ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องมี “ทนายความที่ปรึกษา” และทำไมหลายบริษัทเลือกใช้บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

ในยุคที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจจำนวนมากเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแรงงาน, กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA), กฎหมายภาษี, กฎหมายธุรกิจ, กฎหมายสัญญา หรือข้อกำหนดจากหน่วยงานรัฐ การทำธุรกิจทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ “ขายของให้ได้” แต่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายให้ถูกต้องและปลอดภัยด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มมองหาทนายความที่ปรึกษาเพื่อคอยตรวจสอบ แนะนำ และวางแนวทางป้องกันปัญหาทางกฎหมายก่อนที่จะเกิดความเสียหาย

และหนึ่งในสำนักงานที่หลายบริษัทไว้วางใจคือสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีจุดเด่นเรื่องความรับผิดชอบ ความแม่นยำทางกฎหมาย และยืนเคียงข้างบริษัทในฐานะ “ที่ปรึกษากฎหมาย” อย่างแท้จริง

ทนายความที่ปรึกษา คืออะไร และทำไมธุรกิจต้องมีทนายความที่ปรึกษา?

ทนายความที่ปรึกษา คือทนายความที่บริษัทจ้างให้ดูแล ให้คำแนะนำ และให้ความเห็นทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับที่มีฝ่ายกฎหมายภายในบริษัท แต่มีค่าใช้จ่ายที่คุ้มกว่า และได้ทีมผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายกว่า

หน้าที่ของทนายความที่ปรึกษา ได้แก่

  • ตรวจสัญญาและร่างสัญญา
  • ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่ฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กร
  • ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายแรงงานและการบริหารบุคลากร
  • ป้องกันปัญหาทางกฎหมายก่อนเกิดขึ้น
  • เข้าดำเนินการต่อรองหรือเจรจากับคู่กรณี
  • เข้าดำเนินการตรวจสอบความเสี่ยงของธุรกิจ
  • ให้คำแนะนำเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ เช่น PDPA, E-Tax ฯลฯ
  • เป็นตัวแทนบริษัทกรณีถูกเรียกสอบหรือถูกตรวจจากหน่วยงานรัฐ

การมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงสามารถให้ธุรกิจ “เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ” เพราะมีที่ปรึกษาที่สามารถให้ความเห็นได้ทันที ไม่ต้องรอหาทนายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เหตุผลที่องค์กรเลือกใช้บริการทนายความที่ปรึกษากับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

1.เราให้ความเห็นทางกฎหมายอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่ตอบคำถามแบบผิวเผิน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ทำงานโดยละเอียด วิเคราะห์ปัญหาจริง วิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้คำตอบแบบเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

2.ถ้าบริษัททำตามคำแนะนำของเรา แล้วถูกกรมแรงงานปรับ – เรารับผิดชอบให้

จุดแข็งที่แตกต่างของเรา คือความ “กล้ารับผิดชอบ” ในฐานะผู้ให้ความเห็นทางกฎหมาย

 หากบริษัททำตามแนวทางที่เราชี้แนะตามกฎหมายแรงงาน และเกิดเหตุที่กรมแรงงานเรียกปรับ
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะรับผิดชอบให้ในฐานะผู้ให้ความเห็นทางกฎหมาย

นี่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความถูกต้องของคำแนะนำของเรา และแสดงถึงความรับผิดชอบที่หลายองค์กรไว้วางใจ

3. ทีมกฎหมายเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน

แม้จะใช้บริการที่ปรึกษารายเดือนหรือรายปี แต่บริษัทจะได้รับบริการจาก “ทีมทนายทั้งทีม” ไม่ใช่แค่ทนายหนึ่งคน
ครอบคลุม เช่น

  • กฎหมายแรงงาน
  • กฎหมายธุรกิจและสัญญา
  • คดีแพ่ง-อาญา
  • คดีผู้บริโภค
  • คดีประกันภัย
  • คดีทรัพย์สินทางปัญญา
  • กฎหมายภาษีพื้นฐาน
  • กฎหมายครอบครัวและทรัพย์สิน

บริษัทจึงได้ที่ปรึกษากฎหมายมืออาชีพครบวงจรในราคาเหมาจ่ายที่คุ้มค่า

4. พร้อมตอบคำถามและให้ความเห็นแบบเร่งด่วน

ในหลายองค์กรเกิดปัญหาแบบไม่ทันตั้งตัว เช่น

  • ลูกจ้างร้องเรียน
  • กรมแรงงานเข้าตรวจ
  • ลูกค้าเรียกร้องค่าเสียหาย
  • พนักงานละเมิดวินัย
  • คู่สัญญาเบี้ยว
  • หน่วยงานรัฐเรียกเอกสาร

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมเป็นทนายความที่ปรึกษาที่สามารถให้คำตอบได้ทันทีในวันที่คุณต้องการ ไม่ปล่อยให้บริษัทแก้ปัญหาเพียงลำพัง

องค์กรที่ไม่มีทนายความที่ปรึกษาเปรียบเหมือนขับรถโดยไม่มีประกันภัย

ตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากทนายความที่ปรึกษาในองค์กร

กรณี 1: ปัญหาแรงงานที่มักเกิดขึ้นในองค์กร

บริษัทจำนวนมากถูกกรมแรงงานเรียกปรับเพราะ

  • ออกเอกสารผิด
  • เลิกจ้างผิดขั้นตอน
  • คำนวณค่าชดเชยผิด
  • ไม่มีระเบียบปฏิบัติภายในที่ถูกต้อง

เมื่อมี “ทนายความที่ปรึกษา” จะสามารถตรวจสอบก่อนดำเนินการ บริษัทสามารถลดความเสี่ยงแทบ 100%
และหากบริษัททำตามคำแนะนำของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อย่างครบถ้วน แต่ยังถูกปรับ เรารับผิดชอบให้ นี่คือความมั่นใจที่มีให้ลูกค้าองค์กร

กรณี 2: ตรวจสอบสัญญาก่อนลงนาม

สัญญาผิดเพียง 1 ข้อ อาจทำให้บริษัทต้องเสียหายหลักแสนหรือหลักล้าน
การมีทีมกฎหมายตรวจสัญญาทุกฉบับก่อนลงนามสามารถลดปัญหาขัดแย้งกับคู่ค้าอย่างมาก

กรณี 3: ให้ความเห็นก่อนประกาศกฎระเบียบบริษัท

หลายบริษัทออกกฎผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เช่น

  • ค่าปรับที่เกินสิทธิ
  • การตรวจค้นพนักงาน
  • การเก็บข้อมูลที่ผิด PDPA
  • การหักเงินผิดกฎหมาย

ทนายความที่ปรึกษาจะสามารถตรวจระเบียบให้ถูกต้องก่อนประกาศใช้งาน

กรณี 4: ตัวแทนเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานรัฐ

เมื่อหน่วยงานรัฐ เช่น กรมแรงงาน หรือสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค เชิญบริษัทเข้าชี้แจง
มีทนายร่วมเข้าประชุมด้วยสามารถลดความเสี่ยงในการให้ข้อมูลผิดพลาด และเจรจาเพื่อให้สถานการณ์ดีที่สุด

ทำไมการจ้างทนายความที่ปรึกษาเหมาจ่ายจึงคุ้มค่ากว่าจ้างทีละคดี?

เพราะการแก้ปัญหาเมื่อสายเกินไปนั้น

  • เสียเงินมากกว่า
  • เสียเวลา
  • เสี่ยงกระทบชื่อเสียงองค์กร
  • เสี่ยงถูกฟ้องร้อง
  • เสี่ยงถูกปรับหนักจากหน่วยงานรัฐ

แต่การมีทนายความที่ปรึกษาประจำองค์กรทำให้คุณ

  • ป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านคดีความในระยะยาว
  • ลดความเสี่ยงถูกฟ้องหรือถูกปรับ
  • มีที่ปรึกษากฎหมายคอยตอบคำถามได้ทันที

องค์กรที่ไม่มีทนายความที่ปรึกษาเปรียบเหมือนขับรถโดยไม่มีประกันภัย มีปัญหาเมื่อไหร่ ค่าใช้จ่ายตามมาเสมอ

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาทนายความที่ปรึกษา – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมดูแลคุณ

เราให้บริการแบบรายเดือนในราคาที่คุ้มค่า พร้อมรับผิดชอบคำแนะนำทางกฎหมายที่ให้ไว้ หากบริษัททำตามแนวทางแล้วถูกตรวจสอบหรือถูกปรับ นี่คือมาตรฐานใหม่ของการบริการทนายความที่ปรึกษาที่เราให้ความสำคัญ

สนใจปรึกษา / ขอใบเสนอราคา 📞 โทร. 062-195-1661 หรือทักอินบ็อกซ์ได้ตลอด
คลิก >>ติดต่อเรา<<

เพราะปัญหาทางกฎหมายไม่เคยรอใคร แต่คุณสามารถป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยทนายความที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

อู่ซ่อมรถ บอกไม่เซ็นไม่ซ่อม แต่สุดท้ายก็ซ่อมได้ เพราะเจอคนจริงรู้ทันประกันภัย!

ผู้เสียหายต้องรู้สิทธิของตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อบริษัทประกันภัย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาเกี่ยวกับ อู่ซ่อมรถ และกระบวนการเคลมประกันภัยกลายเป็นเรื่องที่เจ้าของรถหลายคนต้องเจอแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ “อู่ซ่อมรถเรียกให้เจ้าของรถไปเซ็นเอกสารยินยอมว่าการซ่อมจะใช้เวลานานกว่า 15 วัน” และหากไม่ไปเซ็น อู่ซ่อมรถก็ปฏิเสธที่จะซ่อมให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเซ็นเอกสารใด ๆ หากสัญญาประกันภัยไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้น

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อ ก็ไม่ได้มีการกำหนดให้เจ้าของรถต้องเดินทางไปเซ็นยอมรับ “ระยะเวลาซ่อม” ที่อู่ซ่อมรถกำหนด เพราะ การซื้อประกันภัยคือการซื้อ “บริการ” จากบริษัทประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ชำระค่าเบี้ยไปแล้ว และควรได้รับความสะดวก ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม

ซื้อบริการ แต่ไม่ได้รับการบริการจากบริษัทประกันภัย เพราะอะไร?

