจะเป็นคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัย เขามีทีมกฎหมายพร้อมตั้งแต่ “รถยังไม่ทันชนด้วยซ้ำ”

บริษัทประกันภัยมีฝ่ายทนายและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีโดยตรง ที่ถูกเตรียมไว้เพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท” ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้เสียหาย การเรียกเอกสาร หรือแม้แต่การตีความข้อกฎหมาย ทุกขั้นตอนล้วนมีเป้าหมายเพื่อ “ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้ได้น้อยที่สุด”

ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับต้อง “สู้ด้วยมือเปล่า” ทั้งเจ็บตัว เสียงาน และยังขาดความรู้ทางกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น อย่ารอให้แผลหายก่อนถึงค่อยหาทนาย เพราะทุกนาทีหลังเกิดเหตุคือ “โอกาสสำคัญในการปกป้องสิทธิ์ของคุณ”

คุณสามารถมีทนายความอยู่ข้างตัวตั้งแต่วันแรกที่รถชนได้เช่นกัน เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญดำเนินการทั้งด้านเอกสาร การเจรจากับบริษัทประกันภัย และคำนวณมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง  ไม่ใช่ตัวเลขที่บริษัทประกันภัยกำหนดอยู่ฝ่ายเดียว

1. อย่าเพิ่งยอมเซ็นยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ
เพราะเมื่อคุณเซ็นรับเงินและลงชื่อในเอกสารยอมความแล้ว จะถือว่าคดี “สิ้นสุดสิทธิ์เรียกร้อง” ทางกฎหมายในอนาคตทันที แม้ภายหลังจะพบว่าความเสียหายมากกว่านั้น คุณก็ไม่สามารถเรียกเพิ่มได้อีก

2. รวบรวมหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วน
เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบหยุดงาน ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หลักฐานการเดินทาง หรือแม้แต่แชตที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประกันภัย ทุกอย่างล้วนสำคัญ เพราะเอกสารเหล่านี้คือ “หลักฐานยืนยันสิทธิ์” ของคุณในการเรียกร้องค่าเสียหาย

3. ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด
อย่าปล่อยให้ตัวเองต่อรองตามลำพัง เพราะในขณะที่บริษัทมี “ทีมทนายตั้งแต่วันแรก” คุณก็ควรมี “ทนายของคุณเอง” ที่พร้อมดำเนินการเรียกค่าเสียหาย ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อให้คุณได้รับ “ความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เงินเยียวยา”

กรณีที่ผู้เสียหายได้รับคำตอบว่า “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา” เป็นตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในระบบประกันภัยของไทย และสะท้อนว่าบางบริษัทอาจลืมไปว่า “ลูกค้า” คือคนที่ไว้วางใจจ่ายเบี้ยให้ทุกปี เพื่อแลกกับ “ความคุ้มครองในวันที่ต้องการที่สุด”

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญเหตุการณ์แบบเดียวกัน อย่ายอมให้คำพูดเหล่านี้ทำให้สิทธิตามกฎหมายของคุณหายไป

บริษัทประกันภัยมีทนายไว้ก่อนเกิดเหตุ ถึงเวลาที่ผู้เสียหายต้องมีทนายไว้เช่นกัน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถพัง–คนเจ็บ–ชีวิตสะดุด บริษัทประกันภัยอาจเป็นชื่อแรกที่เรานึกถึงในฐานะ “ผู้ช่วยเหลือ” แต่ความจริงที่หลายคนเพิ่งได้รู้ คือ บริษัทประกันภัยไม่ใช่เพื่อนของผู้เสียหาย พวกเขาคือ “คู่สัญญาทางธุรกิจ” ที่มีหน้าที่จำกัดความรับผิดชอบให้ได้น้อยที่สุด และมีทีมทนายพร้อมตั้งแต่วันแรกที่เหตุเกิด

ในทางกลับกัน ผู้ประสบภัยกลับต้องสู้ตามลำพัง ทั้งที่เจ็บกาย เจ็บใจ และไม่รู้ว่ากฎหมายให้สิทธิ์อะไรบ้าง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณ ไม่ควรยอมรับตัวเลขชดเชยที่ไม่เป็นธรรม หรือคำพูดกดดันอย่าง “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา”

เพราะ “คุณมีสิทธิ์ตามกฎหมาย” ที่จะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าทนทุกข์ทรมาน และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และคุณมีสิทธิ์จะมี “ทนาย” เพื่อยืนหยัดต่อสู้บนความยุติธรรมเช่นเดียวกับพวกเขา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม พร้อมอยู่เคียงข้างคุณตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดไปจนถึงการตกลงให้ทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย เราพร้อมเป็น “เสียงของผู้เสียหาย” ที่จะไม่ปล่อยให้คำพูดของบริษัทประกันภัยมากำหนดคุณค่าของชีวิตคุณได้อีกต่อไป รถชนเรียกค่าเสียหาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

จำนำรถแล้วรถหาย ทำยังไงดี? สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้คำปรึกษาและดำเนินการครบวงจร

ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน “การจำนำรถ” กลายเป็นทางออกของใครหลายคนในการหมุนเงินระยะสั้น แต่สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนคาดไม่ถึง คือกรณี “จำนำรถแล้วรถหาย” หรือ “จำนำรถแล้วติดต่อเต็นท์ไม่ได้” ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่นำรถไปจำนำกับเต็นท์หรือเอเจนซี่ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง หรือไม่มีที่อยู่แน่นอน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หลายคนอาจตกใจ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน บางคนไม่กล้าแจ้งความ หรือคิดว่าไม่มีสิทธิ์เพราะรถอยู่ในสัญญาจำนำ แต่ในความเป็นจริงเจ้าของรถยังมีสิทธิ์ตามกฎหมาย และสามารถดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้ หากมีหลักฐานชัดเจนและดำเนินการถูกต้อง

ทำไม “จำนำรถแล้วรถหาย” ถึงเกิดขึ้นได้?

ส่วนใหญ่เกิดจากการนำรถไปจำนำกับเต็นท์ที่ไม่มีใบอนุญาต หรือกับบุคคลที่รับจำนำในนามส่วนตัว โดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมายรองรับ เช่น สัญญาจำนำ, ใบรับรถ หรือหลักฐานการรับเงินที่ชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถติดต่อผู้รับจำนำได้ บางรายพบว่ารถถูกนำไปขายต่อหรือปล่อยเช่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

รูปแบบปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่

  • จำนำกับเต็นท์เถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาตรับจำนำ
  • นายหน้านำรถไปส่งต่อให้ผู้อื่นอีกทอด
  • ไม่มีเอกสารหรือสัญญาจำนำที่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • ผู้รับจำนำขายรถหรือเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียนโดยไม่บอกกล่าว

ทั้งหมดนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือฉ้อโกงซึ่งเจ้าของรถสามารถดำเนินคดีได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “จำนำรถ”

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747–756
ผู้รับจำนำมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้จำนำอย่างดี หากทำให้ทรัพย์สูญหาย ต้องชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน

และตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
หากผู้รับจำนำนำรถที่รับไว้ไปขายหรือใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่นำรถไปจำนำมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่?

หากผู้ที่นำรถไปจำนำไม่ใช่เจ้าของรถตัวจริง หรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่หากมีการ ขายต่อ โอนกรรมสิทธิ์ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพของรถ โดยมีเจตนาทุจริตและต้องการให้เจ้าของรถเสียประโยชน์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง หรือแม้กระทั่งรับของโจร หากผู้รับจำนำรู้ว่ารถนั้นได้มาโดยมิชอบ

ดังนั้น ในกรณีที่คุณพบว่ารถของคุณถูกนำไปจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกบุคคลอื่นหลอกให้โอนแล้วนำไปจำนำต่อ ควรรีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินสูญหายหรือถูกเปลี่ยนมือเพิ่มเติม

หากติดต่อเต็นท์รถไม่ได้อีกต่อไป ทำอย่างไรได้บ้าง?