เหตุผลส่วนใหญ่มีอยู่ 2 อย่าง

1. อู่ซ่อมรถต้องการป้องกันความรับผิดของตัวเอง
หากซ่อมช้า ก็อยากให้ผู้เอาประกันยอมรับไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ถูกเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียเวลาในภายหลัง

2. บริษัทประกันภัยบางแห่งผลักภาระไปให้ผู้เสียหายเอง
ทั้งที่จริงแล้ว การจัดหาอู่ซ่อมรถเป็น “หน้าที่ของบริษัทประกันภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของรถ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและยอมเซ็นเพราะกลัวว่ารถจะไม่ถูกซ่อม สุดท้ายจากที่เป็นผู้เสียหายอยู่แล้ว ก็กลายเป็นผู้เสียเปรียบแบบซ้ำซ้อน

รู้หรือไม่? คุณมีสิทธิ “ไม่ต้องเซ็น”

ตามหลักประกันภัยทั่วไป ถ้าในกรมธรรม์ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องเซ็น เจ้าของรถไม่ต้องเซ็นอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • เอกสารยินยอมเวลาซ่อม
  • เอกสารยินยอมอะไหล่เทียม
  • เอกสารยินยอมการส่งรถเข้าอู่

เพราะการที่เราชำระค่าเบี้ยประกันภัยนั้นหมายความว่า

 บริษัทประกันภัยต้องอำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ใช่สร้างภาระเพิ่มให้เรา

กรณีจริงจากทนายอาร์ม ไม่ได้เซ็นแม้แต่แผ่นเดียว แต่รถก็ซ่อมเสร็จ!

เคสล่าสุดของตัวทนายอาร์มเอง คือ รถยนต์ของทนายอาร์มที่ขับโดยพนักงานในบริษัทได้ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ และได้นำรถเข้าซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยอู่ซ่อมรถแจ้งว่า
“ถ้าเจ้าของรถหรือตัวทนายอาร์มเองไม่เข้าไปเซ็นรับทราบว่าจะใช้เวลาซ่อมนานกว่า 15 วัน และจะมีการซ่อมโดยใช้อะไหล่แท้รวมอะไหล่เทียมด้วย อู่จะไม่ซ่อมรถให้”

หากผู้เสียหายท่านอื่นเจอแบบนี้ ก็คงจะรีบเข้าไปเซ็นเพราะกลัวว่าอู่ซ่อมรถจะไม่ยอมซ่อมรถให้ แต่ความจริงที่ทนายอาร์มอยากจะย้ำเตือนผู้บริโภคไว้ก็คือ ในสัญญาประกันภัยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดให้ต้องมาเซ็นแบบนี้ บริษัทประกันภัยหรืออู่ซ่อมรถก็ไม่สามารถบังคับให้ผู้เสียหายทำสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในกรมธรรม์  และสุดท้ายเคสนี้ก็เพราะเป็นตัวทนายอารามเองที่เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีการไปเซ็นหรือติดต่ออู่ซ่อมรถแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าอย่างไรอู่ก็มีหน้าที่ต้องจัดซ่อมรถให้แล้วเสร็จคืนสู่สภาพเดิม โดยที่ไม่ต้องเซ็นใด ๆ ทั้งนั้น  แต่สุดท้ายอู่ซ่อมก็โทรมาให้ทนายอาร์มเข้าไปเอารถได้ เพราะรถซ่อมเสร็จแล้ว และรถก็ได้ซ่อมแล้วเสร็จจริงแบบเสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่สำคัญในกรณีนี้ คือ ทนายอาร์มไม่ได้เซ็นเอกสารให้อู่ซ่อมรถเลยแม้แต่ใบเดียว แต่อู่ก็ซ่อมจนแล้วเสร็จได้ แล้วจะมาให้เซ็นรับทราบหรือยินยอมทำไมแต่แรก กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า หากผู้เสียหายไม่รู้สิทธิของตัวเองแล้วทำตามทุกอย่างที่อู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัยบอก อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ทำไมผู้เสียหายจึงมักเสียเปรียบบริษัทประกันภัย?

เพราะ…บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะชน แต่ผู้เสียหายไม่มีใครเลย

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย คอยหาช่องทางลดความรับผิดชอบให้มากที่สุด
ส่วนผู้เสียหายที่ไม่รู้กฎหมายก็ถูกชักจูง ถูกกดดัน หรือถูกบอกข้อมูลไม่ครบถ้วนจนต้องเซ็นในสิ่งที่ไม่ควรเซ็น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” คือ
– รถเสียหาย
– เสียเวลา
– เสียค่าใช้จ่าย
– และยังเสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่บริษัทประกันภัย “ปฏิเสธความรับผิด” ได้อย่างง่ายดาย

หลังรถชนให้ปรึกษาทนายทันที
เพื่อให้ทนายประเมินสิทธิ ค่าเสียหาย และขั้นตอนที่ถูกต้อง
เพราะแค่พลาดบางขั้นตอน ก็อาจถูกบริษัทประกันภัยใช้เป็นเหตุปฏิเสธได้

อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ กับอู่ซ่อมรถ หากไม่แน่ใจว่าเป็นสิทธิของตัวเอง
โดยเฉพาะเอกสารที่แปลก ๆ หรือไม่เคยแจ้งไว้ในกรมธรรม์

ให้ทนายเป็นคนสื่อสารแทน
ลดความเสี่ยงถูกกดดัน ถูกชักจูง หรือถูกพูดให้เข้าใจผิด

บทสรุปสำคัญที่เจ้าของรถต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะ…

ไม่มีใครควรเสียเปรียบ เพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย

1) อู่ซ่อมรถไม่มีสิทธิ “บังคับให้เซ็น”

ถ้าไม่อยู่ในกรมธรรม์ คุณไม่ต้องเซ็นแม้แต่แผ่นเดียว

2) บริษัทประกันภัยต้องบริการ ไม่ใช่สร้างภาระ

การหาอู่ซ่อมรถเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัย

3) การไม่รู้สิทธิ = เสียเปรียบ

ผู้เสียหายมักเสียรู้ เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

4) หากไปเดินเรื่องเอง อาจทำให้ยิ่งเสียปรียบได้

หากเดินเรื่องโดยที่ไม่รู้กระบวนการอาจมีโอกาสได้ค่าเสียหายน้อยกว่าที่ควรจะได้ หรือไม่ได้อะไรเลย

5) มีทนายตั้งแต่แรก = ลดโอกาสถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน

เพราะทุกจุดมีผลต่อสิทธิทางกฎหมายของคุณ

หากคุณกำลังมีปัญหากับอู่ซ่อมรถหรือถูกบริษัทประกันภัยให้เซ็นเอกสารบางอย่างโดยที่ไม่แน่ใจอย่ารอให้ประกันภัยปฏิเสธก่อน หรือไปเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้ค่าเสียหาย แล้วค่อยมาหาทนายเพราะตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้ว สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการทางกฎหมายกับผู้เสียหายทุกคนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของระบบบริษัทประกันภัย เพราะไม่มีใครควรเสียเปรียบเพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายวันนี้คลิก ติดต่อเรา หรือ โทร 062-195-1661

เตือนภัยผู้บริโภคคดีรถชน! เมื่อบริษัทประกันภัยหัวหมอยิ่งกว่าที่คิด ปฏิเสธจัดซ่อมรถ อ้างผู้เสียหาย “จัดฉากชน”

ในยุคที่จำนวนคดีรถชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงเชื่อว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบริษัทประกันภัยจะเข้ามาดูแล ซ่อมแซม และเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายเคสที่บริษัทประกันภัยใช้ “กลยุทธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะปฏิเสธการซ่อม อ้างว่าเอกสารไม่ครบ หรือตีความว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเอง

หนึ่งในนั้นคือเคสของ “คุณป้า” รายหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้ผู้บริโภคทุกคนต้องรู้เท่าทันสิทธิของตัวเองในคดีรถชน

เมื่อประกันภัยนิ่งเฉย 2 เดือนเต็ม รถเสียหายแต่ไม่ยอมจัดซ่อม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่คุณป้าถูกรถคู่กรณีชนจนรถได้รับความเสียหายหนัก แต่แทนที่บริษัทประกันภัยของคู่กรณีจะนำรถไปจัดซ่อมตามหน้าที่ กลับ “นิ่งเฉย” ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึง 2 เดือนโดยไม่มีการติดต่อกลับ ไม่มีการประเมินความเสียหาย และไม่มีการนำรถเข้าซ่อมแม้แต่น้อย

คุณป้าซึ่งไม่เคยมีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างให้ไป “ร้องเรียน คปภ.” แต่เป็นที่รู้กันว่า คปภ. มักทำงานในลักษณะสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยการร้องเรียนอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

โชคดีที่คุณป้ายังไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และได้ตัดสินใจมาพูดคุยกับทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก่อน

ทนายเข้าดูแลคดีรถชนทันที ส่งหนังสือให้บริษัทประกันภัยจัดซ่อมโดยเร่งด่วน

เมื่อทนายอาร์มตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้ว พบว่าเคสนี้มีความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกเบี่ยงประเด็นหรือปัดความรับผิดชอบอย่างไม่ถูกต้อง ทนายจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องทันที โดยจัดทำหนังสือถึงบริษัทประกันภัยเพื่อให้

  • นำรถของผู้เสียหายไปจัดซ่อม
  • คืนสภาพรถให้เหมือนก่อนเกิดเหตุ
  • ดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในเนื้อหาของหนังสือ “ไม่ได้มีการเรียกค่าซ่อมใด ๆ จากบริษัทประกันภัย” แต่เป็นการให้บริษัทนำรถไปซ่อมในฐานะผู้รับผิดชอบตามกรมธรรม์

จากปฏิเสธการซ่อม กลับกลายเป็นบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ขอใบเสนอราคา ค่าซ่อม ค่าแรง ค่าอะไหล่เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

หลังจากบริษัทประกันภัยได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมาย บริษัทตอบกลับมาในลักษณะที่เปลี่ยนท่าทีทันที โดยขอให้คุณป้าส่ง:

  • ใบเสนอราคาค่าซ่อม
  • รายละเอียดอู่ซ่อม
  • ค่าแรง
  • ค่าอะไหล่

เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

ฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนปกติ แต่แท้จริงแล้ว…

นี่คือกลยุทธ์ขั้นต่อไปของบริษัทประกันภัยบางแห่ง ที่พยายามโยนภาระให้ผู้เสียหายรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

ทำไมทนายจึงแนะนำว่า “ไม่ควรทำใบเสนอราคา”?

ทนายอาร์มให้ความเห็นว่า การทำใบเสนอราคาค่าซ่อมส่งให้บริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายถูกบริษัทกล่าวหาว่า:

  • ทำใบเสนอราคา “ปลอม”
  • ระบุอะไหล่ไม่ตรงรุ่น
  • ใส่ราคาอะไหล่สูงเกินจริง
  • บวกรายการเกินความจำเป็น

และอาจถูกบริษัทประกันภัยดำเนินคดีเพิ่ม โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายพยายามเอาเปรียบบริษัท

นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่เคยรู้มาก่อน”

แท้จริงแล้ว… การหาอู่ซ่อมและทำใบเสนอราคา “ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เสียหาย”

ตามกฎหมายและหลักการจัดการคดีรถชน คือ

  • บริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดซ่อมทั้งหมด
  • บริษัทต้องหาอู่ซ่อม
  • บริษัทต้องประเมินราคา
  • บริษัทต้องรับผิดชอบในการคืนสภาพรถ

ผู้เสียหายไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำใบเสนอราคาแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัยพยายามโยนภาระกลับมาให้ผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการทำผิดขั้นตอนและเป็นการบิดเบือนหน้าที่อย่างชัดเจน

บริษัทประกันภัยกลัวอะไร? กลัวซ่อมไม่จบ? กลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ…

  • หรือบริษัทกลัวว่าถ้าซ่อมแล้วต้องรับประกันงานซ่อม?
  • หรือกลัวว่าซ่อมไม่จบและต้องรับผิดชอบเพิ่ม?
  • หรือกลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้ผู้เสียหายในระหว่างที่รถเข้าซ่อม?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้เสียหายไม่ควรถูกผลักภาระเหล่านี้

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ ผู้บริโภคต้องมีทนาย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายรอปฏิเสธคุณตั้งแต่ก่อนรถจะชน

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ:

บริษัทประกันภัยมีทีมทนายรออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดคดีรถชน

บริษัทมีเวลา พร้อมข้อมูล พร้อมกฎหมาย และพร้อมกลยุทธ์ในการลดความรับผิดชอบ
แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีความรู้ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีคดีรถชน ผู้บริโภคควรมีทนายเพื่อ:

  • ปกป้องสิทธิ
  • ป้องกันการถูกเอาเปรียบ
  • ทำให้บริษัทประกันภัยต้องทำตามหน้าที่
  • ลดความเสี่ยงที่จะถูกโยนภาระกลับมา

อย่าให้ประกันภัยเล่นกลกับสิทธิของคุณ

เคสของคุณป้าเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจ

  • ปฏิเสธการซ่อมรถ
  • กล่าวหาผู้เสียหายว่าจัดฉาก
  • ขอเอกสารที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค
  • พยายามบิดเบือนขั้นตอนเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงิน

ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน และต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชน, บริษัทประกันภัยไม่ยอมซ่อมรถ หรือกำลังถูกปัดความรับผิดชอบ

👉 ปรึกษาทนายอาร์ม – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณตั้งแต่วันแรก หรือโทร 062-195-1661

เคสอุทาหรณ์! อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่พลิกวิกฤติทันเวลา ทำไม “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ถึงสำคัญ และทำไมต้องรีบปรึกษาทนาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนมักมองข้ามคือ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นค่าสินไหมที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับไม่เคยได้รับเงินส่วนนี้เลย เพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง หรือปล่อยให้เวลาผ่านจนเกือบหมดอายุความ และนี่คือ เคสจริง ที่เกิดขึ้นกับคุณ A ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้รถทุกคน

อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่ยังไม่ได้รับแม้แต่คำตอบเดียวจากประกันภัย

คุณ A ประสบอุบัติเหตุเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว รถพังหนักและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งตามกฎหมายผู้เสียหายควรได้รับ

  • ค่าซ่อมรถ
  • ค่ารถยก
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย
  • และที่สำคัญที่สุดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

แต่ผ่านไปเกือบ 2 ปี บริษัทประกันภัยกลับ ไม่เคยติดต่อกลับ ไม่เคยแจ้งผลดำเนินการ และไม่เคยจ่ายค่าสินไหมใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะอะไร?

คำตอบคือ…

บริษัทประกันภัยหัวหมอหวังไม่ต้องจ่ายสักบาท!

หากปล่อยให้ ขาดอายุความ บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว วันขาดอายุความตรงกับวันที่ 17 ซึ่งเป็น วันอาทิตย์ หมายความว่าเกือบจะไม่มีวันที่ทำเรื่องได้เลย หากคุณ A ไม่ตัดสินใจรีบหาทนาย ทุกอย่างจะจบสิ้น และไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้อีก

นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้รถจำนวนมากไม่รู้
และนี่คือสิ่งที่บริษัทประกัน “หวัง” ให้เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อบริษัทประกันภัยบอก “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อม”

บริษัทประกันภัยอ้างว่า “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อมในระบบ” แต่จริง ๆ แล้ว นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้เอาประกัน แต่เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัยโดยตรงที่ต้องจัดการให้รถของผู้เสียหายกลับมาใช้งานได้ตามปกติ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปัดความรับผิดชอบโดยข้ออ้างเช่นนี้ได้ แต่ก็มีผู้เสียหายจำนวนมากไม่รู้กฎหมาย จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

ออกหนังสือทวงถามภายในวันเดียว บริษัทประกันภัยยอมเสนอจ่ายทุกอย่าง!

ถ้าเป็นทนายคนอื่น อาจแนะนำให้รอ 3–7 วัน หรือบอกให้รอขั้นตอนตามระบบ

แต่การรอในเคสนี้เท่ากับคดีหมดอายุความ เท่ากับคุณ A ไม่ได้เงินสักบาท

ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงตัดสินใจลงมือทันที

  • จัดทำหนังสือทวงถาม ส่งถึงบริษัทประกันภัยโดยด่วน
  • ระบุชัดว่า “ให้เสนอจ่ายค่าสินไหมภายในเวลา 15.00 น. ของวันนั้น

ผลลัพธ์ที่หลายคนคิดว่า “เป็นไปไม่ได้”… ก็เกิดขึ้นจริง

บริษัทประกันภัยตอบกลับ และยอมเสนอจ่ายทุกค่าเสียหายที่เรียกไป!

โดยไม่ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติมเลย นั่นหมายความว่าจริง ๆ แล้ว “บริษัทประกันภัยสามารถทำได้” แต่เลือกที่จะไม่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี


บริษัทเสนอจ่ายครบทุกส่วน รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

หลังจากได้รับหนังสือทวงถาม บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้แบบ “จัดเต็ม” ครบทุกส่วน ได้แก่

  • ✔ ค่าซ่อมรถ
  • ✔ ค่ารถยก
  • ✔ ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (สิทธิสำคัญที่หลายคนไม่รู้)
  • ✔ ค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยอดรวมเป็นเงิน “หลักแสนบาท”

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ปล่อยให้คดีขาดอายุความ และมีทนายดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร และทำไมถึงสำคัญมาก?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิได้รับเพราะคุณไม่สามารถใช้รถได้ เช่น

  • ค่าเช่ารถในระหว่างซ่อม
  • ค่าเดินทางที่ต้องเสียเพิ่ม เช่น รถสาธารณะ
  • ค่าความเสียหายจากการไม่สามารถใช้รถทำงานหรือประกอบอาชีพได้

แม้คุณจะ ไม่ได้เช่ารถจริง ก็สามารถเรียกร้องได้ตามอัตรามาตรฐานที่ศาลใช้คำนวณ

แต่หลายคนไม่ได้รับเงินส่วนนี้เพราะ:

  • ไม่รู้ว่ามีสิทธิ
  • ไม่เคยทวงหรือไม่มีทนายทวงให้
  • ปล่อยให้คดีหมดอายุความ

เคสนี้คือบทเรียนใหญ่ อย่ารอจนเกือบหมดอายุความ

คุณ A ขับรถจากปราจีนบุรีมาหาทนายอาร์มด้วยตัวเอง และถือว่าเป็น “ความโชคดี” เพราะยังทันเวลาเพียง 3 วันก่อนหมดอายุความ