หนึ่งในปัญหาที่พบมากที่สุดคือเต็นท์รับจำนำหาย ติดต่อไม่ได้ ปิดร้านหนี หรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของรถอย่างมาก

หากเกิดกรณีนี้ขึ้น ให้ดำเนินการดังนี้

1.ตรวจสอบหลักฐานการติดต่อย้อนหลัง
เช่น แชตที่เคยคุยกัน หลักฐานการโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจำนำรถ เพราะหลักฐานเหล่านี้ใช้ยืนยันตัวตนของผู้รับจำนำและใช้เป็นข้อมูลในการแจ้งความ

2.แจ้งความดำเนินคดีทันที
ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และหากมีมูลให้ดำเนินคดีในข้อหายักยอกหรือฉ้อโกงทรัพย์

3.ตรวจสอบสถานะรถกับกรมการขนส่งทางบก
เพื่อดูว่ามีการโอนชื่อ เปลี่ยนเจ้าของ หรือมีการแจ้งสูญหายของทะเบียนหรือไม่

4.ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด
ทนายสามารถตรวจสอบเอกสารและให้คำปรึกษาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ เพื่อนำมาสู่การติดตามรถที่หายไปว่าปัจจุบันรถอยู่ที่ไหน

ทำไมควรให้ทนายความดำเนินการตั้งแต่ต้น?

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักพยายามเจรจาเอง แต่หลายครั้งกลับเสียเวลาและสูญเสียโอกาสในการติดตามรถ เพราะไม่รู้ขั้นตอนกฎหมายที่ถูกต้อง

ทนายความ จะสามารถดำเนินการให้คุณได้ในเรื่องต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบสถานะและที่ตั้งของผู้รับจำนำ
  • ร่างหนังสือทวงถามหรือหนังสือแจ้งความอย่างถูกต้อง
  • ประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ฟ้องร้องเรียกคืนทรัพย์สินหรือค่าเสียหาย
  • ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของรถตามกฎหมาย

หากเกิดปัญหา “จำนำรถแล้วรถหาย” ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อเกิดกรณี “จำนำรถแล้วรถหาย” อย่าปล่อยให้ความเสียหายลุกลามจนเกินควบคุม เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน และความมั่นคงทางการเงินของเจ้าของรถโดยตรง
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจในความเดือดร้อนของผู้เสียหาย และพร้อมให้คำปรึกษา คำแนะนำกรณีจำนำรถหายโดยทนายความมืออาชีพอย่างครบวงจร

ไม่ว่าคุณจะกำลังประสบกับกรณีใดต่อไปนี้

  • จำนำรถกับเต็นท์หรือบุคคลแล้ว ติดต่อไม่ได้
  • รถถูก ขายต่อหรือโอนชื่อโดยไม่ยินยอม
  • หรือพบว่ารถถูก ยักยอกหรือเปลี่ยนมือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการติดตามอย่างเต็มที่ คลิก >>ติดต่อเรา<<

เมื่อ “รูป” ของคุณถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย เอารูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฟ้องได้ไหม?

ทุกวันนี้ “รูป” ไม่ได้เป็นแค่ภาพถ่ายธรรมดา แต่กลายเป็นทรัพย์สินทางดิจิทัลที่มีมูลค่าทั้งในเชิงส่วนตัวและธุรกิจ หลายคนอาจถ่ายรูปตนเองลงโซเชียลเพื่อแชร์ชีวิตประจำวัน หรือถ่ายรูปสินค้าเพื่อใช้ในงานรีวิว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ถูกนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในกรณีที่รูปถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย เช่น

  • เอารูปไปใช้โปรโมตเว็บพนันออนไลน์
  • ใช้รูปไปโฆษณาสินค้าโดยไม่ขออนุญาต
  • หรือแม้แต่เอารูปไปตัดต่อให้เกิดความเข้าใจผิดในทางเสียชื่อเสียง

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็น การละเมิดสิทธิในภาพบุคคล (Right of Publicity / Right of Image) และอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้ด้วย