แต่ผู้เสียหายหลายคนไม่มีโอกาสเหมือนคุณ A

เพราะ…

  • คิดว่าประกันจะจัดการให้เอง
  • กลัวการปรึกษาทนาย
  • ไม่รู้ว่าใกล้ครบอายุความ
  • ปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถทำอะไรได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะยังไม่ชน”

บริษัทประกันมีทีมทนายครบพร้อมตั้งแต่ Day 1 แต่ประชาชนทั่วไปมัก “ไม่มีที่ปรึกษา” จึงกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนทั่วไปควรทำแบบเดียวกัน คือ

ปรึกษาทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ

เพื่อ:

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • กันไม่ให้โดนปัดตก
  • รู้ว่าเรียกค่าอะไรได้บ้าง
  • และที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ

อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยมีหวัง ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันแรกเกิดอุบัติเหตุ

เคสของคุณ A จบด้วยความสำเร็จ ได้รับค่าชดเชยครบทุกบาททุกสตางค์ แต่สาเหตุที่ทำได้เพราะ “ยังทันเวลา” และตัดสินใจมาพบทนายก่อนหมดอายุความ 3 วันเท่านั้น หากคุณเพิ่งประสบอุบัติเหตุ หรือรอคำตอบจากประกันมานานแล้ว หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

อย่าปล่อยทิ้งไว้อีกวันเดียว เพราะคดีหมดอายุความเท่ากับไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีเดียวที่จะปกป้องสิทธิ และทำให้คุณได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
รวมถึงค่าเสียหายอื่น ๆ อย่างครบถ้วนตามสิทธิที่ควรได้ ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

อินฟลูเอนเซอร์ ถูกนำคลิปหรือรูปไปดัดแปลงแปะเว็บพนัน เสียหายหนัก! เข้าใจสิทธิ และวิธีเรียกค่าเสียหายที่ทำได้จริง

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกอย่างถูกแชร์ได้ภายในไม่กี่วินาที “อินฟลูเอนเซอร์” คืออาชีพที่ต้องพึ่งพาภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และเนื้อหาที่สร้างขึ้นเองเป็นหลัก ทว่าช่วงหลังมานี้ ปัญหาการ นำคลิป นำรูปภาพ หรือเนื้อหาต่าง ๆ ของอินฟลูเอนเซอร์ไปดัดแปลง แล้วนำไปลงในช่องอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เกิดขึ้นบ่อยขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะการนำคลิปไป แปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์ เว็บหวยออนไลน์ หรือเว็บพนันบอล เพื่อให้คนเข้าใจว่าต้นคลิปสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับเว็บเหล่านั้น ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

ผลที่ตามมาคืออินฟลูเอนเซอร์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งชื่อเสียง ความเชื่อถือ รายได้ และภาพลักษณ์ทางอาชีพ
แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าแบบนี้ฟ้องได้ และสามารถเรียกค่าเสียหายได้ “หลายส่วน” ไม่ใช่แค่ค่าเสียหายด้านลิขสิทธิ์เท่านั้น

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะทำให้คุณเข้าใจสิทธิของตัวเอง โดยเฉพาะ “อินฟลูเอนเซอร์” ทุกคนที่กำลังเจอเหตุการณ์เดียวกันนี้อยู่ ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง และควร “ปรึกษาทนาย” ตั้งแต่เมื่อไร?

อินฟลูเอนเซอร์ถูกนำคลิปหรือรูปไปตัดต่อ ถือว่า “ละเมิดลิขสิทธิ์” ทันที

ไม่ว่าคุณจะเป็น

  • อินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้า
  • ยูทูบเบอร์
  • ตากล้อง
  • ครีเอเตอร์
  • นักกีฬา นักแสดง ผู้สร้างคอนเทนต์ทุกประเภท

ทุกเนื้อหาที่คุณผลิต เช่น

  • วิดีโอ
  • รูปภาพ
  • เสียง
  • ลายกราฟิก
  • คำพูด หรือสคริปต์

ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์) ที่กฎหมายคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องไปจดทะเบียน

ดังนั้น เมื่อมีบุคคลนำคลิปของคุณไป
✔ ตัดต่อ
✔ ดัดแปลง
✔ พากย์ใหม่
✔ ใส่ข้อความใหม่สร้างความเข้าใจผิด
✔ นำไปลงช่องอื่น
✔ แปะลิงก์เว็บพนัน เว็บหวย หรือการพนันทุกรูปแบบ

ทั้งหมดนี้คือ “การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง” และผู้ทำผิดต้องรับผิดชอบ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องลิขสิทธิ์

เมื่อคลิปหรือภาพของคุณถูกนำไปใช้ข้องเกี่ยวกับเว็บพนัน เว็บบอล หรือเว็บหวยออนไลน์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ…

1. ความเสียหายต่อชื่อเสียง (หมิ่นประมาท หรือ เสื่อมเสียต่อสาธารณะ)

เป็นความเสียหายรุนแรงที่สุด เพราะภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์คือ “ตัวตนทางอาชีพ”
ถูกตัดต่อแล้วถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน = หลายคนจะเข้าใจว่า
❌ อินฟลูเอนเซอร์สนับสนุนเว็บพนัน
❌ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
❌ ร่วมโฆษณาผิดกฎหมาย

ตามกฎหมายสามารถเรียกค่าเสียหายด้านชื่อเสียงได้เต็มจำนวน

2. ความเสียหายทางรายได้ (ผลกระทบทางธุรกิจ)

แบรนด์อาจไม่กล้าร่วมงาน/ไม่กล้าจ้างอีก แม้จะเป็นภาพลักษณ์ที่ถูกดัดแปลง
ทำให้เกิดค่าเสียหายที่เรียกว่า “ค่าเสียรายได้ในอนาคต” ซึ่งฟ้องเรียกได้เช่นกัน

3. ความเสียหายต่อการรับรู้ของสาธารณะ (ความเข้าใจผิด)

เนื้อหาที่ถูกตัดต่ออาจทำให้แฟนคลับเข้าใจผิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อความน่าเชื่อถืออย่างถาวร

4. ความเสียหายทางจิตใจ

อินฟลูเอนเซอร์หลายคนถูกคอมเมนต์ด่า ถูกเข้าใจผิดจนเครียดหรือเสียสภาพจิตใจ
กฎหมายอนุญาตให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ด้วย

แบบนี้ฟ้องอะไรได้บ้าง? อินฟลูเอนเซอร์ควรรู้

1. ฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์

เพราะผลงานถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

2. ฟ้องละเมิดชื่อเสียง (หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา)

หากทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าคุณสนับสนุนเว็บพนัน

3. ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

เช่น

  • ค่าขาดรายได้
  • ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ
  • ค่าชื่อเสียงเสื่อมเสีย
  • ค่าความเสียหายทางจิตใจ
  • ค่าใช้จ่ายในการแก้ข่าว/กู้ภาพลักษณ์

4. ดำเนินคดีอาญาได้ในบางกรณี

เว็บพนันเป็นความผิดตามกฎหมายไทยอยู่แล้ว
การนำคลิปไปใช้สนับสนุนเว็บพนันมีความผิดหลายฐาน สามารถให้ทนายดำเนินคดีอาญาร่วมได้

อินฟลูเอนเซอร์หลายคนยอมปล่อยผ่าน เพราะคิดว่า “เรื่องเล็ก”… ทั้งที่จริงคือเรื่องใหญ่

หลายคนไม่อยากยุ่งยาก หรือคิดว่า “แค่คลิปหนึ่งคลิปเอง”
แต่จริง ๆ แล้วผลกระทบสามารถลากยาวได้เป็นปี โดยเฉพาะเมื่อชื่อเสียงเสียไปแล้ว ยากมากที่จะกู้คืน

และต้องไม่ลืมว่า…

👉 เว็บพนันมักอยู่ต่างประเทศ ต้องดำเนินคดีแบบมีทนายเท่านั้นถึงจะทำได้ถูกขั้นตอน
👉 การเก็บหลักฐานออนไลน์ต้องทำอย่างถูกวิธี ไม่เช่นนั้นใช้ในศาลไม่ได้
👉 หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจกระทบกับสัญญากับแบรนด์และรายได้หลักของอินฟลูเอนเซอร์

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุ ควร รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีออนไลน์และลิขสิทธิ์ทันที

ปรึกษาทนายความ ทางออกที่สามารถคุ้มครองสิทธิของอินฟลูเอนเซอร์ได้

คดีลิขสิทธิ์เกี่ยวกับโลกออนไลน์มีความซับซ้อนสูง การเก็บหลักฐานผิดวิธีหรือทำเรื่องเองอาจทำให้เสียสิทธิทันทีดังนั้น อินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกนำคลิป/รูปไปตัดต่อดัดแปลงควร


ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายดิจิทัลและลิขสิทธิ์
เพื่อให้ประเมินคดี วางแผน และดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หากคุณกำลังเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่ ขออย่าเพิ่งนิ่งเฉย เพราะสิทธิของคุณกำลังถูกละเมิดอย่างชัดเจน

อินฟลูเอนเซอร์มีสิทธิเต็มที่ สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

การนำคลิปหรือภาพของอินฟลูเอนเซอร์ไปดัดแปลงเนื้อหา ลงช่องใหม่ และแปะลิงก์เว็บพนัน
ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ไม่ใช่เรื่องควรทน
และไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน

นี่คือ “การละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง กระทบต่อรายได้โดยตรง”
ซึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ครบทุกส่วนตามกฎหมาย

หากคุณเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่กำลังเจอเหตุการณ์นี้

สามารถปรึกษาทนายอย่างเป็นทางการได้ทันที เพื่อวางแผนเรียกค่าเสียหายให้ครบทุกประเด็น และฟื้นฟูชื่อเสียงของคุณคืนมาให้เร็วที่สุด

โนตารี คืออะไร? ทำไมเอกสารสำคัญถึงต้องมี “โนตารีพับลิค” รับรองไว้?