สิทธิใน “รูป” ของเรา คือสิทธิส่วนบุคคล

ตามกฎหมายไทย “รูป” ที่ปรากฏใบหน้าหรือรูปลักษณ์ของบุคคล ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลและเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy)
ใครจะนำไปเผยแพร่ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรูปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น โฆษณาสินค้า หรือการใช้ในเชิงสาธารณะ เช่น โพสต์ลงเว็บไซต์ หรือเพจต่าง ๆ

ในกรณีที่ผู้อื่นเอารูปของเราไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน หรือใช้ประกอบโพสต์ที่ส่อไปในทางไม่ดี จนทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือมองเราในแง่ลบ
เจ้าของรูปมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งทางแพ่งและอาญา

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ระบุว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

หมายความว่า หากมีผู้ใดนำรูปของคุณไปใช้จนทำให้คุณเสียชื่อเสียง เสียโอกาสทางอาชีพ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ เช่น ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพนักงานเว็บพนัน หรือถูกคนใกล้ชิดต่อว่าเพราะรูปปรากฏในที่ไม่เหมาะสม
คุณสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ในฐานะ “ละเมิดสิทธิ”

2. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
รูปถ่ายที่สามารถระบุตัวตนได้ ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” การนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมจึงเป็นการละเมิด PDPA ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และในบางกรณีอาจถึงขั้นทางอาญา

3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 (หมิ่นประมาท)
หากรูปของคุณถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นดูหมิ่น เกลียดชัง หรือเสียชื่อเสียง เช่น การเอารูปไปตัดต่อให้ดูไม่เหมาะสม หรือโยงกับเนื้อหาอนาจาร เว็บไซต์พนัน หรือโพสต์ที่ส่อผิดศีลธรรม ผู้กระทำอาจถูกดำเนินคดีฐาน “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14
หากมีการนำรูปของคุณไปโพสต์ลงในระบบคอมพิวเตอร์ โดยรู้นำเข้า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” หรือข้อมูลที่ “อาจทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง”ผู้กระทำอาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ารู้ภายหลังว่ารูปถูกนำไปใช้ จะต้องทำอย่างไร?

1. เก็บหลักฐานทันที
ถ่ายภาพหน้าจอ (Screenshot) เว็บไซต์ โพสต์ หรือโฆษณาที่นำรูปของคุณไปใช้ให้ครบ ทั้งวันที่ เวลา ลิงก์ และบริบทของการใช้รูป เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนหรือศาล

2. แจ้งลบรูปหรือเนื้อหา
ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มโซเชียล (เช่น Facebook, Instagram, TikTok, หรือ Google) เพื่อขอลบเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิ์ของคุณ โดยแนบหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของรูป เช่น ไฟล์ต้นฉบับ หรือหลักฐานการโพสต์รูปเดิม

3. แจ้งความดำเนินคดี
สามารถเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจในท้องที่ หรือที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดยแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

4. ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีแพ่ง
หากการกระทำดังกล่าวส่งผลให้คุณเสียชื่อเสียง สูญเสียรายได้ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ คุณมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ โดยทนายความสามารถประเมินมูลค่าความเสียหายและยื่นฟ้องในศาลให้ถูกต้องตามขั้นตอน

อย่าคิดว่า “รูปแค่รูปเดียว” ไม่มีค่า

ในยุคดิจิทัล “รูป” คือทรัพย์สินที่สะท้อนตัวตน ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ทางสังคมของแต่ละคน การที่มีคนเอารูปของคุณไปใช้ในทางเสียหาย โดยเฉพาะในเว็บผิดกฎหมายหรือโพสต์เชิงโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากจะทำให้คุณเสียชื่อเสียงแล้ว ยังอาจทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น หากพบว่ารูปของคุณถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าปล่อยผ่านหรือพยายามจัดการเองโดยไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะอาจเสียสิทธิ์ในการดำเนินคดี หรือทำให้หลักฐานสูญหายได้

ปรึกษาทนายวันนี้ เพื่อปกป้อง “รูป” และสิทธิของคุณ

หากคุณเพิ่งทราบภายหลังว่ารูปของคุณถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน โฆษณาสินค้า หรือถูกตัดต่อในทางเสียหาย อย่าเพิ่งรีบหาทางแก้เอง เพราะแต่ละกรณีมีรายละเอียดทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านอาญา แพ่ง และคดีละเมิด