ในยุคที่เอกสารทางกฎหมายมีบทบาทสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การทำธุรกรรมระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การยื่นเอกสารราชการบางประเภท คำว่า “โนตารี” (Notary Public) หรือ “โนตารีพับลิค” กลายเป็นสิ่งที่หลายคนต้องรู้จักและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า…
โนตารีคืออะไร? จำเป็นแค่ไหน? แล้วทำไมต้องให้ “ทนายความ” ที่มีคุณสมบัติเป็นโนตารีพับลิคเป็นผู้รับรอง?

วันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาอธิบายให้เข้าใจ พร้อมแนะนำบริการโนตารีพับลิคครบวงจร ที่สะดวก รวดเร็ว และถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินการเสร็จภายใน 1 วันเท่านั้น

 “โนตารี” คือใคร และมีหน้าที่อะไร?

โนตารี (Notary Public) คือ ทนายความที่ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความให้ทำหน้าที่รับรองเอกสาร หรือการลงลายมือชื่อของบุคคลในเอกสารต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าเอกสารนั้นเป็นของจริง และผู้ลงชื่อมีตัวตนจริง

โนตารีพับลิคในประเทศไทยจะต้องเป็น ทนายความที่ผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสภาทนายความ ซึ่งเป็นการรับรองตามมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ

หน้าที่หลักของโนตารีพับลิค เช่น

  • รับรองลายมือชื่อในเอกสารทางกฎหมาย
  • รับรองสำเนาเอกสารสำคัญ
  • รับรองคำแปลของเอกสาร
  • รับรองเอกสารสำหรับใช้ในต่างประเทศ (เช่น ใช้ยื่นวีซ่า หรือเอกสารธุรกิจระหว่างประเทศ)
  • รับรองคำให้การหรือหนังสือมอบอำนาจ

เอกสารแบบไหนที่ “ต้อง” ใช้โนตารีพับลิค?

เอกสารบางประเภทจะ ไม่มีผลทางกฎหมายต่างประเทศ หากไม่มีการรับรองจากโนตารีพับลิค เช่น

1.     เอกสารสำหรับใช้ต่างประเทศ

o    หนังสือมอบอำนาจให้บุคคลในต่างประเทศ

o    เอกสารสมัครเรียน หรือเอกสารประกอบการทำงานในต่างประเทศ

o    สัญญาระหว่างประเทศ หรือเอกสารธุรกิจข้ามชาติ

2.     เอกสารที่ต้องใช้ยื่นต่อสถานทูต / สถานกงสุล
เช่น ใบรับรองการทำงาน ใบรับรองความประพฤติ ใบเกิด ใบสมรส ฯลฯ

3.     เอกสารทางธุรกิจและการลงทุน
เช่น ข้อตกลงทางการค้า สัญญาซื้อขายหุ้น หนังสือมอบอำนาจผู้ถือหุ้น หรือเอกสารจดทะเบียนบริษัทต่างประเทศ

4.     เอกสารทางการเงิน
เช่น หนังสือรับรองรายได้ เอกสารแสดงฐานะทางการเงิน เพื่อยื่นประกอบการขอสินเชื่อหรือขอวีซ่า

ทำไมต้องให้ “ทนายความโนตารีพับลิค” เป็นผู้รับรอง?

เพราะในประเทศไทย บุคคลทั่วไปไม่มีสิทธิ์ทำหน้าที่โนตารีได้ มีเพียง ทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาทนายความ เท่านั้นที่สามารถลงนามในฐานะโนตารีพับลิคได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อดีของการให้ทนายความเป็นผู้รับรองเอกสาร ได้แก่

มั่นใจได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย
ทนายความเข้าใจกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง ทำให้การรับรองเอกสารมีความถูกต้องตามหลักกฎหมายทุกประการ

เพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากล
เอกสารที่รับรองโดยโนตารีพับลิคสามารถนำไปใช้ต่างประเทศได้ โดยเฉพาะเมื่อผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล (Legalization) ต่อ

ลดความเสี่ยงเอกสารปลอม / ลายเซ็นปลอม
เพราะโนตารีจะต้องตรวจสอบตัวตนของผู้ลงนามอย่างเข้มงวดก่อนรับรองเอกสาร

ใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้
หากเกิดข้อพิพาท เอกสารที่ผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิคมีน้ำหนักในทางกฎหมายมากกว่าเอกสารทั่วไป

โนตารีพับลิคกับชีวิตจริง จำเป็นกว่าที่คิด!

ไม่ว่าจะเป็น

  • เจ้าของกิจการที่ต้องทำสัญญากับคู่ค้าต่างประเทศ
  • คนที่กำลังสมัครเรียนหรือขอวีซ่าไปต่างประเทศ
  • หรือแม้แต่คนที่ต้องมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนในต่างประเทศ

เอกสารทั้งหมดนี้ “ต้องมีโนตารีพับลิค” เพื่อรับรองความถูกต้องและตัวตนของผู้ลงนามเสมอ

ดังนั้น อย่าคิดว่า “เอกสารทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีโนตารี” เพราะแม้แต่หนังสือมอบอำนาจธรรมดา หากจะใช้ในต่างประเทศ ก็ต้องผ่านการรับรองโนตารีก่อนเสมอ

บริการโนตารีพับลิคโดย “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ดำเนินการภายใน 1 วันเท่านั้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการ โนตารีพับลิคครบวงจร โดยทนายความที่ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บริการของเราโดดเด่นด้วยความ รวดเร็ว ถูกต้อง และสะดวกสูงสุด

·  ดำเนินการภายใน 1 วันเท่านั้น
เอกสารคุณจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมรับรองภายในวันเดียว ไม่ต้องรอหลายวันให้ยุ่งยาก

·  ไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงาน
เพียงส่งเอกสารผ่านช่องทางออนไลน์ ทีมทนายความจะตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการรับรองให้ทันที

·  จัดส่งเอกสารตัวจริงถึงมือคุณ

  • สำหรับพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล — จัดส่งเอกสารฉบับจริงโดย แมสเซ็นเจอร์มืออาชีพ ถึงที่
  • สำหรับ ต่างจังหวัด — จัดส่งแบบด่วนพิเศษ ได้รับไวภายใน 1–2 วันทำการ

·  รับรองเอกสารทุกประเภท
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือมอบอำนาจ สัญญา ใบรับรอง หรือคำแปลเอกสาร ทีมทนายความของเราพร้อมดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอน

ทำไมต้องเลือกใช้บริการที่ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

เพราะเราคือสำนักงานกฎหมายที่ให้บริการโดยทีมทนายความมืออาชีพ เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายภายในประเทศและเอกสารระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านโนตารีพับลิค

✔ ทีมทนายได้รับใบอนุญาตโนตารีพับลิคจากสภาทนายความ
✔ ตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดก่อนรับรองทุกฉบับ
✔ ให้คำปรึกษาก่อนและหลังการรับรองเอกสาร
✔ ส่งงานรวดเร็ว เสร็จภายใน 1 วัน
✔ มีบริการจัดส่งเอกสารถึงบ้านทั่วประเทศ

“โนตารีพับลิค” ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องทางเอกสาร แต่คือการยืนยันความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางกฎหมายในทุกการทำธุรกรรม

การมี “โนตารีพับลิค” รับรองเอกสาร ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องทางเอกสาร แต่คือการ ยืนยันความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางกฎหมาย ของคุณในทุกการทำธุรกรรม

หากคุณต้องการความมั่นใจในเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะใช้ในประเทศหรือต่างประเทศ ให้ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โนตารีพับลิค” ดูแลแทนคุณ

ดำเนินการง่าย ✔
ไม่ต้องเดินทาง ✔
รับรองโดยทนายความมืออาชีพ ✔
พร้อมจัดส่งฉบับจริงถึงบ้านภายใน 1 วัน ✔

เพราะเอกสารของคุณมีคุณค่าให้โนตารีพับลิคจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้รับรองความถูกต้องให้ทุกขั้นตอน

ต้องการใช้บริการโนตารีพับลิคภายใน 1 วัน
📞 ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือทักมาทางช่องทางออนไลน์ได้ทันทีสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบจบในที่เดียว!

ผ่อนประกันภัยรถยนต์ ได้จริงไหม? แล้วถ้าเกิดเหตุแต่ยังผ่อนไม่หมด ประกันจะคุ้มครองหรือไม่?

ทุกวันนี้การ ผ่อนประกันภัยรถยนต์ กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนมีรถเกือบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจตึงตัว การจ่ายค่าเบี้ยทีเดียวทั้งก้อนอาจทำให้หลายคนรู้สึกหนักใจ การผ่อนจ่ายรายเดือนจึงเป็นทางออกที่ดี ที่ทำให้คนมีรถสามารถมี “หลักประกันความอุ่นใจ” ได้โดยไม่ต้องกระทบเงินหมุนในชีวิตประจำวันมากนักแต่คำถามที่คนจำนวนไม่น้อยยังสงสัยก็คือ…

 “ถ้าเกิดอุบัติเหตุ แต่ผ่อนค่าเบี้ยประกันภัยยังไม่หมด ประกันภัยจะคุ้มครองไหม?”

คำถามนี้สำคัญมาก และเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของผู้เอาประกันภัย เพราะหลายกรณีเกิดข้อโต้แย้งกับบริษัทหรือกับตัวแทนจนกลายเป็นคดีความได้เลย

ทำความเข้าใจ การผ่อนประกันภัยรถยนต์คืออะไร?  