การปรึกษาทนายตั้งแต่ต้น จะสามารถให้คุณ

  • รู้แน่ชัดว่าคดีของคุณเข้ากฎหมายมาตราใด
  • เตรียมหลักฐานให้ถูกต้อง
  • และสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์
เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีและคดีละเมิด พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับการนำ “รูป” ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม และปกป้องชื่อเสียงของคุณอย่างเต็มที่

อย่าปล่อยให้ “รูป” ของคุณกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายตัวเอง ให้เราดำเนินการ “ปกป้องสิทธิ์ในรูปของคุณ” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พิธีมอบประกาศนียบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ สาขาการบัญชี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์ จาก วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ สาขาการบัญชี เพื่อเป็นการแสดงความชื่นชมในความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานตลอดระยะเวลาฝึกประสบการณ์ในสำนักงานฯ

ในพิธีครั้งนี้ คุณมุททามาศ ศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท ได้รับเกียรติทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ คุณศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในการมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่นักศึกษาทั้งสามคน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ พลดงนอก, นายพิพัฒน์ ไตรพรม และนางสาวสุชาดา ทับทิมไสย

การฝึกประสบการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และสถานศึกษาชั้นนำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริง ฝึกฝนทักษะในด้านการบัญชี เอกสารทางกฎหมาย และการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในอนาคต

ทั้งนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเยาวชนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และส่งเสริมให้เยาวชนได้เข้าใจบทบาทของงานด้านกฎหมายและการบริหารธุรกิจในโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐานให้กับบุคลากรรุ่นต่อไปของสังคมไทย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอขอบคุณวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ที่ไว้วางใจให้สำนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในครั้งนี้ และขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทั้งสามคนที่สำเร็จการฝึกประสบการณ์ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ พร้อมอวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพต่อไป

ประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถลูกค้าไหม?

คำตอบคือ “มี” แต่ไม่มีสิทธิ์ทำให้ลูกค้าเสียหายได้

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ก็มักจะรู้สึกอุ่นใจว่า “ยังไงก็ซ่อมได้” เพราะมีบริษัทประกันคอยรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ บริษัทประกันภัยมีวิธีการจัดการซ่อมรถหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “การเหมาซ่อม” หรือ “การตีเหมาซ่อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกว่า “รถที่ได้กลับมาไม่เหมือนเดิม” หรือบางครั้ง “ซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่ครบ”

คำถามที่ตามมาคือ แล้วประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถของลูกค้าหรือไม่?
คำตอบตามกฎหมายคือ “มีสิทธิ์”
 แต่! สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบธรรม และไม่ทำให้ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย “เสียหายเพิ่มเติม” เพราะการซ่อมรถของลูกค้าคือการ “คืนสู่สภาพเดิม” ไม่ใช่การซ่อมเพื่อลดต้นทุนของบริษัทประกันภัยเอง

ทำความเข้าใจคำว่า “เหมาซ่อม” ของบริษัทประกันภัย

“การเหมาซ่อม” หมายถึง การที่บริษัทประกันภัยประเมินค่าเสียหายทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แล้วตกลงราคากับอู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ เพื่อให้ซ่อมรถของลูกค้าในราคาที่กำหนดไว้ เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชน บริษัทประกันประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเหมาซ่อมกับอู่ในราคาเท่านี้ โดยไม่ได้ให้ลูกค้าร่วมตัดสินใจในรายละเอียดการซ่อม

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในเชิงธุรกิจ บริษัทประกันภัยย่อมต้องบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้ขาดทุน
แต่ปัญหาคือ การเหมาซ่อมมักกลายเป็นช่องทางที่บริษัทประกันภัยเลือกซ่อมแบบ “ประหยัดต้นทุน” มากกว่าการซ่อมให้ลูกค้าได้คุณภาพเดิมจริง ๆ