การ “ผ่อนประกันภัยรถยนต์” หมายถึงการที่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ชำระค่าเบี้ยทั้งหมดในคราวเดียว แต่แบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ตามข้อตกลง เช่น รายเดือน หรือรายไตรมาส

ในทางปฏิบัติ การผ่อนประกันภัยอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น

  • ผ่อนผ่าน บัตรเครดิต (ธนาคารเป็นผู้ให้สินเชื่อ)
  • ผ่อนกับ ตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัยโดยตรง
  • ผ่อนกับผู้ให้บริการสินเชื่อภายนอก ที่ร่วมมือกับบริษัทประกันภัย

ไม่ว่าคุณจะผ่อนรูปแบบไหน สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ “สัญญาประกันภัย” ถือว่าเกิดขึ้น ทันทีที่มีการตกลงกันถูกต้องและมีการชำระค่าเบี้ยงวดแรกแล้ว

แล้วถ้ายังผ่อนไม่หมด แต่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ประกันต้องคุ้มครองไหม?

ตามหลักกฎหมายต้องคุ้มครองแน่นอน

เพราะในทางกฎหมาย “สัญญาประกันภัย” ถือว่าเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่มี คำเสนอ – คำสนองตรงกัน และมี การชำระค่าเบี้ย (แม้เพียงงวดแรก) เสร็จสมบูรณ์

การที่คุณ “ผ่อนค่าเบี้ย” ไม่ได้แปลว่าบริษัทประกันภัยเป็นคนให้ผ่อนนะคะ แต่เป็น “ตัวแทน” หรือ “ธนาคาร” ที่ให้เครดิตแก่คุณ เพราะฉะนั้น บริษัทประกันภัยได้รับเงินค่าเบี้ยครบถ้วนแล้วจากผู้ให้เครดิตตั้งแต่ต้น

กล่าวอีกอย่างคือ

  • บริษัทประกันภัยรับเงินเต็มแล้ว
  • ตัวแทนหรือธนาคารเป็นผู้ให้คุณ “ผ่อนใช้คืน” ภายหลัง

ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น แม้ว่าคุณยังผ่อนไม่หมด บริษัทประกันภัยต้องคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ส่วนเรื่องการผ่อนไม่ครบเป็นเรื่องระหว่างคุณกับผู้ให้สินเชื่อ ไม่เกี่ยวกับการรับผิดของบริษัทประกันภัยโดยตรงเลย

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติว่าคุณซื้อ ประกันภัยชั้น 1 ผ่านตัวแทน โดยผ่อน 10 งวด

  • ตัวแทนนำเงินค่าเบี้ยทั้งหมดไปชำระให้บริษัทประกันภัยทันที
  • บริษัทประกันภัยออก กรมธรรม์ละใบเคลม ให้คุณเรียบร้อย

แต่ต่อมาคุณค้างผ่อนไป 3 งวด แล้วเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจอ้างว่า “ไม่คุ้มครองเพราะยังผ่อนไม่หมด”

ซึ่งตามกฎหมายแล้วถือว่าไม่ถูกต้อง! เพราะบริษัทได้ค่าเบี้ยครบแล้วตั้งแต่ตอนตัวแทนนำส่ง ดังนั้นความคุ้มครองยังคงอยู่

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนหรือนายหน้าก็มีสิทธิ์เรียกเก็บเงินผ่อนค้างชำระจากคุณภายหลังได้ตามสัญญา

ความเห็นจาก “ทนายอาร์ม” อย่าคิดจะหยุดผ่อนเพราะคิดว่าบริษัทต้องคุ้มครองอยู่ดี

“สัญญาประกันภัยคือสัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อมีคำเสนอคำสนองตรงกัน และมีการชำระค่าเบี้ยประกันภัย ไม่ว่าจะจ่ายเต็มหรือผ่อน ถ้าได้เริ่มชำระแล้ว ประกันภัยต้องคุ้มครองแน่นอนครับ”

“แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องมีความรับผิดชอบในสัญญาด้วย อย่าคิดจะหยุดผ่อนเพราะคิดว่าบริษัทต้องคุ้มครองอยู่ดี นั่นจะกลายเป็นปัญหาทางจริยธรรม และอาจกระทบเครดิตของคุณภายหลังได้”

ทนายอาร์มยังแนะนำเพิ่มเติมว่า หากเกิดเหตุแล้วบริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองโดยอ้างเรื่อง “ผ่อนไม่หมด” ผู้เอาประกันภัยสามารถยื่นฟ้องศาลในฐานะ “ผู้บริโภค” ได้เลย ซึ่งคดีประเภทนี้อยู่ในหมวดคดีคุ้มครองผู้บริโภค ศาลมักพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับผู้เอาประกันภัย หากมีหลักฐานชัดเจนว่าได้เริ่มชำระเบี้ยแล้วจริง

ผ่อนประกันภัยรถยนต์มีข้อดีอย่างไร?

1.เข้าถึงความคุ้มครองง่ายขึ้น — คนที่มีงบน้อยไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่ก็สามารถมีประกันได้

2.ช่วยบริหารสภาพคล่องทางการเงิน — ไม่กระทบเงินหมุน ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ต่อเนื่อง

3.ได้รับสิทธิความคุ้มครองทันที — หลังชำระงวดแรก บริษัทจะออกกรมธรรม์และคุ้มครองทันที

4.มีหลักฐานชัดเจนทางกฎหมาย — ทุกการผ่อนจะมีเอกสารยืนยัน สามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดข้อพิพาท

อย่าปล่อยให้รถไม่มีประกันภัย แม้งบน้อยก็เริ่มได้!

หลายคนคิดว่า “ยังไม่พร้อม” เพราะเงินไม่พอจ่ายเบี้ยเต็ม แต่จริง ๆ แล้วทุกคนสามารถเริ่มได้ด้วย ประกันภัยรถยนต์แบบผ่อน โดยเฉพาะกับ “ทนายอาร์ม” ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวแทนจำหน่ายประกันภัยแล้ว ยังเป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยโดยตรง

ซื้อประกันภัยกับสำนักงานประกันวินาศภัย ศุภสิทธิ์ ศิริ (โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม)
คุณจะได้ทั้ง
✅ ความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยชั้นนำ
✅ ตัวเลือกการผ่อนสบาย ดอกเบี้ยต่ำ
✅ และที่ปรึกษาทางกฎหมายส่วนตัว เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือข้อพิพาท

ผ่อนประกันภัยรถยนต์” ไม่เพียงช่วยให้คนมีรถทุกระดับเข้าถึงความคุ้มครองได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ในทางกฎหมาย ยังถือว่าสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันแรกที่เริ่มชำระค่าเบี้ย ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างผ่อน บริษัทประกันภัย ต้องคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์

เพียงแค่คุณมีวินัยผ่อนให้ครบ และเลือกทำประกันภัยกับตัวแทนที่น่าเชื่อถือ มีที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแล อย่าง “ทนายอาร์ม

หากต้องการปรึกษาเรื่องการทำประกันภัย ติดต่อ สำนักงานประกันวินาศภัย ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้เลยวันนี้ หรือต้องการปรึกษากฎหมาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

เพราะ “ซื้อประกันภัยกับทนายอาร์ม” คุณไม่ได้แค่ซื้อความคุ้มครอง แต่ซื้อ “ความมั่นใจทางกฎหมาย” ไปพร้อมกันด้วย     

มีรถแต่มีเงินน้อย ซื้อประกันภัยแบบไหนดี? โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม มีคำตอบ พร้อมทางเลือกเริ่มต้นเพียง 1,900 บาท/ปี

การมี “รถยนต์” ไม่ใช่เรื่องเล็กในยุคนี้ เพราะไม่ว่าจะใช้ขับไปทำงาน รับส่งลูก หรือทำธุรกิจ รถคือทรัพย์สินสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่สิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ “ความเสี่ยง” บนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทั้งอุบัติเหตุ การเฉี่ยวชน หรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น
คำถามคือ ถ้ามี “รถ” แต่ “มีเงินไม่มาก” จะซื้อประกันภัยแบบไหนดีให้คุ้มค่าและยังอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุ?

วันนี้โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม จะมาแนะนำทางเลือก “ประกันภัยประเภท 3” สำหรับคนมีงบน้อยแต่ยังอยากมีหลักประกันไว้คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของทั้งตนเองและผู้อื่นในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

ทำความเข้าใจก่อนเลือก “ซื้อประกันภัย”

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันภัยรถยนต์ ควรรู้ก่อนว่า ประกันภัยแต่ละประเภทมีความคุ้มครองต่างกันอย่างไร?

1.ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 – คุ้มครองสูงสุด ทั้งรถเราและรถคู่กรณี รวมถึงกรณีรถหาย ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติ

2.ประกันภัยชั้น 2+ และ 3+ – คุ้มครองเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบก มีข้อจำกัดบางส่วน

3.ประกันภัยชั้น 3 – คุ้มครอง “คู่กรณี” และ “บุคคลภายนอก” ในกรณีที่เราขับรถไปชนผู้อื่นจนเกิดความเสียหายทางชีวิตหรือทรัพย์สิน

ซึ่ง “ประกันภัยประเภท 3” ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับคนที่ต้องการ ซื้อประกันภัยในราคาถูก แต่ยังได้ความคุ้มครองพื้นฐานตามกฎหมาย

ทำไมคนมีงบน้อยควรเลือก “ประกันภัยประเภท 3” ดีกว่าปล่อยให้รถไม่มีประกันภัยเลย?

หลายคนเข้าใจว่า “ประกันภัยราคาถูก” แปลว่า “ไม่คุ้มครองอะไรเลย” แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะ ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 มีจุดเด่นคือ

คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณี
หากขับรถชนคนหรือทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายตามวงเงินที่กำหนด

จ่ายเบี้ยประกันภัยเพียงหลักพันต่อปี
โดยเฉพาะกับโปรพิเศษของโปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์มที่เริ่มต้นเพียง 1,900 บาท/ปีเท่านั้น! ถือเป็นราคาที่จับต้องได้ แม้สำหรับคนที่มีรายได้ไม่สูง

ทำไมต้องซื้อประกันภัย โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม?