ลูกค้าหลายคนเจอปัญหา เช่น

  • ซ่อมไม่ครบตามจุดที่เสียหาย
  • ใช้อะไหล่เทียมหรืออะไหล่มือสอง
  • งานสีไม่เนียน ไม่ตรงกับของเดิม
  • หรือแย่ที่สุดคือ “ซ่อมไม่จบ” ต้องเข้าซ่อมซ้ำหลายรอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ์เหมาซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะ “ละเมิดสิทธิของลูกค้า”

สิทธิของลูกค้าตามกฎหมายคือ “ต้องได้รถคืนในสภาพเดิม”


ตามหลักของประกันภัยรถยนต์ การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ คือการ “คืนสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ” นั่นหมายความว่า รถของคุณต้องกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด ทั้งในด้านโครงสร้าง สี ความปลอดภัย และการใช้งาน

ดังนั้น หากบริษัทประกันเลือกซ่อมแบบเหมาที่ทำให้รถคุณเสียหายมากขึ้น หรือคุณภาพลดลง การกระทำนั้นอาจถือเป็น “การละเมิด” (Tort)
 เพราะบริษัทประกันภัยใช้อำนาจตามสัญญาโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้เอาประกันได้รับความเสียหาย

ในทางกฎหมาย แม้บริษัทประกันจะเป็นคู่สัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้กับรถของลูกค้า สิทธิของลูกค้าคือการได้รับการซ่อมแซมอย่างเป็นธรรม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับสภาพเดิม การคำนึงเพียงผลประโยชน์ของบริษัทเอง ไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายจะยอมรับได้

มุมมองจากทนายอาร์ม : เหมาซ่อมได้ แต่ต้อง “ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย”

ทนายอาร์มอธิบายว่า
“คำถามว่าประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมไหม คำตอบคือมี แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้ลูกค้าเดือดร้อน”

สิทธิในการบริหารงานของบริษัทประกันภัยเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริตและความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

นั่นหมายความว่า ถ้าการเหมาซ่อมของบริษัทประกันเป็นเหตุให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น รถมีปัญหาหลังซ่อม สีไม่ตรง หรือประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ก็เข้าข่าย “ละเมิด” ได้ทันที

และอย่าลืมว่า ในทางกฎหมาย “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความปลอดภัยในการใช้งาน” หากซ่อมไม่ดีแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต บริษัทประกันภัยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งหรืออาญาได้ด้วย

ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มเรียกร้องค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการซ่อมรถ สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีคือ “ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น” ว่า
บริษัทประกันจะซ่อมที่ไหน ซ่อมอย่างไร และมีสิทธิ์เลือกอู่หรือศูนย์บริการเองได้หรือไม่

เพราะหากคุณปล่อยให้บริษัทประกัน “เหมาซ่อมเองทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไข
ผลลัพธ์อาจคือการได้รถคืนในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม แต่ต้องมานั่งเสียเวลาเรียกร้องภายหลัง ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน และเสียความรู้สึก

การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถให้คุณ

  • เข้าใจสิทธิของตัวเองตามกรมธรรม์
  • รู้ว่าการซ่อมแบบใดที่คุณมีสิทธิ์เลือก
  • และหากบริษัทประกันทำผิดเงื่อนไข ทนายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องร้องได้อย่างถูกวิธี

สิทธิ์ของประกันมีได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรมของลูกค้า

สุดท้ายนี้ สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเหมาซ่อมรถลูกค้าถือว่า “มีอยู่จริง”
แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้เอาประกันภัย
การซ่อมต้องคืนสภาพรถให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ไม่ใช่ซ่อมเพื่อลดต้นทุนจนลูกค้าเดือดร้อน

หากคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องซ่อมรถ อย่ารอให้เรื่องซับซ้อนหรือเสียหายหนักก่อนถึงจะมาหาทนาย
 ปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้น คือทางออกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิ์ของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และรถของคุณกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่เสียเปรียบ

ให้เรา “ซ่อมสิทธิ์ของคุณ” ให้กลับมาครบ เหมือนรถที่ซ่อมดีตั้งแต่แรก

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!