สิ่งที่ทำให้ “โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม” แตกต่างจากที่อื่น คือการที่คุณไม่ได้แค่ซื้อประกันภัย แต่คุณจะได้ที่ปรึกษากฎหมายมืออาชีพไปพร้อมกัน

ทนายอาร์ม คือทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัย ที่มีประสบการณ์จริงในการต่อสู้คดีให้ผู้เอาประกันภัยมาหลายร้อยคดี รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย และเข้าใจสิทธิของผู้เอาประกันอย่างแท้จริง

ดังนั้น เมื่อคุณ ซื้อประกันภัยกับทนายอาร์ม นั่นหมายถึง

“คุณไม่ได้มีแค่ประกัน แต่มีทนายความคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่วันแรก”

เพราะเวลาบริษัทประกันภัยไม่ซัพพอร์ทลูกค้า หรือปัดความรับผิดชอบ คุณจะไม่ต้องเผชิญเหตุการณ์นั้นลำพังอีกต่อไป

คุ้มครองมากกว่าที่คิด แม้ราคาเพียง 1,900 บาท

หลายคนสงสัยว่า “แค่ 1,900 บาทต่อปี จะคุ้มครองอะไรได้บ้าง?”
คำตอบคือ “มากกว่าที่คุณคิด” เพราะ ประกันภัยประเภท 3 ครอบคลุมถึง

  • ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของคู่กรณี
  • ค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณีตามวงเงินกรมธรรม์
  • ค่าชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่น
  • ค่าทนายความเมื่อมีคดีทางแพ่งหรือต้องต่อสู้ในชั้นศาล

โดยเฉพาะเมื่อคุณทำประกันภัยผ่าน “โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม” คุณจะได้รับคำปรึกษาทางกฎหมาย! เมื่อเกิดเหตุอุบัติเหตุหรือข้อพิพาทกับบริษัทประกันภัย

เพราะ “กลัวชนคนอื่น” คือเหตุผลที่ควรทำประกันภัย

หลายคนอาจคิดว่า ขับรถระวังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันภัย แต่ในความเป็นจริง “อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้แม้เราจะไม่ผิด”
หลักการของการทำประกันภัยจึงไม่ใช่แค่ “ป้องกันความเสียหายของรถเรา” แต่คือ “ป้องกันไม่ให้เราทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

การมีประกันภัยจึงไม่ต่างจากการ “ซื้อความสบายใจ” และ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” เพราะเมื่อเกิดเหตุ บริษัทประกันจะเข้ามาชดใช้ค่าเสียหายแทนเรา ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด

ดังนั้น แม้จะมีเงินน้อย ก็ไม่ควรละเลยการมีประกันภัย เพราะเพียง 1,900 บาทต่อปี ก็สามารถลดความเสี่ยงได้

หากคุณกำลังหาที่ซื้อประกันภัยราคาถูกและไว้ใจได้จริง โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม คือคำตอบ

ที่นี่มีทีมงานมืออาชีพและทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกันภัย คอยให้คำปรึกษาและดูแลคุณตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างทำสัญญา ไปจนถึงหลังเกิดเหตุ
เพราะเราเข้าใจดีว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่แค่ “กรมธรรม์ราคาถูก” แต่คือ “ความมั่นใจว่าคุณจะไม่เสียเปรียบบริษัทประกันภัย”

ซื้อประกันภัยกับทนายอาร์ม คุ้มค่าแน่นอน

ในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด ประกันภัยที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป
ขอเพียงเลือกซื้อประกันภัยกับผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้
คุณก็สามารถปกป้องตัวเองและคนอื่นได้ โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่

✅ เริ่มต้นเพียง 1,900 บาท/ปี
✅ มีทนายอาร์มที่ปรึกษาคดีประกันภัยมืออาชีพคอยดูแล
✅ คุ้มครองครบ เข้าใจง่าย

เพราะการ “ซื้อประกันภัยกับทนายอาร์ม” ไม่ใช่แค่การซื้อกรมธรรม์ แต่คือการซื้อความสบายใจและความยุติธรรมให้กับตัวคุณเอง

 สนใจซื้อประกันภัยรถยนต์ ติดต่อ Line Official โปรเด็ดประกันภัย by ทนายอาร์ม

ที่ปรึกษากฎหมายด้านประกันภัยอันดับหนึ่งของไทย

ซื้อประกันภัยกับเรา = ได้ทนายความที่ปรึกษาไปพร้อมกัน

ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ทำไม “ร่างสัญญา” ต้องให้ทนายความเป็นผู้จัดทำ แม้เอกสารธรรมดาก็สำคัญกว่าที่คิด?

ในยุคที่ทุกองค์กรตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ต้องทำเอกสารทางธุรกิจอยู่เป็นประจำ เช่น เอกสารเลิกจ้างพนักงาน, สัญญาจ้างงาน, สัญญาเช่าพื้นที่, สัญญาร่วมลงทุน หรือแม้แต่ หนังสือข้อตกลงทั่วไป หลายคนอาจมองว่าเอกสารเหล่านี้สามารถ “ร่างเองได้” หรือ “คัดลอกจากอินเทอร์เน็ต” ก็เพียงพอแล้ว

แต่ในความเป็นจริง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ “สัญญา” ทุกประเภท ล้วนมีผลทางกฎหมายโดยตรง หากร่างไม่รอบคอบหรือขาดข้อความสำคัญบางส่วน อาจนำไปสู่ความเสียหายทางธุรกิจ มูลค่าหลักหมื่นถึงหลักล้านบาทได้เลยทีเดียว

ดังนั้น การให้ “ทนายความ” เป็นผู้ร่างสัญญา จึงไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็น “การลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางกฎหมาย” ที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญ

ทนายความเข้าใจโครงสร้างทางกฎหมายของ “สัญญา” อย่างแท้จริง

การ “ร่างสัญญา” ให้สมบูรณ์แบบ ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดวางข้อความให้สวยงามหรือมีลายเซ็นครบถ้วนเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจว่า “ข้อความแต่ละบรรทัดมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างไร”

ตัวอย่างเช่น

  • การใช้คำว่า “นายจ้างอาจเลิกจ้างได้” กับ “นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้” มีผลต่างกันทางกฎหมาย
  • การไม่ระบุ “เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา” อาจทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเรียกร้องค่าเสียหายได้
  • หรือแม้แต่ “การเว้นวรรคผิดตำแหน่ง” ก็อาจเปลี่ยนความหมายของข้อสัญญาได้โดยสิ้นเชิง

ทนายความผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถร่างสัญญาโดยคำนึงถึง “ผลทางกฎหมายในอนาคต” ได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการฟ้องร้อง การจำกัดความรับผิด หรือการวางเงื่อนไขให้ลูกความอยู่ในสถานะได้เปรียบ

ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก “การร่างเอง”

หลายองค์กรโดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก มักมองว่าการจ้างทนายร่างสัญญาเป็นค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น จึงเลือกใช้ “แบบฟอร์มสัญญาออนไลน์” หรือให้พนักงานฝ่ายบุคคลช่วยจัดทำแทน

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • สัญญาไม่ครอบคลุมสถานการณ์จริง
  • ไม่มีการระบุเงื่อนไขเรื่องการเลิกสัญญา การชดเชย หรือความรับผิด
  • เมื่อเกิดปัญหา ฟ้องร้องได้ยากเพราะสัญญาไม่ชัดเจน

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือเอกสารเลิกจ้างพนักงาน หลายบริษัทร่างเองโดยไม่ได้ระบุเหตุผลการเลิกจ้างหรือการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ทำให้สุดท้ายต้องจ่ายค่าเสียหายเพิ่ม หรือถูกฟ้องกลับภายหลัง

ในทางกลับกัน หากมีทนายความเป็นผู้ร่างตั้งแต่ต้น จะสามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้อย่างรอบคอบ เพราะทนายจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารนั้น “ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน” และ “ปกป้องสิทธิ์ของนายจ้าง” อย่างสมดุล

การร่างโดยทนายสามารถให้องค์กรมั่นใจได้ว่า “เอกสารมีผลทางกฎหมาย 100%”

การร่างเอกสารทางกฎหมายต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน เช่น

  • การระบุคู่สัญญาอย่างถูกต้อง
  • การกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบชัดเจน
  • การใช้ถ้อยคำที่ไม่คลุมเครือ
  • การลงลายมือชื่อและพยานตามที่กฎหมายกำหนด

หากขาดเพียงข้อใดข้อหนึ่ง เอกสารนั้นอาจ “ไม่มีผลบังคับใช้” หรือไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ ซึ่งทนายความจะตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ให้ครบถ้วนก่อนส่งมอบเอกสารให้ลูกค้า

คุ้มค่าในระยะยาว ป้องกันคดีความและลดต้นทุนธุรกิจ

หลายองค์กรเลือกประหยัดงบประมาณด้วยการร่างเอง แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง กลับต้องเสียเงิน “ว่าจ้างทนายความ” เพื่อแก้ไขภายหลัง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลายเท่าตัว

การให้ทนายความร่างเอกสารตั้งแต่ต้นจึงสามารถ “ลดความเสี่ยงและต้นทุนทางคดี” ได้อย่างชัดเจน เพราะทนายจะวางเงื่อนไขที่สามารถป้องกันความขัดแย้งในอนาคต เช่น

  • เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา
  • วิธีการระงับข้อพิพาท
  • ขอบเขตความรับผิดของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย

ทั้งหมดนี้เป็นการวางรากฐานทางกฎหมายให้ธุรกิจของคุณมั่นคงและดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ครอบคลุมทุกบริการด้านกฎหมาย โดยเฉพาะบริการ “ร่างสัญญา” ทุกรูปแบบ

หากคุณกำลังมองหาทนายความมืออาชีพที่สามารถร่างเอกสารสัญญาได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และครอบคลุมทุกประเด็นทางกฎหมาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือคำตอบที่คุณวางใจได้

เราให้บริการร่างสัญญาทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น

  • สัญญาจ้างงาน / สัญญาเลิกจ้าง
  • สัญญาซื้อขาย / สัญญาเช่าทรัพย์
  • สัญญาร่วมลงทุน / สัญญากู้ยืม
  • หนังสือข้อตกลงระหว่างบุคคลหรือองค์กร

โดยมีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คอยตรวจสอบและจัดทำเอกสารให้เสร็จภายใน 1 วันทำการ เพื่อความสะดวกและความมั่นใจของลูกค้า

อย่าคิดว่า “เอกสารเล็ก ๆ” ไม่สำคัญ เพราะในทางกฎหมาย เอกสารทุกฉบับคือ “พยานหลักฐาน” ที่มีผลต่อสิทธิและหน้าที่ของคุณ การร่างเองโดยไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายอาจทำให้คุณเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

การให้ทนายความเป็นผู้ร่างสัญญา จึงไม่ใช่การจ่ายเงินเพิ่ม แต่คือการ “ซื้อความปลอดภัยทางกฎหมาย” ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับองค์กรของคุณ

หากคุณต้องการให้เอกสารทุกฉบับถูกต้อง ครอบคลุม และมั่นใจได้ว่ามีผลทางกฎหมายแน่นอน
📞 ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์  – สำนักงานกฎหมายที่ครอบคลุมทุกบริการ โดยเฉพาะบริการ “ร่างสัญญา” ทุกรูปแบบ เพราะเอกสารที่ดี จะช่วยปกป้องคุณได้ในวันที่มีปัญหา

อุทาหรณ์ผู้เอาประกันภัย! ขับรถชนคนเจ็บ แต่บริษัท “ประกันภัย” ไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อความเชื่อใจในบริษัทประกันภัยกลายเป็นความเสียหายซ้ำซ้อน

ทนายอาร์มแนะ วิธีเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ในโลกของประกันภัยหลายคนเชื่อว่าการมีกรมธรรม์ไว้คือ “เกราะป้องกัน” ยามเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลับพบว่า เมื่อถึงเวลาต้องใช้สิทธิจริง ๆ ผู้เอาประกันภัยกลับต้อง “เดินเรื่องเองทุกขั้นตอน” แถมบางครั้งบริษัทประกันภัยยัง “ปัดความรับผิดชอบ” จนผู้เอาประกันต้องรับภาระร่วมกับผู้บาดเจ็บเอง

เรื่องจริงนี้เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์เขาได้ขับรถไปชนคนเจ็บจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้ตำรวจชี้ว่าเขาเป็นฝ่ายผิด ทุกอย่างดูเหมือนจะอยู่ในขั้นตอนของการเคลมตามปกติ แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นเมื่อบริษัทประกันภัย “ไม่ช่วยเหลือ” แม้แต่ในขั้นตอนสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล

บริษัทประกันภัย “ไม่สำรองจ่าย” ทั้งที่มีใบเคลม

ชายผู้เอาประกันภัยเล่าว่า เขามีเอกสารครบถ้วน ทั้งใบเคลมและหลักฐานการเกิดอุบัติเหตุ แต่บริษัทประกันภัยกลับให้เหตุผลว่า “ต้องให้ผู้เอาประกันและผู้ประสบภัยร่วมกันสำรองจ่ายก่อน” แม้จะมีใบเคลมอยู่ในมือ บริษัทก็ไม่ออกหนังสือรับรองให้โรงพยาบาลนำไปเบิกกับบริษัทได้โดยตรง ผลลัพธ์คือ ทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บต้องร่วมกันควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนเอง ฟังดูอาจแปลก แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริง และเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่ทำประกันทุกคนต้องตระหนักว่า

“การมีประกันภัยไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติในทุกกรณี”

เมื่อผู้เอาประกันภัย “กลายเป็นผู้เสียหายซ้ำซ้อน”

หลังเกิดเหตุ ตำรวจชี้ชัดว่า ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด หมายความว่าเขามีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่กรณีตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นว่า ทั้งผู้เอาประกันและผู้บาดเจ็บต้องร่วมมือกันเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกันภัย แทนที่บริษัทจะเป็นผู้จัดการเรื่องเคลมและชดใช้ตรงตามเงื่อนไข กลับทำให้ผู้เอาประกันกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” ทั้งเสียเงิน เสียเวลา และเสียความรู้สึก

 “ทนายอาร์ม” แนะนำ : ฟ้องศาลร่วมกันในคดีคุ้มครองผู้บริโภค

ทนายอาร์มแนะนำแนวทางว่า
หากผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บร่วมมือกันฟ้องบริษัทประกันภัยต่อศาล สามารถดำเนินคดีในฐานะ “คดีคุ้มครองผู้บริโภค” ได้ เพราะทั้งคู่ถือเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม

สิ่งสำคัญคือ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริง

ผู้เอาประกันภัยสามารถเรียกคืนค่าเสียหายทั้งหมดได้ รวมถึงค่าทนายความด้วย

ในบางคดี ศาลมีคำสั่งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าทนายความให้ผู้เสียหายด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของศาล

ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทนายจะสามารถดำเนินคดีให้เป็นระบบ ถูกต้องตามขั้นตอน และลดโอกาสเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

ทนายสามารถรับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ได้อย่างถูกกฎหมาย

หลายคนอาจไม่รู้ว่ากฎหมายทนายความไทยอนุญาตให้ทนายเรียกค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากทุนทรัพย์ที่บังคับคดีได้
ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถตกลงกับทนายได้อย่างโปร่งใส เช่น

  • กำหนดเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากยอดเงินที่เรียกคืนได้
  • หรือจ่ายค่าทนายแบบเหมาเพื่อให้ดำเนินคดีจนจบ

การพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และทำให้คดีดำเนินไปได้เร็วขึ้นโดยไม่เกิดความขัดแย้งเรื่องผลตอบแทนในภายหลัง

อย่ารอให้เรื่องผ่านไปนาน ถึงจะหาทนาย

อีกหนึ่งข้อเตือนใจจากทนายอาร์มคือ

“อย่ารอให้เรื่องผ่านไปหลายปีหรืออาการบาดเจ็บหายก่อน ถึงจะเริ่มฟ้อง เพราะเมื่อคุณหายแล้ว คุณอาจหมดสิทธิ์เรียกร้องค่าพิการหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมได้”

ในทางปฏิบัติ มีหลายกรณีที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้บาดเจ็บรอจนหายดีแล้วค่อยดำเนินคดี ทำให้ศาลพิจารณาว่า “ไม่มีความเสียหายต่อเนื่อง” ส่งผลให้ได้รับเพียงค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น

ดังนั้น หากเกิดเหตุ ควรปรึกษาทนายความทันทีหลังอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพื่อให้ทนายดำเนินการตรวจสอบสิทธิ์และเอกสารตั้งแต่แรก

บริษัทประกันภัย “ขายประกัน” ง่าย แต่ตอนเคลมกลับยาก

ในมุมของผู้เอาประกัน หลายคนเลือกทำประกันกับบริษัทที่โฆษณาว่าบริการดี เคลมง่าย
แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกิดเหตุจริง หลายบริษัทกลับมีข้ออ้าง เช่น

  • “งานเยอะ ยังไม่ถึงคิวตรวจสอบ”
  • “ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายนี้ ต้องให้ลูกค้าไปทำเองก่อน”
  • “ต้องรอเอกสารจากโรงพยาบาลก่อนเบิกได้”

สุดท้าย ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นฝ่ายรับภาระมาดำเนินการเอง ทั้งโทรตาม ทั้งยื่นเอกสารซ้ำ ๆ กลายเป็นว่าการขายประกันง่าย แต่การให้บริการหลังการขายกลับยากเย็น

นี่คือเหตุผลที่ ทนายอาร์มย้ำเสมอว่า

“เวลาขายประกันภัย คุณขายความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ แต่เวลาลูกค้าเกิดเหตุ คุณต้องเซอร์วิสลูกค้า ไม่ใช่หาข้ออ้าง”

คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เอาประกันภัยทุกคน

1.เก็บหลักฐานทุกอย่างให้ครบ – ใบเคลม, ใบแจ้งความ, ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษา

2.แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีหลังเกิดเหตุ และขอเลขเคลมเป็นหลักฐาน

3.อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเอกสารยอมความหรือสละสิทธิ์

4.ปรึกษาทนายความทันที หากบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบหรือไม่ได้รับความคืบหน้า

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนว่า การมี “ประกันภัย” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับการดูแลเสมอไป แต่หากคุณรู้จักใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง และมีทนายความที่ปรึกษา ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้น คุณจะไม่เพียงแต่เรียกคืนสิ่งที่เสียไปได้ครบ แต่ยังอาจได้รับความเป็นธรรมมากกว่าที่คิด

เพราะในยุคที่บริษัทต่าง ๆ แข่งกัน “ขายประกัน” อย่าลืมว่า “ผู้เอาประกัน” เองก็ต้องรู้เท่าทันประกันเช่นกัน ปรึกษาทนายความวันนี้ เพื่อที่คุณจะไม่เสียรู้บริษัทประกันภัยอีกต่อไป

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!